กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 4 บทที่ 106 วิญญาณที่ไม่ยอมแพ้!

            บทที่ 106วิญญาณที่ไม่ยอมแพ้!

            “โฮก โฮก โฮก!!"

            ในเวลานี้เสียงคำรามของสัตว์อสูรที่โกรธเกรี้ยวดังขึ้นมันเป็นเสียงคำรามต่ำของราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิต เมื่อครู่นี้มันไม่ทันระวังทำให้ฉู่อวิ๋นวิ่งเอากระบี่มาทิ่มในปากเสียได้จนเลือดกบปากเจ็บปวดแสนสาหัสจนพูดไม่ได้ โกรธแค้นยิ่งนัก

            มันเป็นสัตว์อสูรระดับสูงเป็นราชาแห่งป่าสีเลือด ไม่เคยพบสิ่งมีชีวิตใดที่เทียบได้กับมันมาก่อนสัตว์ปีศาจทั้งหมดล้วนต้องคุกเข่าเคารพมันทั้งสิ้น

            แต่ตอนนี้มันกลับถูกมนุษย์ตัวจ้อยของขอบเขตควบแน่นพลังปราณเล่นงานไปหน้าก็ไม่ได้ถอยหลังก็ไม่ถึง น่าหงุดหงิดเหลือเกิน

            สิ่งที่ทำให้ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตตกใจเป็นที่สุดคือด้วยความแข็งแกร่งของสัตว์ปีศาจระดับสูงของมัน กลับไม่อาจหักกระบี่เล่มเล็กๆที่อยู่ในปากได้! ทำได้เพียงปล่อยให้กระบี่ทิ่มอยู่ในปากในขณะที่เลือดก็ไหลรินอย่างรวดเร็ว

            “ฮ่าๆ!เจ้าสิงโตไร้สมองถูกมนุษย์หนุ่มหลอกให้แล้ว! มาดูข้ารัดคอเจ้าดีกว่า!”

            เมื่อเห็นว่าฉู่อวิ๋นกำลังใช้กระบี่ทิ่มปากของราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตมังกรทองเช่นมันก็ยินดียิ่งนัก เมื่อเห็นว่านี่คือโอกาสทอง มันจึงผลาญแก่นแท้ทันทีอากาศรอบตัวเย็นเยียบขึ้นมา ลำตัวยึดรัดหัวของราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตแน่นขึ้น

            ด้วยเสียง “ฉึก”กระบี่ชื่อยวนก็ทะลุเข้าไปลึกขึ้นทำให้ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตคำรามด้วยความเจ็บปวด เลือดที่ไหลจากกรามด้านบนของมันหยดย้อยจนย้อมตัวของฉู่อวิ๋นให้กลายเป็นสีแดง

            “โฮก--!”

            ในเวลานี้ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตที่ได้รับบาดเจ็บและถูกโจมตีจากทั้งภายนอกภายในก็ทนไม่ไหวจริงๆพลังของมันอ่อนลงอย่างมาก

            มันส่งเสียงครวญครางเจ็บปวดอย่างยิ่ง แต่ก็ยังพยายามดิ้นรนเพื่อกำจัดกระบี่ชื่อยวนอันแหลมคมที่คล้ายเสี้ยนหนามในปาก

            “แย่แล้ว!”

            ฉู่อวิ๋นอ่อนแอมากและรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่สู้ดีในใจแม้ว่าราชันราชสีห์จะไม่สามารถกำจัดกระบี่ชื่อยวนที่ติดอยู่ในปากได้แต่หากมันเคลื่อนไหวก็อาจทำให้ฉู่อวิ๋นสะดุดลิ้นของมันได้

            ตอนนี้ฉู่อวิ๋นทำได้เพียงใช้มือขวาจับด้ามกระบี่ไว้แน่นไม่เช่นนั้นเขาก็จะตกลงไปในท้องของสัตว์อสูร สิ้นชีวิตอย่างแน่นอน

             “อ๊ะ!!!"

            เมื่อเห็นเช่นนั้นมู่หรงซินก็ร้องอุทาน ใบหน้าของนางซีดลงด้วยความหวาดกลัว ฉู่อวิ๋นอาจจะหมดแรงจับกระบี่ชื่อยวนได้ทุกเมื่อและจะถูกราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตกลืนลงท้องได้ นี่น่ากลัวเกินไปแล้ว

            แต่เมื่อครู่ด้วยต้องใช้กำลังทั้งหมดยิงศรธนูกระดูกบพิตรวิญญาณนางจึงบาดเจ็บสาหัสทั่วทั้งร่าง ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้จึงได้แต่เฝ้าดูอย่างช่วยอะไรไม่ได้

            “ฉู่อวิ๋น... เจ้ารอเดี๋ยว! ข้า...ข้าจะดึงเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!” เมื่อเห็นลมหายใจของฉู่อวิ๋นเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆมู่หรงซินก็ทุ่มเททุกอย่างพยายามอย่างหนักเพื่อหยัดกายที่บอบช้ำของตนเองให้ลุกขึ้นจนร่างกายอาบไปด้วยหยาดเหงื่อ

            แต่ทันทีที่ยกปลีน่องขาวหยกขึ้นนางก็รู้สึกเจ็บแปลบอย่างรุนแรง ราวกับฟ้าร้องลั่นแล้วผ่ามาที่นางทำให้สติสัมปชัญญะมึนมัว เจ็บปวดเกินจะทน

            “ไม่ได้นะ... ยืนขึ้นมาสิ ลุกขึ้นยืนฮือ...” มู่หรงซินร้องไห้ออกมา ดวงตาคู่งามแดงก่ำโทษตัวเองที่พยายามกี่ครั้งก็ยังลุกขึ้นไม่ได้

            นางอยากเห็นฉู่อวิ๋นตายไปเพราะความเหนื่อยล้ากับตาตัวเองหรือ?

            “นี่... อย่าร้องไห้ รอ... แค่ก...รอจนกว่าข้าจะฆ่าสิงโตตัวเหม็นตัวนี้ได้ ข้าจะพาเจ้าหนี…”ฉู่อวิ๋นพูดอย่างหนักแน่นโดยมีเลือดไหลออกจากมุมปาก

            ตอนนี้ เลือดไหลจากหน้าผากของเขาไม่หยุดเขาเปิดตาขวาแล้วนอนอยู่บนลิ้นของราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตมือขวาจับกระบี่ชื่อยวนไว้แน่น

            “เจ้าคนโง่เขลา! เจ้าเป็น...เจ้าเป็นถึงขนาดนี้แล้วยังมีอารมณ์มาพูดแบบนี้อีก!” มู่หรงซินแสบร้อนที่จมูกนางร้องไห้เสียงดัง ฉู่อวิ๋นผู้นี้ยังคงไม่ยอมแพ้และเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแต่เขาสามารถตายได้ทุกเมื่อนะ!

            “โฮ่ โฮก!!”

            ในเวลานี้ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตคำรามอีกครั้ง มันทนไม่ไหวแล้วจริงๆ กระบี่ชื่อยวนค่อยๆจมลงไปในเพดานปากของมัน ถ้ากระบี่แทงทะลุเข้าไปในสมองได้ มันก็จะตายลงจริงๆ

            ทันใดนั้นก็มีเสียงตึงดังขึ้นมาราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตหมดแรงล้มลงกับพื้นทำให้เกิดฝุ่นควันลอยกระจายไปทั่วพื้นดิน

            “ไอ้สิงโตเหม็น...ตายซะ!”

            รัศมีของมังกรทองก็อ่อนลงเช่นกันแก่นแท้ที่เผาไหม้มาเป็นเวลานานเปล่งแสง อากาศเย็นเยียบโอบรัดรอบลำคอแน่นเกล็ดทั้งหมดบนตัวของมันหลุดร่วงและมีเลือดไหลซึมเห็นได้ชัดว่าชีวิตของมันกำลังจะดับสิ้นเช่นกัน

            ในเวลานี้ทั้งฉู่อวิ๋นและสัตว์อสูรระดับสูงทั้งสองตัวจะตายเมื่อใดก็ได้ทำให้เกิดสถานการณ์ไตรภาคี[1]

            ตราบใดที่หนึ่งในนั้นเสียชีวิตสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างมาก

            ถ้าฉู่อวิ๋นตายก่อนราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตจะกลืนกินเขา เพิ่มความแข็งแกร่ง และจะฆ่ามังกรทองเสีย

            ถ้ามังกรทองตายก่อนราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตก็สามารถหลุดพ้นและสังหารฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินได้

            และถ้าราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตตายก่อนมังกรทองก็จะชนะและมันอาจไม่ฆ่าใครเลย

            สถานการณ์ในตอนนี้ละเอียดอ่อนยิ่งนักอยู่ที่ว่าใครจะทนได้นานกว่ากัน

            สุริยอัสดงดั่งโลหิตจิรัฐิติกาลมืดมิดเยื้องกราย มองเห็นเสาศักดิ์สิทธิ์เล็กลงเรื่อยๆวิญญาณไฟศักดิ์สิทธิ์คล้ายแปรเปลี่ยนเป็นภาพลวงตา ราวกับว่ามันกำลังจะหนีไป

            ครู่ต่อมา ฉู่อวิ๋นราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตและมังกรทองยังคงต่อสู้กันอยู่ ไร้ซึ่งผลแพ้ชนะพวกเขาทั้งหมดต่างอดทนกันอย่างเต็มที่

            “กรุบ กรุบ กรุบ——”

            “ฆ่า!!”

            “บุกเข้าไป!”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงโห่ร้องเข่นฆ่าดังมาจากด้านหลังสัตว์ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนร้องคำราม ทั้งดุร้ายและสง่างามดูคล้ายการต่อสู้นองเลือด

            ด้วยความหวาดกลัวต่อราชาสัตว์อสูรทั้งสองบริเวณที่ใกล้กับเสาศักดิ์สิทธิ์นั้นว่างเปล่าและไม่มีสัตว์ปีศาจใดกล้าเข้าใกล้ดังนั้นมู่หรงซินจึงค่อนข้างปลอดภัย เมื่อนางได้ยินเสียงจึงหันกลับไปจากระยะไกลก็มองเห็นสัตว์ปีศาจทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอีกครั้ง

            นอกจากนี้ยังมีร่างมนุษย์ปรากฏขึ้นจริงด้วย!

            มู่หรงซินเป็นผู้ฝึกธนูที่มีสายตาพิเศษนางหรี่ตาลง ทันใดนั้นก็มีท่าทีประหลาดใจเพราะรับรู้ได้ว่าเงาร่างเหล่านั้นที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นล้วนเป็นปรมาจารย์ชั้นนำของเมืองไป๋หยางและพวกเขาก็เป็นนักรบในความคุ้มครองของมู่หรงเจี๋ย!

            "มีคนมาช่วยแล้ว!ตอนนี้มีคนมาช่วยแล้ว!"

            เมื่อเห็นสิ่งนี้ มู่หรงซินก็ดีใจมากนางยกมือที่หักขึ้นมาโบกอย่างยากลำบาก พร้อมตะโกน “พวกเราอยู่นี่! รีบมา...รีบมาเร็ว!"

            แต่นางอ่อนแรงเสียงที่แผ่วเบาจึงถูกกลบด้วยเสียงตะโกนของการเข่นฆ่าที่น่าหนวกหู

            แต่โชคดีที่มีคนรีบเข้ามาใกล้เสาศักดิ์สิทธิ์

            นั่นคือนักรบวัยกลางคนที่ชื่อมู่หรงเต๋อเป็นลุงรองของมู่หรงซิน เขาเป็นบุคคลที่แสนทรงพลังแต่ตอนนี้ร่างกายกลับเต็มไปด้วยเศษชิ้นเนื้อ ทั่วร่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีสดและได้รับบาดเจ็บมาไม่น้อย

            “เสี่ยวซิน!”

            เมื่อเห็นว่ามู่หรงซินปลอดภัยมู่หรงเต๋อก็ยิ้มออกมาทันที เขาบุกฆ่าสัตว์ปีศาจเข้ามาหามู่หรงซินทว่าเมื่อเห็นราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตอยู่ตรงหน้าก็อดตกใจไม่ได้

            แม้ว่ามู่หรงเต๋อจะนับเป็นปรมาจารย์ระดับสูงของจวนมู่หรงแต่ระดับพลังยุทธ์ของเขานั้นเป็นอันดับสองรองจากมู่หรงเจี๋ย เขามาถึงระดับหกขั้นมหาสมุทรแล้วก็จริงแต่ก็ยังด้อยกว่าสัตว์อสูรอย่างราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตและมังกรทองอยู่ดี

            “เสี่ยวซิน รีบไปเร็วเข้า! กองกำลังเราทนได้ไม่นาน!”มู่หรงเต๋อช่วยพยุงมู่หรงซินลุกขึ้นและแบกนางไว้บนบ่าในขณะเดียวกันก็สังเกตราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตอย่างระมัดระวังและผ่อนคลายลงเมื่อเห็นว่ามันไม่อาจเคลื่อนไหวได้มากนัก

            “เจ็บ!” มู่หรงซินกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

            “หือ?! เสี่ยวซินเจ้าได้รับบาดเจ็บหรือ?” มู่หรงเต๋อตกใจเขารีบตรวจสอบทันทีแล้วพูดขึ้น “เจ้าเด็กซนทำไม...แม้แต่กระดูกมือของเจ้าก็หักด้วย?”

            “อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เจ้าค่ะ!” มู่หรงซินกัดฟันและตะโกน “ลุงรองรีบไปช่วยฉู่อวิ๋นก่อน! เขาอยู่ในปากราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตเขากำลังฝืนตัวเองอยู่ในนั้น!”

            “ฉู่อวิ๋น!?” มู่หรงเต๋อขมวดคิ้วจากนั้นสังเกตราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตที่อยู่ไม่ไกลอีกครั้งแน่นอนว่าครั้งนี้เขาพบว่าฉู่อวิ๋นเองก็กำลังจะตายแล้วเด็กหนุ่มคนนั้นนอนอยู่บนลิ้นของราชันราชสีห์ โดยมีโลหิตชโลมกายและจับกระบี่ชื่อยวนที่ทิ่มอยู่ในปากของราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตไว้แน่น

            “นี่... ฉู่อวิ๋นคนนี้ยังไม่ตายหรือ?”

            มู่หรงเต๋อตกตะลึงฉู่อวิ๋นคนนี้กล้าหาญกระทั่งเข้าไปแทงกระบี่ในปากของราชันราชสีห์อย่างไม่กลัวตายมองดูแล้วก็พบว่าอีกฝ่ายคงบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้

            ช่างเป็นชายหนุ่มที่คงกระพันและแสนเด็ดเดี่ยว!

            มู่หรงเต๋อลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังไม่ขยับไปช่วยฉุ่อวิ๋น เขาถอนหายใจออกมาและพูดอย่างเสียใจ “เสี่ยวซินฉู่อวิ๋นผู้นี้กำลังจะตาย ต่อให้ข้าพยายามช่วยเขาก็ไร้ประโยชน์...”

            “อีกอย่าง ถ้าเราเข้าไปช่วยเขาจริงๆ ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตก็อาจจะสู้กลับข้ายังต้องกักเก็บพลังพาเจ้าออกจากป่าที่นองเลือดนี้ ไม่อาจชักช้าได้อีกแล้ว!ยิ่งไปกว่านั้น เหล่านายพลกองหลังยังต่อสู้กันอยู่ พวกเราต้องออกเดินทางแล้ว!”

            เมื่อได้ยินดังนั้นมู่หรงซินก็ลนลานขึ้นมาทันที ดวงตาของนางสั่นไหวและรีบโน้มน้าว “นี่... ไม่ได้นะ!!ลุงรอง ข้าขอร้องท่าน ท่านต้องช่วยฉู่อวิ๋นนะ! เขา... เขาช่วยซินเอ๋อร์มาหลายครั้งนักพวกเราจะมองดูเขาตายไปได้อย่างไร?!”

            เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ใบหน้าของมู่หรงเต๋อก็เคร่งเครียดขึ้น เขาจ้องมองไปที่ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตอีกครั้งแต่มันก็มองกลับมาอย่างดุร้าย ไม่อาจไปหาเรื่องได้ทำให้มู่หรงเต๋อถอนหายใจซ้ำอีกครั้ง

            “เฮ้อ ตระกูลมู่หรงของเราติดค้างเด็กคนนี้ เสี่ยวซิน ปล่อยวางเถอะ!ตอนนี้เขาเป็นเช่นนี้แล้ว แม้ว่าจะโชคดีรอดมาได้แต่ก็เป็นได้เพียงคนพิการเท่านั้น!”

            “ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขากลับไปที่เมืองไป๋หยางสิ่งที่รอเขาอยู่คือโทสะของเชื้อสายหลักตระกูลฉู่! พวกเขาได้ส่งคนไปตรวจสอบกระบี่แปลกๆ เล่มนั้นแล้ว”

            “ฉู่อวิ๋นบาดเจ็บสาหัสเกินไปต่อให้ช่วยมาได้ก็ไม่เพียงแต่ต้องกลายเป็นคนพิการ แต่เขาจะต้องทนต่อการตัดสินจากผู้แข็งแกร่งด้วยสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้ คือความตาย!”

            “ไม่!!! ลุงรอง ข้าขอร้องท่าน...ช่วยฉู่อวิ๋นด้วยเถอะ!”มู่หรงซินหยุดน้ำตาของนางไว้ไม่ได้ หยดน้ำสีใสไหลกลิ้งอาบแก้มนางยังคงดิ้นรนบนไหล่ของมู่หรงเต๋อ ใช้มือที่กระดูกหักทุบตีด้วยความสะเทือนใจ

            “เฮ้อ หลานสาวที่ดีของข้า...ยอมแพ้เสียเถอะ” มู่หรงเต๋อถอนหายใจ เขาเฝ้าดูมู่หรงซินเติบใหญ่แต่ก็ไม่เคยเห็นนางร้องขอความช่วยเหลือเช่นนี้มาก่อน

            ในตอนนี้คุณหนูใหญ่ที่แสนเกเรและเอาแต่ใจกำลังอ่อนแอและทำอะไรไม่ถูกเพราะชายหนุ่มคนนี้ มู่หรงเต๋อไม่ใช่คนโง่เขาย่อมรู้ดีว่าหลานสาวของเขากำลังมีความรัก

            แต่หลังจากชั่งน้ำหนักแล้วมู่หรงเต๋อยังคงตัดสินใจที่จะไม่ช่วยฉู่อวิ๋น ทำให้หัวใจของมู่หรงซินแทบแหลกสลายนางร้องไห้อย่างทรมาน

            “นี่"

            ทันใดนั้นฉู่อวิ๋นก็เอ่ยออกมาอย่างอ่อนแรง

            “ซินเอ๋อร์... กลับไปเถอะ เชื่อข้า... ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก…”

            “ข้ายังต้องเหลือชีวิตนี้ไว้ไปช่วยพี่สาวข้า...”

            “อย่ากังวลไป แค่ก…”ฉู่อวิ๋นกระอักเลือดออกมาจากปากแล้วพูดด้วยรอยยิ้มฝืดฝืน“ข้าแค่ต้องพักระหว่างทางสักหน่อย ซินเอ๋อร์ ถ้าเป็นไปได้เจ้าก็ไปที่เมืองชุยเสวี่ย ไปช่วยพี่สาวของข้าก่อนได้…”

            “ข้าแค่...อาจจะไปสาย...”

            “แต่ข้าจะไปแน่นอน…จะไป! แน่นอน!!”

            ในขณะที่พูด ฉู่อวิ๋นก็ลืมตาขึ้นดวงตาของเขาส่องแสงสว่างวาบ ราวกับดวงดาวนับพันที่หมุนเวียนอยู่ด้านใน สุริยันจันทราล้วนอยู่ค้ำฟ้า!

            ทันใดนั้น เขาแสดงท่าทีไม่ยอมแพ้รัศมีทั้งหมดที่เปล่งออกมาราวกับกระบี่ที่คมกริบ ไม่มีทางยอมจำนน ไม่มีทางยอมแพ้!

            แรงกดดันนั้นทำให้แม้แต่มู่หรงเต๋อเองก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวหากชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้โชคร้ายนัก ด้วยความตั้งใจนี้อนาคตของเขาย่อมไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน เขาอาจอยู่เคียงคู่ฟ้าดินได้ด้วยซ้ำ!

            ทว่าน่าเสียดายที่ฉู่อวิ๋นอาจต้องฝังร่างไว้ที่นี่

            “คุณชายฉู่ ตระกูลมู่หรงของเราได้ยินเรื่องพี่สาวของเจ้ามาบ้างแล้วไม่ต้องกังวล เราจะส่งคนไปปกป้องนางที่เมืองชุยเสวี่ยเองจะไม่ปล่อยให้ใครมายุ่มย่ามกับนางเด็ดขาด! ตลอดทางมานี้ขอบคุณเจ้าที่ปกป้องมู่หรงซิน”

            หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งใบหน้าของมู่หรงเต๋อก็มืดครึ้มลง และเขาก็รีบพูดว่า “ขอโทษด้วย!”

            จากนั้นเขาก็ยกมือประสานแล้วโค้งคำนับให้ฉู่อวิ๋น อุ้มมู่หรงซินขึ้นพาดบ่าโดยไม่คำนึงถึงความทรมานของนาง เขาหันหลังกลับและจากไปจากตรงนี้ในทันที

            “ปล่อยข้า! ปล่อยข้าลง! ฉู่อวิ๋น!ฉู่อวิ๋น!!!”

            มู่หรงซินหลั่งน้ำตานางร้องไห้อย่างเจ็บปวด ซบอยู่บนไหล่ของมู่หรงเต๋อก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อเห็นว่าร่างที่เปื้อนเลือดของฉู่อวิ๋นเริ่มห่างออกไปเรื่อยๆ...

            จากลาครั้งนี้อาจเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์

            บนท้องฟ้าอาทิตย์อัสดงราวกับเปลวไฟที่สะท้อนผืนป่าสีเลือด มีเสียงตะโกนสังหารอยู่ตลอดเวลาและเสียงร้องไห้ของมู่หรงซินก็จมหายไปในไม่ช้า

            เมื่อเห็นมู่หรงซินจากไปจนมั่นใจว่านางอยู่ในระยะที่ปลอดภัยฉู่อวิ๋นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            ทันใดนั้น ดวงตาของเขาหนักแน่นขึ้นเขายกยิ้มให้กับราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตและพูดว่า “เจ้าตัวใหญ่ ตอนนี้เรามาดูกันว่าเจ้าหรือข้าจะตายก่อน!"

            ----------

            [1] เป็นการอุปมาสถานการณ์ที่มีฝ่ายตรงข้ามอยู่สามฝ่าย

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน