แม่ทัพเหวินตี้และซูเยี่ยนตัดสินใจใช้วิธีสู้รบแบบกองโจรเพราะฝ่ายของตนน้อยกว่าศัตรูมากนักพวกเขาจำเป็นต้องเป็นฝ่ายตั้งรับเพราะการบุกด้วยจำนวนทหารอันน้อยนิดก็เท่ากับว่าเป็นการตายเปล่า
ตอนเที่ยงตรงแม่ทัพโจวฉือนำกองทัพสองพันนายบุกไปที่ค่ายของศัตรูตอนนี้ซูเยี่ยนที่ประจำอยู่ด่านหน้ามีทหารเพียงห้าร้อยนายคุมเชิงอยู่ พอเขาได้เผชิญหน้ากับกองทัพยิ่งใหญ่ของแคว้นหลีเขาก็เลยรีบล่าถอยทันทีโดยที่ยังไม่ทันสู้รบใดๆ ทั้งสิ้นศัตรูที่มีทหารอยู่เยอะกว่ากำลังชะล่าใจพวกเขารีบบุกตามไล่ล่ากองทัพของซูเยี่ยนอย่างลิงโลด
“555 ไม่ทันไรก็ใจเสาะซะแล้วแบบนี้พวกท่านยอมจำนนต่อฝ่าบาทดีกว่าน่า มาฝืนสู้รบอยู่ทำไมท่านต้องรู้จักประมาณตน จะโง่เอาไม้ซีกงัดไม้ซุงทำไมกัน” แม่ทัพโจวฉือตะโกน
“แย่แล้วขอรับท่านแม่ทัพโจวฉือกองทหารเล็กๆ นั่นเป็นเพียงตัวล่อให้พวกเราบุกมาที่หุบเขาตอนนี้ได้มีทหารแอบซุ่มตามจุดต่างๆ บนหน้าผาพวกเขากำลังจะผลักก้อนหินขนาดมหึมามาทับกองทหารของพวกเราแล้วขอรับ” รองแม่ทัพเตือน
“แย่แล้ว! เป็นกลลวงพวกเรารีบถอยเร็วเข้า” แม่ทัพโจวฉือตะโกนบอกลูกน้อง
ทหารของแม่ทัพเหวินตี้ที่แอบซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้รีบยิงธนูใส่ข้าศึกส่วนกองทัพแคว้นหลีพากันวิ่งหนีกันจ้าละหวั่นพอพวกเขาหลบไม่ทันก็เลยใช้ดาบฟาดฟันธนูไปมา ตอนนี้ฝ่ายหลีสูญเสียกำลังพลเป็นจำนวนมากเพราะเสียรู้ประกอบกับไม่ชำนาญสมรภูมิรบในแคว้นฉิน
“ตอนนี้พวกเราเป็นฝ่ายได้เปรียบแล้วรีบยิงธนูไฟเร็วเข้า” แม่ทัพเหวินตี้ตะโกนสั่ง
“ขอรับ” ทหารทุกคนปฏิบัติตามธนูไฟนับร้อยพุ่งทะยานไปใส่เหล่าทหารแคว้นหลี
“แย่แล้ว! พวกมันจะเผาพวกเราทั้งเป็นน่าเจ็บใจนัก มันล่อให้พวกเรามายังจุดที่มีกับดัก” แม่ทัพโจวฉือกล่าวด้วยความเจ็บใจ
“เรียนแม่ทัพทหารของพวกเราบ้างก็ตกหลุมขนาดใหญ่ บ้างก็ถูกธนูยิงใส่ บ้างก็ถูกก้อนหินกลิ้งทับตอนนี้พวกเราสูญเสียกำลังพลเป็นจำนวนมากเลยขอรับ” ทหารนายหนึ่งรายงานแม่ทัพโจวฉือ
“ทำอย่างไรดี ถึงพวกเราวิ่งหนีทิศทางลมก็พัดไฟมาใส่พวกเราอยู่ดี” แม่ทัพโจวฉือกล่าว
“พวกเรา ยิงได้” แม่ทัพเหวินตี้เห็นว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายได้เปรียบจึงสั่งยิงธนูอีก
ธนูไฟได้ยิงใส่ข้าศึกแคว้นหลีไม่ยั้ง แต่ทว่าเหมือนฟ้าเป็นใจให้ฝ่าบาทแคว้นฉินอีกแล้ว อยู่ดีๆทิศทางลมก็เปลี่ยนโดยพัดไปในทิศทางตรงกันข้าม ไม่เพียงเท่านั้นอยู่ดีๆก็เกิดฝนฟ้าคะนองขึ้นมา ฝนตกแรงมากจนทำให้ไฟที่ธนูดับทั้งหมด
“น่าเจ็บใจนักฟ้าเข้าข้างฝ่าบาทอีกแล้ว” แม่ทัพเหวินตี้เจ็บใจ
“ตอนนี้พวกเรารีบหนีกลับไปตั้งหลักก่อนเถิด”ซูเยี่ยนเสนอ
“รีบไปกันเถอะก่อนที่แม่ทัพแคว้นหลีจะวกกลับมาสู้กับพวกเราตอนฝนตก” แม่ทัพเหวินตี้กล่าว
เมื่อแม่ทัพโจวฉือเห็นว่าฟ้าเป็นใจให้กับเขาเขาก็เลยหัวเราะสะใจ“555 ขนาดฟ้ายังไม่เข้าข้างพวกเจ้าเลยครั้งหน้าข้าไม่ยอมพลาดแบบนี้แน่ ไปกันพวกเรา กลับค่ายเดี๋ยวนี้”
และแล้วทหารแคว้นหลีก็กลับค่ายที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงของแคว้นฉินคราวนี้แม่ทัพโจวฉือต้องเปลี่ยนแผนการรบเสียใหม่เนื่องจากเขาไม่ได้เชี่ยวชาญในสมรภูมิแคว้นฉินมากนักดังนั้นเขาต้องเป็นฝ่ายตั้งรับและสร้างค่ายกลสู้กับข้าศึกจำนวนเพียงน้อยนิดถึงจะได้เปรียบ
*****************************
ณ ค่ายทหารของแม่ทัพเหวินตี้
“น่าเจ็บใจนัก! ฟ้าเป็นใจให้กับฝ่ายของฝ่าบาทหรือว่าเราจะไม่มีทางต้านอำนาจของฝ่าบาทพระองค์นี้ได้เลยนะ” องค์ชายหกตรัส
“ให้โอกาสพวกกระหม่อมนะพะย่ะค่ะครั้งหน้ากระหม่อมจะเอาชนะทหารแคว้นหลีให้จงได้” แม่ทัพเหวินตี้กล่าวคำมั่น
“ตราบใดที่อำนาจของพิธีศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ถูกทำลายยังไงฟ้าก็เข้าข้างฝ่าบาทพระองค์นี้อยู่ดีการต่อสู้ในสภาวะแบบนี้ก็เท่ากับพวกเราเอาชีวิตไปทิ้งน่ะสิ” หยางสือกล่าวกับท่านแม่ทัพ
“ยังไงก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุดอยู่ดี ในเวลานี้ทั้งขุนนางและทหารทั้งหมดก็เข้าข้างฝ่ายเราแล้วตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเหมือนเป็นการสู้รบระหว่างแคว้นมากกว่า” องค์ชายหกตรัส
“จากศึกครั้งนี้ฝ่ายนั้นคงไม่บุ่มบ่ามบุกมาอีกแล้วเพราะเขาตระหนักแล้วว่าเขาไม่เชี่ยวชาญสมรภูมิในแคว้นฉินคงเลือกที่จะตั้งรับมากกว่าพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนคาดการณ์
“อย่าประมาทไปที่หอตำรามีแผนที่แคว้นฉินฝ่าบาทพระองค์นี้ทรงต้องให้ความร่วมมือยอมมอบแผนที่ให้แม่ทัพแคว้นหลีเป็นแน่ถึงตอนนั้นพวกเราคงเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า” องค์ชายหกตรัส
“ตอนนี้ขอให้พวกกระหม่อมกลับไปพักกันก่อนนะพะย่ะค่ะขอเวลาให้กระหม่อมคิดหาทางใหม่ก่อน” แม่ทัพเหวินตี้กล่าว
“ก็ดีเหมือนกันคงต้องรอให้จิตใจสงบกว่านี้ก่อนถึงจะคิดออก” องค์ชายหกทรงเข้าพระทัย
*****************************
ณ บ้านของซูเยี่ยน
เหวยเหนียงตื่นขึ้นมากลางดึกหลังจากนั้นนางก็นอนไม่หลับ จึงเดินออกไปดูดาวข้างนอกบ้านพอได้ดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ทำให้นางรู้สึกเครียดกังวลหนักมากดังนั้นนางจึงเป่าขลุ่ยเรียกซุนหวินให้มาที่นี่
“เจ้าเรียกข้ามากลางดึกมีอะไรอย่างนั้นหรือ”ซุนหวินสงสัย
“เจ้าจงเดินทางไปที่วัดซือต้าโดยด่วนฝ่าบาททรงกำลังจะส่งคนไปฆ่าหยุนฮวาปิดปาก” เหวยเหนียงทำนายได้
“อะไรนะ! แต่หยุนฮวาเคยเป็นฮองเฮามาก่อนไม่ใช่หรือแถมนางยังตั้งครรภ์ลูกของฝ่าบาทอีกต่างหาก” ซุนหวินไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีใครสามารถฆ่าลูกและเมียของตัวเองได้ลงคอ
“ฝ่าบาทพระองค์นี้ทรงเห็นแก่อำนาจมากกว่าความรักสินะเนื่องจากหยุนฮวารู้วิธีแก้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้ฝ่าบาทยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดหากกำจัดหยุนฮวาได้ ก็จะไม่มีใครสามารถต้านอำนาจของฝ่าบาทได้อีกเลย” เหวยเหนียงอธิบาย
“หยุนฮวาอุตส่าห์สร้างคุณประโยชน์ให้ฝ่าบาทตั้งมากมายพระองค์ทรงทอดพระเนตรไม่เห็นความรักที่นางมีต่อพระองค์บ้างเลยงั้นหรือ” ซุนหวินไม่เข้าใจ
“ความหลงในอำนาจได้ครอบงำฝ่าบาทไปแล้วทรงไม่เห็นแก่ผู้ใดทั้งสิ้น” เหวยเหนียงกล่าว
“น่าสงสารหยุนฮวายิ่งนักทำไมนางยังคงปักใจรักฝ่าบาทชั่วพระองค์นี้อยู่ได้นะ” ซุนหวินก็ยังคงไม่เข้าใจ
“น่าจะเป็นเพราะแรงกรรมมากกว่าหยุนฮวาได้เลี้ยงดูเด็กผู้หญิงวัย 8 ขวบเป็นลูกบุญธรรมพวกเด็กๆ ต่างรักและเคารพหยุนฮวามากถึงขั้นยอมสละชีวิตให้ได้และสุดท้ายหยุนฮวาก็ใช้ความรักอันบริสุทธิ์ของเด็กให้เป็นประโยชน์นางหลอกให้เด็กน้อยยอมเป็นเครื่องสังเวยพิธีบูชายัญด้วยความเต็มใจความเจ็บปวดที่หยุนฮวาได้รับในตอนนี้ก็เหมือนความเจ็บปวดที่ดวงวิญญาณของเด็กผู้หญิงคนนั้นได้รับเด็กคนนั้นคงอยากจะถามหยุนฮวาว่า นางเคยรักเด็กคนนั้นจริงๆ บ้างหรือเปล่าหรือแค่หลอกใช้ให้เด็กน้อยเข้าสู่พิธีศักดิ์สิทธิ์นั่นเท่านั้น” เหวยเหนียงคาดการณ์
“หวังว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยดีนะ”ซุนหวินทำได้แต่ภาวนา
“รีบไปเถิด หากช้าเกินไปอาจช่วยชีวิตหยุนฮวาได้ไม่ทัน” เหวยเหนียงกังวล
“ข้าทราบแล้ว ข้าไปล่ะ” ซุนหวินรีบกระโดดหนีหายไปทันที
*****************************
ณ วัดซือต้า
เนื่องจากผิงหลางต้องเดินทางไปในเมืองเพื่อไปซื้อยาบำรุงครรภ์ให้กับหยุนฮวาที่ร้านขายยาทำให้ในตอนนี้หยุนฮวาได้อยู่กับนักบวชในวัดเท่านั้น
ตอนนี้หยุนฮวาซึ่งท้องได้เจ็ดเดือนกำลังอยู่ในบ้านพักตามลำพังนางใช้หูจนชำนาญจึงสามารถได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในห้องพักของนางแม้เขาจะย่องเข้ามาก็ตาม และรู้แม้กระทั่งว่าเสียงฝีเท้าเป็นของผู้ชายนางก็เลยรีบถาม
“เจ้าเป็นใครเจ้าไม่ใช่ผิงหลางนี่” หยุนฮวากล่าว
“จำข้าไม่ได้งั้นหรือข้าคือคาวีไงล่ะ” องครักษ์คาวีกล่าว
“อดีตแม่ทัพเหลียวนี่เองยังแค้นข้าไม่เลิกอีกงั้นหรือ” หยุนฮวาไม่เข้าใจ
“ข้าจะพาเจ้ากลับไปในวังไงล่ะฝ่าบาททรงคิดถึงเจ้ามากเลยนะหยุนฮวา” องครักษ์คาวีกล่าวอ้าง
“เจ้ามีรังสีอำมหิตเจ้าไม่ได้พาข้ากลับวังเป็นแน่” หยุนฮวาสัมผัสได้จากกลิ่นของคนที่มีจิตสังหาร
“ฉลาดมาก! ใช่แล้ว!ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ข้ามาสังหารเจ้า” องครักษ์คาวียอมเผย
“ข้าไม่เชื่อ! ข้าเป็นถึงภรรยาของพระองค์และยังช่วยให้พระองค์ได้เป็นใหญ่จนไม่มีใครสามารถทัดทานได้พระองค์ยังทรงหมายจะกำจัดข้าอีกอย่างนั้นหรือ” หยุนฮวาไม่เชื่อ
“เจ้ารู้วิธีแก้อำนาจพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หากเจ้าตายไปสักคน ทั่วปฐพีก็จะไม่มีใครล้มอำนาจฝ่าบาทได้” องครักษ์คาวีกล่าว
“แม้กระทั่งบัดนี้ฝ่าบาทก็ทรงยังไม่เชื่อพระทัยหม่อมฉันสินะเพคะความจริงใจที่หม่อมฉันมอบให้ช่างไม่มีความหมายอะไรเลยใช่หรือไม่” หยุนฮวากล่าวตัดพ้อ
“อย่าพูดมาก! ตายซะเถอะ!” องครักษ์คาวีจับดาบไว้มั่นและกำลังจะชักดาบ
“ช่วยด้วย! ใครอยู่ข้างนอกบ้าง ช่วยข้าด้วย” หยุนฮวาตะโกนขอความช่วยเหลือ
“เสียใจด้วยหยุนฮวา ทั้งไต้ซือซือไท่ และเณรทั้งหลายต่างโดนควันยาสลบของข้าหมดแล้ว พวกเขานอนหลับใหลไม่ได้สติคงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้หรอกนะ” องครักษ์คาวีกล่าว
“นี่คือเคราะห์กรรมของข้าอย่างนั้นหรือแม่ตาบอดแบบนี้แล้ว แม่จะปกป้องลูกได้อย่างไร” หยุนฮวาลูบไปที่ท้องของตัวเองและนึกสงสารลูกที่จะไม่มีโอกาสได้เกิดมา
องครักษ์คาวีกำลังจะใช้ดาบแทงเข้ากลางอกของหยุนฮวาแต่ยังดีที่ซุนหวินใช้กระบี่ฟันดาบต้านไว้ได้ทัน
“หยุนฮวา! รีบคลานหนีไปเร็วเข้า”ซุนหวินตะโกนบอก
“เจ้าเป็นใครกันทำไมถึงมาช่วยข้า” หยุนฮวารู้ว่านี่ไม่ใช่เสียงของผิงหลาง
“เหวยเหนียงทำนายได้ว่าเจ้ากำลังจะมีภัยข้าเป็นสหายของนางก็เลยมาช่วยเจ้า” ซุนหวินอธิบายแต่ไม่ยอมบอกชื่อของตน
“อีกแล้วงั้นหรือสุดท้ายคนที่คอยปกป้องข้าก็เป็นศิษย์ร่วมสำนัก” หยุนฮวากล่าว
ซุนหวินเข้าปะทะกับองครักษ์คาวีที่มีร่างกายกำยำและมีเรี่ยวแรงเหนือกว่ามาก
ผิงหลางที่เดินเข้ามาในวัดและมองเห็นว่านักบวชทุกคนต่างพากันนอนหลับใหลไม่ได้สติตามจุดต่างๆในวัดนางรีบวิ่งไปดูที่บ้านพักของหยุนฮวาก็เห็นว่าตอนนี้หยุนฮวากำลังจะคลานหนีออกห่างชายหญิงที่กำลังต่อสู้กัน
คาวีกำลังจะซัดเข็มพิษใส่หญิงตาบอดยังดีที่ผิงหลางรีบใช้กระบี่ปัดเข็มไปอีกทิศทางหนึ่งได้ทันเวลาพอดี
“มันเกิดอะไรขึ้นน่ะซุนหวิน”ผิงหลางตะโกนถาม
“เจ้าพาหยุนฮวาไปหลบในที่ปลอดภัยก่อนแล้วค่อยมาช่วยข้าต้านองครักษ์คาวี” ซุนหวินตะโกนกลับ
“ได้! รอก่อนนะข้าจะรีบมาช่วย” ผิงหลางกล่าว
ผิงหลางรีบเข้าไปประคองหญิงท้องแก่ให้ไปหลบอยู่ที่โต๊ะทานอาหารโดยวางตะแคงไว้เพื่อใช้สำหรับเป็นโล่ป้องกันเข็มพิษให้กับหยุนฮวา
“หยุนฮวา! เจ้าหลบอยู่นี่ก่อนนะข้าจะปกป้องเจ้าให้ถึงที่สุดเอง” ผิงหลางกล่าวคำมั่น
“ขอบคุณมากผิงหลาง” หยุนฮวารู้สึกซึ้งใจ
จากนั้นผิงหลางก็ช่วยต่อสู้กับองครักษ์คาวีกลายเป็นสองรุมหนึ่ง
“นางตาบอดถึงขนาดนี้แล้วนะท่านยังคิดสังหารนางอีกอย่างนั้นหรือ” ผิงหลางไม่เข้าใจ
“นางตาบอดเฉยๆแต่นางยังพูดได้และยังสามารถเขียนบอกความลับเรื่องวิธีแก้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ได้นี่”องครักษ์คาวีกล่าว
“อ๋อ! ที่แท้ฝ่าบาทก็ทรงระแวงว่าหยุนฮวาจะยอมบอกวิธีแก้อิทธิฤทธิ์คุ้มครองฝ่าบาทสินะฝ่าบาททรงไม่เคยรักและไม่เคยไว้วางพระทัยใครเลยจริงๆ เจ้าเองก็ต้องระวังตัวไว้ให้ดีขนาดภรรยาและลูกแท้ๆ ฝ่าบาทยังทรงบงการสังหารได้เลยนับภาษาอะไรกับลูกน้องต่างแคว้นอย่างเจ้า” ผิงหลางขู่
“อย่ามายุแยงเสียให้ยากข้าไม่หลงกลหรอก” องครักษ์คาวีรู้ทัน
“นี่เพราะเจ้ายังคงแค้นเรื่องลูกแก้วมังกรอยู่สินะเรื่องผ่านมาตั้งนานแล้ว เจ้ายอมอภัยให้หยุนฮวาสักทีเถิด” ผิงหลางรู้เรื่องราวทั้งหมดเพราะหยุนฮวายอมเล่าให้นางฟัง
“นางทำให้ข้าต้องกลายเป็นตัวตลกยอมเชื่อหมอดูต้มตุ๋นและทำให้ข้าสิ้นเนื้อประดาตัว พอไม่ได้ลูกแก้วคืนมาข้าก็ไม่มีหน้ากลับไปที่แคว้นเหลียวอีก” องครักษ์คาวียังคงแค้นไม่หาย
“ถ้าเจ้าไม่ทูลท่านอ๋องแห่งแคว้นเหลียวแล้วใครจะรู้ว่าเจ้ายังไม่ได้มอบลูกแก้วให้ฝ่าบาทพระองค์ก่อน” ผิงหลางกล่าว
“ข้าเป็นคนมีศัตรูเยอะขุนนางด้วยกันก็คงจะไปทูลฟ้องท่านอ๋องน่ะสิ” องครักษ์คาวีกล่าว
“เอาล่ะ! ในเมื่อชะตากำหนดให้เจ้าคอยรับใช้ฝ่าบาทแคว้นฉินเจ้าก็รับชะตากรรมไปสิ ตอนนี้ก็เลิกแค้นหยุนฮวาได้แล้ว” ผิงหลางพยายามเกลี้ยกล่อมให้คาวีเลิกสังหารหยุนฮวา
“นี่คือรับสั่งของฝ่าบาทข้าไม่สังหารนางไม่ได้” องครักษ์คาวีต้องทำตามรับสั่ง
“ขนาดโจรและนักฆ่ายังมีอุดมการณ์ไม่ฆ่าเด็กคนท้อง และคนชราเลย แล้วเจ้าล่ะ เจ้าเป็นถึงแม่ทัพมาก่อนเชียวนะเจ้ากล้าฆ่าคนที่อ่อนแอกว่าเชียวหรือ” ผิงหลางกล่าว
“แต่นางเป็นแม่มดสามารถหยั่งรู้ฟ้าดินได้ นางอ่อนแอตรงไหน” องครักษ์คาวีเองก็หวั่นกลัวหยุนฮวา
“แต่นางตาบอดอยู่นะนางทำอะไรใครไม่ได้แล้วล่ะ” ผิงหลางกล่าว
คาวีใช้โอกาสเหมาะรีบถีบจอมยุทธ์หญิงทั้งสองให้ไปกระแทกกับกำแพงวัดจนพวกนางได้รับบาดเจ็บ
พอได้โอกาสไร้ผู้ซึ่งมาขัดขวางคาวีก็เลยกระโดดไปที่ฝั่งที่เป็นขาโต๊ะทำให้ตอนนี้เขาสามารถมองเห็นหยุนฮวานั่งหลบอยู่ที่โต๊ะที่นอนตะแคงอยู่
“ตายซะเถอะหยุนฮวา” คาวีรีบซัดเข็มพิษใส่นางทันที
กงฉีที่ตามมาทีหลัง เขารีบใช้พัดปัดเข็มพิษให้วกกลับไปที่คาวีแทนทำให้คาวีโดนเข็มปักที่ไหล่และแขน
“แย่แล้วข้าถูกพิษของตัวเอง”คาวีรีบจี้จุดตัวเองเพื่อสกัดพิษไม่ให้เข้าสู่หัวใจแล้วรีบกระโดดหนีหายไปทันที
ผิงหลางและซุนหวินที่ลุกและวิ่งตามมาดูหยุนฮวาก็ถึงกับโล่งใจที่เห็นกงฉีช่วยหยุนฮวาได้ทันเวลาพอดี
“โอ๊ย! ข้าปวดท้องเหลือเกิน”หยุนฮวาปวดท้องอย่างหนัก
“น้ำเดินแล้ว นางกำลังจะคลอดลูก”ซุนหวินทัก
“แต่นางเพิ่งท้องได้เจ็ดเดือนเองนะ”ผิงหลางไม่คิดว่าหยุนฮวาจะคลอดตอนนี้
“ข้าจะรีบไปตามหมอตำแยมาให้นะ”กงฉีอาสา
“ข้าจะรีบไปต้มน้ำร้อนก็แล้วกันส่วนเจ้ารีบประคองให้นางไปนอนดีๆ นะผิงหลาง” ซุนหวินกล่าว
“ได้! ฝากด้วยนะทุกคน”ผิงหลางรีบเข้าไปประคองหยุนฮวาทันที
หยุนฮวาเจ็บท้องจะคลอดลูกนางร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดตลอดเวลา “โอ๊ย! ปวดท้องเหลือเกิน”
“อดทนหน่อยนะหยุนฮวาลูกของเจ้ากำลังจะลืมตาดูโลกแล้ว” ผิงหลางกล่าว
“ฟังนะผิงหลางหลังข้าคลอดเด็กคนนี้ ข้าคงตายทันที ดังนั้นข้าจะบอกเจ้าข้าซ่อนคัมภีร์ที่เขียนวิธีแก้อิทธิฤทธิ์พิธีศักดิ์สิทธิ์ไว้ในหอตำราหากพวกเจ้ามีบุญ พวกเจ้าจะได้พบคัมภีร์นั่น” หยุนฮวารีบสั่งเสียก่อนที่จะไม่มีเวลาพูด
“ทำไมเจ้าถึงยอมบอกข้าล่ะ”ผิงหลางสงสัย
“ฝ่าบาททรงหลงในอำนาจมากเกินไปแล้วตอนนี้ฝ่าบาททรงสามารถทำลายคนรอบข้างแทบไม่มีเหลืออย่าว่าแต่ขุนนางและปวงชนทั้งแคว้นเลย แม้กระทั่งพระญาติก็คงสิ้นชีพกันไปหมด”หยุนฮวาสำนึกได้
“หมอตำแยมานั่นแล้วอดทนหน่อยนะหยุนฮวา” ผิงหลางกล่าว
“ออกแรงเบ่งหน่อยนะ” หมอตำแยบอกกับหญิงท้องใกล้คลอด
หยุนฮวาพยายามเบ่งคลอดลูกจนสุดชีวิตต้องใช้เวลานานถึงสองชั่วยาม กว่าเด็กจะคลอดออกมาอย่างปลอดภัย
อูแว้! อูแว้! อูแว้!
“ลูกเจ้าเป็นเด็กผู้ชายช่างน่ารักน่าชังจริงๆ ” หมอตำแยบอกกับแม่เด็ก
หยุนฮวามีน้ำตาไหลพราก แม้กระทั่งหน้าลูก นางก็ไม่มีโอกาสได้เห็นนางกล่าวเป็นคำสุดท้ายว่า “ให้เขาชื่อว่า หยุนเฉียน” จากนั้นนางก็หมดลมสิ้นใจโดยพลัน
“หยุนฮวา! หยุนฮวา!ทำใจดีๆ ไว้นะ พวกเราจะรีบไปตามหมอเดี๋ยวนี้” ผิงหลางตะโกนเรียกทั้งน้ำตา
“ไม่ทันแล้ว ชีพจรไม่เต้นแล้ว”หมอตำแยกล่าว
“โธ่! หยุนฮวา”ผิงหลางเข้าไปกอดหญิงสาวด้วยความสงสาร
พอผิงหลางตั้งสติได้นางรีบปาดน้ำตาแล้วอุ้มเด็กทารกนามว่าหยุนเฉียน นางได้กล่าวกับเด็กว่า “ช่วงนี้เป็นภาวะวิกฤตสงครามข้าคงไม่สามารถเลี้ยงเจ้าด้วยตัวเองได้ เจ้าจงใช้ชีวิตอยู่ในวัดซือต้าแห่งนี้เพื่อให้หลักธรรมขัดเกลาเจ้าให้เป็นคนดีจงเผยแพร่หลักธรรมเพื่อชดเชยความผิดที่ท่านพ่อกับท่านแม่ของเจ้าก่อเอาไว้เถอะนะ”
ท่านไต้ซือฟื้นแล้วก็เลยรีบเดินมาดูที่บ้านพักของหยุนฮวาท่านได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กและเสียงสะอื้นของจอมยุทธ์หญิง
เมื่อไต้ซือเห็นว่าหญิงตาบอดได้สิ้นใจไปแล้วก็เลยว่า “อมิตาพุทธ จงไปสู่สุคติเถิดนะ”
“เด็กคนนี้คือลูกของหยุนฮวานามว่า หยุนเฉียนเจ้าค่ะ ไต้ซือ” ผิงหลางกล่าว
“อาตมาจะฝากให้แม่นมที่อยู่ใกล้วัดช่วยเลี้ยงให้เองเมื่อเด็กโตขึ้น อาตมาจะให้เขาบวชเรียนและเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปพสกจงไปปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรเถิด” ไต้ซือรู้ดีว่าผิงหลางและพรรคพวกมีหน้าที่ปกป้องแผ่นดินแคว้นฉิน
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ไต้ซือ”ผิงหลางกล่าว
กงฉีประคองซุนหวินแล้วพากันกระโดดหนีหายไปด้วยกันเพราะหมดหน้าที่คุ้มกันหยุนฮวาแล้วส่วนผิงหลางจะต้องรีบเดินทางไปหาเหวยเหนียงเพื่อช่วยกันค้นหาคัมภีร์ที่เขียนวิธีแก้อิทธิฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ในหอตำราตามที่หยุนฮวาได้สั่งเสียไว้