เมื่อเราไหว้พระที่วัดกันเสร็จ เหยียนเหล่ยจึงพาฉันไปเดินหาซื้อของใช้จำเป็นที่ตลาด เขาพาฉันเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับร้านหนึ่งเป็นร้านขนาดใหญ่ ที่เขามักจะมาสั่งทำเครื่องประดับที่นี่ รวมถึงแหวนและกำไลหยกที่เขามอบให้ฉันก็สั่งทำจากที่ร้านนี้เช่นกัน เจ้าของร้านเมื่อเห็นเราเดินเข้าไปในร้าน ก็รีบออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมทักทายเหยียนเหล่ยด้วยท่าทางแบบคนคุ้นเคย และหันมาทักทายฉันพร้อมกับมองดูที่มือกำลังสวมใส่กำไลและแหวนหยก เจ้าของร้านก็ทักถามเหยียนเหล่ยว่า ฉันคงเป็นภรรยาที่เหยียนเหล่ยเคยมาสั่งทำกำไลกับแหวนคู่ เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่ภรรยาใช่หรือไม่
เหยียนเหล่ยตอบว่าใช่ พร้อมกับสั่งทำแหวนหยกอีกวงหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นของขวัญตอบแทนน้ำใจให้เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งฉันก็รู้ว่าแหวนที่เขาสั่งทำนั้นให้เหมยหลิน เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าทั้งที่เขาโกรธเหมยหลินขนาดนั้น แต่ทำไมยังสั่งทำแหวนให้ เหยียนเหล่ยจึงให้เหตุผลว่า แม้เขาจะโกรธเหมยหลินมากก็จริง แต่เขาแยกแยะความโกรธกับคำพูดที่เคยให้ไว้กับเหมยหลินว่าจะสั่งทำแหวนให้ ซึ่งเป็นเพียงแหวนหยกธรรมดาวงหนึ่งที่เขามอบเป็นน้ำใจ ไม่ได้มีความหมายและความสำคัญเท่ากับแหวนคู่ที่เราใส่คู่กัน ฉันจึงพยักหน้ารับฟังแต่ในใจยังแย้งว่าไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดกับเหมยหลินขนาดนั้นก็ได้แม๊ะ!!
เจ้าของร้านจึงถามเหยียนเหล่ยว่า จะให้เขาแกะสลักสวดลายอะไรลงบนแหวน เหยียนเหล่ยจึงตอบว่า แกะสลักลวดลายอะไรก็ได้ที่เหมาะกับผู้หญิง เจ้าของร้านจึงบอกเราว่าอีกหนึ่งชั่วยามให้เรากลับมารับแหวน เพราะตอนนี้ช่างแกะสลักออกไปทำธุระข้างนอกร้าน พร้อมกับเชิญชวนให้เราเลือกดูเครื่องประดับชิ้นใหม่ ที่ทางร้างเพิ่งนำมาวางขายได้ไม่นาน เจ้าของร้านจึงหยิบปิ่นปักผมรูปดอกไม้ที่ทำจากทอง มีพวงห้อยระย้าเว่อร์วังยาวตุ้งติ้งมาถึงติ่งหูมาให้ฉันกับเหยียนเหล่ยดู แล้วบอกว่าปิ่นปักผมแบบนี้สตรีในวังและในเมืองนิยมปักผมกันมาก
แต่ฉันกลับถูกใจปิ่นปักผมชิ้นหนึ่งที่ทำจากเงินเป็นปิ่นแบบก้านเสียบยาว ตรงปลายมีลวดลายคล้ายก้อนเมฆ ประดับด้วยหยกขาวกลมแบนคล้ายดวงจันทร์ มีดอกท้อหยกขาวเล็กๆอีกดอกหนึ่งประดับอยู่ข้างๆดวงจันทร์ และห้อยตุ้งต้ิงแบบสั้นติดก้านเป็นไข่มุกสีขาวรูปหยดน้ำเล็กๆสามเม็ดใต้ดอกท้อ แม้ราคาจะไม่แพงมากนักอีกทั้งสีสันยังไม่โดดเด่น แต่ฉันกลับชอบรูปแบบและสีขาวไม่สะดุดตา และพู่ระย้าไม่เกะกะฟาดหน้าเวลาฝึกกระบี่ เหยียนเหล่ยจึงซื้อปิ่นปักผมให้ตามใจที่ฉันชอบ แล้วเราก็ออกไปหาอาหารและดื่มน้ำชาเพื่อรอเวลากลับมารับแหวนหยกของเหมยหลิน
จนกระทั่งเย็นจึงเดินทางกลับจวนฮุ่ยเฉิง เหยียนเหล่ยบอกให้ฉันกลับไปรอที่จวนก่อน เพราะเขาจะไปพบกับฮูหยินต่งพี่สะไภ้ เพื่อฝากแหวนหยกที่เพิ่งซื้อมาให้กับเหมยหลิน เขาเดินหายเข้าไปในจวนท่านเสนาบดีสักพักใหญ่ๆ จากนั้นจึงเดินกลับมาที่จวน เขายังบอกอีกว่าพรุ่งนี้เขากับเหมยหลิน จะต้องนำเทียบเชิญงานแต่งงานไปมอบให้กับขุนนางบางท่านเพื่อเชิญมางานแต่งงาน และกำชับให้ฉันอยู่แต่ในจวนเหมือนเดิม
ฉันพยักหน้ารับคำสั่งแต่ในใจกลับรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งเหยียนเหล่ยเองเหมือนจะรู้ถึงความรู้สึกของฉัน เขาดึงฉันเข้าไปกอดจับมือมาหอมและพูดกับฉันว่า เขาแค่เข้าพิธีแต่งงานกับเหมยหลินเท่านั้น แต่เขาจะยังคงอยู่กับฉันทั้งตัวและหัวใจ และจากนั้นเขาจะเข้าพิธีแต่งงานกับฉันโดยเร็วที่สุดเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ฉันเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดแต่การแต่งภรรยาสองคนให้อยู่ในบ้านเดียวกันนั้น สำหรับฉันยังเป็นเรื่องที่ทำใจใด้ยากอยู่ดี
พอรุ่งเช้าหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ในขณะที่เหยียนเหล่ยกำลังเตรียมตัวจะเดินทางไปแจกเทียบเชิญงานแต่งงานพร้อมกับเหมยหลิน ก็มีหญิงรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาในจวนบอกกับเหยียนเหล่ยว่า เช้านี้เหมยหลินมีอาการวิงเวียนศรีษะเพราะพักผ่อนน้อย จึงไม่สามารถเดินทางไปแจกเทียบเชิญงานแต่งงานกับเหยียนเหล่ยได้ เหยียนเหล่ยจึงตอบว่าไม่เป็นไร และเดินไปที่จวนเสนาบดีของผู้เป็นพี่ชาย เพื่อไปพบและพูดคุยกับพี่ชายก่อนที่จะออกไปแจกเทียบเชิญ
ฉันจึงกลับเข้าไปในห้องอ่านตำราโบราณไปเรื่อยเปื่อยตามคำสั่งของเหยียนเหล่ย จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึงช่วงบ่ายฉันก็ได้ยินเสียงดังเอะอะของฟูหลิวกำลังทุ่มเถียงกับอิงเถาดังมาจากทางหน้าจวน ฉันจึงเดินออกมาดูก็พบอิงเถากับหญิงรับใช้คนอื่นอีกสามคน กำลังยืนทุ่มเถียงกับฟูหลิว ที่กำลังกางแขนกั้นเหมือนไม่ยอมให้พวกนางเข้ามาในจวนด้านใน ฉันจึงแปลกใจว่าทำไมอิงเถาจึงกล้าขัดคำสั่งของเหยียนเหล่ย ที่สั่งไม่ให้อิงเถาเข้ามาเหยียบในจวนนี้อีก ฉันจึงเดินออกไปหาฟูหลิวและว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น หญิงรับใช้ทั้งสี่คนจึงหันมามองจ้องฉันด้วยแววตาและท่าทางที่ไม่เป็นมิตร
มี่จื่อ : มีเรื่องอะไรกันเหรอ?! อิงเถา!! คุณชายต่งสั่งห้ามมิให้เจ้าเข้ามาเหยียบที่นี่มิใช่รึ ทำไมจึงกล้าขัดคำสั่ง?!
ฟูหลิว : มี่จื่อ!! ข้าไม่ให้พวกนางเข้ามา พวกนางจะเข้ามาจับตัวเจ้า ห้ได้!!
อิงเถา : เชอะ! ข้าก็ไม่ได้อยากจะมาเหยียบที่นี่นักหรอก แต่คำสั่งท่านเสนาบดีต่ง สั่งให้พวกข้ามาจับตัวเจ้าไปลงโทษ เอ้า! พวกเจ้าสามคนลากตัวนางไป!!
มี่จื่อ : เดี๋ยว! ข้าทำอะไรผิด ทำไมต้องมาจับข้าไปลงโทษ?!
อิงเถา : เจ้าแอบเข้าไปขโมยของในห้องพักของคุณหนูเว่ยน่ะสิ!!
มี่จื่อ : พวกเจ้าอย่ามาใส่ความข้า ข้ายังไม่เคยเข้าไปในห้องพักของคุณหนูเว่ยเลยสักครั้ง ข้าจะไปขโมยของได้ยังไง?!
อิงเถาไม่ฟังที่ฉันพูด รีบบอกให้หญิงรับใช้สามคนที่มาด้วยกันเข้ามารุมจับตัวฉัน ฉุดกระชากลากแขนให้ไปที่จวนท่านเสนาบดีต่ง ส่วนฟูหลิวที่พยายามห้ามหญิงรับใช้ทั้งสี่คนไม่ให้ฉุดกระชากลากแขนฉันเหมือนเป็นนักโทษ ก็มิอาจห้ามได้เพราะอิงเถาอ้างคำสั่งท่านเสนาบดีต่งว่าให้ลากตัวฉันไป ฟูหลิวจึงทำได้แต่เดินตามไปด้วยความร้อนใจ ที่ฉันถูกลากตัวมาที่จวนท่านเสนาบดี ก็พบกับเสนาบดีต่ง กับฮูหยิน และเหมยหลินหญิงสาวที่กำลังยืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดรอฉันอยู่ในห้องโถงภายในจวน ฉันจึงพยายามบอกกับคนทั้งสามว่า ฉันไม่เคยขโมยของๆใคร และไม่เคยเข้าไปในห้องของเหมยหลิน อิงเถาจึงพูดสวนกลับมาทันควันว่า
อิงเถา : เจ้าขโมยแหวนหยกของสำคัญของคุณหนูเว่ยไปยังคิดจะโกหกอีกรึ?!!
มี่จื่อ : ข้าไม่เคยขโมย ข้าไม่รู้เรื่อง อย่าใส่ความข้า!!
เสนาบดีต่ง : เจ้ามันเลี้ยงไม่เชื่อง คิดเป็นขโมย ไล่นางออกไปให้พ้นจากจวนของข้า!
ฮูหยินต่ง : ทุกคนใจเย็นๆก่อน มันอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้ ยังไงมี่จื่อก็เป็นคนของเหยียนเหล่ยรอให้เหยียนเหล่ยกลับมาก่อนค่อยตัดสินว่าจะทำเช่นไร
เหมยหลิน : ไม่เข้าใจผิดหรอก มี่จื่อขโมยแหวนหยกของข้าไป นางอิจฉาที่คุณชายต่งซื้อแหวนหยกให้ข้า นางคือขโมย อิงเถาค้นตัวนางเดี๋ยวนี้!