เขาได้เปิดหน้าต่างระบบที่ใช้ได้เพียงกระเป๋าเพียงอย่างเดียวขึ้นมาอีกครั้งแล้วเริ่มคนหาสิ่งที่พอจะทำให้เขากลับเป็นคนปกติได้แต่มันกลับไม่มีอะไรเลยนอกจากหน้าจอที่มีตัวอักษรขนาดใหญ่ปรากฏอยู่
เขาจึงได้เลิกสนใจหน้าต่างนั้นแล้วหันมาสนใจรอยสักที่อยู่กลางหน้าอกต่อเขาได้ทำการลูบไล้ไปมา หรือส่งเสียงเรียกสัตว์ซิงโครไนซ์ของเขาแต่มันก็ยังไม่มีประติกิริยาอะไรเกิดขึ้นเลย เขาเริ่มที่จะถอดในการทำที่จะกลับไปเป็นมนุษย์ปกติแล้วในตอนนี้เสียงถอดหายใจให้กับความรู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าดังขึ้นอีกครั้ง จนกระทั่งสายตาของเขามันได้เหลือบไปมองยังนิ้วมือที่เคยสวมแหวนของแม่ ด้วยความคิดถึงแม่ผู้ที่จากไปแล้วเขาได้ยื่นมืออีกข้างไปลูบยังนิ้วในจุดที่เคยเป็นแหวนเบาๆ เขาได้ลูบไปลูบอยู่อย่างนั้นพร้อมกันนั้นเขาก็ได้ปล่อยความคิดที่คิดถึงแม่ให้มันวิ่งไปวิ่งมาในหัว
ภูมิรู้สึกตกใจมากเมื่อนิ้วที่กำลังสัมผัสเนื้ออยู่ อยู่ๆ สัมผัสที่เขาได้รับกลับแปรเปลี่ยนไปเขารู้สึกถึงความแข็งที่แตกต่างจากเนื้อคนและความเรียบลื่นที่แตกต่างจากทุกครั้ง ดวงตาที่ปิดสนิทค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ ในความคิดของเขานั้นเขาได้คิดว่ามันคงเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่โหยหามันเพียงเท่านั้น
เมื่อทั้งสองลืมขึ้นจนเต็มตานั้นสายตาที่จับจ้องไปยังนิ้วที่กำลังโดนลูบอยู่ สิ่งของสีน้ำตาลมันวาวได้สะท้อนภายในดวงตาทั้งสองข้างของเขา มันได้ปรากฏอักขระที่เขาอ่านไม่ออกขึ้นมาเต็มไปหมด มันไม่ได้ดูธรรมดาเหมือนเช่นดังเดิมอีกแล้ว ในตอนนี้มันดูเก่าและมีมนต์ขลังเป็นอย่างมาก ภูมิจ้องมองมันด้วยสายตาหลงใหลเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่แม่ของเขาเอาติดตัวไว้ตลอด
ก่อนที่เขาจะสังเกตว่าแขนทั้งสองข้างที่เป็นหนังบางๆ สีดำอันใหญ่ที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเหมือนก่อนหน้านี้ของเขานั้นที่เคยมีขนเล็กขึ้นเต็มทั้งแขนและมีเล็บที่ยาวเกือบสองนิ้วได้กลับมาเป็นนิ้วมือปกติของมนุษย์ ภูมิได้เริ่มสำรวจตัวเองมากขึ้นทั้งขา ที่มีขนเส้นเล็กๆ ขึ้นเต็มเหมือนแขนก็ได้กลับมาเป็นปกติเช่นกัน ลำตัว และหน้าที่กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม พร้อมกับชุดที่เขาสาวใส่ก็เป็นชุดคลุมที่เคยสวมใส่ก็ได้กลับมาคลุมอยู่บนร่างกายของเขาเช่นเดิม
เขารีบเปิดหน้าต่างระบบอย่างรวดเร็วว่าทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้วหรือยังและเขาก็ต้องยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากออกมานี้ ภูมิได้ไล่เปิดหน้าต่างสถานะ ร้านค้า แผนที่…
เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้วในตอนภูมิก็ได้เปิดกระเป๋าเก็บของจากแหวนเมื่อเห็นว่าทุกอย่างยังอยู่ครบ ในใจของเขาก็ได้คิดถึงสิ่งที่จะทำต่อไป เริ่มจากทำการปรุงโพชั่นเป็นอันดับแรก
เขาได้เอาวัตถุดิบต่างๆ ที่มันต้องการลงไปแล้วก็นั่งรอ
ภูมิได้ทำการปรุงโพชั่นหรือจะเรียกว่าสร้างยาเลือดดี เขาทำไปหลายชุดจนวัตถุดิบของเขาหมด แล้วก็ได้เปลี่ยนมาปรุงโพชั่นตัวอื่นๆ ในตอนนี้โพชั้นเลือดที่มีระดับสูงของเขานั้นสามารถเพิ่มเลือดได้ถึง1200 หน่วยในขวดเดียวซึ่งกินเพียงแค่5ขวดเลือดของเขาก็กลับมาเต็ม
เมื่อเสร็จสิ้นการเตรียมตัวภูมิก็ได้หันความสนใจไปที่เสียงรอบข้างที่ไม่ใช่เสียงของน้ำตกเพื่อที่จะเช็กว่าพวกที่กำลังตามหาเขามันไปจากที่นี่หรือยัง
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีแล้วภูมิก็ได้ลุกขึ้นแล้วยกมือทั้งสองขึ้นมาจับฮูดที่ด้านหลังขึ้นมาปิดศีรษะแล้วก้าวเดินออกจากช่องหินสี่เหลี่ยมแห่งนี้ไป
เมื่อเขาได้ออกมาจากม่านน้ำตกสายใหญ่เขาก็ได้ออกเดินทางไปตามสายน้ำของน้ำตก เขาได้เดินทางโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ จังหวัดข้างๆ ซึ่งที่นั่นน่าจะมีดันเจี้ยนระดับสูงๆ อยู่
แต่การเดินทางของเขาก็ต้องหยุดลงเมื่อเขาได้เห็นทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวเที่ยงกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ภูมินั้นอยากรู้เป็นอย่างมากว่าพวกนี้มาตามหาเขาหรือไม่หรือว่าแค่มาหาดันเจี้ยนเก็บเลเวลกันซึ่งเท่าที่ภูมินับได้พวกมันมีประมาณสิบคน เขาจึงหมุนตัวลงต่ำที่สุดแล้วค่อยๆ คลานเข้าไปเพื่อแอบฟังอีกใจก็กลัวว่าพวกนั้นจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา แต่ความอยากรู้อยากเห็นนั้นได้เป็นฝ่ายชนะเขาจึงได้มาอยู่ในพุ่มไม่ที่ห่างจากพวกมันในระยะเกือบๆ สิบเมตร
" เหนื่อยเป็นบ้าเลยนายว่าไหม "นายทหารคนหนึ่งกล่าวถามเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ กันทางฝังทิศใต้ซึ่งหันหน้ามาทางภูมิ
"ใช่นี้ก็หลายวันแล้ว จะให้พวกเราตามหาใครก็ไม่รู้ แล้วเมื่อไหร่จะเรียกตัวกลับก็ไม่รู้"
นายทหารอีกคนกล่าวเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะหงุดหงิด
" เอาเถอะน่า เดียวเขาก็เรียกตัวกลับเองแหละ แต่ว่าพวกนายรูปไหมว่าทำไมทางกองทัพถึงได้ให้พวกเรามาตามหาคนคนนี้"
ทหารนายหนึ่งกล่าวขึ้น
"ฉันได้ยินมาว่าเขาได้ทำลายกองทัพไปพอสมควร พวกเขาจึงอยากแก้แค้นให้กันลูกน้องที่เสียชีวิตไป อ้อ แล้วก็มีข่าวๆ แว่วๆ ว่าเป็นเพราะเขานี่แหละที่ทำให้ดันเจี้ยนที่พวกรัฐบาลคุมเอาไว้แตกออกซึ่งทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ญาติผู้เสียชีวิตออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้ฆ่าเขาด้วยนะ"