ย้อนกลับไปยังฟากฟ้าเหนืออาณาเขตกว้างใหญ่ เส้นขอบฟ้าถูกแต้มด้วยสีครามเข้มที่ไล่เฉดสู่ม่วงหม่น แสงอาทิตย์สะท้อนผิวโลหะของกองยานรบจนเกิดประกายระยับเหมือนกลุ่มดาวลอยเคลื่อนอยู่กลางฟ้า
หย่าอี้หานกำลังนั่งอยู่ภายในยานรบหลักของตนเอง หัวเรือพุ่งตรงสู่ทิศทางของคุกมังกรโลหิต
เส้นทางที่ทอดยาวเบื้องหน้าเต็มไปด้วยกระแสลมแรงและคลื่นพลังวิญญาณที่ปั่นป่วน
ทว่ายานรบลำนี้เคลื่อนที่อย่างมั่นคงราวกับไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้ รอบด้านนั้นเต็มไปด้วยกองยานรบนับสิบของสมาพันธ์นักล่ามังกรแห่งทิศอุดร ยานแต่ละลำเรียงตัวเป็นระเบียบ เสมือนกองทัพที่เคลื่อนพลอย่างพร้อมเพรียง
เสียงเครื่องยนต์พลังวิญญาณดังประสานกันเป็นจังหวะคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ยักษ์
บรรดาเทพสงคราม
หรือราชันย์สงคราม
รวมถึงนักบุญสงครามและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเกือบทั้งหมดแทบจะติดสอยห้อยตามมาด้วย ไม่มีผู้ใดต้องการพลาดเหตุการณ์ในครั้งนี้ เพราะพวกเขาอยากเห็นด้วยสายตาตนเอง ว่าหวงเยี่ยผู้นั้นมีค่ามากเพียงใด ถึงขั้นทำให้มังกรเพลิงทรราชอย่างหย่าอี้หานต้องเคลื่อนไหวด้วยตนเอง
บนยานรบลำหนึ่งซึ่งแล่นเคียงข้างยานหลัก บรรดาเทพสงครามกว่าสิบคนกำลังนั่งล้อมโต๊ะกลมภายในห้องลับ บรรยากาศตึงเครียดจนแทบสัมผัสได้ อากาศภายในห้องแน่นขนัดด้วยความกังวลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
“เป็นแบบนี้แล้วจะเอายังไงดีละ.. ครานี้เราจะใช้เส้นสายของตนเองเพื่อช่วยเหลือไอ้เวรจินไห่อีกหรือไม่?”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างลังเล ทำให้อีกคนหนึ่งรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
“ไม่มีทางหรอก! มังกรเพลิงทรราชออกโรงเองเช่นนี้ พวกเราจะไปทำห่าอะไรได้กันละ?”
“เพราะถึงจะถูกเรียกว่าเป็นเทพสงครามเหมือนกัน แต่ความต่างชั้นของพวกเรากับท่านผู้นั้นก็ยังคงห่างกันเหมือนฟ้าและเหว! ไม่เห็นหรือไงว่าพลังวิญญาณของเขาน่ะ สามารถสะกดข่มได้ทุกสรรพสิ่งจนพวกเราแทบจะโงหัวไม่ขึ้นเลยซักนิด!”
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว
“เออ เรื่องนี้อย่าเพิ่งไปแจ้งให้กับจินไห่ทราบละกัน ถ้ามันรู้ว่าหวงเยี่ยกำลังถูกปล่อยตัว มันคงได้ทำอะไรบ้าๆออกมาอีกอย่างแน่นอน!”
“แล้วแบบนั้นพวกเราเองก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย!”
คำแนะนำดังกล่าวได้รับเสียงพยักหน้าเห็นพ้อง
เทพสงครามที่มีความสัมพันธ์อันดีกับจินไห่และคอยสนับสนุนอยู่ห่างๆ ตอนนี้แทบจะไม่กล้าทำสิ่งใดที่เป็นการล้ำเส้นอีกต่อไป พวกเขาถือว่าได้ช่วยเหลือจินไห่ไปแล้วตามสมควร การส่งหวงเยี่ยไปยังคุกมังกรโลหิตก็เป็นการตอบแทนหนึ่งในฐานะผู้สนับสนุน
แต่เมื่อมังกรเพลิงทรราชปรากฏตัวขึ้นด้วยตนเอง ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป
ไม่มีผู้ใดอยากเผชิญหน้ากับเปลวเพลิงที่สามารถเผาผลาญทั้งอำนาจและศักดิ์ศรีได้ในพริบตา
ครั้งนี้พวกมันไม่ขอมีส่วนเกี่ยวข้องอีกต่อไป การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ
ขณะที่ภายในยานรบหลัก บรรยากาศแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง หย่าอี้หานนั่งไขว้ขาอยู่บนเก้าอี้สีดำสนิท พนักพิงสูงโอบล้อมแผ่นหลังอย่างสง่างาม ท่วงท่าของเขาผ่อนคลายราวกับการเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ในมือของเขามีอุปกรณ์บางอย่างซึ่งมีลักษณะคล้ายแผ่นกระดาษบางเบา เปล่งแสงอ่อนจางจากข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนพื้นผิว
ข้อมูลของใครบางคนถูกแสดงขึ้นมาอย่างละเอียด
ชื่อ อายุ ระดับพลัง ประวัติการฝึกฝน ผลการประเมินศักยภาพ ทุกอย่างถูกเรียงร้อยอย่างเป็นระบบ
ทำให้แววตาของหย่าอี้หานฉายความสนใจมากกว่าปกติ
ดวงตาคมเข้มไล่อ่านรายละเอียดทีละบรรทัด ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ไอ้เด็กนี่ไม่เลว แทบจะเป็นตัวอย่างให้กับนักล่ามังกรรุ่นใหม่ได้เลย!”
“ฝึกฝนเพียงแค่หนึ่งเดือนก็ยกระดับจากต่ำสุดมาเป็นนักล่ามังกรระดับสี่ขั้นแรกเริ่มได้”
“ศักยภาพและร่างกายเองก็เหนือกว่านักล่ามังกรทั่วๆไป โดยเฉพาะกับเจตจำนงระดับราชา ราชันย์พงไพรพิฆาตดารา สุดท้ายตัวของเขาก็สามารถทำให้มันพัฒนามาเป็นเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับจักรพรรดิอันดับหนึ่ง อย่างจักรพรรดิพงไพรพิฆาตบัญญติดาราได้!”
คำอธิบายดังกล่าวทำให้บรรยากาศภายในห้องเงียบลงชั่วครู่
ชายหนุ่มและหญิงสาวสองคนที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้างต่างสั่นสะท้าน แม้พวกเขาจะผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้นและเห็นความมหัศจรรย์มานับไม่ถ้วน ทว่าการได้ยินคำกล่าวเช่นนี้จากปากของอาจารย์ มันกลับทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หย่าอี้หานพ่นควันออกช้าๆ ก่อนจะกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“เป็นคุณสมบัติที่น่าสะพรึงกลัวอย่างมาก เพราะเด็กคนนี้น่ะ เป็นเพียงคนเดียวที่เจตจำนงแห่งพลังจะสามารถพัฒนาขึ้นได้ตามธรรมชาติ!”
มายะ หนึ่งในลูกศิษย์ของหย่าอี้หานขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางที่พยายามควบคุมความสั่นไหว
“มันเป็นไปได้เหรอเจ้าคะท่านอาจารย์? การที่เจตจำนงแห่งพลังจะสามารถวิวัฒนาการได้ด้วยตนเองน่ะ”
“ในกรณีเช่นนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือถ้าไม่ได้รับดอกบัวเพลิงอัสนีแก่นพิภพ ที่มีคุณสมบัติทำให้เจตจำนงพัฒนาจากระดับสูงไปเป็นระดับราชา แต่นี่ตัวของเขากลับยกระดับเจตจำนงระดับราชาไปเป็นจักรพรรดิได้ เข้ากินสมุนไพรแห่งตำนานไหนเข้าไปกัน?”
คำถามของนางเต็มไปด้วยความฉงน ซึ่งหลิวจิง ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนเคียงข้างรีบกล่าวแทรกขึ้นทันที
“เป็นไปไม่ได้! พวกเราเองก็เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์มาหลายสิบปีแล้ว กลายมาเป็นนักล่ามังกรระดับเก้าที่ทรงพลังและภาคภูมิ เดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อสรรหาความลึกลับของโลกที่แปรเปลี่ยนไป”
“แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา.. พวกเราก็ไม่เคยเจอสมุนไพรไหนที่มีพลังอำนาจท้าทายกฎเกณฑ์เช่นนี้มาก่อน!”
ทั้งสองเปิดประเด็นและครุ่นคิดไปต่างๆ นานา ความสงสัยปะปนกับความไม่ยอมรับในสิ่งที่เหนือความเข้าใจ
หย่าอี้หานฟังอย่างเงียบๆ ก่อนจะดีดเถ้าซิกก้าลงในภาชนะเล็กข้างเก้าอี้ จากนั้นจึงกล่าวตอบอย่างไม่รีบร้อน
“โลกใบนี้ยังมีความลึกลับอีกมากที่มนุษย์ของพวกเราไม่ได้สำรวจ โดยเฉพาะกับอีกฟากนึงของโลกที่เป็นอารยธรรมของเผ่าพันธุ์มังกร!”
สายตาของเขาเหม่อมองออกไปยังภาพฉายท้องฟ้าด้านนอกที่แสดงผ่านกระจกพลัง
“สภาพแวดล้อมในสถานที่แห่งนั้นต่างจากเขตของเราอย่างสิ้นเชิง ถึงขั้นดาวเทียมสำรวจก็ยังไม่อาจมองทะลุผ่านสภาพแวดล้อมอันลึกลับนี้ได้ มันอาจจะมีอะไรอีกมาก!”
ทว่าชายร่างใหญ่อย่างโฮ่วหมิงกลับขยับตัวอย่างอึดอัด ก่อนจะรีบพูดแทรกขึ้น
“เอ่อ.. ท่านอาจารย์ขอรับ ไอ้เด็กที่ชื่อว่าหวงเยี่ยคนนี้ทั้งชีวิตแทบจะไม่เคยออกไปนอกกำแพงเขตทวีปเลยนะขอรับ! อย่างมากสุดก็ออกไปถึงปลายทางแค่ผืนป่าโบราณเทียนหมิง เส้นทางของมันไม่ถึงหนึ่งในพันที่ท่านได้กล่าว”
คำพูดนั้นทำให้ห้องเงียบวูบลงอีกครั้ง
หย่าอี้หานที่กำลังสูดควันอยู่ถึงกับหยุดชะงัก ก่อนจะหันสายตามามองโฮ่วหมิงอย่างเฉียบคม
“หุบปากไปเลย!”
“ข้ารู้อยู่แล้วน่า!
“แต่ตัวของข้ากำลังพูดถึงหลักการและความเป็นไปได้ต่างหากละไอ้พวกโง่!”
โฮ่วหมิงที่ถูกดุด่าก็รีบก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็ว ร่างใหญ่ตอนนี้เกิดความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
ขณะที่หย่าอี้หานก็เอนตัวพิงพนักอีกครั้ง แววตากลับไปสู่ความครุ่นคิด ข้อมูลบนแผ่นบางยังคงฉายภาพรายละเอียดของหวงเยี่ยอย่างชัดเจน เส้นทางการเติบโตที่รวดเร็วผิดปกติ ศักยภาพที่สูงกว่ามาตรฐาน เจตจำนงที่วิวัฒนาการด้วยตัวเอง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ