บทที่ สี่สิบห้า
เสียงนกน้อยส่งเสียงขับขานอยู่ที่กิ่งไม้หน้าตำหนักฟู่ตงราวกับบอกกล่าวว่าวันใหม่ได้เริ่มต้นอีกคราแล้ว เสียงประตูไม้เลื่อนเบาๆพร้อมกับเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของผู้มาใหม่อิงหลานและฟ่านหรูนางกำนัลประจำตัวสองคนเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบมือเรียวของอิงหลานถือถาดไม้กลิ่นหอมอบอวลส่วนฟ่านหรูถือชุดอาภรณ์สีฟ้าครามอ่อนผืนหนึ่ง แขวนพาดไว้กับแขนอย่างระมัดระวัง
เมื่อทั้งสองก้าวเข้ามาใกล้เตียงก็มองเห็นร่างบางบนเตียงขนสัตว์ยังไม่ขยับเขยื้อนแผ่นหลังนั้นดูเหมือนจะยังคงหลับใหลอยู่เส้นผมยาวสีดำขลับสยายกระจายอยู่บนหมอนขนนกใบใหญ่ ภายใต้ผ้าแพรบางช่วยให้ผิวรู้สึกเย็นสบายตลอดคิมหันต์อิงหลานโน้มกายลงเรียกเสียงเบา "หลี่ผิน ถึงเวลาแล้วเพคะ"
ฟ่านหรูเอียงคอมองริมฝีปากขยับถามด้วยเสียงกังวลแผ่วเบาเมื่อผู้เป็นนายไม่ตื่นขึ้นเช่นเช้าวันอื่นๆ "หรือว่าจะประชวรเข้าจริงๆดูสิใบหน้ายังซีดเซียวอยู่เลย"
เสียงขยับเคลื่อนไหวใต้ผ้าห่มเบาๆก่อนร่างบางจะค่อยๆ พลิกตัว ดวงตาคู่กลมกึ่งหรี่มองผ่านผ้าห่มออกมาด้วยความง่วงงุนหลิวชิงเซียงกะพริบตาถี่เพื่อปรับสายตากับแสงยามเช้า เส้นผมปรกหน้าผากจนยุ่งเหยิง
"ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้ป่วยช่วยข้าแต่งตัวเถอะ"เสียงของนางอ่อนล้า แต่หากฟังให้ดีจะพบว่ามีแววล้อเลียนแฝงอยู่บางเบานางไม่ป่วยจริงๆ อย่างที่นางกำนัลทั้งสองเข้าใจ เพียงแต่..พึ่งได้เอนกายลงนอนเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้เพราะแอบออกจากวังหลวงไปทั้งคืนกว่าจะกลับมาได้ก็เกือบรุ่งสางเข้าเต็มที่แต่การได้หลับอย่างสงบแค่ไม่กี่ชั่วยาม กลับไม่ได้ทำให้นางหม่นหมองได้บัดนี้นางรู้สึกสดชื่นกว่าวันอื่นๆ เสียอีก เพราะนางพึ่งได้พบหลี่เสวี่ยแค่ได้ครุ่นคิดในใจก็เปี่ยมสุขนัก
ระหว่างที่อิงหลานช่วยหวีเส้นผมยาวของนายหญิงอย่างเบามือฟ่านหรูก็จัดแจงอาภรณ์ให้อย่างคล่องแคล่ว ชุดในวันนี้เป็นผ้าแพรเนื้อดีสีฟ้าครามอ่อนปักลายเมฆสีเงินรัดเอวบางไว้ด้วยผ้าคาดสีเทาอ่อนซึ่งมีพู่ระย้าห้อยลงตรงสะโพกเส้นผมยาวถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะประดับด้วยปิ่นหยกแกะสลักรูปผีเสื้อบนดอกเหมย
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหลิวชิงเซียงจึงลุกขึ้นนอย่างเนิบช้า พยักหน้าให้ทั้งสองพากันไปยังโต๊ะอาหารเช้าตรงชานห้องอาหารเช้าในวันนี้เป็นข้าวต้มหอมกรุ่น วางเคียงด้วยเต้าหู้ทอดกรอบซาลาเปาไส้ผักหอมอ่อน
หลังจากทานอาหารไปได้ครู่ใหญ่แสงแดดก็ยิ่งสว่างขึ้นมากขึ้น กลิ่นดอกโบตั๋นที่ริมระเบียงโชยมาตามลมหลิวชิงเซียงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ไม้เลื้อยมือเรียวประคองถ้วยชาด้วยท่วงท่าผ่อนคลายก่อนจะเริ่มบทสนทนา "อิงหลาน ฟ่านหรู ในตำหนักในตอนนี้ใครกันแน่ที่มีอำนาจมากที่สุดหรือ" นางเอ่ยถามอย่างไม่เร่งเร้าแต่ท่าทีสงบของนางกลับทำให้สองนางกำนัลลอบสบตากันเล็กน้อย
อิงหลานขยับตัวหลังตรงก่อนจะตอบเสียงเบา "ตอนนี้ฝ่ายในล้วนแต่เพิ่งเข้ามาใหม่มีเพียงฮองไทเฮาเท่านั้นที่น่าจะตรงกับคำถามของหลี่ผินเพราะทั้งสองไท่เฟยและไท่ผินที่มาจากรัชศกก่อนล้วนไม่ได้รับการเชิดชูให้เป็นผู้ดูแลตำหนักในเลยเพคะ"
ฟ่านหรูพยักหน้ารับคำ"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ทั้งไท่เฟยและไท่ผินนั้นเป็นสนมของฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็จริงแต่หลังเปลี่ยนรัชศก ฝ่าบาทก็จัดการให้กรมวังมาดูแลแทน"
“อืม..แล้วเจ้าว่าไท่ผินเป็นอย่างไรข้าเคยพบนางเพียงไม่กี่ครั้ง” หลิวชิงเซียงนึกไปถึงตอนไปรวมพิธีบวงสรวงที่ตนเองได้พำนักตำหนักเดียวกับไท่ผินและองค์หญิงใหญ่เล่อเยว่
"ไท่ผินหรือเพคะไท่ผินเป็นสนมจากรัชศกก่อนเพียงหนึ่งเดียวที่ได้ยินว่าตั้งแต่เก่าก่อนเป็นเพียงอนุภรรยาคนแรกตั้งแต่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนยังไม่ได้เป็นองค์รัชทายาทด้วยซ้ำ”
"แล้วเหตุใดถึงมิได้ขึ้นเป็นแม้แต่พระชายา" หลิวชิงเซียงเอ่ยถามต่อน้ำเสียงของนางคล้ายแค่ซักถามธรรมดาทว่าแววตาที่มองออกไปยังปลายระเบียงนั้นคล้ายมีเงาแห่งความครุ่นคิดแฝงเร้นอยู่
"เพราะชาติกำเนิดเจ้าค่ะไม่ได้มาจากตระกูลสูงศักดิ์ เป็นบุตรีของบัณฑิตผู้หนึ่ง" ฟ่านหรูตอบเสียงเบา "ถึงจะมีทั้งพระธิดาพระโอรสแต่ตระกูลไม่มีให้พึ่งพิงได้นักแต่ได้ยินว่าไท่ผินนั้นเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัวจึงอยู่รอดมาได้ถึงวันนี้นางไม่เคยวางอำนาจหรืออวดเก่งแม้แต่น้อย"
อิงหลานเสริมขึ้นทันที"ส่วนองค์หญิงใหญ่ผู้เป็นพระธิดาของไท่ผินเองก็ได้รับนิสัยนั้นมาด้วยเจ้าค่ะสุภาพอ่อนโยนไม่ถือดี ไม่เคยวางท่าให้ผู้ใดต้องอึดอัดทั้งที่เป็นพระธิดาเพียงองค์เดียวในวัง"
หลิวชิงเซียงยกถ้วยชาขึ้นจิบแผ่วเบาพลางคิดถึงสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เคยพบเจอซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ สองแม่ลูกไม่ได้ยกตนมาข่มนางแม้แต่น้อยแต่ตอนนั้นนางไม่สะดวกพูดจาด้วยจึงไม่ได้ทำความสนิทสนมกลับ ก่อนนางจะเสียงวางถ้วยลงบนถาดแล้วถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"แล้วราชบุตรเขยขององค์หญิงล่ะเป็นผู้ใด"
"เป็นบุตรชายรองของท่านสวีโหวเจ้าค่ะชื่อสวีเจิ้งวู่ เป็นตระกูลบัณฑิตโบราณที่ไม่เน้นชื่อเสียงไม่อยู่ในสังคมที่ฉูดฉาดแต่ก็มั่นคงและมีหลักการ"
หลิวชิงเซียงพยักหน้าท่าทางนิ่งสงบก่อนจะเปลี่ยนคำถามใหม่"เฉียนอ๋องเล่าเป็นอย่างไร" มาถึงคำถามสำคัญเฉียนอ๋องคือบรรดาศักดิ์ที่ได้รับของโม่เหวินจื่อคนที่นางอยากรู้ตื้นลึกหนาบางมากที่สุด
ครานี้อิงหลานกับฟ่านหรูสบตากันอย่างลังเลเล็กน้อยก่อนฟ่านหรูจะตอบ"เห็นว่าหลังจากได้รับพระราชทานยศแล้วท่านอ๋องถูกแต่งตั้งให้ไปประจำชายแดนด้านเหนือเจ้าค่ะที่นั่นมีแผนสำรวจว่าพื้นที่อาจมีเหมืองแร่ล้ำค่า เป็นพื้นที่สำคัญมากๆ"
อิงหลานเอ่ยต่อทันทีเหมือนนึกขึ้นได้"เมื่อปีก่อนเคยมีงานพิธีการใหญ่ที่เมืองหลวงเฉียนอ๋องก็กลับมาเข้าร่วมงานพร้อมกับหรงอ๋องอีกพระองค์หนึ่งเพคะ หรงอ๋องเป็นองค์ชายใหญ่ถัดจากนั้นถึงเป็นเฉียนอ๋องแต่หรงอ๋องก็ได้รับบรรดาศักดิ์เช่นกันแล้วย้ายไปเมืองทางใต้"
"ทั้งสองรูปงามไม่แพ้กันเลยเจ้าค่ะโดยเฉพาะเฉียนอ๋องรูปงามนัก ขนาดพวกหม่อมฉันเห็นเพียงแค่แวบเดียวก็ยังจดจำไม่ลืม" ฟ่านหรูพูดด้วยน้ำเสียงเหม่อลอยราวกับย้อนระลึกถึงความทรงจำอันเลือนลาง
หลิวชิงเซียงหัวเราะเบาๆพลางเอ่ยถามอย่างมีเลศนัย "แล้ว..เฉียนอ๋องนั้นคล้ายกับฝ่าบาทของพวกเจ้าหรือไม่" ถ้าคนจะเป็นพี่น้องกันก็ต้องมีความคลับคล้ายคลับคลากันบ้างถ้าโม่เหวินหานไม่ใช่ตัวจริงจะแสดงอย่างไรก็ไม่น่าจะสำเร็จถ้าดูแตกต่างจากสองพี่น้องเฉียนอ๋องและหรงอ๋อง
อิงหลานกับฟ่านหรูพยักหน้าพร้อมกันทันทีราวกับซ้อมกันมา "คล้ายมากเจ้าค่ะแค่เห็นก็รู้ว่าเป็นสายเลือดเดียวกันเลย คนที่เคยรับใช้ในรัชศกก่อนก็ว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนรูปงามราวกับชั้นเซียนเพราะเช่นนั้นพระโอรสทั้งสามจึงรูปงามหมดทุกคน"
ฟ่านหรูเสริมเสียงหวานเชื่อม"แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ว่าฝ่าบาทของหลี่ผินนั้นรูปงามที่สุดเลยเจ้าค่ะใครๆ ก็เห็นพ้องต้องกันอย่างนี้ ไม่มีผู้ใดเถียงได้"
หลิวชิงเซียงที่นั่งพิงพนักเก้าอี้อยู่สะบัดมือขึ้นเบาๆด้วยรอยยิ้ม "พอแล้ว พอแล้วข้าเพียงอยากรู้เรื่องราว ไม่ได้อยากรู้ว่าใครงามกว่ากันเสียหน่อย"
นางกล่าวอย่างเรียบง่ายแต่แววตาแฝงความอ่อนโยนก่อนจะกระซิบกับตัวเองเบาๆ 'เส้นผมดำขลับราวเส้นไหม ผิวพรรณผ่องใสราวหยกรอยยิ้มสุกสกาวราวจันทร์...ใครกันจะลืมได้ง่าย' แต่ก็เพียงครู่เดียวก่อนจะเอ่ยถามใหม่"แล้ว...มีใครพูดถึงนิสัยของเฉียนอ๋องบ้างหรือไม่ตอนยังอยู่ในวังหลวงน่ะ"
ฟ่านหรูส่ายหน้าเบาๆ"เรื่องนี้ไม่ค่อยแน่ใจนักเจ้าค่ะตอนที่หม่อมฉันถูกรับเข้ามาทำงานในวังหลวง ท่านอ๋องทั้งสองก็ย้ายไปประจำเมืองเหนือเมืองใต้แล้วจึงได้เจอเพียงครั้งมีแต่คำเล่าลือว่าสมัยเป็นองค์ชายรองก็เป็นองค์ชายที่เก่งกาจ มีความสามารถเที่ยงธรรม"
"แต่ก็เป็นเพียงคำร่ำลือเจ้าค่ะพวกเราก็ไม่แน่ใจ ในปีหนึ่งท่านอ๋องทั้งสองกลับมาวังหลวงเพียงหนึ่งหรือสองครั้งจึงยากจะบอกได้จริงว่าเป็นเช่นไร" อิงหลานเอ่ยเสริมเสียงเบา
ลมยามสายพัดผ่านผ้าม่านเบาบางด้านหลังพลิ้วไหวหลิวชิงเซียงลอบทอดสายตามองไกลออกไปยังฟ้าไกลด้านนอกอย่างเงียบงันไม่มีผู้ใดสังเกตว่ามือบางใต้แขนเสื้อกำแน่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคลายออกช้าๆ
อิงหลานที่ยืนรอรับใช้อยู่ด้านหนึ่งหันมาสบตากับฟ่านหรูอย่างเงียบเชียบทั้งสองนางต่างรับรู้ว่าแม้หลี่ผินกำลังครุ่นคิดมากกว่าปกติจึงไม่เอ่ยสิ่งใดผ่านไปครู่หนึ่งผู้เป็นนายก็เอ่ยวาจาขึ้นอีกครั้ง “อิงหลาน ฟ่านหรู” หลิวชิงเซียงเอ่ยเสียงแผ่วแต่ชัดดวงตาเรียวทอดมองม่านหน้าต่างที่พัดเบา
“เจ้าคะ?” นางทั้งสองขานรับพร้อมกันทันที
“ในวังหลัง หากสนมผู้หนึ่งจะติดต่อกับอีกตำหนักมีกระบวนการอย่างไรหรือ” น้ำเสียงนางเรียบสงบ
ฟ่านหรูรีบประสานมือตรงก้าวเข้ามาเล็กน้อยก่อนตอบ “โดยทั่วไปการจะพบหรือพูดคุยกับผู้ใดในตำหนักอื่นหากมิใช่ผู้สนิทกันอยู่ก่อน มักจะมีเหตุผลที่ชัดเจนเจ้าค่ะ”
“หรืออย่างเช่นเริ่มมีการส่งข้าวของเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพหรือแสดงความนับถือก่อนเช่นพัดลายงามเครื่องหอมชั้นดีหากอีกฝ่ายรับไว้ นั่นคือสัญญาณว่าเปิดทางให้เจ้าค่ะ” อิงหลานเสริมเสียงอ่อน
ฟ่านหรูพยักหน้า“หรือไม่ก็ส่งสารขอเข้าเยี่ยมภายใต้ข้ออ้างเช่นปรึกษาเรื่องบทกลอน วาดภาพ ถามเรื่องดนตรีหรือการวางกิริยาให้เหมาะกับตำแหน่งที่ตนได้รับเจ้าค่ะ หากเป็นสนมที่พึ่งได้รับตำแหน่งก็อาจอ้างว่าไปขอคำแนะนำจากผู้อาวุโสก็ย่อมได้”
อิงหลานก้มศีรษะกล่าวต่อ“บางครั้งก็อ้างงานถวายพระพรเช่นเตรียมจัดพิธีบูชาฟ้า ฝึกขับร้องร่วมงานพระราชพิธีก็จะใช้วิธีขอร่วมฝึกฝนกับอีกตำหนักหนึ่งได้เช่นกันเจ้าค่ะ”
หลังคำแนะนำของสองนางกำนัลหลิวชิงเซียงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ข้าอยากเข้าเฝ้าไท่ผิน”
อิงหลานกับฟ่านหรูเหลือบตามองกันวูบหนึ่งก่อนที่อิงหลานจะเอ่ยขึ้นอย่างระวัง “ไท่ผินหรือเจ้าคะ? นั่นนับเป็นตำแหน่งสูงในวังหลังนะเจ้าคะ..หากไร้เหตุผลที่เหมาะสมเกรงว่าอาจถูกจับตามองเอาได้เจ้าค่ะ”
ใบหน้าหลิวชิงเซียงยังคงสงบนางยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา กลิ่นชาดอกเหมยแตะปลายจมูกก่อนกลืนลงไป ดวงตาคู่คมทอดไปไกลแต่ความคิดกลับวนเวียน
‘เพราะข้าอยากรู้เรื่องของเฉียนอ๋อง’ นางครุ่นคิดในใจ ‘เขาเป็นโอรสของไท่ผินแต่ดูเหมือนวังหลวงกลับไม่ได้พูดถึงนัก ไม่สู้เข้าหามารดาของเขาเสียเลย’
เฉียนอ๋องถูกส่งออกไปยังพื้นที่ศักดินาหลายปีแล้วควบตำแหน่งดูแลแคว้นเมืองขึ้นทางเหนือซึ่งกำลังสำรวจพบเหมืองใหม่ หากคำลือเป็นจริงนั่นหมายถึงฮ่องเต้ยอมยื่นพลังใส่มือเฉียนอ๋องด้วยตัวเองเพราะถ้าเฉียนอ๋องพบเหมืองล้ำค่าจริงแล้วส่งบรรณาการไม่ครบหัวเมืองอาจจะร่ำรวยกว่าเมืองหลวงก็ได้ ฮ่องเต้จะต้องไว้ใจเฉียนอ๋องมากพอตัว
หลิวชิงเซียงต้องการสนทนาถามไถ่จากใครสักคนที่จะพูดถึงเฉียนอ๋องได้จริงคงมีแต่ผู้เป็นมารดาเท่านั้นอย่างไท่ผิน ต่อให้เป็นคำโกหกก็อยากจะจับผิดด้วยตัวเองแต่นางก็ไม่อาจเดินไปถามตรงๆ ว่า ‘บุตรชายของท่านเป็นเช่นไร’
หลังตัดสินใจได้ริมฝีปากนางขยับเอ่ยถาม “หากข้าจะส่งแจกันหินอ่อนเป็นของคารวะแล้วขอเข้าเฝ้าเพื่อขอคำชี้แนะเรื่องการประพฤติตนในตำแหน่งใหม่เจ้าทั้งสองคิดว่าพอจะเหมาะสมหรือไม่” น้ำเสียงนางเอ่ยช้าๆคำแต่ละคำราวคำนวณไว้อย่างถี่ถ้วน
อิงหลานรีบพยักหน้า“เหมาะสมยิ่งเจ้าค่ะหลี่ผินมีสถานะเป็นผู้ที่เพิ่งได้รับพระเมตตาจากฝ่าบาทการแสดงความเคารพต่อผู้อาวุโสในวังย่อมเป็นเรื่องน่ายกย่องเจ้าค่ะ”
“อีกทั้งหากเลือกแจกันหินอ่อนยิ่งจดหมายมอบได้ด้วยความพูดที่แสดงความอ่อนน้อมย่อมทำให้ไท่ผินเห็นเจตนาแท้จริงเจ้าค่ะ แต่..”
“แต่อะไรหรือ?” ผู้เป็นนายหันไปสบตาฟ่านหรูที่ไม่ยอมกล่าวให้จบประโยค
“ถึงไท่ผินจะเป็นตำแหน่งสูงศักดิ์เก่าแก่ในวังหลังแต่เวลานี้ฮองไทเฮาก็เสด็จกลับมาแล้ว ทั้งยังมีไท่เฟยทั้งสองที่ตำแหน่งสูงกว่าหากหลี่ผินมองข้ามไปแล้วไปมอบไมตรีให้ไท่ผินผู้เดียวอาจจะดูไม่เหมาะสมเจ้าค่ะ” ฟ่านหรูเอ่ยคำตอบที่อยู่ในใจ “นอกจากจะมีเหตุผลที่ดีกว่าที่สามารถเจาะจงได้เพคะ”
ดวงตาของหลิวชิงเซียงอ่อนลงเล็กน้อย“ถ้าเช่นนั้นเป็นเพราะข้ารู้จักไท่ผินมาก่อนตั้งแต่ตอนไปร่วมพิธีบวงสรวงล่ะ?”
สองนางกำนัลหันมองหน้ากันอย่างครุ่นคิดหลิวชิงเซียงก็ปวดหัวกับพิธีการมากมายของตำหนักในยิ่งนัก ทำไมจะต้องทำให้เรื่องยุ่งยากจะเข้าหาให้ก็ต้องระวังถ้าไม่มีเหตุผลมีน้ำหนักก็จะถูกเพ่งเล็งเอาง่ายๆยิ่งเป็นผู้สูงศักดิ์กว่ายิ่งหนักขึ้นหลายส่วน
“ก็อาจจะพอได้เพคะแต่ถ้าจะนับเวลาดูก็ออกจะนานเกินไปเสียหน่อยที่พึ่งคิดถึง..”
ได้ยินเช่นนั้นหลิวชิงเซียงก็ถอนใจแต่จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว ถ้านัดพบยากนักทำไมไม่สู้ทำให้เป็นเรื่องบังเอิญพบเจอเลยละ? “เช่นนั้นไม่ต้องแล้วข้ามีอะไรให้เจ้าทำ..”
หากแต่ยังไม่ทันที่คำพูดของนางจะจางหายไปจากปลายลิ้นเสียงฝีเท้ากลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากนอกเรือน
“หลี่ผินรับคำสั่ง!” เป็นเสียงของขันทีจากห้องทรงงานที่ส่งเสียงเรียกประกาศดังก้องชายผ้าม่านถูกสะบัดเบาๆ ก่อนร่างของขันทีหนุ่มใบหน้าขาวซีดผู้หนึ่งปรากฏขึ้นดวงหน้าของเขาเคร่งขรึมแม้อากาศไม่ร้อนจัดแล้ว
เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าแล้วกล่าวเสียงชัด “มีรับสั่งจากฝ่าบาทให้หลี่ผินเข้าไปปรนนิบัติที่ห้องทรงงานพ่ะย่ะค่ะ”
หลิวชิงเซียงหลุบตาลงเล็กน้อยคล้ายกลั้นลมหายใจชั่วขณะก่อนจะลุกขึ้น ชายแขนเสื้อผ้าไหมปลิวตามการเคลื่อนไหว “ข้ารู้แล้ว” นางกล่าวเสียงเรียบรับคำของขันทีที่มารายงานคล้อยหลังขันทีเหล่านั้นจากไป หลิวชิงเซียงจึงหันไปพยักหน้าให้ฟ่านหรู “เตรียมผ้าคลุม ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
แม้ใจอยากอยู่วางหมากต่อในวันนี้แต่กระดานของฮ่องเต้ย่อมกว้างไกลกว่ากระดานของสนมหากฝ่าบาทหมายจะเคลื่อนไปก่อนนางก็ต้องหยุดเดินสนมเช่นนางพักแผนการตีสนิทยื่นไมตรีต่อไท่ผินไว้เพียงเท่านี้โอกาสที่จะได้เจอบุรุษที่ต้องสงสัยจากเรื่องนี้ต้องถูกนำขึ้นมาไว้ด้านบนแม้จะยังไม่ได้รับปากโม่เหวินจื่อว่าจะสืบแต่นางก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ความจริงข้อนั้น‘เขาใช่ตัวจริงหรือไม่?’
‘เพลิงแม้จะลุกโชน..ก็ต้องรู้ทิศลมก่อนจะจุด’ แสงแดดยามสายลูบไล้เงาหลังของนางที่กำลังก้าวออกจากเรือน