Strike สไตรค์ ไล่ล่าข้ามจักรวาล

    ตอนที่ 30 การสูญเสียคนสำคัญ

    ณ ค่ำคืนอันมืดมิดที่เต็มไปด้วยเสียงของสายฝนที่ตกลงมาอย่างแผ่วเบาจนทำให้ทั่วทั้งภูเขานั้นชุ่มชื่นไปด้วยโคลนตมมากมายที่นองอยู่ทั่วทุกหนแห่ง 

    แต่บัดนี้นั้นเสียงได้ค่อยๆหายไป…จนเงียบสนิทเหลือเอาไว้เพียงหมู่เมฆดำและสายลมอ่อนๆที่พัดพากลุ่มควันที่เกิดจากการระเบิดเมื่อครู่ให้หายไป…

    และท่ามกลางกลุ่มควันที่จางหายไปนั่นเองก็ได้ปรากฏร่างสีเขียวขนาดใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้าของเศษซากที่เคยเป็นสหายของตนที่ในตอนนี้นั้นเหลือเพียงตอตะโกเท่านั้น 

    “ท่านอาจารย์…ความประมาทของข้าทำให้ชีวิตของท่านต้องจบสิ้นลง ณ ที่นี้...”

    คาคาร์คได้ใช้มือข้างซ้ายที่ไม่ได้ถือขวานเอาไว้ยืนเข้าไปหว่าจับขี้เถ้าของผู้เป็นอาจารย์ขึ้นมากำเอาไว้แน่

    “ต่อให้ร่างเนื้อจะดับสูญไปก็ตาม…”

    คาคาร์คได้ใช้มือที่กำขี้เถ้าของผู้เป็นอาจารย์ทับลงไปที่บนใบหน้าของตนเองแล้วลากมือลงมาจากบนสุดจนถึงล่างสุดของใบหน้า

    “แต่จิตวิญญาณแห่งนักรบของท่านจะยังคงสถิดอยู่ในกายของข้าชั่วนิรันดร์…”

    คาคาร์คได้แหงนหน้าที่มีรอยฝ่ามือขนาดใหญ่ขึ้นไปมองท้องฟ้าด้านบน

    “ข้าขอสัญญาแก่วิญญาณของท่าน…และด้วยนามของจักรพรรดิแห่งเราเฮล…” 

    ตัวเขาได้ชูมือที่ถือขวานที่ได้รับพระราชทานมาจากองค์จักรพรรดิเฮลแห่งเฮลไฮล์มขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วพูดออกมาด้วยเสียงอันดุดัน

    “ข้าจะนำเกียรติยศมาสู้พวกเราให้จงได้!”

    นํ้าเสียงที่ทรงพลังได้ดังสนั่นไปทั่วทั้งหุบเขาจนทุกคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ยินกันทั่วหน้า

    และท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น…

    ได้มีชายผู้หนึ่งที่เดินตามเสียงนั่นมาจนเขามายืนอยู่ที่ด้านหลังของตัวเขา

    “เอาล่ะ...ข้ากำลังรอเจ้าอยู่เลย…”

    คาคาร์คได้หันหลังกลับแล้วจ้องมองไปยังร่างกายของชายคนนั้นที่กำลังเดินออกมาจากเงาของต้นไม้มากมายที่รายล้อมตัวเขาอยู่ก็คือ…

    เฟย เจิน ที่ในตอนนี้นั้นทั่วทั้งร่างกายถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงแห่งจิตวิญญาณแค้นสีเขียวที่ลุกโชนจนเผาผลาญทุกสิ่งรอบตัวเขาจนมอดไหม้หายไปในผลิบตา

    “ข้าจะขอมอบเกียรติยศแรกด้วยชีวิตของชายผู้นี้แก่ดวงดวงวิญญาณของท่าน”

    คาคาร์คได้ชี้ขวานในมือไปยังชายที่ลุกไหม้ตรงหน้า

    “จงเตรียมตัวรับมือกับคมขวานแห่งจิตวิญญาณของข้า…”

    ตัวเขาได้ท้าทายไปยังคู่ต่อสู้ตรงหน้า

    “.....”

    แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงแค่ความเงียบงันเท่านั้น

    “ถูกเพลิงแห่งความแค้นกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่สติแล้วงั้นเหรอ…”

    คาคาร์คได้ตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้โดยการเหวี่ยงดาบไปทางด้านหลัง

    “ท่าเช่นนั้น…”

    ตัวเขาได้ย่อตัวลงเพื่อเตรียมพร้อม

    “ตัวข้าจะเป็นคนส่งดวงวิญญาณของเจ้าไปสู่สุคติเอง!”

    ตัวเขาได้ใช้เท้าทั้งสองทีบส่งตัวเองพุ่งตัวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว 

    ในพริบตาเดียวตัวเขาก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเฟย เจินที่กำลังลุกไหม้แล้วจากนั้น

    “จบกันแค่นี้แหละ!”

    ตัวเขาได้เหวี่ยงขวานในมือเข้าใส่เฟย เจิน

    ด้วยแรงอันมหาศาลที่สามารถทำลายกำแพงเหล็กได้ภายในการฟันเพียงครั้งเดียวนั้นกำลังพุ่งตรงใส่คอของเฟย เจินอย่างรวดเร็ว

    ตึ้ง!

    คมขวานได้เข้าปะทะอย่างจัง…

    แต่สิ่งนั้นไม่ใช้คอของเฟย เจิน แต่ถว่าเป็นคมของโลหะที่พุ่งออกมาจากร่างกายที่กำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีเขียวของเฟบ เจิน

    “หือ?...นี่มัน…”

    คาคาร์คที่กำลังตกตะลึงในสิ่งที่เห็นได้จ้องมองไปยังโลหะนั้น

    มันคือเทร่าริพดาบขนาดใหญ่ที่มีคมเป็นสีส้มในครั้งอดีต ที่ซึ่งในตอนนี้นั้นได้ถูกเปลวเพลิงย้อมให้กายเป็นสีเขียวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    “เจ้าดาบนั่นมันดูดกลืนความแค้นของผู้คนมากมายเข้าไปจนกลายเป็นอาวุธต้องสาปไปแล้วงั้นเหรอ…”

    ในขณะที่คาคาร์คกำลังคิดคมของดาบต้องสาปก็ได้พุ่งออกมาจากร่างกายของเฟย เจินอย่างแรง

    ตึ้ง!

    ด้วยแรงอันมหาศาลนั้นได้พับเอาคมขวานและตัวของคาคาร์คจนกระเด็นออกไปจากตัวของเฟย เจิน

    “ชิ…”

    คาคาร์คได้ใช้คมขวานปักไปที่พื้นเพื่อทำให้ตัวเขาที่ลอยอยู่กลางอากาศให้หยุดลงแล้วลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย

    (ความแค้นของผู้ที่ถูกฆ่าหลอมรวมเข้ากับร่างกายจนได้รับพลังอันมหาสารที่มากพอที่จะปัดคมขวานของข้าได้เลยงั้นเหรอ…)

    คาคาร์ดได้มองไปยังแขนของตนที่กำลังกระตุกเล็กน้อยพร้อมกับความรู้สึกถึงอาการชาเล็กน้อยที่เกิดขึ้นมาจากการปะทะเมื่อครู่นี้

    ตัวเขาได้ขยับแขนไปมาเพื่อทำให้อาการชานั้นหายไป

    หลังจากอาการชาได้จางหายไปตัวเขาก็ได้หันมองไปยังเฟย เจินที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่จริงจังมากกว่าใครที่ผ่านๆมา

    คมดาบมากมายได้ทิ่มทะลุออกมาจากร่างกายของเฟย เจินในตอนนี้นั้น แล้วหลังจากนั้นคมดาบทั้งหมดก็ได้หลอมรวมเข้าหากันจนกลายเป็นดาบขนาดใหญ่ที่มีสองคมสีเขียวติดเข้ากับแขนขวาของตัวเขา

    (ถ้าจะไม่ใช้เรื่องเล่นๆแล้วสิ…ถ้าปล่อยเอาไว้อีกไม่นานคงได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่จะส่งผลต่อพวกเราในอนาคตก็เป็นได้…)

    คาคาร์ที่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดนั้นได้จับขวานเอาไว้ด้วยสองมือแล้วเหวี่ยงมันที่ทางด้านหลัง

    “ก่อนที่จะเป็นเช่นนั้น ข้าจะขอตัดไฟตั้งแต่ตนลมด้วยพลังทั้งหมดของข้า!”

    ตัวเขาได้กำมือทั้งสองที่ถือขวานเอาไว้แน่น

    ในวินาทีนั้นเองลวดลายเปลวเพลิงสีแดงฉานบนคมขวานก็ได้เรืองแสงออกมาก่อนที่จะกลายเป็นเปลวเพลิงแดงฉานพุ่งออกมาจากลวดลายนั้น

    “สายฟ้าฟาดสีโลหิตอันแดงฉานจากขุมนรกอันเงียบสงัดเอ๋ย!”

    ตัวเขาเริ่มเปล่งเสียงร่ายบทสวดเวทย์มนต์ออกมา

    “ณ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะได้แสดงอานุภาพที่แท้จริงนั้นออกมาให้ได้ประจักษ์!”

    สายฟ้าฟาดสีแดงฉานได้ผ่าลงมาสถิตอยู่ที่คมขวานขนาดใหญ่ที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน

    “จงรับมันไปซะ! รากจ์นาร์ เฮล สไปรท์ ฟูลพาวเวอร์!”

    ตัวเขาได้ฟาดขวานที่ปกคลุมไปสายฟ้าและเปลวเพลิงนั้นออกไป

    ครืน~~~~~~~~~!!!!!

    ครืนเพลิงอสนีบาตสีแดงฉานที่น่าสะพรึงและทรงพลังได้พุ่งตรงเข้าหาเฟย เจินอย่างรวดเร็ว

    ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่ขวางทางของมันอยู่นั้นต่างก็ถูกทำลายกลายเป็นฝุ่นผงไปภายในพริบตา

    “……”

    นิ่งสงบ

    นั่นคือคำๆเดียวที่จะอธิบายตัวของเฟย เจินในตอนนี้ได้

    ไม่หวาดกลัวในความตายของตนเองที่กำลังใกล้เข้ามาแต่อย่างใด

    สิ่งเดียวที่ปรากฎอยู่ภายในดวงวิญญาณของเฟย เจินในตอนนี้นั้นมีเพียงแค่ความรู้สึกด้านลบที่เกินขึ้นจากการสูญเสียคนสำคัญของตนเองไป

    ทั้งภรรยาที่เสียไปเพราะอาการป่วย ทั้งลูกสาวที่ต้องมาตายไปเพราะผลจากการกระทำของตนเองในอดีต

    ทั้งๆที่ตัวเขานั้นอยู่ตรงนั้น…

    ในวินาทีที่ทั้งสองคนนั้นจากไป…

    แต่ตัวเขานั้นไม่สามารถที่จะช่วยอะไรได้เลย…

    สิ่งเดียวที่ตัวเขานั้นทำได้คือการมองดูพวกเขานั้นจากไปอย่างไม่มีวันหวนคืนมา…

    มันก่อนให้เกิดความโศกเศร้าที่ยากที่จะบรรยายและความโศกเศร้าเหล่านั้นก็ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นความแค้นที่มีต่อตนเอง…ความแค้นในโชคชะตาที่นำพาพวกเขามาและทำให้พวกเขาจากไป…

    ความแค้นเหล่านั้นคือตัวกระตุนจิตวิญญาณแค้นของเหล่าผู้คนมากมายนับล้านดวงที่ได้ตายไปด้วยคมดาบเล่มนี้ จิตวิญญาณแค้นที่ยังคงสถิตอยู่ภายในเทร่าริพได้ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนนั้นที่เฟย เจินได้สัมผัดกับมันอีกครั้งในรอบหลายปี

    เลือดของเขาที่ไหลรินลงบนคมดาบเป็นตัวจุดเพลิงแค้นให้ลุกโชนขึ้นมาแล้วเพลิงนั้นก็ได้เข้าควบคุมตัวเขาจนมาถึงตอนนี้…

    และพวกมันจะไม่ยอมให้ร่างเนื้อที่ได้รับมาต้องสูญเสียไปเด็ดขาด!

    “อา~~~~~~~~~!!”

    เสียงคำรามที่ไม่เป็นภาษาได้ดังออกมาจากเปลงเพลิงที่ปกคลุมตัวของเฟย เจิน

    และในวินาทีนั้นนั่นเองเปลวเพลิงทั้งหมดก็ได้เข้าไปสถิตอยู่ที่คมดาบที่แนบติดอยู่ที่แขนขวาของเฟย เจิน

    พวกมันได้หลอมรวมเข้าไปในดาบจนกายเป็นดาบเพลิงที่แผ่รังสีน่าขนลุกออกมา

    “อา~~~~~~~~~!!”

    วิญญาณแค้นที่สถิตอยู่ในดาบได้บังคับแขนขวาของเฟย เจินให้ใช้มันฟาดฟันลงไปที่ครืนเพลิงอสนีบาตตรงหน้าด้วยแรงทั้งหมดที่มี

    ตู้ม!!!!!!!!!!!!!!!!

    ครืนพลังทั้งสองที่ได้เข้าปะทะกันจนเกิดการระเบิดที่รุนแรงขึ้นมาได้หักล้างกันจนจหายไปหลงเหลือเอาไว้เพียงแค่กลุ่มควันและสายลมที่รุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากการระเบิดเท่านั้น

    คาคาร์คได้ใช้วินาทีนี้ในการใช้กลุ่มควันกำบังร่างกายของตนจากการมองเห็นของพวกมัน จนสามารถเข้าประชิดตัวของเฟย เจินได้โดยที่เหล่าวิญญาณแค้นนั้นไม่ทันได้รู้ตัว

    “ย๊าก!”

    ตัวเขาได้เหวี่ยงขวานในมือออกไปอย่างรวดเร็ว

    “อา~~~~~!”

    คมควานนั้นได้ตัดผ่านแขนขวาของเฟย เจินจนขาดกระเด็นไปพร้อมกับเสียงของเหล่าวิญญาณที่ยังคงสถิตอยู่ที่แขนขวาที่กรีดร้องออกมาด้วยความแค้นที่ได้สูญเสียร่างสถิทของตนไป

    พวกมันได้เปลี่ยนแขนขวาของเฟย เจินที่ติดกับดาบให้กายเป็นหนวดระยางแล้วพุ่งไปหวังที่จะจับร่างของเฟย เจินที่อยู่ไม่ไกล

    “ไม่มีวันให้ทำได้แน่!”

    คาคาร์คที่รู้อยู่แล้วว่าพวกมันต้องทำแบบนั้นได้ตะโกนออกมาพร้อมทั้งใช้เท้าของตนถีบเข้าไปที่ร่างของเฟย เจินอย่างจังจนร่างของเขานั้นกระเด็นหายเข้าไปในป่าจนเหล่าวิญญาณแค้นนั้นไม่มีวันตามไปถึง

    “จบกันแค่นี้แหละ!”

    ตัวเขาได้หมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วแล้วใช้ขวานในมือฟาดลงมายังดาบต้องสาปด้วยแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่

    แต่ทว่าก่อนที่คมขวานจะสัมผัสเขากับตัวดาบ เหล่าวิญญาณก็ได้ใช้แขนของเฟย เจินที่พวกมันเกาะอยู่เป็นตัวพักดันให้ตัวดาบนั้นกระเด็นออกไปก่อนที่คมของขวานจะมาถึง

    ตึ้ง!

    คมขวานได้ฟาดลงไปที่พื้นอย่างจังจนเกิดเป็นกลุ่มควันหนาแน่นที่ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ

    “โธ้เว้ย! พลาดไปงั้นเหรอ”

    คาคาร์คที่รู้ว่าดาบมันหนีไปได้จึงกำลังจะออกไปตามหา

    “ต้องรีบห…”

    แต่ในวินาทีนั้นเองตัวเขาก็ต้องหยุดลงพร้อมกับเสียงเรียกที่ได้ดังเขามาในหัวของเขา

    “เรียกท่านแม่ทัพคาคาร์คได้ยินหรือไม่ โปรดตอบกลับด้วย!”

    คาคาร์ที่ได้ยินเสียงเรียกก็รู้ได้ทันทีเลยว่ามันเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากเวทย์มนต์สื่อสารระยะไกลที่มีระดับสูง และมีไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถใช้ได้จะต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆอย่างแน่นอน

    “มีอะไรตอนนี้ข้ากำลังยุ่งอยู่ รีบๆพูดมาเลย…”

    คาคาร์คได้ก้าวเดินออกไปเพื่อตามหาดาบต้องสาปพร้อมทั้งฟังเสียงในหัวไปพร้อมกัน

    แต่แล้วเท้าของเขาก็ต้องหยุดลงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

    “ฝ่าบาทสวรรคตแล้วครับ…”

    ตัวเขาแทบไม่อยากที่จะเชื่อคำพูดนั้นเลยจึงถามออกไปด้วยคำพูดที่สั่นกลัว

    “ว่าไงนะ...ตั้งแต่เมื่อไหร่…”

    “ไม่กี่นาทีก่อนอาการของท่านสุดตัวลงอย่างรวดเร็ว พวกเราพยายามทุกวิถีทางแล้วแต่ก็ไม่สามารถยือเอาไว้ได้อีกแล้วครับ…”

    มันช่างเป็นวันที่แย่มากๆ ทั้งอาจารย์ทั้งฝ่าบาทข้าต้องสูญเสียคนสำคัญไปในวันๆเดียวกันเลยงั้นเหรอ

    ตัวเขาได้มีนํ้าตาไหล่ออกมาจากดวงตาคู่นั้น ตัวเขานั้นโศกเศร้าเป็นอย่างมาก 

    แต่ตัวเขานั้นก็รู้ดีว่าไม่มีเวลาจะมาโศกเศร้าแบบนี้และด้วยคำพูดนั้นทำให้ตัวเขานั้นได้สติกลับมา

    “ในตอนนี้นั้นองค์ชายทั้งสองกำลังเดินทางกลับมาเพื่อที่จะเข้าเฝ้าฝ่าบาทเป็นครั้งสุดท้ายอีกไม่นานก็คงเสด็จมาถึงแล้วตัวท่านก็ควรที่จะรีบด้วยเช่นกัน…”

    (ใช้แล้วองค์ชายทั้งสองกำลังกลับไป…พอพิธีศพของฝ่าบาทสิ้นสุดลงคงได้เกิดเหตุการณ์ชิงบัลลังก์แน่)

    (ตัวข้าจะต้องรีบกลับไปเพื่อเป็นกำลังให้แก่พระองค์แล้ว!)

    “ข้าและกองทัพของข้าจะรีบกลับไปในทันที”

    “ครับ…พวกข้าจะรอค่อยการมาถึงของท่าน”

    การติดต่อได้สิ้นสุดลง

    (ถึงการปล่อยให้ดาบต้องสาปมีตัวตนอยู่จะเป็นเรื่องที่อาจจะส่งผลร้ายในอนาคตก็จริง…)

    ตัวเขาได้หันหลังกลับแล้วเริ่มเดินเข้าไปในป่าลึก

    (แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการไปอย่างเคียงข้างองค์ชายแล้วปกป้องพระองค์เอาไว้ให้ได้…)

    “จะไม่ยอมสูญเสียงคนสำคัญไปอีกแล้ว!...”

    คาคาร์ที่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ได้ขึ้นไปบนยานที่จอดเอาไว้กลางป่าแล้วขับมันออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับยานอีกมากมายที่ได้บินขึ้นมาแล้วจากไปเช่นกัน

    และท่ามกลางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็ได้มีชายส่วมหน้ากากลวดลายพยัคฆ์เขียวคนหนึ่งได้เผ่าดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ท่ามกลางเมฆด้วยความเงียบงัน

    “หึๆ…ไปแล้วสินะเจ้าพวกตัวเกะกะ”

    เฉิง เปาที่ได้หัวเราะออกมาด้วยความสะใจได้เดินไปยังเส้นทางที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการปะทะ

    และที่ปลายทางนั้นตัวเขาก็ได้พบกับดาบเล่มหนึ่งที่ปักอยู่ตรงนั้น

    “ถึงแกจะเปลี่ยนไปจากเดิมมากแล้วก็ตาม…แต่ในที่สุดแกก็กลับมาหาข้าแล้วสินะเทร่าริพ…”

    ตัวเขาได้ยืนมือออกไปจับที่ด้ามของดาบต้องสาปเล่นนั้น

    เมื่อมือของเขาสัมผัสเข้ากับมันเหล่าวิญญาณก็ไม่รอช้ารีบเข้าไปสถิทในร่างกายใหม่ที่พวกมันพอจะเอามาใช้ได้ในทันที

    “อ่า…ใช้แล้ว…พลังกำลังไหล่เข้ามายังตัวข้า…”

    เปลวเพลิงสีเขียวแห่งความแค้นได้เข้าปกคลุมตัวของเฉิน เปาอย่างรวดเร็ว

    “ข้าไม่เหมือนกับมัน…จะไม่มีวันเป็นแบบมันเด็ดขาด..”

    ตัวเขาได้ชูดาบขึ้นสู่ฟากฟ้า

    “เหล่าวิญญาณแค้นเอ๋ย…จงกายเป็นหนึ่งเดียวกันกับข้าซะ!”

    เมื่อสิ้นเสียงตะโกนนั้นร่างกายของเขาก็ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดาบต้องสาปโดยสมบูรณ์

    ร่างกายที่ถูกปกคลุมไปด้วยชุดเกราะสีเขียวตะไคร่นํ้าลวดลายหัวกระโหลกที่กำลังกรีดร้องที่ดูน่าสยดสยองได้ปรากฏตัวออกมา พร้อมกับออร่ารอบตัวที่กลืนกินชีวิตของทุกสิ้งรอบกาย ทั้งต้นไม้,ใบหญ้าและพื้นดินต่างก็แห้งตายไปในพริบตา

    “ตัวข้าในตอนนี้คือตัวตนที่จะนำพาความหวังมาสู่เหล่าผู้คน เป็นเหมือนดังแสงแห่งความหวัง…นักรบแห่งความหวังที่แท้จริง…ไม่สิยังไม่ใช้ตอนนี้…”

    เฉิน เปาที่กำลังยินดีได้หยุดลงแล้วหันมองไปยังเส้นทางที่ต้นไม้มากๆมายโค่นล้ม

    “จนกว่าข้าจะสังหารมันลงด้วยมือนี้ข้าไม่อาจเรียกตนเองว่านักรบได้…” 

    ตัวเขาได้ก้าวเดินเข้าไปในเส้นทางนั้นพร้อมกับภาพความสุขมากมายในอดีตที่เขามาในหัวของตนก่อนที่ภาพเหล่านั้นจะจางหายไปด้วยนํ้ามือของชายที่ตัวเขานั้นเกลียดชังมากยิ่งกว่าสิ่งใด

    “รอก่อนเถอะ ข้าจะไปสังหารแกลงเดียวนี้แหละ เพื่อจบวังวนแห่งความแค้นภายในจิตใจของข้าที่มีต่อตัวแกเฟย เจิน!”

    แววตาและจิตวิญญาณของเฉิน เปาในตอนนี้นั้นถูกบดบังด้วยความแค้นที่ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้นอกจากความแค้นเท่านั้น

    ตัวเขาจึงก้าวเดินต่อไปในความมืดมิดตรงหน้าบนถนนแห่งความแค้นที่ไม่มีวันสิ้นสุด