พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่ 11 ต้อนรับกลับบ้าน



    บทที่ 11 ต้อนรับกลับบ้าน


    ในห้องประชุมของสำนักเหนือสวรรค์ หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามชายหนุ่มที่นั่งครุ่นคิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเขาและฉินซูอยู่นั้น


    เวลานี้เองชายหนุ่มได้ลุกขึ้นแล้วทอดสายตามองทิวทัศน์ของเมืองเมฆาครามผ่านบานหน้าต่างของห้องประชุม ไม่รอช้าชายหนุ่มก็ได้หมุนตัวออกจากห้องประชุมแห่งนี้


    บริเวณเรือนพักหลังสำนัก ชายหนุ่มที่พึ่งเดินมาถึงบริเวณเรือนพักได้เห็นฉินซูที่ใบหน้าไม่มีอารมณ์ขุ่นเคืองใดๆมารอเขาอยู่ก่อนแล้วนางในตอนนี้ได้จัดการกับอารมณ์ของตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เห็นเช่นนี้ชายหนุ่มก็ยิ้มออกมา


    “แล้วมีเรื่องอันใดที่ข้าต้องจัดการรึ” ชายหนุ่มอดที่จะถามออกไปก่อนไม่ได้ หญิงสาวเมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่มจึง ชี้นิ้วไปยังเรือนพักแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากพวกเขาสองคนมากนัก “มีคนต้องการพบท่านและจากน้ำเสียงและชื่อแซ่ข้าคิดว่านางน่าจะเป็นคุณหนูกลับชาติมาเกิดเจ้าค่ะ”


    เสมือนเสียงอัสนีหลายร้อยสายดังก้องอยู่ในสมองของชายหนุ่ม “จะ..เจ้าว่าเช่นไรนะฉินซู อ้ายฉิงกลับมาแล้วงั้นรึ” ชายหนุ่มไม่กล้าที่จะเชื่อหูตนเองจึงได้แต่ถามซ้ำด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น


    เมื่อเห็นการแสดงออกของชายหนุ่มเบื้องหน้า ฉินซูก็ได้พยักหน้าเป็นการยืนยันให้กับชายหนุ่มพร้อมเอ่ย “แต่มีหลายๆอย่างที่ไม่สมเหตุสมผลตัวข้าจึงไม่มั่นใจว่าจะใช่คุณหนูจริงๆหรือไม่เจ้าค่ะ รบกวนท่านหลินตงไปพิสูจน์ด้วยตนเองอีกทีนะเจ้าคะ”
    ได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มจึงรีบสาวเท้าตรงไปที่เรือนพักหลังนั้น ฉินซูที่เห็นดังนั้นจึงรีบตามชายหนุ่มไป


    ภายในเรือนพักของสตรีผู้นั้น เวลานี้เองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ทางด้านของชายหนุ่มที่เคาะประตูไปนั้นได้เฝ้ารอผู้ที่อยู่ด้านในพร้อมกับเสียงของหัวใจที่เต้นดังภายในกายของชายหนุ่มดั่งกลองศึก


    เวลานี้เองประตูของเรือนพักค่อยๆเปิดออกเผยให้เห็นสตรีในชุดคลุมสีดำบนใบหน้ามีผ้าคลุมหน้าสีดำปิดบังความงามของนางเอาไว้


    ในคราที่ฉินซูเจอกับสตรีผู้นี้นางนั้นก็มิได้สังเกตความงามของอีกฝ่ายมากนักในเวลานั้นตัวนางคิดเรื่องเกี่ยวกับคุณหนูของนางอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นจนนางไม่ได้สนใจความงามที่ถูกปิดบังไว้ของสตรีตรงหน้านางเลยในระหว่างที่สตรีผู้นี้อยู่ในสำนักนางเองก็ได้แต่สนทนากับสตรีผู้นี้อยู่นอกเรือนพักเท่านั้น




    นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้สังเกตความงามของสตรีเบื้องหน้าอย่างจริงจัง สำหรับตัวนางหลังจากฝึกฝนวรยุทธ์ความงามของนางก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากบวกกับตัวนางที่มีหน้าตาที่งดงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ย่อมมั่นใจในรูปโฉมของตนอยู่ไม่น้อย


    แต่เพียงแค่สังเกตสตรีเบื้องหน้านางให้ดีภายใต้ผ้าคลุมหน้านั้นซ่อนความงามอันหาที่เปรียบมิได้ไว้อยู่ แต่ถ้านี่คือคุณหนูของนาง นางนั้นก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง


    แต่เมื่อฉินซูเห็นชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น นางจึงส่งพลังปราณไปสะกิดที่หลังของชายหนุ่ม


    “อะ….สวัสดีแม่นางตัวข้ามีนามว่าหลินตงเป็นเจ้าสำนักเหนือสวรรค์ไม่ทราบว่าแม่นางมีเรื่องอันใดถึงมาที่สำนักข้ารึ” ถึงฉินซูจะเล่าเหตุการณ์ให้ชายหนุ่มฟังไปแล้วแต่ชายหนุ่มก็อยากฟังด้วยตัวของเขาเอง


    “อ้า…แม่นางผู้นี้ช่าง งดงามยิ่งนักเห็นแค่เพียงดวงตาที่มีเสน่ห์ชวนหลงไหลของนางตัวข้าถึงกับเหม่อลอยไปชั่วครู่ แต่แม่นางผู้นี้คืออ้ายฉิงจริงๆงั้นรึ อ้ายฉิงในการก่อนก็งดงามเช่นกันแต่นางหาใช่ผู้ฝึกยุทธ์ไม่”




    ผิวพรรณของคนทั่วไปจะค่อยๆเสื่อมไปตามกาลเวลาแม้จะงามเพียงใดแต่ก็ไม่อาจเทียบกับเหล่าจอมยุทธ์ที่มีพลังปราณไหลเวียนอยู่ในร่างกายได้หากนางเป็นผู้ฝึกยุทธ์ข้าเชื่อว่านางจะงดงามมิแพ้สตรีตรงหน้าเป็นแน่




    สิ้นสุดความคิดเสียงของสตรีเบื้องหน้าก็ดังขึ้น นางแนะนำตัวนางและความเป็นมาของนางให้หลินตงฟังเหมือนกับที่นางเคยเล่าให้ฉินซูฟังทุกประการ เมื่อกล่าวจบนางก็จ้องมองไปที่บุรุษเบื้องหน้า




    ทางด้านชายหนุ่มเมื่อได้ฟังสิ่งที่สตรีตรงหน้ากล่าวมาชายหนุ่มก็ยืนนิ่งเหมือนขบคิดสิ่งใดอยู่ ในคราแรกที่ชายหนุ่มได้ยินเสียงของสตรีเบื้องหน้าชายหนุ่มไม่อยากเชื่อหูของตนว่าจะได้ยินเสียงที่เหมือนกับ อ้ายฉิงทุกประการเช่นนี้แต่เนื่องจากชายหนุ่มได้ฟังเรื่องราวจากฉินซูมาแล้ว ตัวเขาจึงสงบใจได้อย่างรวดเร็ว


    ทว่าเรื่องที่ชายหนุ่มกำลังขบคิดอยู่นั้นคือเรื่องความไม่ สมเหตุสมผลของระยะเวลาของนาง ตามที่ซินแสเฒ่าเคยบอกวิญญาณของอ้ายฉิงพึ่งจะกลับมาเกิดเมื่อ3ปีที่แล้ว ต่อให้ฝืนลิขิตฟ้าเพียงใดนางก็ลงมาเกิดก่อนเวลาที่กำหนดได้ไม่เกิน100ปีเป็นแน่


    แต่เหตุใดสตรีผู้ที่คาดว่าจะเป็นอ้ายฉิงถึงได้เกิดมาบนโลกนี้และได้ฝึกยุทธ์มาแล้วถึง300ปีกันล่ะ ต่อให้เป็นข้าในตอนนี้ก็มิอาจคาดเดาอันใดได้เลย ข้าคงต้องยืนยันบางอย่างกับนางก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆข้าแค่ไปถามซินแสเฒ่าก็จบ ถ้าหากว่าสตรีผู้นี้คืออ้ายฉิงล่ะนะ




    คิดได้เช่นนี้ชายหนุ่มจึงเอ่ยกับสตรีตรงหน้า “แม่นางจ้าว เนื่องจากตัวข้ายังไม่สามารถตีความหมายของอาจารย์ท่านได้”


    “และท่านก็เหมือนจะเป็นคนสำคัญของพวกข้าที่กลับชาติมาเกิดและตัวข้าก็อยากจะพิสูจน์เรื่องนี้ไม่ทราบว่าข้าขอตรวจดวงวิญญาณของท่านได้หรือไม่” ชายหนุ่มไม่คิดปิดบังอันใดกับสตรีเบื้องหน้าและบอกถึงเหตุผลของชายหนุ่ม




    สาเหตุที่ทำเช่นนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตแบบใดในมหาทวีปฟ้านิรันดร์แห่งนี้ก็จะมีแค่หนึ่งดวงวิญญาณเท่านั้นต่อให้สิ้นชีพสักกี่ครั้งวิญญาณก็ยังสามารถกลับมาเกิดใหม่ได้เสมอนี่คือกฎวัฏจักรของมหาทวีป ฟ้านิรันดร์


    ในทางกลับกันหากจอมยุทธ์หรือไม่ว่าจะเป็นใครหากถูกทำลายวิญญาณนั่นเท่ากับว่าจะไม่มีทางได้กลับมาเกิดอีกครั้งอย่างแน่นอน


    นี่จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากที่จะให้ผู้อื่นมาตรวจดวงวิญญาณของตนเอง หญิงสาวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าตกลงกับชายหนุ่ม


    หญิงสาวเชื่อมั่นในอาจารย์ของตนว่าท่านจะไม่มีทางส่งนางมาในที่ที่มีอันตรายต่อนาง และความรู้สึกในส่วนลึกของนางก็ไว้ใจชายเบื้องหน้านางนี้อย่างไม่มีเหตุผล


    เมื่อเห็นว่าสตรีตรงหน้าตกลงชายหนุ่มจึงปล่อยรัศมีพลังปราณของตนเองออกมา ต่อมาพลังปราณสายหนึ่งปรากฏออกมาบนหว่างคิ้วของชายหนุ่มและพุ่งใส่หว่างคิ้วของสตรีตรงหน้าอย่างรวดเร็ว


    ผ่านไปเพียงไม่นานพลังปราณสายนั้นก็หายไป สตรีเบื้องหน้าชายหนุ่มได้ลืมตาขึ้น แต่สิ่งที่นางเห็นอย่างแรกนั้นคือชายหนุ่มตรงหน้านางนั้นมีหยาดน้ำตาไหลอาบบนใบหน้าในสายตาของชายหนุ่มที่มองมานั้น อัดแน่นไปด้วยความรักความคิดถึงอย่างยากจะพรรณนา




    ไม่รอให้นางได้เอ่ยอันใด ชายตรงหน้านั้นได้เข้ามาสวมกอดนางอย่างแนบแน่น “ทะ..ท่านจะทำอันใด ปล่อยข้า” ถึงแม้นางจะเจอเหตุการณ์เช่นนี้ในตอนที่เจอกับฉินซูครั้งแรกมาแล้วแต่การที่ถูกบุรุษที่พึ่งเจอหน้ากันมาสวมกอดแบบนี้นางไม่อาจปล่อยผ่านได้


    ตั้งแต่นางเกิดมายังมิเคยมีชายใดสัมผัสตัวนางมาก่อนแม้ปลายเส้นผมแต่นี่นางกำลังโดนชายหนุ่มสวมกอดอยู่


    “ทะ…ท่านจะมากเกินไปแล้วสิ้นเสียงนางได้รวบรวมพลังปราณไว้ที่ฝ่ามือแล้วตบไปที่หลังของชายหนุ่ม” สิ่งนี้แม้ไม่ได้เป็นอันตรายแก่ชายหนุ่มแต่ก็ทำให้ชายหนุ่มมีสติกลับมาอีกครั้ง


    เมื่อได้เห็นใบหน้าที่แดงก่ำของสตรีที่อยู่ในอ้อมแขนของตนชายหนุ่มจึงรีบปล่อยแขนทั้งสองของเขาที่กอดรัด สตรีผู้นั้น “อะ..ข้าต้องขอโทษแม่นางด้วยข้าลืมตัวไปหน่อย”


    ฉินซูที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงเอ่ยถาม “ท่านหลินตงผลเป็นอย่างไรเจ้าคะ”


    เมื่อได้ยินคำถามจากฉินซูชายหนุ่มได้หันกลับมายิ้มให้ฉินซูพร้อมเอ่ย “นางคืออ้ายฉิงของพวกเรา”




    ไม่รอให้ชายหนุ่มพูดอันใดอีกฉินซูก็ได้เข้าไปกอดสตรีที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นคุณหนูของนางพร้อมเสียงร่ำไห้


    ในที่สุดเราก็ได้อยู่ด้วยกันเสียที ทางด้านของจ้าวอ้ายฉิงเมื่อเห็นสตรีตรงหน้ามีอาการเช่นนี้นางจึงทำได้แค่ปล่อยให้ฉินซูกอดนางต่อไป


    เมื่อผ่านไปได้สักพักฉินซูจึงปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติ เมื่อเห็นเช่นนี้จ้าวอ้ายฉิงที่มีเรื่องสงสัยมากมายจึงได้เริ่มถามเรื่องทั้งหมดจากชายหนุ่ม “ท่านหลินตงโปรดอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ข้ากระจ่างทีเถิดว่ามันเคยมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกันแน่”


    เห็นเช่นนี้หลินตงจึงส่งความทรงจำเมื่อ500ปีก่อนให้กับจ้าวอ้ายฉิงระหว่างนี้หญิงสาวได้หลับตาลงพร้อมซึมซับความทรงจำ ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม จ้าวอ้ายฉิงก็ลืมตาขึ้นพร้อมน้ำใสๆที่ไหลออกมา


    การที่ชายหนุ่มส่งความทรงจำของตัวเขาไปยังจ้าวอ้ายฉิงนั้นเปรียบเสมือนการไปกระตุ้นความทรงจำที่ถูกปิดผนึกของนาง


    โดยทั่วไปแล้ววิญญาณที่ได้มาเกิดใหม่จะถูกปิดผนึกความทรงจำเก่าไว้เว้นเสียแต่จะมีใครนำความทรงจำในชาติก่อนมาเปิดผนึกนั้นซึ่งชายหนุ่มก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี


    เมื่อเทียบกับการเล่าทุกอย่างให้จ้าวอ้ายฉิงฟัง การทำให้ความทรงจำของนางถูกปลดผนึกจะถือเป็นการดีกว่า


    ในตอนนี้เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้น “ขอต้อนรับกลับบ้านนะอ้ายฉิง”




    จากผู้เขียน: จากตอนที่11ขึ้นไปกระผมตั้งใจจะอัพวันละ2ตอนถ้าแต่งทันนะครับฮ่าๆๆๆ จะเปิดฟรีวันละตอนส่วนอีกตอนจะเป็นอ่านล่วงหน้านะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะขอรับ


    ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio