บทที่35
ระเบิดปราณ
หมิงเยว่หลานรู้ดี…ผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังแม้จะต่ำกว่าขอบเขตหลอมกายา แต่เมื่อรวมกลุ่มกันเช่นนี้หากใช้กลยุทธ์และสมดุลพลังที่เหมาะสม ต่อให้ผู้ฝึกตนหลอมกายาขั้นต้นก็ยังต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง
แต่…ชายผู้นี้กลับไม่แม้แต่จะขยับตัวหลบเลี่ยง
ไม่เพียงป้องกันตนเองได้อย่างง่ายดายหากแต่ยังพลิกกลับมาเป็นฝ่ายกวาดล้างพวกมันราวกับตัดหญ้าเพียงไม่กี่ต้น
“นี่คืออันใด…”
สิ่งที่หยุนโม่ใช้อยู่นั้นไม่ใช่ทักษะของผู้ฝึกตน ไม่ใช่ศาสตราวิญญาณที่มีแต่ผู้มีปราณเท่านั้นจะใช้ได้
แต่มันคือบางสิ่งที่นางไม่เคยพบเห็นไม่เคยได้ยินชื่อ และไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการว่ามีอยู่ในโลกใบนี้!
ในความเงียบงันและความสับสนที่กรีดผ่านจิตใจ
หยุนโม่เพียงยิ้มบางคล้ายชายหนุ่มผู้กำลังยืนดูสถานการณ์อย่างสงบ
“เล็กน้อย ๆ”
เขากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงถ่อมตนพร้อมรอยยิ้มที่มิรู้แน่ชัดว่าเป็นเยาะเย้ยหรือรื่นรมย์
“เอาล่ะ...ได้เวลาปิดฉากแล้ว”
น้ำเสียงเขานุ่มนวล ทว่ากลับทำให้ความเงียบโดยรอบหนาหนักขึ้นอีกระดับ
หยุนโม่หัวเราะเบา ๆพลางยกปืนในมือขึ้นพาดบ่าข้างหนึ่ง ขณะที่อีกมือยังถือดาบพลังงานแน่นก่อนจะก้าวเดินอย่างไม่เร่งรีบ ตรงเข้าไปหาร่างที่กำลังสิ้นสภาพของรองหัวหน้าฝู
“โอ้ว~ นี่อันใดกันเล่า~”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเย้ยหยันขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
หยุนโม่หยุดยืนอยู่ตรงหน้ารองหัวหน้าฝูแววตาเรียบนิ่ง แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มเย้ยอ่อน ๆ ดั่งกำลังชมทิวทัศน์ฤดูใบไม้ผลิ
“รองหัวหน้าฝูผู้อหังการท่านนี่...โดนการโจมตีของมดปลวกอย่างข้าเข้าไป ไฉนสภาพถึงได้เป็นเช่นนี้ไปได้เล่า?”
คำพูดของเขาแฝงความหยอกล้อทว่าแต่ละถ้อยคำกลับกรีดลึกลงในใจผู้ฟังยิ่งกว่าคมดาบพันเล่ม
รองหัวหน้าฝูใบหน้าเคร่งขรึมปกติบัดนี้ซีดขาวจนไร้สีเลือด ลมหายใจแผ่วราวสายลมปลายเหมันต์
“จ...เจ้า...” เสียงของเขาติดขัด ราวกับต้องรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายเพียงเพื่อเปล่งวาจา
“สมควร...ตาย!ตระกูลหลี่...ไม่มีทาง...ปล่อยเจ้าไปแน่!”
แม้น้ำเสียงจะอ่อนแรงและขาดห้วงแต่ดวงตากลับยังเปี่ยมด้วยเพลิงโทสะและความแค้นเต็มเปี่ยม
ทว่าภายในแววตานั้นกลับปิดบังความหวาดกลัวไว้ไม่มิด...
ความหวาดกลัวที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตตรงหน้ามนุษย์ธรรมดาที่ไร้พลังวิญญาณ แต่กลับสังหารผู้ฝึกตนได้ดั่งฆ่าสัตว์ต่ำต้อย!
หยุนโม่หัวเราะเบา ๆ ยิ่งไปกว่านั้นเสียงหัวเราะของเขาช่างราบเรียบแต่เย็นเยียบยิ่งกว่าสายลมยามเหมันต์
“คำข่มขู่ก่อนตายหรือ...”
เขากล่าวพลางเลื่อนสายตามองรองหัวหน้าฝูด้วยแววตาเย็นชาราวกับมองซากศพที่ยังมีลมหายใจ
“ไร้ค่า...”
“พวกไร้ความสามารถ...แม้แต่จะมีชีวิตรอดยังทำไม่ได้ยังจะเอ่ยอวดอ้างตระกูลใหญ่อีกงั้นหรือ?”
“เป็นถึงผู้ฝึกตนแต่กลับพ่ายให้กับมนุษย์อย่างข้า...”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวเสียงเย็น
“เสียชาติเกิดสิ้นดี”
“เจ้า!!!”
เสียงตะโกนสุดท้ายของรองหัวหน้าฝูเต็มไปด้วยเพลิงแค้นสุดกำลังแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดสิ่งใดต่อไป…
ปัง!
เสียงปืนแหวกอากาศดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้งเงียบเรียบ แต่เด็ดขาด
กระสุนเจาะทะลุหว่างคิ้วของรองหัวหน้าฝูในพริบตาดวงตาที่เต็มไปด้วยโทสะแข็งค้าง ก่อนจะค่อย ๆ มืดดับลงอย่างรวดเร็วร่างของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นไร้วิญญาณ สิ้นชีพอย่างไม่มีโอกาสแม้แต่จะกล่าวคำใดอีก
หนึ่งในผู้ฝึกตนระดับแนวหน้าของเมืองอวี้หยาง...จบชีวิตลงด้วยมือของมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง
โลกที่เคยรู้จักคล้ายจะแตกสลายลงต่อหน้าผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้
หยุนโม่ก้มลงหยิบขวดหยกเล็ก ๆจากร่างของรองหัวหน้าฝู ก่อนจะพลิกฝ่ามือพิจารณาเล็กน้อย จากนั้นจึงเก็บมันไว้เดินกลับมายังตำแหน่งของหมิงเยว่หลานที่ยืนสงบนิ่งอยู่ใต้โล่ปราณวิญญาณ
เขาโยนขวดหยกใบนั้นไปให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก
หมิงเยว่หลานยกมือรับไว้อย่างง่ายดายดวงตาก้มมองขวดหยก ก่อนจะเข้าใจทันทีว่าเป็นยาถอนพิษกร่อนปราณ นางพยักหน้าช้า ๆแล้วเอ่ยคำขอบคุณด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ขอบคุณ...สหายหยุน”
หยุนโม่ยกยิ้มบาง พยักหน้ารับก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงแววหยอกเย้า
“อืม~ จบเรื่องแล้ว...แม่นางหมิง ครั้งนี้ข้าช่วยชีวิตท่านไว้ไม่ทราบว่าคิดจะตอบแทนข้าเช่นไรดีเล่า?”
หมิงเยว่หลานปรายตามองเขาริมฝีปากยกยิ้มบาง คล้ายไม่ใส่ใจนัก
“อันใดหรือ? หรือเจ้าคิดจะสังหารข้าไปด้วยอีกคนเพื่อไม่ให้แพร่งพราย?”
คำพูดของนางสงบนิ่งหากแต่แฝงด้วยแววท้าทายเล็ก ๆ
หยุนโม่ถลึงตาใส่ทันที
“อันใด!!เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น? ข้าบอกให้ท่านตอบแทนข้าไฉนจึงกลายเป็นว่าข้าจะสังหารท่านไปเสียได้?”
หมิงเยว่หลานหัวเราะเบา ๆก่อนจะเอ่ยอย่างเรียบง่าย
“แล้วมิทราบว่าสหายหยุนต้องการสิ่งใดเป็นสินตอบแทนเล่า?”
หยุนโม่กระแอมเบา ๆมือขยับเกาท้ายทอยคล้ายเก้อเขินเล็กน้อย แต่แววตายังคงเจ้าเล่ห์
“แฮ่ม!ยิ้มเมื่อครู่ของแม่นางหมิง...ถือว่าตอบแทนข้าแล้วกัน”
หมิงเยว่หลานเลิกคิ้วเล็กน้อยริมฝีปากประดับรอยยิ้มบาง
“โอ้ว~ มิคาดคิดว่าสหายหยุนจะมีคำพูดคำจาทำนองนี้ด้วย”
หยุนโม่หัวเราะเบา ๆ เสียงทุ้มต่ำแฝงความผ่อนคลาย
“ฮ่า ๆ ๆอย่างไรเสีย...ข้าก็เป็นบุรุษ ย่อมหัวใจหวั่นไหวเมื่ออยู่ต่อหน้าคนงามเป็นธรรมดา”
หมิงเยว่หลานมองเขานิ่ง ๆ ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความอ่อนโยน
“เช่นนั้น...ส่วนแบ่งร่างของพยัคฆ์เกราะทมิฬทั้งหมดข้ายกให้สหายหยุนตอบแทนแล้วกัน”
หยุนโม่ชะงักเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเบา ๆ พยักหน้ารับโดยไม่แสดงความถ่อมตนแม้แต่น้อย
“เมื่อแม่นางหมิงมอบให้ข้าย่อมยินดีรับไว้”
หมิงเยว่หลานพยักหน้าเล็กน้อยก่อนหมุนกายอย่างสง่างาม
“เช่นนั้น...ข้าขอตัวก่อนไว้เจอกันที่เมืองอวี้หยาง”
นางกล่าวจบร่างอันงดงามก็พลิกกายเดินจากไป ท่วงท่าแผ่วเบาราวสายลมแต่สง่างามดุจดอกบัวบานกลางหิมะ
หยุนโม่ยืนมองเงาหลังของนางดวงตาฉายแววชื่นชมโดยไม่ปิดบัง สายตาของเขาค่อย ๆเลื่อนต่ำลงไปหยุดอยู่ที่สะโพกกลมกลึงที่เคลื่อนไหวตามจังหวะก้าวเดินของนางรอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้า
“หึ...งดงามจริง ๆ”
เขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเองก่อนจะหันกลับมาอีกทาง พร้อมกับเริ่มเก็บกวาดสนามรบที่เพิ่งจบลงไปหมาด ๆ
หยุนโม่ยืนสงบนิ่งอยู่กลางสนามรบที่เพิ่งจบสิ้นลงเขากวาดสายตามองซากศพผู้ฝึกตนที่นอนระเกะระกะรอบตัวสีหน้าที่เคยยิ้มเย้าหยอกเมื่อครู่ บัดนี้กลับคืนสู่ความเรียบนิ่งและเยือกเย็นดุจเดิม
ชายหนุ่มถอนหายใจแผ่วเบาก่อนพึมพำกับตนเองเสียงต่ำ
“บิดามันเถอะ...ใช้ระเบิดปราณไปหลายลูกแค่เพื่อสังหารพวกผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังสิ้นเปลืองไปหรือเปล่า”
เขาเขย่าข้อมือเบา ๆคล้ายระบายความเมื่อยล้าจากการต่อสู้ทว่าในแววตากลับไม่มีความเสียดายให้เห็นแม้แต่น้อย
ครั้นสายตาเหลือบไปเห็นร่างขนาดมหึมาของพยัคฆ์เกราะทมิฬระดับสาม ที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลใบหน้าของหยุนโม่ก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง
“สิ้นเปลืองอันใดกัน...”
เขาพึมพำพร้อมหัวเราะแผ่วเบา
“ศพของสัตว์อสูรระดับสามเพียงอย่างเดียว...ก็คุ้มค่ากว่าที่เสียไปทั้งหมดแล้ว”
หยุนโม่ก้าวเดินไปยังร่างของพยัคฆ์เกราะทมิฬลูบมือผ่านขนที่แข็งราวเกราะเหล็กของมันเล็กน้อยก่อนจะเปิดช่องมิติเก็บของแล้วรวบรวมร่างของมันเข้าไปโดยไม่ลังเล
แสงเรืองรองวูบหนึ่งก่อนที่ร่างอันใหญ่โตจะสลายไปเหลือเพียงความว่างเปล่า
จากนั้นเขาก็เดินไปยังศพของเหล่าผู้ฝึกตนที่ยังคงเหลืออยู่ แต่ละร่างนอนแน่นิ่งไร้ชีวิตเลือดแห้งเกรอะกรังเต็มร่าง
หยุนโม่ชักมีดสั้นจากเอว แล้วค่อย ๆผ่าหน้าอกของแต่ละศพ เปิดโพรงอกเพื่อควัก รากปราณ ออกมาอย่างไม่รีบร้อนใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่มีอารมณ์ใดฉายชัด
หลังจากจัดการเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นหยุนโม่เช็ดมือบนเสื้อคลุมเบา ๆ จากนั้นก็ไม่เสียเวลาอีกต่อไปเขาหันหลังแล้วเดินจากไปอย่างเงียบงัน
เส้นทางในป่าอสูรทอดยาวอยู่เบื้องหน้าทว่าหยุนโม่ไม่ชะงักแม้แต่ก้าวเดียว
ร่างของเขาค่อย ๆจมหายไปในเงาไม้และม่านหมอกของป่าลึก
ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและซากศพที่ไม่หลงเหลือแม้แต่กลิ่นไอชีวิต