ณ อัฒจันทร์ของกลุ่มผู้อาวุโส
“โหห มีหลายกลุ่มที่สามารถเข้าสู้เขตที่สองได้แล้ว” ประมุขของสำนักสิบกระบี่กล่าว
“ที่เร็วที่สุดก็เป็นกลุ่มของบุตรหลานที่มาจากตระกูลระดับสูง บางกลุ่มถึงกับมีเรือเหาะขนาดเล็กจึงสามารถเข้าเขตที่สองได้ตั้งแต่วันแรก” ประมุขของสำนักดาบเจ็ดดารากล่าวเสริม ในการแข่งครั้งนี้ไม่ได้ห้ามนำสมบัติของตระกูลมาช่วยในการแข่งกัน แต่ว่าแม้จะเป็นบุตรหลานของตระกูลระดับสูงแต่ว่าก็มีเพียงบางตระกูลเท่านั้นที่จะสามารถครอบครองเรือเหาะขนาดเล็กได้ ตระกูลระดับสูงพวกนั้นจะต้องเรียกได้ว่ามีความร่ำรวยอย่างมหาศาล
“หากให้พูดถึงผู้ที่สามารถเข้าสู้เขตที่สองได้เร็วที่สุดคงเป็น กลุ่มของเยว่ฟง บุตรชายของปราชญ์วายุอัสนี ในบรรดาผู้เข้าแข่งทั้งหมดเขาคงเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ภายในสองวันก็สามารถทำคะแนนได้ถึงสามหมื่นคะแนนแล้ว ทั้งสามารถล่าสัตว์อสูรระดับหกขั้นกลางได้และสัตว์อสูรระดับห้าจำนวนมาก” ประมุขพรรคร้อยสรรพสัตว์กล่าวเสริมจากสิ่งที่เห็น เยว่ฟงทั้งมีระดับลมปราณสูงถึงระดับหกขั้นต้น
“แต่ก็มีอีกกลุ่มที่น่าสนใจ แม้มีเพียงแต่สองคนแต่ก็สามารถล่าสัตว์อสูรได้พอๆ กับกลุ่มของเยว่ฟง ดูนั่นสิกลุ่มของศิษย์ปราชญ์กระบี่และหลานของปราชญ์สำเนียง” ประมุขของสำนักดาบเจ็ดดารากล่าวพร้อมกับชี้ให้คนอื่นดูภาพที่ฉาย เป็นภาพของสตรีสองคน สตรีคนแรกใส่ชุดจอมยุทธ์เหมือนบุรุษสีขาวสะพายกระบี่ที่หลังมีระดับลมปราณระดับห้าขั้นสูง สตรีอีกคนสวมชุดสตรีสีฟ้าอ่อนใช้พิณเป็นอาวุธมีระดับลมปราณระดับห้าขั้นสูงเหมือนกัน เป็นกลุ่มที่มีกันเพียงสองคนเท่านั้น
ภาพที่ทุกคนเห็น คือ ทั้งสองคนกำลังปะทะกับสัตว์อสูรสิงโตระดับหกขั้นต้น ไป๋หลันฮวา ผู้ใช้วิชาสำเนียงศิษย์ของปราชญ์สำเนียง ใช้วิชาสำเนียงสร้างคลื่นเสียงทั้งรบกวนการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรสิงโต คลื่นเสียงของไป๋หลันฮวาจะแฝงไว้ด้วยคลื่นทำลายล้างส่วนหนึ่ง ส่วนเซี่ยชิงเอ๋อร์ศิษย์ของปราชญ์กระบี่ สร้างกระบี่จากสายลมส่งตัดผ่านร่างของสัตว์อสูรสิงโตระดับหกขั้นต้นในครั้งเดียว
“ความพิสดารของวิชาสำเนียง รวมกับพลังกระบี่ของอัจฉริยะด้านกระบี่อย่างเซี่ยชิงเอ๋อร์ต่อให้เป็นนักสู้ระดับหกขั้นกลางก็ไม่กล้าสู้กับพวกนางสองคนพร้อมกันถือเป็นกลุ่มที่น่าหวาดหวั่นอีกกลุ่ม” ประมุขของสำนักดาบเจ็ดดารากล่าวเพิ่มเติม
“ท่านพูดราวกับอิจฉาปราชญ์กระบี่” ประมุขสำนักร้อยสรรพสัตว์กล่าวถาม
“หือ ข้ายอมรับว่าข้าอิจฉา ศิษย์ในสำนักของข้าไม่อาจเทียบกับเซี่ยชิงเอ๋อร์ได้แม้แต่น้อย เซี่ยชิงเอ๋อร์มีอายุเพียงสิบหกปี…แต่ว่ากลับสามารถบรรลุแก่นแท้แห่งกระบี่ได้แล้ว ได้ยอดอัจฉริยะแบบนี้เป็นศิษย์ใครบ้างไม่อิจฉา” ประมุขของสำนักดาบเจ็ดดารายอมรับ
“ใช่...ยอดอัจฉริยะอย่างเซี่ยชิงเอ๋อร์อาจหาไม่ได้แล้ว หากเจ้าจะอิจฉาศิษย์น้องไม่แปลกหรอก ฮ่าฮ่า” เสียงของประมุขของสำนักสิบกระบี่ดังขึ้น ประมุขของสำนักสิบกระบี่คือศิษย์พี่ของปราชญ์กระบี่จึงทำให้เซี่ยชิงเอ๋อร์ถือเป็นหนึ่งในศิษย์ของสำนักสิบกระบี่เช่นกัน
ในระดับสำนึกรู้ความชำนาญของอาวุธเริ่มจาก ขั้นเริ่มต้น ขั้นชำนาญ ขั้นจิต ขั้นแก่นแท้ ขั้นเจตจำนง และ ขั้นกฎเกณฑ์ ส่วนมากในระดับจอมยุทธ์ถึงจะสามารถเข้าสู้ระดับขั้นจิตแห่งอาวุธ สามารถใช้จิตควบคุมอาวุธคู่กายเป็นการประสานจิตของตัวเองกับอาวุธทำให้สามารถบังคับอาวุธได้ดั่งใจ และ ยังมีระดับพลังโจมตีที่เฉียบคมมากขึ้นจากการประสานพลังจิตเข้าร่วมกับลมปราณ แต่แก่นแท้นั้นจะสามารถประสานจิตแห่งอาวุธในสิ่งอื่นได้พลังโจมตี และ การควบคุมอาวุธจะรุนแรงขึ้นไปอีก หรือแม้แต่การสร้างกระบี่ที่แข็งแกร่งเท่ากระบี่จริงจากลมปราณของตัวเองได้
ชนชั้นราชันหรือชนชั้นจักรพรรดิบางคนยังไม่สามารถบรรลุถึงระดับแก่นแท้ได้ แต่ว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์ผู้นี้กลับสามารถทำได้ตั้งแต่อายุสิบหก ในตอนที่มีลมปราณระดับห้าขั้นสูง เป็นอัจฉริยะด้านกระบี่อันดับหนึ่งของทวีปปราณฟ้าแห่งนี้
"ยังมีอีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือกลุ่มของกู่ซือเอินหลานสาวของปราชญ์พิษ แม้ว่าจะเดินทางได้ช้า แต่ตอนนี้ก็สามารถเข้าสู้เขตที่สองได้แล้ว" ประมุขสำนักร้อยสรรพสัตว์กล่าว
"ไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนที่กล้าพอจะร่วมเดินทางกับนาง โดยไม่กลัวพิษของนาง" ผู้อำนวยการสถาบันเมฆาอัคคีหนึ่งในสิบยอดสำนักกล่าวพร้อมเหลือบมองไปยังปราชญ์พิษ ในอดีตนั้นผู้อำนวยการของสถาบันเมฆาอัคคีเคยมีเรื่องบาดหมางทำให้ผู้อำนวยการสถาบันเมฆาอัคคีเกลียดปราชญ์พิษเข้าไส้ ชื่อเสียงที่ไม่ดีของปราชญ์เองผู้อำนวยการสถาบันเมฆาอัคคีก็เป็นคนที่ช่วยปล่อยให้มันแพร่หลายยิ่งขึ้น
"เป็นถึงศิษย์ของปราชญ์และคนตระกูลกู่ หากทำให้คนในกลุ่มของตัวเองถูกพิษของตัวเอง คงเสียชื่อของตระกูลกู่แล้ว"ประมุขของสำนักดาบเจ็ดดารากล่าว
"คนที่น่าสนใจในกลุ่มอีกคนน่าจะเป็น เด็กชุดม่วงดำที่มีลิงบนไหล่ผู้นั้น สามารถใช้พลังจิตควบคุมสัตว์อสูรอาชาขนวารีพร้อมกันถึงสามสิบตัว" ประมุขสำนักร้อยสรรพสัตว์กล่าว เพราะสำนักของนางเป็นสำนักที่ตั้งขึ้นมาสำหรับผู้ฝึกสัตว์ ทำให้นางมักคนสนผู้เยาว์ที่มีความสามารถด้านนี้
"โหห หรือท่านต้องการให้เด็กผู้นั้นเข้าร่วมพรรคของท่านอย่างนั้นหรือ"ประมุขของสำนักดาบเจ็ดดารากล่าวถาม
"ถือว่าเด็กคนนั้นมีพรสวรรค์ด้านฝึกสัตว์มากทีเดียวหมาป่าขนเพลิงพวกนั้นก็แข็งแกร่งผิดปกติ ทั้งยังลิงที่เกาะบนแขนของเขาก็คงไม่ธรรมดา หากเขาต้องการเข้าเป็นศิษย์ของพรรคหมื่นสรรพสัตว์ ข้าก็ไม่ปฏิเสธ"ประมุขสำนักร้อยสรรพสัตว์กล่าว ในสำนักยิ่งมีคนมีความสามารถเข้าร่วม ยิ่งดีกลับสำนักมากเท่านั้น
"แต่เด็กกลุ่มนี้...น่าจะมีคนที่มีความรู้เรื่องค่ายกลไม่น้อย ถึงมีเพียงภาพแต่กลับไม่มีเสียง อาจทำอะไรกับค่ายกลในป้ายเหล็กของตระกูลโอวหยาง"ประมุขของสำนักดาบเจ็ดกล่าว ในการประลองครั้งนี้มีเพียงไม่กี่กลุ่มที่ปิดผนึกเสียงไม่ให้ทางเหล่าผู้อาวุโสได้ยินบทสนทนา มีเพียงกลุ่มของอูหลินเฟิงและกลุ่มของไป๋หลันฮวากับเซี่ยชิงเอ๋อร์ สองกลุ่มเท่านั้น
"ช่างเป็นกลุ่มที่หวาดระแวงเสียจริง"ประมุขสำนักร้อยสรรพสัตว์กล่าวตอบ
"แต่ข้ากลับอยากเห็นกลุ่มทั้งสามปะทะกันเสียจริง หากเหล่าศิษย์ของเก้าปราชญ์ต่อสู้กันคงจะสนุกไม่น้อย"ผู้อำนวยการสถาบันเมฆาอัคคีกล่าว
“เหล่าศิษย์ของเก้าปราชญ์แต่ละคนต่างติดอันดับร้อยมังกรทะยานทั้งนั้น ข้าเองก็เฝ้ารอให้เขาทั้งสามกลุ่มได้ปะทะกันสักครั้ง” ประมุขของสำนักดาบเจ็ดดารากล่าว
ร้อยมังกรทะยาน คือ รายชื่อของผู้เยาว์อายุไม่เกินยี่สิบปีที่มีความแข็งแกร่งเป็นร้อยอันดับแรกโดยคัดเลือกจากทั้งห้าทวีปบนโลกลมปราณ การติดอันดับร้อยมังกรทะยานถือเป็นหลักฐานความแข็งแกร่งที่เกินกว่าผู้เยาว์ทั่วไป ผู้ที่ติดในรายชื่อนี้หากไม่ร่วงหล่นไปก่อน ทุกคนแทบจะสามารถเข้าสู้ชนชั้นจักรพรรดิหรือจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้แทบทุกคน
“เช่นนั้น…ก็ขอให้พวกเขาได้ลองปะทะกันสักครั้ง” ประมุขสำนักร้อยสรรพสัตว์กล่าวด้วยความคาดหวัง
……………..
ณ เทือกเขาหมื่นอสูรเขตที่สอง
"เออ คุณชายอูเจ้าคะ ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้าค่ะ"เสวี่ยหานเอ๋อร์เรียกอูหลินเฟิง ตอนนี้นางสามารถสัมผัสถึงสมุนไพรลมปราณได้ ทั้งเป็นความรู้สึกที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนด้วย
"มีอะไรงั้นหรือ"อูหลินเฟิงถาม
"เป็นเรื่องของสมุนไพรเจ้าค่ะ"ตั้งแต่ตอนที่โดนเตือนเรื่องความสามารถและรับรู้ว่าทุกการกระทำอาจมีผู้คนคอยจับจ้องอยู่ทำให้เสวี่ยหานเอ๋อร์ไม่กล้าที่จะบอกออกไปตรงๆ
เมื่อได้ยินดังนั้นอูหลินเฟิงจึงยกมือส่งสัญญาณการรวมตัวหลังจากที่ทุกคนเก็บซากสัตว์อสูรครบหมดแล้ว เมื่อเห็นสัญญาณทุกคนจึงกลับมารวมตัวกันที่อูหลินเฟิง
"ข้ามีของจะให้ เอานี่ไป"อูหลินเฟิงยื่นต่างหูที่ปลายของต่างหูถูกสร้างด้วยยันต์ขนาดเล็กเอาไว้ เป็นการดัดแปลงของยันต์ของตนเองเหมือนที่ให้กับจงหมิ่นและอูหมินจิง ขอเพียงส่งปราณเข้าไปยังยันต์ต่างหูก็จะสามารถสื่อสารได้ทันที
"นี่มันอะไรกัน?"จงหมิ่นถาม มองไปยังต่างหูที่มียันต์ติดเอาไว้
"ต่างหูยันต์อาคมย่อส่วน มันจะทำให้เราสามารถพูดคุยผ่านยันต์ของข้าได้เพียงเจ้าใส่ลมปราณของเจ้าเองกระตุ้นเข้าไป หลังจากนี้หากเป็นเรื่องสำคัญเราจะคุยกันผ่านยันต์ของข้าเท่านั้น"หลังจากนั้นทุกคนก็รับต่างหูยันต์อาคมมาสวมไว้
'ยันต์อาคมนี้…จะแยกกับยันต์อาคม ที่ข้าเคยให้เจ้ากับน้องรอง หากว่าต้องการคุยส่วนตัวให้เจ้าใช้ยันต์ใบแรก' อูหลินเฟิงกล่าวกับจงหมิ่นผ่านยันต์อันแรกที่เขาเคยให้
'ได้ยินหรือไม่' อูหลินเฟิงลองเรียกทุกคนหลังจากที่ทุกคนสวมต่างหูครบแล้ว ทุกคนต่างพยักหน้าเมื่อได้ยินคำพูดของอูหลินเฟิง
'เสวี่ยหานเอ๋อร์ ทางไหนที่เจ้าสามารถสัมผัสถึงสมุนไพรได้'อูหลินเฟิงถามผ่านยันต์
'ทางตะวันออกเจ้าค่ะ ครั้งนี้ข้าสามารถรู้สึกถึงอย่างรุนแรงเลยเจ้าค่ะ เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน'
'เช่นนั้นเราก็ลองเดินทางไปดู'
"ก่อนที่เขาจะเดินทางต่อ คุณหนูกวน นี่ยันต์พิเศษสำหรับท่าน"อูหลินเฟิงยื่นยันต์ขนาดปกติอีกใบให้กับกวนซ่างซี
"ยันต์นี้สำหรับทำอะไรหรือคุณชายใหญ่อู"
"เมื่อท่านใส่ลมปราณลงบนยันต์นี้..จะสามารถมองผ่านสายตาของคนที่สวมต่างหูยันต์ของข้าได้ อีกทั้งยังสามารถของผ่านสายตาของสัตว์อสูรของข้าได้เช่นกัน มันคงดีกับท่านที่ต้องไปหาจุดซุ่มยิง"อูหลินเฟิงกล่าว
"ดีกับนักธนูอย่างข้านัก ขอบใจท่านมาก" สำหรับนักธนูเช่นนาง จะกลายเป็นว่านางสามารถมองเห็นจากหลายทาง ความแม่นยำของนางก็จะมากขึ้นทั้งยังสามารถดูได้ว่าจังหวะไหนที่นางควรจะยิงเพื่อช่วยใครหรือสังหารอสูรจังหวะใด
"พวกเราเดินทางต่อ" จากนั้นทั้งแปดก็ได้เดินทางไปยังจุดที่เสวี่ยหานเอ๋อร์สัมผัสถึงสมุนไพรลมปราณได้ ในการเดินทางในเทือกเขาหมื่นอสูรเขตที่สองนั้นทั้งหมดจะไม่ใช้อาชาขนวารี เพราะต้องตื่นตัวสำหรับการโดนสัตว์อสูรเข้ามาใกล้
‘ใกล้จะถึงแล้วเจ้าค่ะ’
เมื่อได้ยินว่าใกล้ถึงอูหลินเฟิงได้ส่งหั่วอีและหั่วเอ้อวิ่งออกไปก่อน เพื่อให้ภาพที่ออกมาเหมือนกับว่าหั่วอีและหั่วเอ้อเป็นคนเจอสมุนไพร
“โฮ่ง โฮ่ง” หั่วอีเห่าเป็นสัญญาณว่าเจอเป้าหมายแล้ว
“ใกล้จะถึงแล้ว…ข้าขอแยกไปหาจุดซุ่มยิงเพื่อไว้ก่อน” กวนซ่างซีกล่าวพร้อมทั้งแยกออกไป
เมื่อทั้งหมดมาถึงก็พบกับต้นไม้ใหญ่ หนึ่งต้นที่กิ่งของมันได้มีดอกพุดโศกากำลังเบ่งบานอยู่ ดอกพุดโศกาเป็นดอกไม้ที่มีคุณสมบัติส่งเสริมระดับขั้นของจิตใจ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถฝึกฝนจิตใจได้ แต่ต้องการยกระดับชั้นด้านจิต ทำให้ ดอกพุดโศกาเป็นดอกไม้ลมปราณที่มีความต้องการในตลาดสูงอีกทั้งยังมีราคาแพง
“ดอกพุดโศกาสีน้ำเงิน” โดยปกติแล้วดอกพุดโศกาจะเป็นสีเหลือง ดอกพุดโศกาสีน้ำเงินนั่นคือดอกพุดโศกาที่ดูดซับไอปราณจนกลายพันธุ์หากดูดซับมันแล้วจะสามารถเสริมได้ทั้งระดับชั้นของจิตและระดับขั้นของร่างกาย ถือเป็นยอดสมุนไพรปราณที่หายาก
“แต่ว่ามันยังไม่บานเต็มที่ ต้องรออีกราวสิบนาทีกว่าที่มันจะบานเต็มที่” อูหลินเฟิงกล่าวดูจากการระดับการบานแล้วหากเด็ดมันตอนนี้อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อดอกพุดโศกาได้
“งั้นเราก็แค่รอ แถวนี้มีแค่เรา” ลี่เจียงกล่าว ตั้งแต่เดินทางเข้าเขตที่สองเขาไม่พบกลุ่มอื่นเลย
“กรีซ กรีซ” ฮุยฮุยส่งสัญญาณเตือน พบศัตรูบริเวณใกล้เคียง
“อ้าว มีคนเฉยเลย” ลี่เจียงกล่าวอีกครั้งด้วยความงง เดินมาตั้งนานไม่เจอคนอยู่ๆ ก็เจอคนตอนที่เขากล่าวว่าไม่มี