หลังจากที่นางวิ่งหนีไปอีกทางเพื่อลวงให้เหล่าคนที่วิ่งหนีตาย เข้าใจว่านางออกจากป่าไปแล้วเช่นกัน ป้องกันความยุ่งยากที่อาจจะตามมาในภายหลัง สวนสัตว์
นางและฮวาเออร์จึงวกกลับไปทางด้านของหยางคง ที่ตอนนี้กำลังต่อสู้กับอีกฝ่าย หรือหยอกล้อกับเจ้าสัตว์อสูรตรงหน้ามากกว่า
น่ากลัวว่าหยางคงต้องเผชิญกับความลำบากสักหน่อยนึง เพราะอสูรตรงหน้าที่มีพลังปราณอสูรระดับสูง มีความแข็งแกร่งมากพอสมควรสำหรับระดับของหยางคงที่อยู่ในระดับปราณสีน้ำเงิน
แม้ว่าจะอยู่ในระดับเดียวกันก็ตาม หากจะให้พูดง่ายๆ ในโลก มนุษย์ มีระดับพลังปราณทั้งหมด 8 ขั้นด้วยกันที่เคยมีคนไปถึง
ระดับพลังปราณขั้นเริ่มแรกสุดคือขั้นสีแดงเทียบเท่ากับพลังระดับต่ำของสัตว์อสูร
ระดับปราณสีส้มและสีเหลืองในโลกมนุษย์เทียบเท่ากับระดับพลังปราณของสัตว์อสูรในระดับกลาง
ระดับพลังปราณสีเขียวและสีน้ำเงินในโลกมนุษย์เทียบได้กับพลังปราณของสัตว์อสูรระดับสูง
ระดับพลังปราณขั้นสีครามเทียบได้กับพลังปราณของสัตว์อสูรระดับเทวะ ซึ่งมากพอที่มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเขาจะต้องพ่ายแพ้
ระดับพลังปราณสีม่วงในโลกมนุษย์เทียบได้กับพลังปราณของสัตว์อสูรระดับสวรรค์ หากจะกล่าวให้ถูกก็คือขณะนี้ มีเพียงบิดาของเป่ยจินเท่านั้นที่มีพลังระดับนี้
แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับพลังปราณสีขาวในโลกมนุษย์ ที่สูงสุดเท่าที่จะมีคนไปถึงแล้วนั้น สัตว์อสูรก็จะเปลี่ยนเป็นระดับเซียน
ซึ่งนั้นยังไม่ใช่ระดับที่สูงที่สุดของพวกมันที่จะสามารถเลื่อนขั้นระดับพลังในโลกมมนุษย์ได้นั้นคือระดับอนันตกาล แต่นั้นก็เป็นเรื่องเล่าเมื่อนานมาแล้วเช่นกัน
เพียงแต่อสูรตรงหน้าอยู่ในระดับสูงขั้นสุดท้ายและกำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับเทวะ หากนับเป็นขั้นของมนุษย์ คงเทียบได้เป็นขั้นสีครามซึ่งสูงกว่าเขาหนึ่งขั้น
“เจ้ามนุษย์น่าตายช้างรนหาที่ตายนัก” เสียงอันเยือกเย็นดังออกมาจากปากของพยัคฆ์อัคคีพร้อมกับกลิ่นไอสังหารที่พุ่งทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพยัคฆ์อัคคีกำลังจะเลื่อนระดับไปยังระดับเทวะแน่นอน จากการที่สัตว์อสูงสามารถสื่อสารออกมาเป็นภาษามนุษย์ได้
“งานหยาบแล้วไหมละข้า คุณหนูท่านจงใจใช่หรือไม่ คอยดูเถิดข้ากลับไปจะฟ้องบิดาท่าน ว่าท่านจงใจแกล้งข้าให้รับมือกับสัตว์อสูรระดับนี้” หยางคงคร่ำครวญออกมาพร้อมกับหลบเลี่ยงการต่อสู้ของสัตว์ตรงหน้าไปด้วย
เมื่อพยัคฆ์อัคคีเริ่มขยับกาย พลังอันแข็งแกร่งจึงปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ กลิ่นอายอันร้อนระอุสมกับชื่อพยัคฆ์อัคคีนั้น กำลังเผาไหม้และแผดเผาต้นไม้ใบหญ้าบริเวณรอบๆ รวมไปถึงกำลังสร้างความกดดันให้หยางคงเป็นอย่างมากเช่นกัน
เพียงแต่หัวหน้าหน่วยราตรีกาลอย่างเขาอย่างคงเอง ก็ไม่รอช้าปล่อยให้อีกฝ่ายเอาเปรียบ แม้อีกฝ่ายจะเป็นถึงสัตว์อสูรระดับสูงในป่าใหญ่ก็ตาม
หยางคงเองยังคงซัดพลังกลับไปยังสัตว์อสูรตรงหน้า
“เปรี้ยง”
“ฟึ่บ”
“เจ้าจะหลบทำไมกัน เจ้าแมวไฟน้อย” หยางคงที่ต่อสู้ไปด้วยตะโกนออกไป
เมื่อคับแค้นใจในตัวคุณหนูของตนเอง หากแต่จะเอ่ยออกไปก็มิได้ จึงอดไม่ได้ที่จะไปลงที่พยัคฆ์อัคคี จากเสือใหญ่ลายพาดกลอนสีแดงดั่งเพลิงกัลป์จึงกลายเป็นแมวน้อยไปโดยปริยาย
แม้ว่าเขาอาจจะไม่ถนัดในการใช้แรงกายสักเท่าไหร่นัก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขามักจะเป็นฝ่ายยืนมองการต่อสู้มากกว่าด้วยซ้ำ
เขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าคุณหนูคิดอันใดกันในสมองน้อยๆ นั้น จึงให้เขาเป็นตัวล่อหรือนางอยากจะแกล้งเขากันนะ จึงให้เขาออกกำลังเช่นนี้
พยัคฆ์อัคคีพุ่งเข้าใส่หยางคงอีกครั้งอย่างเร็วปานสายฟ้า ชั่ววินาทีที่หยางคงกำลังตั้งรับนั้นและคาดว่าคงจะต้องโดนพลังของอีกฝ่ายอัดเข้าใส่เต็มๆ แน่แล้ว
เป่ยจินก็เข้ามาและป้องป้องเขาไว้ได้ทัน พยัคฆ์อัคคีที่ไม่ทันตั้งตัวก็กระเด็นห่างออกไปทันที
เป่ยจินหันไปเห็นหยางคงแล้ว ก็ได้แต่ขอโทษในใจ นางเพียงแค่อยากให้อีกฝ่ายได้ลองฝึกปรือกับสัตว์อสูรระดับสูงบ้าง จะได้ทดสอบพลังของเขาไปในตัวว่าพร้อมสำหรับการเลื่อนขั้นไปยังขั้นต่อไปหรือยัง
“หยางคง ไหวหรือไม่”
“ไหวขอรับคุณหนู”
“โฮกกกกกก” เสียงคำรามดังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อสัตว์อสูรตรงหน้าตั้งสติและหยัดยืนขึ้นมาได้ ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองมายังคนที่ทำให้มันบาดเจ็บอย่างแค้นเคือง
“เจ้าคิดว่าล่อลวงข้ามาเยี่ยงหนี จะทำอันใดข้าได้กันเจ้ามนุษย์ตัวน้อย”
“ใครบอกเจ้าว่าข้าล่อเจ้ามากัน เจ้าตามข้ามาเองมิใช่หรือไง”
“บัดซบ ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ”
“กลัวว่าจะฉีกไม่ไหวมากกว่า”
“เจ้า...เตรียมตัวตายเสียเถิด”
“โฮกกกก กกก”
เสียงคำรามดังขึ้น เพื่อบอกให้รู้วว่าสัตว์อสูรตรงหน้าเกรี้ยวกราดมากเพียงใด รังสีสังหารถูกปลดปล่อยออกมา เพื่อกดข่มมนุษย์น้อยตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
เป่ยจินที่รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายสังหารนั้น ก็ทำเพียงยักไหล่น้อยๆ และปล่อยไอสังหารจากนางกลับไป ไอสังหารที่ส่งมาจากสัตว์อสูรระดับสูง ย่อมมีผลต่อมนุษย์เช่นนาง
แต่อย่างไรเกราะรอบกายนางที่สร้างจากบรรพบุรุษของสัตว์อสูรในตำนานอย่างจินหลงก็ย่อมเหนือกว่าอยู่แล้ว
นอกจากนางจะไม่รู้สึกอันใดกับรังสีสังหารที่ส่งมาแล้วนั้น นางยังมีพลังเหลือเฟือพอที่จะส่งกลิ่นอายกลับไปข่มอีกฝ่ายเช่นกัน
“ปั้ง”
“โฮ้กก กกกก”
เสียงคำรามที่ดังขึ้นมาจากอีกฝ่ายด้วยความเจ็บปวด หาใช่เสียงที่คำรามดั่งคราแรกไม่
“ลงไปนั่งทำไมกันล่า เจ้าสัตว์ตัวโต” เป่ยจินเอ่ยออกมา
“เจ้าแข็งแกร่งมากขนาดนี้ เจ้าต้องการฆ่าข้าใช่หรือไม่” มันตกตะลึงในพลังของเป่ยจินที่แสดงออกมาหลังจากที่มันพุ่งเข้าชนเกราะรอบกายของนาง
“ทำไมข้าต้องทำเช่นนั้น ในเมื่อเจ้าเองต่างหากที่รนหาที่ตาย”
“ข้าเปล่า”
“แล้วเจ้าจะไล่ฆ่าคนเหล่านั้นทำไมกัน”
“มันบุกรุก ผู้ใดบุกรุกย่อมต้องถูกกำจัด” มันตอบกลับมาอย่างเกรี้ยวกราด
“บุกรุก จากอันใดกัน เจ้าเฝ้าสิ่งใดไว้งั้นหรือ” เป่ยจินยังคงเอ่ยถามอีกฝ่ายกลับไป ด้วยอีกฝ่ายมีจิตวิญญาณและมีปัญญา
“เหตุใดข้าต้องตอบเจ้า จะฆ่าก็ลงมือเสีย”
“ตอบคำถามข้ามา มิเช่นนั้นข้าเองก็ไม่อาจะเว้นเจ้าได้”
ดวงตาสองคู่สบกันไปมา เพื่อจ้องมองให้ลึกไปยังความจริงด้านในนั้น ก่อนที่เจ้าสัตว์อสูรตัวโตจะสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง
“นะ...นี่มันกลิ่นอายของสัตว์อสูรระดับสูง”
เทียนหลงและจินหลงค่อยๆ ก้าวออกมาจากด้านหลังของหญิงสาว
“จมูกดีเสียจริง เหมาะสมแล้วที่เกิดเป็นพยัคฆ์” ” จินหลงเอ่ยออกมาพร้อมกับเดินมายังด้านหน้าของสัตว์อสูรตนนั้น
“นายท่าน โฮกกกกกก คารวะท่านบรรพบุรุษขอรับ” พยัคฆ์อัคคีหมอบลงกับพื้นอย่างสงบทันที เมื่อจินหลงปรากฏกายขึ้นต่อหน้ามัน
สัญชาตญาณของสัตว์ เมื่อเจอสิ่งที่เรียกว่าผู้ยิ่งใหญ่หรือบรรพบุรุษตัวเอง ก็กลายเป็นเพียงอสูรใต้อาณัติ หรือเป็นเพียงสัตว์อสูรตัวเล็กๆ ภายใต้การปกครองไปหมด แม้กระทั่งอีกฝ่ายจะชมเชยว่ามันจมูกดีเช่นพยัคฆ์ก็ตาม
‘ทีข้าเรียกมันว่าเสี่ยวม่าว โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไหงบรรพบุรุษชมว่าจมูกดี...มันใช้กับเสี่ยวโกวไม่ใช่หรือไงกัน’ หยางคงคิดในใจ
“อ้าวจินหลง พี่เทียนหลง พวกท่านกลับมากันตั้งแต่ตอนไหนเจ้าคะ ข้ามิได้สังเกต”
“สักพักแล้วละ” จินหลงบอกว่าอย่าเพิ่งเข้ามารบกวนเจ้า พี่จึงยืนมองอยู่ในมุมด้านนู้น
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นเจ้าจะตอบข้าได้หรือยังเจ้าพยัคฆ์ ว่าเหตุใดจึงออกอาละวาดเช่นนี้”
“นั้นสิ เหตุใดกันพยัคฆ์อัคคี”