ตอนที่ 16 เงินตำลึงแรก
กฎของหอจุ้ยเซียนกับหออวิ๋นเค่อจูแทบมิได้แตกต่างกันทว่าระดับการให้บริการผู้คนแตกต่างกันอยู่บ้าง
หลินหร่วนยังคงทำเหมือนก่อนหน้านี้ ให้หลินหานอยู่เฝ้าของส่วนตนเองจะเป็คนเข้าไปสอบถาม
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในหอจุ้ยเซียนมีเสี่ยวเอ้อเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้นเขามิได้มองหลินหร่วนที่ภายนอกเหมือนกับเสี่ยวเอ้อหออวิ๋นเค่อจู
“ยินดีต้อนรับ เชิญด้านใน มิทราบว่ามากี่ท่านขอรับ”
หลินหร่วนตอบกลับอย่างสุภาพเช่นกัน “น้องชาย รบกวนเ้าไปเชิญหลงจู๊ออกมาทีเถิดข้ามีสิ่งของบางอย่างอยากจะขายให้แก่หอจุ้ยเซียน”
“ของอยู่ที่ใดเยี่ยงนั้นหรือ พาข้าไปดูได้หรือไม่”
“แน่นอน ! ”
หลินหร่วนนำเสี่ยวเอ้อออกมาที่ประตู จากนั้นก็ชี้ไปข้าง ๆ หลินหานซึ่งมีกวางและกระต่ายป่าวางอยู่
ดวงตาของเสี่ยวเอ้อทอประกายทันใด เขารีบพยักหน้า“พวกท่านมาที่นี่นับเป็เื่บังเอิญแล้วสองสามวันมานี้หลงจู๊ของพวกเรากลัดกลุ้มใจเื่ของป่ามิพอบัดนี้หลงจู๊ของพวกเรามิอยู่ อีกราวครึ่งก้านธูปถึงจะกลับมาพวกท่านเข้ามานั่งรอด้านในก่อนเถิด”
หลินหร่วนพยักหน้ารับ ก่อนจะก้มตัวลงไปแบกกวาง
เสี่ยวเอ้อปราดเปรื่องเป็อย่างมากเขารีบเข้ามาช่วยยกตะกร้าอย่างรวดเร็ว ส่วนหลินหานอุ้มกระต่ายสองสามตัวตามเข้าไปในร้าน
เสี่ยวเอ้อพาทั้งสองคนไปยังสวนหลังร้านบริเวณนี้เป็พื้นที่พักผ่อนของพนักงาน เสี่ยวเอ้อเชิญทั้งสองคนนั่งลงจากนั้นก็ยกกาน้ำเข้ามา ทั้งยังรินชาให้สองพี่น้องคนละถ้วย
“พวกท่านทั้งสองโปรดรอสักครู่ คาดว่าหลงจู๊คงจะกลับมาเร็ว ๆ นี้”
หลินหร่วนขอบคุณพวกเขา พลางยกถ้วยยกขึ้นมาจิบนางต้องออกเดินทางั้แ่เช้าตรู่ ดังนั้นนางจึงกระหายน้ำมากจริง ๆ
หลินหานมีความประหม่าเล็กน้อยเขานั่งหลังตรงพลางยืดอกขึ้น
หลินหร่วนยกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “พวกเรามาขายของป่ามิได้มาขายตัวสักหน่อย เ้าตื่นเต้นอันใดกัน ? ”
หลินหาน “......”
สองพี่น้องรออยู่มินาน หลงจู๊ก็กลับเข้ามา
พอเสี่ยวเอ้อเห็นหลงจู๊กลับมาจึงรีบนำข่าวไปแจ้งทันทีเมื่อหลงจู๊ได้ยินว่ามีคนเอาสัตว์ป่าที่ยังมีชีวิตอยู่มาขายจึงรีบสาวเท้าไปที่สวนหลังร้านทันที
“ทั้งสองท่านคงมาขายของป่าสินะ ขอข้าดูหน่อยเถิด” เดิมทีหลงจู๊คิดว่าสัตว์พวกนี้คงได้รับาเ็มาบ้างแต่คาดมิถึงเลยว่าสัตว์ป่าพวกนี้จะมิมีรอยแผลเลยสักนิด
“มิเลว ๆ สัตว์ป่าเหล่านี้ยอดเยี่ยมยิ่ง ข้าจะรับซื้อไว้ทั้งหมด”
เมื่อหลินหานได้ยินดังนั้นจึงเผยรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้า
แต่หลินหร่วนกลับเอ่ยถามว่า “หลงจู๊มิทราบว่าราคาทั้งหมดนี้คิดเป็เงินเท่าใด ? ”
หลงจู๊หัวเราะร่าพลางตอบว่า “เื่ราคา พวกเ้าวางใจเถิดราคาขึ้นอยู่กับราคาตลาด กวางตัวนี้ข้าจะให้คนนำไปชั่งก่อน ข้าให้เ้าชั่งละ 40 อีแปะส่วนกระต่ายป่านับเป็ตัว ตัวละ 100 อีแปะ เ้าคิดเห็นว่าเยี่ยงไรบ้าง ? ”
หลินหร่วนรู้สึกว่าราคาของสัตว์ป่ามิได้ต่ำเลยส่วนกวางตัวนั้นน่าจะหนักราวหนึ่งร้อยชั่งได้ส่วนกระต่ายเฉลี่ยแล้วตัวละสองสามชั่ง ราคานี้นางสามารถรับได้ดังนั้นนางจึงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
หลงจู๊สั่งให้เสี่ยวเอ้อนำตาชั่งมาชั่งกวางก่อนจะเหลือบไปเห็นตะกร้าที่วางอยู่ข้าง ๆ หลินหร่วน
“เ้าใส่อันใดไว้ด้านในกัน ? ”
หลินหร่วนรู้สึกประทับใจหลงจู๊ผู้นี้เป็อย่างมากดังนั้นนางจึงยกวัชพืชที่ปกคลุมตะกร้าออกเผยให้เห็นพวงองุ่นด้านใน
“ไอหยา องุ่นเหล่านี้เติบโตได้ดีจริง ๆนี่ยังมิถึงฤดูกาลองุ่นเลยนี่ มันหายากมากเลยนะ”
“องุ่นเหล่านี้ หลงจู๊จะรับหรือไม่ ? ”
หลงจู๊ลังเลเล็กน้อย “หอจุ้ยเซียนของพวกเรา มิค่อยมีแขกสั่งองุ่นเท่าไร”
หลินหร่วนยิ้มร่า “หลงจู๊ หอจุ้ยเซียนกับหออวิ๋นเค่อจู ที่ใดการค้าดีกว่ากัน? ”
หลงจู๊ยกยิ้มออกมาทันใด “ว่ากันตามจริงแล้วหออวิ๋นเค่อจูทำการค้าได้ดีกว่าพวกเราเล็กน้อย พวกเขาค่อนข้างมีชื่อเสียง หอจุ้ยเซียนของเรายังเป็รองพวกเขาอยู่”
หลงจู๊ของหออวิ๋นเค่อจูรอบคอบเป็อย่างมาก ในโรงเตี๊ยมมีเวทีเขาเชิญนักแสดงและนักร้องมาร่ายรำ สิ่งนี้ดึงดูดลูกค้าได้มิน้อย กิจการต่าง ๆในเมืองจึงได้รับผลกระทบตามไปด้วย
หลินหร่วนยกยิ้มขึ้น “หลงจู๊ หากท่าน้าให้หอจุ้ยเซียนของท่านชนะหออวิ๋นเค่อจูเหตุใดท่านถึงมิดึงดูดลูกค้าด้วยวิธีอื่นดูเล่า ? อย่างเช่นให้พวกเขาจ่ายในอัตราที่พวกเรากำหนดต่อโต๊ะจากนั้นก็ให้ผลไม้ที่หาซื้อมิได้ในท้องตลอดฟรีหนึ่งจานการทำเช่นนี้อาจจะมิได้คุ้มค่าอันใดมาก ทว่าน้ำใจเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง”
ดวงตาของหลงจู๊เป็ประกายขึ้นมาทันใด “นี่เป็ความคิดที่ดีทว่าปัญหาคือผลไม้ชนิดนี้หาได้ยากยิ่ง ส่วนผลไม้ในฤดูกาลมิได้หายากอันใดมันวางขายอยู่ทั่วไป ทว่ามิมีแผงใดที่ขายผลไม้นอกฤดูกาลเลย”
หลินหร่วนยกยิ้มอย่างมั่นใจ “ตราบใดที่หลงจู๊้าข้ารับประกันเลยว่าหอจุ้ยเซียนจะมีผลไม้นอกฤดูกาลตลอด”
“จริงหรือ ? ”
“แน่นอนว่าจริง”
หลงจู๊ตัดสินใจในทันใด “เอาล่ะเด็ก... แม่นาง...”
“ข้าแซ่หลิน”
“แม่นางหลินหลังจากนี้เป็ต้นไปเ้าช่วยส่งองุ่นมาที่ร้านวันเว้นวันมีเท่าใดข้ารับซื้อทั้งหมด แต่เ้าต้องรับประกันว่าจะส่งผลไม้ที่หาซื้อมิได้ในท้องตลาดมาให้ข้าและเ้าต้องมิส่งไปให้ร้านอื่นด้วยเช่นกัน ส่วนเื่ราคา ข้ามิปล่อยให้เ้าขาดทุนอย่างแน่นอน”
หลินหร่วนยกยิ้มขึ้นพลางพยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา “มิมีปัญหา”
หลงจู๊ให้เสี่ยวเอ้อนำเอาองุ่นไปชั่ง ซึ่งหนักถึงสามสิบห้าชั่ง
“หากเป็องุ่นในฤดูกาล คิด 20 อีแปะต่อชั่งทว่านี่เป็องุ่นนอกฤดูกาล ข้าให้เ้า 30 อีแปะต่อชั่งเ้าเห็นว่าเป็เยี่ยงไรบ้าง ? ”
หลินหร่วนครุ่นคิดชั่วครู่ เพียงมินานก็พยักหน้ารับ
กวางหนักถึงหนึ่งร้อยสามชั่ง หลงจู๊ดีดลูกคิดไปมา ทว่าหลินหร่วนกลับคำนวณเสร็จก่อน“ทั้งหมดเป็ 5,670 อีแปะ”
“แม่นางหลินเข้าใจด้านการคำนวณด้วยหรือ ? ”
หลินหร่วนยิ้ม “ข้าเข้าใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
ใบหน้าของหลงจู๊เต็มไปด้วยความชื่นชม “ช่างหายากจริง ๆ ”
ทันใดนั้นเขาก็สั่งให้เสี่ยวเอ้อนำเงินออกมา “นี่คือเงิน 5 ตำลึงกับอีก700 อีแปะ แม่นางหลินโปรดรับไว้เถิด ส่วนอีก 30 อีแปะเป็...”
“เป็เงินค่ามัดจำผลไม้ล่วงหน้า” หลินหร่วนมิมีนิสัยชอบเอาเปรียบอยู่แล้วดังนั้นนางจึงให้หลงจู๊จดใส่บัญชีเอาไว้
เมื่อยื่นมือออกไปรับเงินมาแล้ว นางพบว่ามิมีกระเป๋าจะใส่เงิน
หลงจู๊รีบสั่งให้เสี่ยวเอ้อไปนำถุงเงินมาให้หลินหร่วน
“ขอบคุณหลงจู๊ยิ่งนัก มิทราบว่าหลงจู๊ชื่อแซ่อันใด”
“ข้าแซ่เฉียน”
หลินหร่วนรู้สึกประทับใจหลงจู๊ผู้นี้ยิ่งขึ้นไปอีกดังนั้นนางจึงยกยิ้มขึ้นแล้วเอ่ยว่า “หลงจู๊เฉียน เช่นนั้นพวกเรามิรบกวนท่านแล้ววันมะรืนนี้ข้าจะนำองุ่นกับสัตว์ป่ามาส่งให้อีกครา”
หลงจู๊เฉียนยิ้มกว้างพร้อมกับพยักหน้ารับ“มิจำเป็ต้องเป็องุ่นก็ได้ขอเพียงแค่มิใช่ผลไม้ที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาดก็พอแล้ว”
หลินหร่วนตอบรับดิบดี จากนั้นก็พาหลินหานออกไปจากหอจุ้ยเซียน
เมื่อสองพี่น้องออกมาจากหอจุ้ยเซียนแล้ว หลินหานเอ่ยถามออกมาราวกับกำลังฝันไปว่า“พี่สาว พวกเราทำเงินได้จริง ๆ หรือ ? ”
ห้าตำลึงเงิน ! นั่นคือรายได้ของตระกูลหลินเกือบทั้งปีและต้องเป็ปีที่ทำเงินได้ดีมาก ๆ อีกด้วย
หลินหร่วนยกยิ้มพลางยื่นถุงเงินไปให้เขา “หากยังมิเชื่อเ้าลองเปิดถุงเงินดูสิ”
หลินหานผลักถุงเงินคืนให้หลินหร่วน“รีบเก็บมันลงไปเสีย ระวังจะถูกขโมย ห้ามเปิดถุงเงินเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่ ? ”
“เ้าคนขี้กลัว”
หลินหร่วนรับถุงเงินกลับมา จากนั้นก็พาเขาไปยังร้านซาลาเปา
“ซาลาเปานี่ขายเยี่ยงไร ? ”
“ไส้ผัก 1 อีแปะ ไส้เนื้อ 3 อีแปะ”
หลินหานดึงชายเสื้อของหลินหร่วน“พวกเราไปซื้อแป้งทอดกินแทนเถิด ซาลาเปาราคาแพงจนเกินไป”