ที่จริงแล้วการที่เจ้าจ้อยลงมือเขมือบไม้เท้าทองคำไปนั้นไม่ใช่เพราะมันอยากจะอวดดีรึคิดจะลองดีมั่วซั่ว แต่มันทำไปเพราะความมั่นใจในกรามและฟันหน้าของมันล้วนๆ
เมื่อก้าวพ้นประตูสวรรค์ทิศใต้ มาได้สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือระเบียงทางเดินสีทองอร่ามทอดยาวสุดลูกหูลูกตาสองข้างทางของระเบียงนั้นคือความว่างเปล่าที่มืดมิดจนมองไม่ออกว่าด้านล่างนั้นคือกระไรกันแน่
เทพเมฆาขาวผู้มีผิวหน้าหนายิ่งกว่ากำแพงเมือง รีบเสนอหน้าเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยขึ้นว่า“แม่หญิง... เจ้าจ้อย เรื่องเมื่อครู่นี้...”
แม่หญิงจันทรากับเจ้าจ้อยหันไปมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดบ๊อบเชิดใส่พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทำเอาท่านเทพถึงกับหน้าเจื่อนหนอย... เมื่อครู่ตอนโดนหาเรื่องยังเข้าข้างพวกทหารยามอยู่เลยพอตอนนี้จะมาทำเป็นตีสนิทรึ?ฝันไปเถอะ!
แต่เทพเมฆาก็ยังคงความหน้าด้านไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมเห็นทั้งคู่ไม่เล่นด้วยก็ไม่ยอมถอยพอสังเกตเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของทั้งสองที่มองไปรอบๆท่านก็ยิ้มกริ่มแล้วเอ่ยต่อ “ทางที่เรากำลังเดินอยู่นี้เขาเรียกว่าสะพานเชื่อมสวรรค์ เห็นดูเรียบง่ายแบบนี้แต่มันคือสะพานที่ข้ามผ่านระหว่างสองภพเชียวนะ!”
พอได้ยินคำว่า"สองภพ" หูสั้นๆ ของเจ้าจ้อยก็ผึ่งขึ้นมาทันที
เทพเมฆาเห็นว่าได้ผลจึงร่ายต่อ“ปลายด้านหนึ่งของสะพานเชื่อมต่อกับสรวงสวรรค์ชั้นนอกที่พวกเจ้าเพิ่งผ่านมาส่วนอีกฟากหนึ่งนั้นคือที่ตั้งของเมืองสวรรค์ที่แท้จริง!พูดให้ถูกคือตรงนั้นควรเรียกว่า แดนทิพย์ มากกว่าแต่เนื่องจากแดนทิพย์ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของราชสำนักสวรรค์ทุกคนจึงนิยมเรียกเหมารวมกันว่าเมืองสวรรค์นั่นเอง”
เจ้าจ้อยถึงได้เข้าใจว่าที่แท้พอพ้นประตูสวรรค์ทิศใต้มาแล้วก็ยังไม่ใช่ใจกลางเมืองสวรรค์เสียทีเดียวและสวรรค์ก็ไม่ได้มีแค่ตำหนักไม้แกะสลักอย่างที่มันคิดแต่มันคือโลกอีกใบหนึ่งเลยต่างหาก!
เดินต่อมาอีกพักใหญ่เบื้องหน้าก็ปรากฏประตูบานยักษ์อีกบานที่ก่อตัวขึ้นจากแสงสว่างจ้า เจ้าจ้อยเห็นเหล่าผู้ทรงศีลที่เดินนำหน้าไปพากันเดินทะลุผ่านประตูแสงนั่นแล้วหายวับไปทันที
แม่หญิงจันทรากับเจ้าจ้อยมองสบตากันด้วยความตื่นเต้นก่อนที่แม่หญิงจะเริ่มเร่งฝีเท้าส่วนเทพเมฆาก็รีบวิ่งตามติดเป็นเงาตามตัวราวกับตุ๊กแกเกาะฝาผนัง
....
ทันทีที่ก้าวทะลุผ่านประตูแสงเข้ามาทั้งแม่หญิงจันทราและเจ้าจ้อยต่างก็หลับตาลงตามสัญชาตญาณ พอยังไม่ทันจะได้ลืมตาดีเจ้าจ้อยก็รู้สึกถึงสายลมเย็นสบายที่พัดมาปะทะหน้าพร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่นอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนมันเป็นกลิ่นที่หวานละมุนคล้ายน้ำผึ้งจากดอกไม้ป่า พอสูดเข้าไปในอกเพียงคำเดียวร่างกายทุกส่วนของมันก็เหมือนจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลต่างพากันกระโดดโลดเต้นเพื่อแย่งชิง ไอทิพย์ ที่แสนบริสุทธิ์นี้!
เจ้าจ้อยลืมตาโพลงแล้วอุทานลั่น“โอ้โฮ! ไอทิพย์ที่นี่มันช่างหนาแน่นเหลือเกินสูดเข้าไปแค่คำเดียวก็ได้พลังมากขนาดนี้เชียวรึ?!”
พูดจบมันก็ไม่สนใจสิ่งใดอีกเริ่มอ้าปากกว้างแล้วสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่สูดแล้วสูดอีกอย่างกับจะเอาให้พุงกาง!อารมณ์ของมันตอนนี้เหมือนคนเดินทางไกลที่อดน้ำมาหลายวันแล้วจู่ๆก็มาเจอสระบัวขนาดมหึมา ความกระหายที่มีทำเอาอยากจะดื่มน้ำในสระนั้นให้หมดสิ้นไปในคราวเดียว!
ทางด้านแม่หญิงจันทราเองก็มีสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กันนางไม่คิดเลยว่าไอทิพย์บนเมืองสวรรค์จะอุดมสมบูรณ์เพียงนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมานางต้องตรากตรำดูแลเจ้าจ้อยจนเรี่ยวแรงร่อยหรอสังขารทรุดโทรมลงไปมาก แต่ในเวลานี้ ร่างกายที่เป็นกายละเอียดของนางเริ่มตอบสนองต่อไอทิพย์รอบข้างโดยอัตโนมัติจนเกิดเป็นกระแสลมหมุนวนจางๆ รอบตัวนางเพื่อดึงดูดพลังเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกาย
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรอบข้างต้องอ้าปากค้างจริงๆก็คือเจ้ากระรอกในอ้อมกอดของนาง!รอบตัวเจ้าจ้อยตอนนี้อากาศบิดเบี้ยวจนมองเห็นได้ชัด มันกลายเป็นลมพัดวนลูกย่อมๆที่สูบเอาไอทิพย์รอบตัวเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง!
เทพเมฆาเห็นท่าไม่ดีรีบกระโดดถอยหลังหนีทันทีเหล่าผู้ทรงศีลคนอื่นๆ ต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กจนผู้อาวุโสท่านหนึ่งพึมพำออกมาว่า “นี่มันโหยหาพลังขนาดไหนกันเนี่ยร่างกายถึงได้ดูดซับไอทิพย์ได้รุนแรงขนาดนี้?”
พริบตาต่อมาลมหมุนรอบตัวแม่หญิงจันทราและเจ้าจ้อยก็ค่อยๆ เล็กลงจนสลายตัวไปทั้งคู่ถอนหายใจออกมาพร้อมกันด้วยความรู้สึกโปร่งโล่งอย่างที่สุดก่อนจะอุทานว่า...“ชื่นใจ!”
เจ้าจ้อยรู้สึกดีจนบอกไม่ถูกตั้งแต่เกิดมามันไม่เคยได้ลิ้มลองไอทิพย์ที่เลิศเลอขนาดนี้มาก่อนเลยแม้มันจะรู้ดีว่าร่างกายของมันยังคง "ถังแตก" เรื่องพลังอยู่มากแต่นี่ก็ช่วยให้มันไม่ต้องกังวลว่าจะต้องสิ้นแรงไปในวันพรุ่งนี้แล้ว
....
เมื่อเจ้าจ้อยเงยหน้าขึ้นมองทิวทัศน์เบื้องหน้ามันก็ถึงกับตะลึงงันไปอีกรอบ! ภาพที่มันคิดไว้คือต้องมีปราสาทราชวังหรูหรา เสาแกะสลักลายไทยงามหยดย้อยแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันตอนนี้กลับเป็น ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล!ไกลออกไปมีภูเขาหิมะขนาดมหึมาตั้งตระหง่านเสียดฟ้าเห็นเงาของนกทิพย์บินว่อนอยู่เหนือยอดเขา ท้องฟ้าสีครามสดใสและที่น่าตื่นตาที่สุดคือมีขุนเขาลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ
เหง่ง... เหง่ง...
เสียงระฆังดังกังวานแว่วมาจากที่ไกลๆเสียงนั้นทุ้มลึกและทรงพลังจนสั่นสะเทือนไปถึงดวงจิต
“นั่นคือเสียงระฆังเริ่มงานเทศกาลสวรรค์นี่คือเสียงครั้งที่หนึ่ง พอครบครั้งที่เก้าเมื่อไหร่ งานจะเริ่มทันทีพวกเราต้องรีบไปกันแล้ว ขืนไปช้าจนงานเริ่มอาจจะโดนลงทัณฑ์ได้!”ผู้อาวุโสเอ่ยเตือน
เจ้าจ้อยได้ยินดังนั้นก็ใจคอไม่ดีคิดจะหาใครสักคนที่ใจดีพอจะพาพวกมันเหาะไปส่ง แต่ทันใดนั้นเองภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้เจ้าจ้อยถึงกับกุมขมับ
เหล่าผู้อาวุโสที่ดูภูมิฐานผู้ทรงศีลที่ดูน่าเลื่อมใสทั้งหลาย ต่างพากัน ถกสบง ยกชายโสร่ง แล้วก้าวขาฉับๆวิ่งรัวเป็นลูกระนาดมุ่งหน้าไปข้างหน้าทันที!
เทพเมฆาเห็นเจ้าจ้อยกับแม่หญิงจันทราทำหน้าเหลอหลาจึงรีบอธิบาย “บนเมืองสวรรค์เขตนี้ หากไม่ใช่เทพผู้ใหญ่ระดับสูงห้ามเหาะเหินเดินอากาศเด็ดขาด และห้ามใช้ฤทธิ์เดชเคลื่อนย้ายพร่ำเพรื่อดังนั้นทุกคนเลยต้อง... วิ่งเอา!”
พูดจบท่านเทพเมฆาก็ใส่เกียร์หมาวิ่งตามคนอื่นไปอีกคน
พริบตานั้นทุ่งหญ้าที่เคยดูสวยงามดุจแดนในฝันก็กลายเป็นลานวิ่งขนาดใหญ่ที่มีเหล่าผู้บำเพ็ญตบะชายแขนเสื้อสะบัดพึ่บพั่บวิ่งกันฝุ่นตลบ และที่เจ้าจ้อยรับไม่ได้ที่สุดคือเห็น นกกระเรียนทิพย์ หลายตัวกางปีกกว้างแต่กลับใช้ขาเรียวยาวของมันวิ่งสับรัวๆตามเจ้าของไป!
เจ้าจ้อยมองด้วยสายตาเวทนาสุดขีดก่อนจะบ่นพึมพำออกมาเบาๆ “ภาพวาดที่สวยงามระดับตำนานกลับต้องมาพังพินาศเพราะไอ้พวกปัญญาอ่อนที่วิ่งควายกันอยู่กลางแดดยามเย็นแบบนี้...เสียของจริงๆ ว่ะ!”