ในที่สุดซ่งเจียงได้เข้ามาพักอาศัยในพื้นที่ตำหนักเพลิงเมฆาของซ่งไป่หลางโดยซ่งเจียงคอยทำหน้าที่สั่งสอนและให้คำแนะนำแก่เทียนอี้
พรสวรรค์ด้านกระบี่ของเทียนอี้นั้นเป็นของจริงอย่างไม่ต้องสงสัยหลังจากสอบถามถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาตำราวิชากระบี่ตัดมิติเทียนอี้ได้ตอบกลับว่ามันสามารถทำความเข้าใจได้หนึ่งในสิบส่วนแล้วเวลาเพียงหนึ่งวันทำความเข้าใจเคล็ดกระบี่ที่ลึกล้ำจนแม้แต่เซี่ยหยางยังไม่อาจตีความได้นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเป็นอัจฉริยะของมัน
ซ่งไป่หลางและซ่งหงเสวี่ยได้แยกย้ายกันไปเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานเลี้ยงที่จะถูกจัดขึ้นในวันถัดไปในฐานะของแขกผู้มาเยือนซ่งไป่หลางย่อมไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับฐานะปลอมของตนนั่นก็คือผู้อาวุโสฟู่แห่งสำนักพงไพรโอสถคุณภาพระดับห้าชุดใหญ่ถูกจัดเตรียมเอาไว้เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่หลี่เฉียนในฐานะอ๋องมารคนใหม่
โอสถที่ซ่งไป่หลางจัดไว้ให้หลี่เฉียนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของอัจฉริยะผู้หนึ่งได้เลยทีเดียวอย่างไรก็ตามมันไม่มีผลมากนักสำหรับอัจฉริยะของวังจักรพรรดิมารอัคคีในเวลานี้เนื่องจากโอสถที่ซ่งไป่หลางมอบให้แก่จวินเฟิงซื่อเทียนอย่างลับๆก่อนหน้านับว่ามากพอที่จะสร้างอัจฉริยะระดับเดียวกันขึ้นมาจำนวนมากแล้ว
แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดของวังจักรพรรดิมารอัคคีเนื่องจากโอสถคุณภาพระดับห้านั้นมีคุณค่ามากเกินไป หากขั้วอำนาจอื่นๆรู้ว่าวังจักรพรรดิมารอัคคีได้ครอบครองโอสถล้ำค่าเหล่านี้เป็นจำนวนมากย่อมต้องเกิดปัญหาขึ้นเป็นแน่นอกจากนี้ตัวตนของซ่งไป่หลางก็เสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยเช่นกันเนื่องจากข่าวลือที่ว่าศิษย์ยอดพฤกษาคนใหม่ของสำนักพงไพรสามารถปรุงโอสถคุณภาพระดับห้าได้แพร่กระจายไปทั่วในดินแดนระดับสูงทั้งหลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โอสถเหล่านี้จวินเฟิงซื่อเทียนจะมอบให้เฉพาะอัจฉริยะที่โดดเด่นและสามารถไว้ใจได้เท่านั้นเพื่อการนี้มันถึงกระทั่งจัดตั้งกลุ่มวิหารเพลิงมารขึ้นมาโดยรวบรวมอัจฉริยะจำนวนสามสิบคนเข้ามาและมีเพียงสามสิบคนนี้เท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์รับโอสถคุณภาพระดับห้าไปใช้ประโยชน์ในการฝึกฝนได้รุ่นเยาว์ทั้งสามสิบคนนี้จะกลายเป็นกำลังหลักที่คอยดูแลรากฐานของวังจักรพรรดิมารอัคคีในอนาคต
วันรุ่งขึ้น ผู้คนจำนวนมากมายได้มารวมตัวกันที่ท้องพระโรงจักรพรรดิมารอัคคีทั้งขุนนางระดับหนึ่งและระดับสองล้วนแต่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้กวาดตามองไปทั่วท้องพระโรงล้วนเต็มไปด้วยยอดฝีมือระดับจักรพรรดิฟ้าและจักรพรรดิปฐพีจำนวนมาก
“องครักษ์หลี่ ครั้งนี้หลานสาวของท่านได้สร้างเกียรติให้กับตระกูลหลี่อย่างยิ่งใหญ่จริงๆ” ขุนนางหลายคนเข้ามาพูดคุยกับหลี่เม่ยเม่ยและเอ่ยชื่นชมหลี่เฉียนต่อหน้านางหลี่เม่ยเม่ยเพียงยิ้มและตอบกลับอย่างเรียบเฉย สำหรับนางแล้วแม้ว่าหลี่เฉียนจะเป็นหลานสาวแท้ๆทว่าองครักษ์ทั้งสี่ล้วนให้ความสำคัญกับจักรพรรดิมารอัคคีเป็นอันดับหนึ่งเสมอสำหรับเรื่องของตระกูลพวกมันจะวางไว้ด้านหลังและมิได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวอันใด
ยอดฝีมือรุ่นเยาว์หลายคนต่างก็เข้ามาแสดงความยินดีกับหลี่เฉียนในฐานะอ๋องมารคนใหม่นางจะกลายเป็นดวงดาวที่โดดเด่นที่สุดในหมู่คนอายุใกล้เคียงกัน
ขณะที่ท้องพระโรงเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายเบื้องหลังท้องพระโรงกลับมีโต๊ะอาหารอันเรียบง่ายถูกจัดตั้งเอาไว้ และมีคนจำนวนสี่คนอยู่ที่โต๊ะอาหารนี้หนึ่งคือเฉินจือหยาที่บัดนี้ร่างกายของนางอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดความเหนื่อยล้าและอิดโรยได้หายไปจากใบหน้าของนางยิ่งทำให้ความงดงามของนางโดดเด่นยิ่งขึ้น
คนที่สองคือซ่งหงเสวี่ย เวลานี้นางกำลังพูดคุยกับมารดาบุญธรรมและตักอาหารให้แก่เฉินจือหยาโดยไม่หยุดพักทำให้ผู้เป็นมารดาบุญธรรมต้องเอ่ยปรามอย่างจนใจ
คนที่สามคือซ่งไป่หลาง โต๊ะอาหารแห่งนี้สามารถเอ่ยได้ว่าเป็นโต๊ะลับที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมากกระทั่งองครักษ์ทั้งสี่ก็มีเพียงหยุนฟู่เท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วม แต่เพื่อไม่เป็นการรบกวนบรรยากาศหยุนฟู่จึงไม่เข้าร่วมการรับประทานอาหารบนโต๊ะนี้และเลือกที่จะออกไปต้อนรับแขกภายนอกแทน
คนที่สี่คือเซี่ยหยาง แม้จะเป็นร่างวิญญาณและไม่มีความจำเป็นต้องกินอาหารทว่าภายใต้การเชิญชวนอย่างสุภาพของเฉินจือหยาและการร้องขอของซ่งหงเสวี่ยมันจึงสร้างร่างวิญญาณขึ้นมาร่วมนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารเช่นกัน
แน่นอนว่าโต๊ะนี้ยังขาดคนที่สำคัญที่สุดคือจวินเฟิงซื่อเทียนทว่าในฐานะของจักรพรรดิมารอัคคี มันย่อมมีหน้าที่ต้องจัดการกับพิธีการภายนอกและต้อนรับแขกให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนจึงจะสามารถกลับมาร่วมโต๊ะอาหารได้
“ตาเฒ่าผู้นี้ยังชื่นชอบการจัดงานเอิกเกริกเกินจำเป็นเช่นเคย” เซี่ยหยางบ่นพึมพำ
เฉินจือหยาเผยรอยยิ้มนุ่มนวล “ซื่อเทียนก็เป็นคนเช่นนี้ ได้ยินว่ามันยังรบเร้าขอให้ท่านกลับมาช่วยดำเนินการรักษาของข้าต่อสินะต้องขออภัยในความไร้มารยาทของสามีข้าจริงๆ”
“ช่างเถอะ ตาเฒ่านี่ใจร้อนดั่งไฟเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว” เซี่ยหยางตอบกลับอย่างสบายๆ
“เสวี่ยเอ๋อ โอสถกายาน้ำแข็งที่ข้ามอบให้เป็นเช่นไรสามารถใช้ต้านทานอาการเพลิงแฝงร่างได้ผลดีหรือไม่” อีกทางหนึ่งซ่งไป่หลางได้ชวนน้องสาวของตนสนทนา
ซ่งหงเสวี่ยพยักหน้า “ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมยิ่งท่านพี่ ข้าสามารถจัดการกับอาการเพลิงแฝงร่างได้ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามไม่ได้รับผลกระทบจากอาการเจ็บปวดทรมานอีกแล้ว ทว่าหลังจากที่อาการเพลิงแฝงร่างหมดไปผลของโอสถกายาน้ำแข็งกลับยังไม่หมดลงทำให้ข้าไม่สามารถหยุดฝึกฝนพลังได้มิเช่นนั้นร่างของข้าคงโดนแช่แข็งเพราะฤทธิ์โอสถเป็นแน่”
ซ่งไป่หลางหัวเราะเบาๆ “เอาเถอะได้ผลก็ดีแล้ว สำหรับเรื่องผลกระทบของโอสถอาศัยพลังเพลิงมารบรรพกาลของเจ้าย่อมสามารถจัดการได้ไม่ยาก”
เฉินจือหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “ซ่งไป่หลาง เวลานี้รากฐานศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าฝึกฝนจนถึงระดับขั้นใดแล้ว”
ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อย “ข้าฝึกถึงระดับกระดูกศักดิ์สิทธิ์ขั้นเจ็ดแล้ว”
“กระดูกศักดิ์สิทธิ์ขั้นเจ็ดงั้นหรือ” เฉินจือหยาเอ่ยเบาๆ “เช่นนั้นเจ้าสมควรที่จะฝึกฝนเคล็ดลมหายใจชำระกายาเอาไว้หลังจากบรรลุขั้นกล้ามเนื้อศักดิ์สิทธิ์เคล็ดลมหายใจชำระกายาจะทำให้การพัฒนาของขั้นกล้ามเนื้อศักดิ์สิทธิ์รวดเร็วยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณสำหรับขั้นกระดูกศักดิ์สิทธิ์นี้ หากเจ้าต้องการเร่งความเร็วในการพัฒนา เจ้าสามารถใช้ประโยชน์จากโอสถชำระไขกระดูกได้เช่นกันด้วยความสามารถของเจ้าย่อมสามารถจัดการสร้างโอสถนี้ขึ้นมาได้กระมัง”
“เคล็ดลมหายใจชำระกายา โอสถชำระไขกระดูก” ซ่งไป่หลางทวนคำช้าๆ
เซี่ยหยางประหลาดใจ “เคล็ดลมหายใจชำระกายาเป็นเพียงเคล็ดวิชาดาษดื่นเท่านั้นที่แท้มันสามารถช่วยเหลือในการฝึกฝนขั้นกล้ามเนื้อศักดิ์สิทธิ์ด้วยงั้นรึ”
เฉินจือหยายิ้ม “ถูกต้องแล้ว อย่าได้มองว่าเป็นตระกูลศักดิ์สิทธิ์แล้วจะต้องใช้เฉพาะเคล็ดวิชาที่สูงส่งอันที่จริงลมหายใจชำระกายาเป็นวิชาพื้นฐานขั้นเริ่มต้นของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เพื่อที่จะให้สมาชิกของตระกูลสามารถพัฒนารากฐานศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว ลูกหลานทุกคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะเรียนรู้เคล็ดลมหายใจชำระกายาตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงสี่ขวบปี”
“ส่วนในขั้นกระดูกศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ข้าเอ่ยว่าโอสถชำระไขกระดูกเป็นตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมยิ่ง ทว่าโอสถนี้ก็มิใช่ของหาง่ายเช่นกันแม้แต่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถจัดหาโอสถชำระไขกระดูกคุณภาพระดับสามได้เพียงสิบเม็ดต่อปีนั่นเพราะมีเพียงผู้ปรุงโอสถระดับเงินขั้นหกขึ้นไปจึงจะสามารถปรุงโอสถนี้ได้ การปรุงโอสถแต่ละครั้งต้องใช้ระยะเวลานับเดือนรวมกับทรัพยากรจำนวนมากอัจฉริยะที่มีโอกาสได้รับโอสถนี้เพื่อเร่งฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์จึงมีอยู่น้อยยิ่งนัก”
ในฐานะผู้ปรุงโอสถซ่งไป่หลางย่อมรู้ดีถึงความยุ่งยากในการปรุงโอสถชำระไขกระดูก อย่างไรก็ตามเนื่องจากสมุนไพรวิเศษจำนวนมากที่มันพกติดตัวมารวมกับพรสวรรค์ในการหลอมโอสถการปรุงโอสถที่ยุ่งยากเช่นนี้กลับไม่ใช่ปัญหาของมันแม้แต่น้อย
‘ด้วยเคล็ดสวรรค์ชำระโอสถข้าสามารถปรุงโอสถชำระไขกระดูกได้ภายในเวลาเพียงสองวันเท่านั้นหลังจากจบงานเลี้ยงข้าต้องลองดูสักหน่อยแล้ว’
“เฉินจือหยา เจ้ามีเคล็ดวิชาที่เหมาะกับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ตัดตัวอยู่หรือไม่” เซี่ยหยางเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจอันที่จริงในฐานะที่มันช่วยชีวิตของนางเอาไว้ย่อมไม่แปลกที่เซี่ยหยางจะไม่รู้สึกเกรงอกเกรงใจต่อนาง
เฉินจือหยาถอนหายใจเบาๆ “มารเซี่ย ท่านย่อมรู้ดีว่าไม่ควรคาดหวังเรื่องนี้จริงอยู่ว่าในหัวของข้ามีเคล็ดวิชามากมายที่สามารถใช้คู่กับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้แต่วิชาของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นมีร่องรอยที่ชัดเจนเกินไป หากศิษย์ของท่านฝึกฝนวิชาเหล่านี้ในอนาคตย่อมกลายเป็นการชักนำปัญหาเข้าสู่ตนเอง”
“อืม เป็นดั่งที่ข้าคาดเดา” เซี่ยหยางมิได้คัดค้านอันใด
หลังจากลังเลอยู่ชั่วขณะเฉินจือหยาก็เอ่ยออกมา“ทว่าข้ายังคงมีคำแนะนำที่อาจเป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้าอยู่บ้างในอดีตข้าเคยมีแนวคิดบางประการในการใช้เคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์ผนวกเข้ากับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์อย่างไรก็ตามเนื่องจากเคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์เป็นวิชาลับของตระกูลหยกเหมันต์ข้าจึงไม่สามารถศึกษาวิชาเหมันต์นิรันดร์ได้สำเร็จ”
“ตระกูลหยกเหมันต์” เซี่ยหยางประหลาดใจ “ดูเหมือนว่าเพราะปัญหาบางอย่างทำให้ตระกูลหยกเหมันต์หายสาบสูญไปจากดินแดนขั้วโลกหรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์”
“เอ้ะ?” เฉินจือหยาเองก็ตกตะลึงเช่นกัน “มิน่าเป็นไปได้ ดินแดนขั้วโลกนั้นมิได้อยู่ในขอบเขตความสนใจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์แม้แต่น้อยเป็นข้าเองที่ได้ยินชื่อเสียงของวิชาเหมันต์นิรันดร์จึงบังเกิดความสนใจส่วนตัวและจินตนาการถึงการผนวกรวมเคล็ดวิชานึกไม่ถึงกลับเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นกับตระกูลหยกเหมันต์งั้นหรือ”
“เช่นนั้นเจ้ามีแนวคิดที่จะใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์คู่กับวิชาเหมันต์งั้นรึอันที่จริงข้าเองก็เคยลองคิดเรื่องนี้มาบ้าง เนื่องจากพลังเยือกแข็งเหมันต์เป็นคุณสมบัติย่อยของพลังธาตุวารีแต่พลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์นั้นทรงพลังเกินไปจนทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติด้วยการเยือกแข็งได้สำเร็จข้าจึงมิได้สนใจเรื่องนี้อีก”
เฉินจือหยาพยักหน้า “ท่านเอ่ยถูกต้อง เคล็ดวิชาพลังเหมันต์ทั่วไปไม่สามารถใช้คู่กับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้เนื่องจากไม่ทรงพลังพอที่จะแช่แข็งพลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์อย่างไรก็ตามเคล็ดเหมันต์นิรันดร์ของตระกูลหยกเหมันต์นั้นแตกต่างออกไป ข้าได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วว่าเคล็ดวิชานี้สามารถเยือกแข็งได้กระทั่งวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ดังนั้นหากได้เรียนรู้เคล็ดวิชาเหมันต์นิรันดร์ละก็พวกเราจะต้องสามารถประยุกต์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ร่วมกับพลังเหมันต์ได้เป็นแน่”
“คุณสมบัติไร้รูปลักษณ์ของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนแต่หากสามารถเยือกแข็งวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้จริง เช่นนั้นก็จะสามารถทำได้ทั้งไร้ลักษณ์และไม่ไร้ลักษณ์เป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมจริงๆ” เซี่ยหยางเห็นด้วย
“ทว่าน่าเสียดายหากตระกูลหยกเหมันต์หายสาบสูญไปจริงเช่นนั้นก็แปลว่าเคล็ดเหมันต์นิรันดร์คงจะหายไปด้วยความคิดของข้าคงไม่อาจต่อยอดได้อีกแล้ว” เฉินจือหยาถอนหายใจ
ซ่งไป่หลางนั้นไม่คุ้นเคยกับวิชาเหมันต์มากนักนอกจากที่ดินแดนตราสูญแล้วมันก็ไม่เคยพบเจอกับผู้ใช้พลังเหมันต์อีก อย่างไรก็ตามจากสิ่งที่เซี่ยหยางสนทนากับเฉินจือหยาเห็นได้ชัดว่าแนวคิดนี้ไม่เลวเลยจริงๆ สามารถพัฒนาศักยภาพของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้อีกขั้นทั้งยังปกปิดจุดอ่อนได้ในคราเดียว
“เอาเถอะ เรื่องนี้ไว้ค่อยคิดถึงในอนาคต อย่างไรข้าก็ยังมีวิชาอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ถ่ายทอดให้แก่ไป่หลางเนื่องจากวิชาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิชาระดับสูงที่ระดับของเจ้ายังไม่สูงพอที่จะเรียนรู้” เซี่ยหยางเอ่ย
“จริงสิ ได้ยินว่าเจ้ามีวิชาที่สามารถเพิ่มขีดจำกัดของพลังขึ้นมาได้หลายขั้นในพริบตาหากข้าคาดเดาไม่ผิด วิชานั้นคงจะเป็นวิชาประเภทต่อต้านสวรรค์สินะ” เฉินจือหยาเอ่ยขึ้นมา
ซ่งไป่หลางตกตะลึงเล็กน้อย “ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”
“บนโลกใบนี้วิชาที่สามารถเพิ่มพูนพลังให้กับผู้ใช้ได้อย่างก้าวกระโดดมีอยู่ไม่กี่รูปแบบเท่านั้นอย่างไรก็ตามทุกวิชาที่ข้ารู้จักสามารถเพิ่มระดับพลังได้เพียงแค่ไม่กี่ส่วน แต่ของเจ้ากลับเป็นการเพิ่มพลังแบบกระโดดข้ามขั้นดังนั้นข้าจึงเชื่อว่ามันน่าจะเป็นวิชาประเภทต่อต้านสวรรค์ที่หาได้ยากและอันตรายอย่างยิ่ง”
“วิชาประเภทต่อต้านสวรรค์ เป็นวิชาประเภทใดกัน” ซ่งหงเสวี่ยเองก็เริ่มให้ความสนใจเช่นกันเนื่องจากนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่ชายของนาง
“วิชาระดับสวรรค์นั้นจะมีรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าวิชาประเภทต่อต้านสวรรค์กล่าวคือเป็นวิชาที่ทรงพลังเสียจนแม้แต่สวรรค์ยังไม่ยอมรับและไม่ยินยอมให้มีวิชาประเภทนี้คงอยู่บนโลกดังนั้นผู้ที่รู้จักวิชาต่อต้านสวรรค์ส่วนมากจึงมักจะดับสูญไปหมดแล้วเนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของทัณฑ์สวรรค์นั่นเอง” คำอธิบายของเฉินจือหยาทำให้สีหน้าของซ่งหงเสวี่ยซีดเซียวลง
“เจ้าไม่ต้องกังวล แม้ว่าวิชาต่อต้านสวรรค์จะอันตรายยิ่งนักทว่าผลลัพธ์ที่ได้ตอบแทนกลับมาก็นับว่าคุ้มค่าเช่นกันดูอย่างวิชาที่พี่ชายของเจ้าใช้ มันสามารถเพิ่มขีดจำกัดพลังอย่างก้าวกระโดดจนสามารถเผชิญหน้ากับศัตรูที่อยู่เหนือกว่าหลายขั้นได้นี่ก็คือผลจากการใช้วิชาต่อต้านสวรรค์”
“เจ้าดูมีความรอบรู้มากทีเดียว” เซี่ยหยางเอ่ยชมเชย
เฉินจือหยาตอบกลับ “ข้าเป็นเพียงผู้ที่มีความสนใจหลากหลายเท่านั้น อันที่จริงในตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นมีหอตำราที่บรรจุความรู้แทบทั้งมวลของโลกใบนี้เอาไว้เนื่องจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นตระกูลแรกที่ดำรงอยู่นับตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดจนถึงปัจจุบันในแต่ละรุ่นจะมีคนที่ทำหน้าที่จดบันทึกความรู้ทั้งมวลเอาไว้เพื่อส่งต่อให้ชนรุ่นหลังดังนั้นจึงไม่แปลกที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะมีภูมิปัญญาเหนือกว่าขั้วอำนาจอื่นๆ”
“อย่างไรก็ตามเนื่องจากปริมาณภูมิปัญญาที่มากเกินไปจึงทำให้มีเพียงไม่กี่คนที่สนใจศึกษาเรื่องราวต่างๆภายในหอตำราอันที่จริงในรุ่นของข้านอกจากข้าแล้วก็มิมีผู้ใดให้ความสนใจหอตำรามากนัก”
“ข้าเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้เช่นกันเดิมทีในอดีตข้าเองเคยเกือบเผาทำลายหอตำราของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทว่าหลังจากเห็นว่ามันเป็นเพียงหอตำรารกร้างที่มิมีผู้ใดให้ความสนใจข้าจึงปล่อยมันทิ้งไว้เช่นนั้นแทน” เซี่ยหยางหัวเราะอย่างขบขัน
“ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก หอตำราที่รวบรวมความรู้เป็นเวลานับพันปีกลับถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างเปล่าประโยชน์ ดูเหมือนว่าหลังจากที่ข้าถอนตัวออกจากตระกูลคงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจหอตำรานี้อีกแล้ว” เฉินจือหยาถอนหายใจด้วยความอาลัย
ภายในหอตำราขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในดินแดนสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ร่างของชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เหมยอัน พวกเราไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปทำความเคารพท่านเจ้าตระกูล”
“ท่านอาจารย์ รอข้าอีกสักหน่อย ข้ากำลังอ่านตำราบันทึกเกี่ยวกับตำนานในดินแดนร้อยประตูอยู่อีกเพียงไม่นานก็จบแล้ว”
ชายชราถอนหายใจ “เจ้าอายุจะห้าสิบแล้วกลับทำตัวราวกับเป็นเพียงเด็กสาวที่ตื่นเต้นไปกับตำนานเด็กๆเช่นนี้ทำให้ข้าอับอายเสียจริง”
เบื้องหน้าของชายชราคือร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่มีความงดงามดุจดังดอกไม้ที่กำลังผลิบานนางเงยหน้าละสายตาจากตำราในมือจ้องมองที่ชายชราด้วยความโกรธเล็กน้อย “ท่านอาจารย์อย่าได้กล่าวโทษข้า อายุห้าสิบแล้วอย่างไรข้าที่สูญเสียความทรงจำก็เป็นดั่งเด็กสาวที่เพิ่งเกิดใหม่นอกจากเรื่องที่ท่านเล่าให้ข้าฟังข้าก็ไม่รู้จักอะไรอีกแล้ว ให้ข้าได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆเสียหน่อยจะเป็นอันใด”
“เอาเถอะๆ เจ้าอ่านให้จบแล้วรีบไปกับข้า ในฐานะสามยอดผู้อาวุโสของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เจ้าคิดว่าข้ามีเวลาว่างมาดูแลเจ้าทั้งวันงั้นรึ เร็วๆเข้าเถอะ”
“ได้ๆ ข้าจะอ่านให้จบภายในครึ่งชั่วยาม” นางตอบรับก่อนจะให้ความสนใจกับตำราในมืออีกครั้ง
-----------------------------------
ถ้าใครอยากรู้ว่านางเป็นใคร อ่านย้อนตอนที่ 48 ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ได้เลยจ้า