กำแพงเมืองสีเทาเข้มตัดขอบด้วยศิลาโลหะ สูงตระหง่านจนกั้นขอบฟ้าไว้ทั้งแถบ เมืองฟางหรงไม่ได้วางตัวอยู่บนที่ราบ มันซ้อนตัวขึ้นไปตามไหล่เขาเป็นชั้นๆ ราวกับนาขั้นบันไดที่ถูกแทนที่ด้วยตำหนักและหอคอย ยิ่งสูงขึ้นไป อาคารยิ่งโปร่งตาและเปล่งประกายด้วยกระเบื้องเคลือบสีทองและหยก
แสงบ่ายที่กระทบหน้าต่างกระจกอาคมบนชั้นสูงๆ วาบออกมาเป็นแสงสั้นๆ ราวกับดวงดาวที่ตกค้างอยู่บนโลกดิน หลินเย่แหงนมอง
เหนือหัวขึ้นไปไม่ได้มีเพียงนก มีทางเดินหินที่ลอยอยู่กลางอากาศเชื่อมต่อระหว่างอาคารสูง รับส่งจดหมายและบุคคลสำคัญด้วยค่ายกลเคลื่อนย้ายที่มองไม่เห็นว่าสิ่งใดขับเคลื่อนมันอยู่ แม้ในยามกลางวัน เมืองทั้งเมืองยังเรืองรองด้วยโคมไฟอาคมที่ไม่มีวันดับสลาย
เขาเคยมองว่าประตูตระกูลหลินหนักและกว้างพอที่จะปกป้องทุกสิ่ง เมื่อมาอยู่ต่อหน้าประตูเมืองฟางหรง ประตูตระกูลของเขากลับดูเป็นเพียงรั้วกั้นคอกสัตว์ที่หักๆ
รถม้าหลายขบวนรอเรียงแถวอยู่หน้าประตู ไม่เพียงแต่ตระกูลหลิน ธงตระกูลอื่นที่ไม่รู้จักโผล่ให้เห็นแทรกอยู่ตามขบวนต่างๆ ทหารตรวจตราที่ประจำหน้าประตูเดินวนรอบรถม้าแต่ละคันอย่างมีระเบียบ
หลินเย่มองไปที่คนตรวจตราหน้าประตู สัมผัสได้ถึงความนิ่งสงบของผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกแล้ว ปราณที่แฝงอยู่นั้นแม้ไม่เท่าท่านนายพล ก็หนาแน่นกว่าทหารทั่วไปในเมืองชายแดนหลายขุม เพียงทหารตรวจตราชั้นล่างสุดของเมืองนี้ยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
ถึงคิวขบวนตระกูลหลิน ทหารตรวจตราเปิดม่านรถม้าทีละคัน ตรวจเด็กในรถอย่างละเอียด ใบหน้าที่ทำงานมาทั้งวันยังไม่แสดงความเหนื่อยออกมาแม้แต่น้อย แล้วก็มาหยุดอยู่หน้ารถคันที่สอง
ผู้ตรวจตราเปิดม่านออก นิ่งอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร ประเมินสิ่งที่เห็นอยู่ข้างใน แล้วก็ตะโกนไปยังหน้าขบวน
"คนบนรถม้าหายไปได้เช่นไร เหตุใดจึงมีหุ่นกระบอกตั้งอยู่"
เสียงนั้นดังพอให้ทุกคนได้ยิน เด็กในรถม้าคันอื่นสะดุ้งพร้อมกัน เสียงซุบซิบแทรกขึ้นมาในทันที
บนรถม้าของบุตรศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการปกป้องจากเหล่าทหารตลอดเส้นทาง ไม่มีผู้ใดอยู่ในนั้นตั้งแต่แรก
เสียงอุทานเบาๆ ดังขึ้นจากกลุ่มทหารที่คุมท้ายขบวน ไม่ดังพอที่จะเรียกว่าความโกรธ ทว่าเงียบเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองเฝ้ารถม้าว่างเปล่ามาตลอดคืน สายตาของพวกเขาเคลื่อนไปที่ถุงเงินที่นายพลกำลังจะยื่นออกไป แล้วก็เลื่อนลงมาที่พื้นอิฐข้างหน้า
ที่หน้าขบวน หลินตงไม่ได้หันไปมองรถคันที่สองแม้แต่ครั้งเดียว หลินเย่นั่งนิ่ง แววตาไม่แสดงอะไรออกมา ไม่พูด เพียงจ้องดูสิ่งที่จะตามมา
นายพลหลินเจี้ยนกว๋อเดินลงมาจากหน้าขบวน คารวะต่อผู้ตรวจตราด้วยท่าทีที่ไม่แสดงความตึงเครียด เสียงที่ตามมานั้นเบาเกินกว่าจะได้ยินจากระยะนี้ สักครู่ต่อมา นายพลส่งถุงที่ดูเต็มจนเกือบล้นถึงมือผู้ตรวจตราด้วยท่วงท่าที่แนบเนียน
หลินเย่เข้าใจ เขาเคยทำเช่นกัน รูปแบบนั้นไม่ได้ต่างกันมากไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เขาหันไปมองหลินตงที่นั่งควบม้ารออยู่ นางนิ่งเงียบ แววตาเมินเฉยอย่างคนที่เห็นเรื่องแบบนี้มาก่อนและเลือกที่จะไม่สนใจ
ธงแดงโบกที่หน้าประตู ขบวนรถม้าเริ่มเคลื่อนผ่าน
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือถนนสายหลักที่กว้างขวางจนขบวนรถม้าแปดคันดูเล็กลงไปถนัดตา
สองข้างทางไม่ได้มีเพียงอาคารไม้ชั้นเดียว หากเป็นหอสูงสลักเสลาด้วยลวดลายมังกรที่ยิ่งดูใกล้ยิ่งเห็นรายละเอียดที่ไม่อาจสร้างขึ้นได้ในเวลาสั้น
นักพรตจากสำนักเร้นลับสะพายกระบี่เดินปนกับพ่อค้าต่างแดนที่จูงสัตว์อสูรขนส่งตัวมหึมาซึ่งเกล็ดสะท้อนแสงแดดบ่ายเป็นสีรุ้ง ทหารลาดตระเวนในเกราะเหล็กไหลเดินพร้อมเพรียงจนเกิดเสียงกระทบเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เสียงตะโกนขายโอสถขั้นสูง เสียงระฆังจากหอคอยประจำทิศ เสียงดนตรีจางๆ จากเหลาสุราที่ลอยออกมาทางช่องหน้าต่าง ทั้งหมดผสมปนเปกันจนกลายเป็นเสียงพึมพำที่ไม่หยุด
กลิ่นของเมืองนี้ก็ไม่ใช่กลิ่นเดียว กลิ่นเครื่องเทศจากตะวันออก กลิ่นไหม้จางๆ ของยันต์ที่ใช้ขับเคลื่อนค่ายกลรักษาเมือง กลิ่นอาหารที่ปรุงอยู่ในครัวของร้านนับสิบที่ประตูยังเปิดอยู่
"กว้างใหญ่เสียจริง"
เขาพูดออกมาเบาๆ ขณะที่ดวงตากวาดมองสิ่งต่างๆ รอบตัวไม่ขาดสาย ไม่ใช่แค่หลินเย่ เด็กคนอื่นก็เช่นกัน นี่เป็นคราแรกที่หลายคนได้ออกมาเห็นโลกกว้างจริงๆ ความหม่นหมองที่หนักอยู่ตลอดเส้นทางปลิดหายไป บางคนเริ่มพูดขึ้นเบาๆ บางคนชี้ไปที่สิ่งต่างๆ โดยไม่รู้ตัว
ขบวนรถม้าเคลื่อนต่อไปในตัวเมือง ทหารประจำเมืองเดินวนรอบเป็นรูปแบบที่คาดเดาได้ ไหล่ที่ตึงอยู่ตลอดสองวันค่อยลดลงโดยไม่ได้ตั้งใจ รถม้าหยุดลงในที่สุดหน้าบันไดอิฐราวยี่สิบขั้น
เรือนพักขนาดใหญ่ประกบอยู่ซ้ายและขวา อีกหลังตั้งอยู่ส่วนกลาง สถานที่แห่งนี้ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับตระกูลหลินโดยเฉพาะ หลินตงเปิดม่านบอกให้เด็กลงจากรถ หลินเย่ลงมายืนบนพื้นอิฐ สิ่งแรกที่เขาสังเกตเห็นคือความสะอาดของพื้นที่ สะอาดกว่าลานของตระกูลหลินอย่างเห็นได้ชัด
นายพลจัดเด็กเรียงเป็นห้าแถว นับยอดได้สี่สิบเก้า
ขาดไปหนึ่ง
หลินเย่แหงนมอง บนบันไดชั้นบนนั้น เงาสองร่างปรากฏออกมาตัดกับแสงแดดบ่าย
หลินจวิ้นเฉิง ยืนตรง เสื้อผ้าไม่มีรอยเส้นเดียว ไม่มีร่องรอยว่าผ่านเหตุการณ์ใดมาเลยตลอดสองวัน มือข้างหนึ่งที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวนั้นกำอยู่หลวมๆ แล้วจึงคลายออกในอึดใจถัดมา ข้างเขาคือหลินเจียอี้ ฮูหยินใหญ่ของเจ้าตระกูล
เท่านั้น สองคน
ไม่มีหลินเหยียน
หลินเย่สังเกตเห็นเด็กบางคนทำสีหน้าตกใจ บางคนมีสีหน้าไม่พอใจ ปากไม่เปิด ทหารทุกคนโค้งคารวะพร้อมกัน ไม่มีสีหน้าแปลกใจสักคน ไม่เว้นแม้แต่หลินตง
พวกเขารับรู้เรื่องนี้กันอยู่ตั้งแต่แรก
เด็กเริ่มโค้งคารวะตามทหาร เก้ๆ กังๆ บ้าง คล้อยตามแม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด จากที่สูง มีเสียงลอยลงมา
"พวกเจ้าเดินทางกันมาเหนื่อย ไปพักผ่อนเสียเถิด"
"รับคำสั่ง" นายพลตอบรับ
หลินเย่ยืนอยู่ในแถวและมองขึ้นไปที่ชั้นบน หลินเจียอี้ปรากฏออกมาจากเงาสู่แสงแดดบ่าย ใบหน้าเรียบเฉยดุจแผ่นหยกที่สลักอย่างประณีต ดวงตาหงส์ทอดมองลงมาเบื้องล่างด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่ใช่ความเมินเฉย หากเป็นการมองสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าจนเคยชินเสียจนไม่ต้องสังเกตอะไรอีก
ริมฝีปากที่แต้มชาดสีเข้มเม้มเป็นเส้นตรง แสงแดดบ่ายที่กระทบเครื่องประดับทองบนศีรษะขับเน้นให้ใบหน้าที่เชิดขึ้นนั้นดูสูงส่งกว่าระยะทางที่แท้จริง นางไม่ได้นับจำนวนเด็กที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ไม่ถามว่าเส้นทางเป็นอย่างไร ไม่ถามว่าผู้ใดบาดเจ็บ
สายตาหงส์คู่นั้นเพียงกวาดผ่านแถวเด็กทีละคน ราวกับตรวจว่าสิ่งของที่สั่งมานั้นครบหรือไม่ ก่อนที่จะโบกมือตวัดชายเสื้อหันหลังกลับ นางหายเข้าไปในร่มเงาของเรือนพัก
หลินเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยระหว่างขึ้นบันไดยี่สิบขั้นนั้น
ขบวนรถม้าที่ถูกจัดเตรียมขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน ทหารที่ถูกส่งมาปกป้อง เด็กสายรองที่นั่งอยู่ท้ายขบวน ทั้งหมดนั้นอาจเป็นเพียงของตบตา ให้มือสังหารที่ถูกว่าจ้างมาเพ่งเล็งและสับสนอยู่กับขบวนที่ใหญ่โต ในขณะที่สิ่งที่ต้องการปกป้องจริงๆ ถูกส่งมาด้วยวิธีอื่นตั้งแต่ต้น
ช่างเถิด เขาตัดความคิดออก ก้าวสุดท้ายถึงลานกว้างด้านบน
เรือนพักแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ไม่มีผู้ใดประกาศกฎ การแบ่งนั้นเกิดขึ้นเองในเวลาไม่กี่อึดใจ เด็กสายหลักรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน เด็กสายรองก็เช่นกัน ราวกับน้ำกับน้ำมันที่ไม่ว่าจะเขย่าให้ปนกันอย่างไรก็แยกออกจากกันในที่สุดอย่างไรอย่างนั้น หลินเย่เดินไปยังฝั่งสายรอง เข้าสู่เรือนพัก
อาหารถูกจัดเรียงบนโต๊ะอย่างน่ารับประทาน ฮูหยินใหญ่สั่งแม่ครัวเตรียมไว้ให้ เด็กสายรองที่ผ่านสองวันของการเดินทางมาด้วยกันพุ่งเข้าหาโต๊ะอาหาร บางคนแย่งกัน บางคนหยิบจนมือเต็มก่อนจะเดินหาที่นั่ง เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นพร้อมกัน
ท่ามกลางความวุ่นวายที่โต๊ะอาหาร หลินเย่เพียงเลือกน่องไก่หนึ่งชิ้นและหมั่นโถวลูกหนึ่งอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะปลีกตัวเข้าสู่ห้องพัก ห้องนั้นเรียงเตียงเป็นแถวตลอดความยาว เขาเลือกเตียงที่พอเหมาะ ใกล้หน้าต่างพอให้ลมเข้า ไม่ถึงกับอยู่ตรงทางลมพอดี
เขานั่งลงบนขอบเตียง กัดน่องไก่ทีละคำ รสชาติของมันดี ดีเสียจนสะดุดไปนิดหนึ่ง
ฟางหรงล้างคราบของสองวันที่ผ่านมาออกได้รวดเร็ว ซากเจียงซือยังนอนอยู่ในป่านั้น ทหารสามนายยังไม่ได้กลับมา ทว่าน่องไก่ชิ้นนี้ยังร้อนและหอม เขากินช้าๆ โดยไม่รีบ
ลมจากหน้าต่างพัดเข้ามา กลิ่นเมืองฟางหรงที่ผสมกันยังลอยอยู่ในอากาศ กลิ่นแปลกใหม่ที่ยังไม่รู้จักทั้งหมด เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กดังอยู่ด้านหลังผนัง เขามองออกไปทางหน้าต่าง
กลางวันของฟางหรงยังคึกคักอยู่เต็มเมือง หอสูงตรงหน้าบังแสงบ่ายไว้บางส่วน เงาของมันทอดลงมาที่ลานด้านล่างเป็นแถบยาว การแข่งขันชุมนุมมังกรน้อยสิบตระกูลยังไม่เริ่ม
ทว่าฟางหรงนั้นเปิดแล้ว เวลาเริ่มนับถอยหลังแล้วอย่างเงียบๆ
เขากัดน่องไก่คำสุดท้าย วางกระดูกลงบนผ้าห่อ แล้วเอนหลังลงบนเตียง เพดานของเรือนพักสะอาดและใหม่กว่าที่คาด
หลินเย่ปิดตาลง