เช้าวันรุ่งขึ้น มิเนอร์วาที่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ อาจจะเป็เพราะทอยได้ 6 แต้มเต๋า มหาโชควาสนาประทานพรจึงทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่า ั้แ่เกิดมายังไม่เคยมีคืนไหนเลย ที่จะนอนหลับได้อย่างผ่อนคลายสบายใจเฉกเช่นคืนที่ผ่านมา หลังมื้ออาหารเช้า มิเนอร์วามีนัดให้คำปรึกษาแก่ดีมัวร์เกี่ยวกับธุรกิจรถม้า แต่เพราะคำเตือนจากพาซัครวมทั้งเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทำให้ความระแวดระวังตัวของเด็กหนุ่มเพิ่มมากขึ้น
การวางตัวและความสนิทสนมจะถูกคงไว้ดังเดิม เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสงสัย แต่จะต้องรักษาระยะห่างสักเล็กน้อย การเข้าไปหาดีมัวร์ยังคงราบรื่นดังเช่นปกติ ไม่มีสิ่งใดผิดแปลกไป มีเพียงการซักถามสุขทุกข์ตามความเคยชิน เนื่องจากทำแผลั้แ่เมื่อคืนบวกกับร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ าแที่หางคิ้วซ้ายเริ่มผสานรักษาตัวเอง เหลือทิ้งไว้เพียงรอยแผลจาง ถ้าหากไม่สังเกตให้ดีย่อมไม่พบสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่ม
ก่อนแยกจากกันดีมัวร์ยังได้ฝากการ์ดเชิญไปให้ซูทาร์นา เป็บัตรเชิญสีขาวสี่เหลี่ยมขนาดเกือบเท่าฝ่ามือ ด้านในระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่จัดงานและวันเวลา ระหว่างมื้ออาหารค่ำมิเนอร์วานำเื่ที่ดีมัวร์เชิญตนและมารดาให้ไปงานเลี้ยง ในฐานะที่ปรึกษาคนสำคัญมาปรึกษากับซูทาร์นา มีเพียงสีหน้ากังวลเล็กน้อยที่ปรากฏขึ้นในสายตาของหญิงสาว และแน่นอนทั้งคู่ตกลงกันแล้วเพื่อไม่ให้เป็การเสียมารยาท อีกทั้งยังต้องรักษาภาพพจน์ของที่ปรึกษาคนสำคัญอย่างมิเนอร์วา ทั้งคู่จะเดินทางเข้าร่วมงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ในค่ำคืนที่แสงจันทร์กลางนภายังคงส่องแสงอ่อนโยน ดังเช่นทุกวันหลังจากจัดการธุระทั้งหมดเสร็จ มิเนอร์วายังคงกล้าๆ กลัวๆ จากเหตุการณ์คราวก่อน แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลูกเต๋ากำหนดชะตาต้องใช้เวลาสะสมพลังไปอีกหลายวันกว่าจะครบ 1 ปีและตลอดวันเวลาที่เหลืออยู่นี้ มหาโชควาสนาประทานพรเองก็ยังคงปกป้องคุ้มครองตน
เด็กหนุ่มสั่งทำกล่องไม้แบบพิเศษด้านในบุด้วยฟองน้ำหนานุ่มสีแดง มีสลักสำหรับเปิดปิดสวยงาม บริเวณฝาปิดจะมีฟองน้ำหนาบุไว้เช่นกัน เมื่อวางลูกเต๋ากำหนดชะตาสีดำไว้ในกล่อง ขนาดและส่วนโค้งเว้าต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาเป็อย่างดี ส่งผลให้เมื่อปิดฝากล่องไม้ส่วนที่เป็ฟองน้ำ้า จะโอบอุ้มลูกเต๋าทุกด้านไม่ให้สามารถขยับเปลี่ยนหน้าได้
"ข้าแด่ท่านลูกเต๋ากำหนดชะตาผู้ยิ่งใหญ่ ตัวข้าผู้ต่ำต้อยขอถวายบรรณาการ เพื่อไม่ให้ท่านต้องัักับอากาศอันสกปรก ที่อาจทำให้ท่านต้องมัวหมอง ข้าจึงสร้างภาชนะบรรจุนี้ถวายแก่ท่าน ได้โปรดรับไว้ด้วย"
ด้วยความหวาดกลัวว่าจะทำให้ท่านลูกเต๋าผู้นี้ไม่พอใจ เด็กหนุ่มจึงสวดวิงวอนโน้มน้าว แต่ลึกๆ ภายในก็แค่กลัวว่าตนจะเผลอไปเปลี่ยนหน้าเต๋าเข้าอย่างไม่ตั้งใจ ถ้าออกแต้มสูงก็ถือว่าดีไป แต่ถ้าดันออกแต้มต่ำ มันไม่อยากจะคิดถึงสภาพที่เกือบโดนเผาตายทั้งเป็นั้นอีกครั้ง การไม่ประมาทสร้างบรรจุภัณฑ์พิเศษ สำหรับไม่ให้หน้าเต๋าเปลี่ยนไปจึงนับเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างราบรื่น แม้จะเปิดกล่องมาดูอีกครั้งด้วยความกังวล แต่หน้าเต๋าก็ยังคงอยู่ที่หกแต้มเช่นเดิม เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่กล้าหยิบจับวัตถุแปลกพิสดารใดในกองนั้นอีก เนื่องจากกลัวว่าอาจจะเผลอไปกระตุ้นสิ่งไม่คาดฝันเข้า มิเนอร์วาจึงตั้งเป้าเอาไว้แล้วว่าหลังจากนี้จะศึกษาบันทึกของพาซัคอย่างละเอียด จนสามารถจดจำวัตถุทุกชิ้นได้แล้วเท่านั้น จึงจะกลับมาหยิบจับของที่วางกองสุมไว้อีกครั้ง
ความสนใจเดียวในตอนนี้ เหลือแค่เพียงค้นหาปริศนาที่ซ่อนเอาไว้ หนังสือปกเขียวไร้เนื้อหาเล่มที่ตนเอาหัวโขกไปเมื่อคืนนั้น ต้องมีความลับซ่อนอยู่แน่ๆ หลังจากกางหนังสือเล่มดังกล่าวออกเพื่อหาเบาะแส เด็กหนุ่มพบว่าใต้ข้อความของเดิมที่เขียนไว้ว่า พลังแห่งแอสคลีเพียสนั้นตอนนี้มีตัวหนังสือเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งบรรทัด
"เพื่อการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม สรรพปัญญาแห่งการแพทย์ จะถูกถ่ายทอดให้แก่เ้า ข้าขอเรียกร้องพลังิญญาที่มากกว่านี้!"
เด็กหนุ่มอ่านออกเสียงตามอย่างงุนงงกับข้อความที่ปรากฏขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นอีกกันแน่! หนังสือเล่มนี้เรียกร้องพลังิญญา แล้วข้าจะไปหาจากที่ไหนมาให้ละนั่น? หรือต้องสังเวยอายุขัยเหมือนท่านลูกเต๋าผู้นั้น?”
เนื่องจากความหวาดกลัวในลูกเต๋ากำหนดชะตายังคงไม่จางหาย เด็กหนุ่มในตอนนี้จิตใจสั่นรัว ดังนั้นจึงรู้สึกหวาดผวา ระแวงกับทุกสิ่งภายในห้องแห่งนี้เป็ธรรมดา
“ท่านพ่อเก็บสะสมอะไรไว้กันแน่เนี่ย! แต่ละอย่างช่างแปลกประหลาดพิสดาร อีกทั้งยังต้องเสียอายุขัยเพื่อใช้งานอีก! หรือแท้ที่จริงแล้วท่านพ่ออาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกยาวนาน แต่เป็เพราะเสียอายุขัยจำนวนมากจากการใช้สิ่งของพวกนี้ เลยทำให้พิษที่ถูกซ่อนไว้ในส่วนลึกของร่างกายกำเริบรุกรานอยู่บ่อยๆ สุดท้ายร่างกายก็หมดอายุขัยเสียชีวิตเพราะพิษร้าย?”
มิเนอร์วาตั้งคำถามกับตัวเอง แต่หลังจากคิดให้รอบคอบเด็กหนุ่มพบว่าหนังสือเล่มนี้ปกติมาโดยตลอด จนกระทั่งตนเอาหัวที่ชุ่มเืโขกโดนปกหนังสือ ความเปลี่ยนแปลงนี้จึงเกิดขึ้น หรือความหมายอีกอย่างของพลังิญญาที่ว่า อาจจะหมายถึงเืของตนเองนั่นเอง
“ถ้าลองคิดดูให้ดีก็ดูเหมือนจะมีความเป็ไปได้ เมื่อวานเืที่ไหลออกทางหางคิ้วของข้าเองก็ไม่ได้เยอะมาก นั่นหมายความว่าการสื่อสารกับสมุดเล่มนี้จะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อข้านำเืตัวเองมาสังเวย สรรพปัญญาแห่งการแพทย์จะสามารถรักษาได้ทุกโรคหรือไม่? แต่ฟังจากชื่อแล้วคงมุ่งเน้นที่การรักษา คงไม่ทำอันตรายต่อข้า อีกอย่างข้ายังมีมหาโชควาสนาคุ้มครองอีกตั้งหลายวัน หรือหนังสือเล่มนี้จะเป็มหาโชควาสนาประทานพร?”
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วครุ่นคิดตามความเคยชิน สมองกำลังอนุมานอย่างหนักหน่วง ด้วยความที่มีความกล้าได้กล้าเสียติดตัวมาแต่กำเนิด สายเืของพาซัคผู้นี้สืบทอดความพิเศษของผู้เป็บิดามาอย่างครบถ้วน มิเนอร์วาหันหลังกลับขึ้นไปข้างบน ก่อนที่จะกลับลงมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ในมือทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งถือมีดแหลมคม ส่วนอีกข้างคือปากกาและสมุดจดบันทึก มิเนอร์วาขยับตัวคว้าเก้าอี้ที่วางเกะกะอยู่ตรงหน้ามานั่งหลังตรง สายตาก็จ้องมองหนังสือปกเขียวเล่มตรงหน้าที่ถูกกางออกไว้
"ข้ามีสามคำถาม หวังว่าท่านหนังสือผู้ยิ่งใหญ่จะสามารถให้คำตอบเพื่อไขข้อสงสัยของข้า โดยข้าจะหยดเืลงไปเพื่อสังเวยแก่ท่านก่อนสามหยด"...เด็กหนุ่มยังไม่แน่ใจว่าหนังสือเล่มนี้จะมีอารมณ์ฉุนเฉียวเหมือนท่านลูกเต๋าไหม จึงต้องถาม 'ท่านหนังสือ' อย่างสุภาพ มันกลัวว่าตนจะพบเจออะไรแปลกประหลาดอันตรายอีกครั้ง มีดแหลมคมถูกยกขึ้นมากรีดลงบนนิ้วชี้ของมิเนอร์วา ที่ยกค้างไว้เหนือหน้ากระดาษ โลหิตแดงฉานค่อยๆ หยดลงไป บนกระดาษแผ่นบางสีเขียวไหลซึมลงไปช้าๆ เป็จำนวนสามหยด
"ประการแรก ท่านหนังสือผู้ยิ่งใหญ่้าให้ข้าสังเวยโลหิตให้ ใช่หรือไม่?"
"ใช่!"...ตัวหนังสือลึกลับปรากฏขึ้นมาตอบคำถามทันทีไม่ปฏิเสธ
ม่านตาเด็กหนุ่มหดลีบลงกะทันหัน รู้สึกว่าั้แ่ตนเจอห้องลับแห่งนี้ชะตาชีวิตช่างพลิกผันแปลกประหลาด โลกใบเล็กดวงเดิมที่เคยเชื่อได้แตกกระจายหายไป ได้แต่รำพันในใจอย่างปลดปลงยอมรับชะตากรรม
“นี่สินะที่เขาเรียกกันว่า กบก้นบ่อ! ท้องฟ้าช่างกว้างใหญ่เสียจริง” ...เด็กหนุ่มรวบรวมสติถามคำถามที่เตรียมไว้ออกไปอีกครั้ง
"ข้าแด่ท่านหนังสือ ท่าน้าโลหิตมากน้อยเพียงใด?"...ตัวหนังสือบรรทัดถัดมาค่อยๆ ปรากฏขึ้นตอบสนองอย่างทันควัน ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นคาดหวังอยู่บ้าง
"วันละ 100 หยด"
มิเนอร์วาที่ทำใจยอมรับความจริงตรงหน้าได้แล้ว ถามคำถามสุดท้ายออกไป
"ท่านหนังสือผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ครองสรรพปัญญาแห่งการแพทย์ ท่านมีสูตรยาหรือสมุนไพรที่ทานแล้วให้ผลลัพธ์เกี่ยวกับการสร้างเืทดแทนหรือไม่?"
"แน่นอน!"...ตัวหนังสือที่มาพร้อมเครื่องหมายยืนยันถึงความมั่นใจ ถูกเขียนขึ้นที่อีกบรรทัดหนึ่งแทบจะทันที ในห้วงความคิดตอนนี้ มิเนอร์วากำลังทบทวนส่วนได้ส่วนเสียอย่างจริงจัง รู้สึกเป็กังวลอยู่เล็กน้อย
“ถอยหลังตอนนี้คงไม่ทันแล้ว หน้าไม้ที่ถูกขึ้นสาย มีเพียงต้องยิงออกไปเท่านั้น”
มีดสีเงินที่ถูกเผาส่องสะท้อนแสงสีแดงเพลิงจากเปลวไฟ ได้ถูกยกขึ้นมาเฉือนฝ่ามือขาวเนียนอย่างกล้าหาญ ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านอยู่น้อยๆ ปากร้องซื๊ดสะดุ้งใด้วยความเ็ป ั้แ่เล็กจนโตเนื่องจากมีมารดาที่รักบุตรคนเดียวเป็อย่างมาก มันจึงถูกเลี้ยงมาราวกับไข่ในหิน าแบนฝ่ามือขาวตอนนี้นับว่าเป็อาการาเ็ครั้งที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเด็กหนุ่ม
เืหยดแล้วหยดเล่าถูกสังเวยลงไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งครบหนึ่งร้อยหยด สติของมิเนอร์วาพร่ามัวกะทันหันเนื่องจากเสียเืจำนวนเยอะอย่างรวดเร็ว ในครรลองสายตาตอนนี้มองภาพตรงหน้าไม่ค่อยชัดเจนร่างกายส่ายเอนไปมาก่อนที่สติจะค่อยๆ ดับวูบลง และในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่จะหมดสติไปโดยสมบูรณ์ แสงสีเขียวส่องสว่างออกมาจากหนังสือ ราวกับการฟื้นคืนชีพได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว
แสงสีเขียวสดนั้นกะพริบวาบเข้าปกคลุมทั่วทั้งตัวเด็กหนุ่ม ทำให้มิเนอร์วาสติแจ่มชัดขึ้นมาชั่วขณะมุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
"ยินดีกับท่านหนังสือผู้ยิ่งใหญ่ด้วย"
าแบนฝ่ามือของเด็กหนุ่มทั้งหมดถูกผสานรักษาอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่เคยได้รับาเ็มาก่อน แต่เนื่องจากโลหิตที่สังเวยไปหนึ่งร้อยหยดนั้น ไม่สามารถเสกขึ้นมาได้จากอากาศ จึงทำให้ร่างกายของเด็กหนุ่มเข้าสู่อาการรักษาตัวเองอย่างเป็ธรรมชาติ นั่นคือการนอนพักผ่อนนั่นเอง สุ้มเสียงชราอ่อนโยนเอ่ยตอบกลับ ด้วยความยอมรับนับถือในความกล้าของเด็กหนุ่ม
"แล้วเ้าจะไม่ผิดหวัง จงพักผ่อนสักงีบเถอะ"
“ข้าเองก็คาดหวังในตัวเ้าไว้มากเช่นกัน”
ไม่รู้ว่ามิเนอร์วาที่กำลังนอนอยู่บนพื้นหินนั้นได้ยินคำตอบ หรือเพราะก่อนจะสลบไปได้ยิ้มค้างไว้ก็ตาม มุมปากยังคงยกยิ้มอย่างยินดีให้กับการเสี่ยงตายของตน ปล่อยร่างกายให้นอนสลบอยู่บนพื้น จนถึงเช้าตรู่ของวันถัดมา มิเนอร์วาลืมตาขึ้นมาพบเจอแต่ความมืดมิด เป็เพราะว่าน้ำมันวาฬที่เติมไว้ได้เผาไหม้จนหมด จึงทำให้ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความมืด
หลังจากตั้งสติอยู่สักพัก เด็กหนุ่มก็เอ่ยเรียกท่านหนังสือผู้ยิ่งใหญ่อย่างเกรงๆ แสงสีเขียวส่องสว่างในความมืดเป็การตอบรับแทบจะทันที ทำให้มิเนอร์วามองเห็นทางเดินอยู่รางๆ น้ำมันวาฬถูกเติมเต็มอีกครั้งทั่วทั้งห้องพลันสว่างขึ้นมา หลังจากสำรวจบนฝ่ามืออย่างตกตะลึง มิเนอร์วาพบว่าไม่มีแผลสักที่บนฝ่ามือหลงเหลืออยู่เลยมีเพียงแค่อาการอ่อนเพลียที่หลงเหลือทิ้งไว้ หน้ากระดาษบนหนังสือถูกเปิดออก ตัวอักษรยาวเป็พืดจำนวนมากถูกเขียนไว้
"เด็กน้อยเอ๋ย พลังของข้ายังคงไม่กลับมาโดยสมบูรณ์ยังคงอ่อนแออยู่อีกมาก หวังว่าหลังจากนี้ไปเ้าจะสามารถนำเืของสิ่งมีชีวิตใดก็ได้ที่ยังไม่ตาย และต้องเป็เืที่ถูกเอาออกจากร่างกายไม่เกินสิบนาทีเท่านั้น ยกเว้นเสียแต่ว่าเืนั้นมีพลังิญญาเข้มข้น ยิ่งเข้มข้นมากพลังิญญาที่อยู่ในนั้นยิ่งสามารถอยู่ได้นาน นี่คือสมุนไพรสำหรับเพิ่มเกล็ดเื"
“นำยอดอ่อนต้นอะคาเซียจำนวน 10 ยอด ทำลายความเป็พิษของยอดอะคาเซียด้วยเปลือกของฟักทองเพลิงจำนวน 1 แผ่น และนำน้ำที่อาบแสงแดดเป็เวลานานเกินกว่า 10วัน จำนวน 1 ถัง มาต้มเป็เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเจือจางพิษที่อาจตกค้างทิ้งไว้ ดื่มทุกเช้าตอนตื่นนอนและก่อนเข้านอนจะช่วยให้ร่างกายของเ้าเืลมสูบฉีดมีสรรพคุณในด้านเสริมกำลังวังชาอีกด้วย”
"ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับการช่วยเหลือ ข้าจำเป็ต้องเข้าสู่ การหลับใหลเพื่อปรับความสมดุลของพลังิญญาไปอีกสักวันสองวัน อย่าได้มารบกวนหากไม่จำเป็ และคำแนะนำสุดท้ายจงศึกษาตำราที่เ้าหยิบไปทั้งหมดให้แตกฉาน เชื่อข้าเถอะมันจะเป็ประโยชน์สำหรับเ้าในอนาคตอย่างแน่นอน"
แสงสีเขียวกะพริบวาบก่อนจะดับลง กลายเป็หนังสือเล่มเขียวดังเดิม ปากกา กระดาษที่เตรียมไว้ถูกนำมาจดรายละเอียดเกี่ยวกับตัวยาและวิธีปรุงอย่างละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากยังเป็เวลาค่อนข้างเช้า มิเนอร์วาเดินกลับขึ้นไปยังห้องทำงานปล่อยให้ประตูกลไกปิดตัวลง เก็บซ่อนความลับเ่าั้ไว้เบื้องล่าง ใน่เวลาสองสามวันต่อจากนี้ เด็กหนุ่มได้ตัดสินใจที่จะไม่เปิดประตูหรือเดินเข้าไปวุ่นวายกับห้องลับ ปล่อยให้หนังสือเล่มเขียวได้พักฟื้นเต็มที่
เวลาที่เหลือจึงใช้ไปกับการอ่านหนังสือพืชแห่งเพลิออน ในตอนนี้เด็กหนุ่มสามารถจำพืชชนิดต่างๆ ได้มากถึง 200 ชนิด จากทั้งหมด 500 ชนิด ตำรับยาเพิ่มเกล็ดเืจากการต้มยอดอะคาเซียล้วนถูกเด็กหนุ่ม สั่งให้สาวใช้ไปซื้อและต้มแบบเดียวกันกับที่ท่านหนังสือผู้นั้นได้บอกเล่าเอาไว้ เวลาสามวันก็ค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไป เช้าตรู่ถัดจากนั้นสามวัน
หลังจากต้องอดทนดื่มน้ำที่ต้มจากยอดอะตาเซีย ที่มีรสชาติค่อนไปทางแย่ ต้องทนกับสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อันสุดแสนพิสดารนั้นเข้าไปเป็เวลานาน กลิ่นเหม็นเขียวยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกของเด็กหนุ่ม ในใจภาวนาให้ท่านหนังสือรีบๆ ฟื้นคืนสติ เพราะมีคำถามมากมายที่เด็กหนุ่มเตรียมไว้เพื่อถามหาความจริงที่เคยสงสัย
แม้จะเผลอหลุดเข้ามาในวังวนของความพิสดารที่ไม่เคยพบเจอ มิเนอร์วาก็ยังคงไม่ลืมเป้าหมายที่แท้จริงในการสืบหาความลับเื้ัการตายของพาซัค หลังจากเติมน้ำมันวาฬและจุดไฟลงไป ทั่วทั้งห้องค่อยๆ สว่างขึ้นมาอีกครั้ง ในคราวนี้สิ่งที่แปลกตาไปอย่างชัดเจนเลยคือหนังสือปกสีเขียวเล่มนั้นกำลังกางเปิดออกเองข้อความก่อนหน้าที่เคยถูกบันทึกไว้ได้หายไป แทนที่ด้วยตัวหนังสือชุดใหม่
"ข้าปรับสมดุลร่างิญญาเรียบร้อยแล้ว นับแต่วันนี้ไปข้าจะเริ่มถ่ายทอดสรรพปัญญาแห่งการแพทย์ให้แก่เ้า เื 100 หยดต่อวันคือราคาค่าครูที่เ้าต้องจ่าย เชื่อข้าเถอะข้อเสนอนี้คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ในอดีตแม้แต่ทวยเทพก็ต้องมาอ้อนวอนให้ข้าไปรักษาให้! แต่เงื่อนไขอีกอย่างคือ ในการจะรักษาแต่ละครั้งข้าสามารถช่วยเ้าระบุวินิจฉัยโรคได้ แต่ไม่สามารถช่วยเ้าปรุงยาได้"
"เ้าต้องพึ่งความรู้ความสามารถ และดวงของเ้าเองในการปรุงยาแต่ละครั้ง ความรู้ที่ข้าจะมอบให้เลยต้องจำกัดอยู่แค่ทักษะทางการแพทย์ที่เหมาะสมสำหรับเ้า มีเพียงทำลายพันธนาการแห่งชีวิตที่กักขังตัวตนของทุกสรรพสิ่งลงเท่านั้น จึงจะมีความสามารถและสมรรถภาพทางด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น"
ป๊อก!...เสียงจุกก๊อกถูกดึงออกจากปากขวดแก้วดังกังวานสะท้อนไปทั่วห้องลับ ด้านในเป็ของเหลวสีฟ้าอ่อนสดใส มีดที่ได้เตรียมไว้กำลังถูกของเหลวสีฟ้าในขวดแก้วนั้นย้อมชโลม นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการฆ่าเชื้อ เหตุการณ์กรีดฝ่ามือ รีดเืตัวเองของเด็กหนุ่มเกิดขึ้นอีกครั้ง แสงสีเขียวกะพริบปกคลุมทั่วร่างกายของมิเนอร์วาจนทำให้มีความรู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากมีฤทธิ์ยาที่คอยบำรุงร่างกายอยู่หลายครั้ง าแบนฝ่ามือในครั้งนี้ค่อยๆ สมานตัวอย่างรวดเร็ว ในคราวนี้แม้ว่าสติทั้งหมดจะไม่ได้ดับวูบไปเหมือนเช่นในครั้งแรก แต่ภาพตรงหน้าก็ยังพร่ามัวอยู่พักใหญ่
"อา...สายเืที่คุ้นเคย เมื่อครั้งพ่อของเ้า กว่าเขาจะรู้วิธีปลดผนึกข้าก็ช้าเกินไปเสียแล้ว อีกทั้งพร์ในการเติบโตของเขามีอยู่อย่างจำกัด ช่างน่าเสียดาย"...ตัวหนังสือถูกเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งบรรทัด ราวกับว่ากำลังจะพูดประโยคถัดไป
"ข้าแด่ท่านหนังสือผู้ยิ่งใหญ่ ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านพ่อข้าตายเพราะสาเหตุใด?"
แม้จะไม่เกี่ยวกับเื่การแพทย์แต่มิเนอร์วาเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ต้องรู้ความลับอะไรบางอย่างแน่เพราะขณะยังมีชีวิตเป็พาซัคนั่นเองที่เสี่ยงชีวิตขุดค้นจนเจอสมบัติเล่มนี้
"เขาตายเพราะพิษ เป็พิษจากอสรพิษหางดำที่สะสมไว้ในหลอดเืดำตรงบริเวณหัวใจ มีเพียงผู้ที่ปลดพันธนาการแห่งชีวิตสามครั้งแล้วเท่านั้นที่จะสามารถปรุงโอสถสำหรับแก้พิษได้"
ตัวหนังสือบรรทัดถัดมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง คำตอบนี้คือสิ่งที่มิเนอร์วารู้อยู่แล้วแค่ไม่รู้รายละเอียดเชิงลึกก็เท่านั้น แต่ก็ยัง้าถามออกไปเพื่อตัดความน่าจะเป็อื่นออก
"ดีมัวร์คือคนร้ายเื้ัการตายของท่านพ่อข้าใช่หรือไม่?"
"ข้าเป็แค่เสี้ยวดวงจิตที่แอสคลีเพียส เทวะแห่งการแพทย์หลงเหลือทิ้งไว้ ไม่ได้เป็เสี้ยวดวงจิตของเทพผู้พิทักษ์โชคชะตา มีเพียงตัวตนที่สามารถบิดผันชักนำโชคชะตาได้อย่างใจนึกเท่านั้น ที่สามารถล่วงรู้อดีตได้ ไว้รอเ้าแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้ ค่อยลองถามตาแก่ที่หลับอยู่ในลูกเต๋ากำหนดชะตาดูสิ"
"พันธนาการแห่งชีวิตคือสิ่งใด? แล้วจะปลดพันธนาการนั้นได้ด้วยวิธีไหน?"...คำถามถัดมาถูกถามแทบจะทันที และแน่นอนคำตอบก็ปรากฏขึ้นทันทีหลังจากได้ยินคำถาม
"ย้อนกลับไปในอดีตพระเ้าผู้ทรงเมตตา นามว่า 'ก็อดโอ' ได้บันดาลสร้างสรรค์สรรพชีวิต และสรรพสิ่งมากมายขึ้นมา ท่านประทานพรอำนวยโชคให้แก่เผ่าพันธุ์ต่างๆ อย่างเท่าเทียม หลังจากแสดงพลังประทานพรท่านก็จากไป จากกฎแห่งความเท่าเทียมของธรรมชาติ มีเพียงผู้ที่เหมาะสมกับพลังเท่านั้นจึงจะได้รับพลัง พันธนาการแห่งชีวิตก็คือผนึกิญญาจำนวนหลายชั้น ที่ปกคลุมดวงิญญาและร่างกายั้แ่เกิดของทุกสรรพสิ่ง"
"เรียกอีกชื่อว่าััที่ 8 ยิ่งทำลายลงได้มาก ร่างกายและดวงิญญายิ่งแข็งแกร่งขึ้น แต่จะแข็งแกร่งในนิยามไหนนั่นขึ้นอยู่กับทางที่เ้าเลือกเดินด้วยตนเอง"
มิเนอร์วานั่งอ่านอย่างมึนงง โลกของเด็กหนุ่มยังคงคับแคบมากเกินไป จึงไม่แปลกที่จะตามไม่ทันในสิ่งที่อีกฝ่ายอธิบาย
"ท่านพอจะยกตัวอย่างทางเดินที่ว่าได้หรือไม่?"
"ทางเดินที่ข้าเอ่ยถึง คือถนนแห่งชีวิตที่ทุกสรรพชีวิตต้องเลือกเดิน บางชีวิตเลือกเดินไปบนเส้นทางแห่งการฆ่าล้างทำลาย ตลอดชีวิตของสิ่งมีชีวิตตนนั้นจะหมกมุ่นวนเวียนอยู่กับการเข่นฆ่าไม่รู้จักจบสิ้น ถ้าโชคดีทำลายพันธนาการแห่งชีวิตที่กักขังร่างกายและดวงิญญาทั้งหมดลงได้ ก็จะได้รับพลังบางอย่างจากการทำลายฆ่าล้างที่น่าหวาดกลัว แต่ถ้าไม่ก็เป็ได้แค่ฆาตกรกระจอกๆ ตัวหนึ่ง ที่อาจจะแข็งแกร่งบ้างในบางระดับ"
“ตัวข้าในอดีตถึงแม้จะเกิดในเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่แสนอ่อนแอ แต่ก็ได้เลือกเดินบนเส้นทางแห่งการแพทย์ ผ่านอุปสรรคและอันตรายมากมาย จนสามารถทุบทำลายพันธนาการแห่งชีวิตทั้ง 7 ลงได้ ร่างกายและดวงิญญาได้รับการปลดปล่อย ระดับขั้นพลังชีวิตพุ่งทะยานสูงเทียบเท่าเหล่าทวยเทพ ขึ้นชื่อว่าเป็เทวะแห่งการแพทย์”
"แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้วขอแค่ิญญายังไม่สูญสลายไปอย่างสมบูรณ์ ข้าก็สามารถชุบชีวิตที่ตายลงให้ฟื้นคืนกลับมาได้ แม้แต่เหล่าทวยเทพทั้งหลายบนสรวง์ ยังพากันอิจฉาริษยาให้กับการมีอยู่ของพลังพิสดารแหกกฎนี้!"
ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันทอประกายคาดหวัง แต่ราวกับเสี้ยวดวงจิตที่สถิตอยู่ในหนังสือปกเขียวเล่มนี้จะััได้ ตัวหนังสือบรรทัดถัดมาปรากฏขึ้นทันที มิเนอร์วารู้สึกราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็นเฉียบดับความหวังที่กำลังลุกโชนขึ้นมา
"เด็กน้อย…ดวงิญญาของพ่อเ้าไม่ได้อยู่บนภพนี้อีกต่อไป อาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกคนตายเบื้องบนไม่ก็โลกคนตายเบื้องล่าง โดยปกติเมื่อสิ่งมีชีวิตใดหมดอายุขัยตายไป ดวงิญญาจะถูกดึงเข้าสู่โลกหลังความตาย ถ้าดวงิญญานั้นไหลตามกระแสแห่งชีวิตและความตาย จนถึง่เวลาที่ต้องไปเกิดใหม่ ก็จะไม่สามารถชุบชีวิตขึ้นมาได้ มีเพียงดวงิญญาที่สติยังอยู่ครบสมบูรณ์และผู้ที่ประกอบพิธีกรรมหลุดพ้นจากการผนึกโดยสมบูรณ์ 7 ครั้งเป็อย่างน้อยเท่านั้นถึงจะทำสำเร็จ"
"และในขณะนี้ตัวเ้าอ่อนแอเกินไป กว่าจะทุบทำลายพันธนาการแห่งชีวิตทั้ง 7 ลงได้ พาซัคน่าจะเข้าสู่วงจรแห่งการเกิดใหม่ไปแล้ว แต่ข้าไม่อยากทำลายความหวังของเ้า ยังเหลือวิธีสุดท้ายที่อาจจะพอเป็ไปได้นั่นคือเ้าจงรีบแข็งแกร่งขึ้นซะอย่างน้อยก็ต้องทำลายพันธนาการแห่งชีวิตให้ได้ประมาณ5-6ครั้ง เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะบอกวิธีให้เ้าอีกที บอกตอนนี้ไปก็มีแต่ทำร้ายตัวเ้าโดยไม่เกิดประโยชน์และข้าที่พึ่งฟื้นตื่นยังไม่อยากกลับไปหลับใหลดังเช่นในอดีต!"
แม้โลกใบนี้จะโหดร้ายมากแค่ไหน แต่ถ้าเปลวไฟแห่งชีวิตยังคงลุกโชน แสงแห่งความหวังอันริบหรี่ย่อมสามารถปะทุส่องสว่างนำทางให้ได้เสมอ ข้อความบนหน้ากระดาษยังคงไม่จบลง
"ข้าจะสอนเ้าเกี่ยวกับวิธีทำพันธสัญญาผูกิญญา จงนำเืของตัวเองจำนวน 4 หยด หยดลงตรงมุมทั้ง4ของหนังสือเล่มนี้ แล้วพูดตามนี้...ตัวข้ามิเนอร์วาร้องขอความยินยอมจาก เทวะพิษพิสดารผู้ปกปักแห่งเพลิออน หัตถ์เทวะผู้ฟื้นคืนความตาย ราชันย์เทพแห่งการแพทย์ ‘แอสคลีเพียส’ โปรดอนุญาตให้ร่างกายของข้าเป็สะพาน ผูกเสี้ยวดวงจิตของท่านเข้ากับกายหยาบของข้า สัญญาพันธะแห่งโลหิตจะทำงานโดยมีพระเ้าผู้เมตตาเป็สักขีพยาน"
เด็กหนุ่มทำตามทันทีหลังจากหยดเืทั้งสี่มุมพร้อมทั้งสวดวิงวอนอย่างครบถ้วน เมื่อสิ้นเสียงสวดปรากฏสายลมแรงไร้ที่มาหมุนวนแบบฉับพลัน โดยมีเด็กหนุ่มกับหนังสือปกเขียวเป็จุดศูนย์กลาง แรงลมนั้นได้กวาดกระจายออกเป็ครั้งคราว แสงทั่วทั้งห้องพร้อมใจกันดับลง ราวกับมีอำนาจลึกลับมาสยบไว้ เด็กหนุ่มยังคงรักษาสติไม่ให้แตกตื่นใ เพราะกังวลว่าจะไปทำให้ตัวตนที่อ้างตัวเองว่าเป็เทพตนนี้เกิดความไม่พอใจ
มิเนอร์วายังคงลืมตาจ้องมองความมืดมิดตรงหน้าอย่างตั้งใจ ความรู้สึกแปลกๆ ค่อยๆ เข้าเกาะกุมจิตใจ ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันบริเวณหลังมือซ้าย ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความร้อนแผดเผา แสงสีเขียวขนาดเล็กเท่าหิ่งห้อยถูกจุดขึ้นบนหลังมือซ้ายอย่างพิสดาร ในความมืดมิดนั้นแสงสีเขียวค่อยๆ ขยายตัวออกขับไล่ความมืดมิดให้ออกไปทีละน้อย จนกระทั่งแสงสีเขียวนี้กระจายปกคลุมไปทั่วร่างกายของมิเนอร์วา
แสงสีเขียวทอแสงสาดส่องไปทั่วห้อง อาบย้อมให้วัตถุทุกอย่างที่อยู่ในห้อง กลายเป็สีเดียวกันหมดเหมือนกับว่านี่คือขีดสุดแล้ว เกิดแสงกะพริบวาบหนึ่งครั้ง ทั่วทั้งห้องกลับสู่ความมืดมิดและเงียบสงบอีกครั้ง สายลมแรงหายไปอย่างไร้ร่องรอย