“ช่างเถอะ ยังไงฉันก็เขม่นไอ้หน้าหมานี่มานานแล้วถือโอกาสนี้ส่งมันไปลงนรกตลอดกาลเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมเลยแล้วกัน”
เมื่อคิดได้ดังนั้นลู่เซิ่งก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลายเขาหันไปเอ่ยกับอวิ๋นเทียนหลันที่อยู่ข้างกายว่า “สหายอวิ๋นผมขอตัวขึ้นเวทีไปรับศึกก่อนนะ”
“ได้”
อวิ๋นเทียนหลันพยักหน้าพลางยิ้มตอบ“งั้นฉันจะรอสหายลู่กลับมาพร้อมชัยชนะอยู่ตรงนี้”
“ลู่เซิ่ง ระวังตัวด้วยนะ ต้องกลับมาให้ได้ล่ะ”
ในจังหวะนั้นเองลั่วเซวียนเซวียนก็โผล่มาจากไหนไม่รู้เธอเอ่ยกับลู่เซิ่งด้วยสีหน้าแสดงความห่วงใยอย่างเห็นได้ชัดและไม่ได้เอ่ยปากห้ามเรื่องการถอนตัวจากการแข่งขันเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้ในตอนนี้เธอจะรู้ซึ้งถึงแผนร้ายของสถาบันจิงหลงที่ตั้งเป้าเล่นงานลู่เซิ่งแล้วก็ตาม
แต่จากการที่ได้คลุกคลีอยู่ด้วยกันในช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอรู้ดีแก่ใจว่าลู่เซิ่งคนนี้ไม่มีทางเรียบง่ายเหมือนที่เห็นภายนอกเด็ดขาด
พาลาดินผู้ลึกลับคนนี้เป็นดั่งบึงน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นทุกครั้งที่เธอคิดว่านี่คือขีดจำกัดของเขาแล้วเขากลับมักจะทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายและงัดไม้ตายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมออกมาได้เสมอ
เขาซ่อนความลับไว้ลึกแค่ไหนกันแน่?
ลั่วเซวียนเซวียนไม่กล้าจินตนาการและไม่สามารถจินตนาการได้เลย
แต่มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าการที่เขาคว้าอันดับหนึ่งในการสอบระดับชาติได้ถึงสองครั้งซ้อนนั้นไม่ใช่เพราะโชคช่วยเหมือนที่คนอื่นนินทา และไม่ใช่การใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบายใดๆแต่เป็นเพราะเขามีความสามารถอย่างแท้จริง
ดังนั้นแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าคู่ต่อสู้ที่ลู่เซิ่งกำลังจะต้องเผชิญหน้าคือหนึ่งในสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอย่างจอมเวทมิติหวังเทียนอี
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความกังวลเพียงใด
แต่ลั่วเซวียนเซวียนก็ยังเลือกที่จะไม่พูดจาไร้สาระและเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวลู่เซิ่งอย่างไม่มีเงื่อนไข
“เธอวางใจได้ ฉันจะกลับมาแน่ แต่บางคนน่ะสิ...อาจจะไม่มีวันได้กลับมาอีกเลย”
ลู่เซิ่งส่งยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจให้ลั่วเซวียนเซวียนก่อนจะโบกมือเรียกออสการ์ที่รออยู่ด้านนอกนานแล้ว
“ออสการ์”
“นายท่าน ข้าอยู่นี่แล้ว”
เมื่อออสการ์เห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งโร่เข้ามาหาทันที
ทันทีที่ออสการ์มาถึงตรงหน้าลู่เซิ่งก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาพุ่งตัวขึ้นไปนั่งบนหลังของมันทันที
เมื่อเตรียมการพร้อมสรรพเขาจึงสะบัดมือพลางเอ่ยอย่างทะนงตัวว่า “ไปกันเถอะขึ้นไปวอร์มอัปบนเวทีกันหน่อย”
“ขอรับ นายท่าน”
เมื่อสิ้นคำออสการ์ก็ถีบเท้าพุ่งทะยานพาร่างของลู่เซิ่งลอยละลิ่วข้ามอากาศเป็นเส้นโค้งที่สมบูรณ์แบบก่อนจะร่อนลงสู่เวทีหมายเลข 44 อย่างมั่นคง
“ดูเร็ว ลู่เซิ่งขึ้นเวทีไปแล้ว”
“ให้ตายเถอะ เวทีหมายเลข 44 จริงๆ ด้วย”
“ดูเหมือนสถาบันจิงหลงจะวางแผนไว้ตั้งนานแล้วว่าจะส่งลู่เซิ่งไปเป็นที่ระบายอารมณ์ให้หวังเทียนอีบนเวทีรอบชิงชนะเลิศ”
“แต่ก็ไม่น่าแปลกหรอก ยังไงลู่เซิ่งนั่นก็เป็นแค่พาลาดินขยะจะไปเทียบค่าอะไรได้กับหวังเทียนอี”
“แถมเขายังแย่งอันดับที่ควรจะเป็นของหวังเทียนอีไปตั้งสองครั้งซ้อนคนนิสัยถือทิฐิอย่างหวังเทียนอี จะทนไหวได้ยังไง”
“จริงด้วย ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่าลู่เซิ่งด้วยตัวเอง หวังเทียนอีอาจจะเกิด‘จิตมาร’ ขึ้นมาดีไม่ดีพรสวรรค์อาจจะพังพินาศไปเลยก็ได้”
“เฮ้ย รุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอ? มิน่าล่ะสถาบันจิงหลงถึงต้องทำแบบนี้เพราะไม่มีทางเลือก”
“เฮ้อ ไม่ต้องดูต่อแล้ว ลู่เซิ่งคนนี้ตายแหงๆ”
ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ของหวังเทียนอีคือลู่เซิ่งจริงๆเหล่าผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็พากันกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์บ้างก็ส่งสายตาเวทนามาทางลู่เซิ่ง เพราะเชื่อสนิทใจว่าครั้งนี้เขาไม่รอดแน่
โชคดีที่ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกาพวกนั้น
หรือจะพูดให้ถูกก็คือเขาไม่ได้ยินมันเลยต่างหาก
“หือ?”
ในตอนนั้นเองออสการ์ที่เพิ่งก้าวขึ้นสู่เวทีกลับขมวดคิ้วมุ่นราวกับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
“ออสการ์ เป็นอะไรไป?”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของออสการ์ลู่เซิ่งจึงเอ่ยถามออกไปตามสัญชาตญาณ
“นายท่าน รอบๆ เวทีนี้เหมือนจะมีวงเวทที่ซ่อนไว้แนบเนียนมากขอรับ” ออสการ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ว่าไงนะ? วงเวทงั้นเหรอ?” ลู่เซิ่งตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ใช่ขอรับ”
ออสการ์พยักหน้าและเสริมว่า“ถึงแม้ข้าจะยังไม่แน่ใจว่า ‘วงเวท’ นี้มีไว้ทำอะไรกันแน่แต่ข้าสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังเวทมนตร์ที่มาจากวงเวทได้อย่างชัดเจน”
พูดมาถึงตรงนี้รูม่านตาของมันก็หดเล็กลงพลางหันมาถามลู่เซิ่งด้วยความตื่นตระหนก“นายท่าน อย่าบอกนะว่าพวกเขาตั้งใจจะใช้พลังของวงเวทมาเล่นงานท่าน”
“ไม่น่าเป็นไปได้”
ลู่เซิ่งส่ายหัวพลางเอ่ยเสียงหนัก“ที่นี่คือสนามสอบระดับชาติต่อให้สถาบันจิงหลงจะกล้าเล่นตุกติกเรื่องการจับสลากแต่พวกเขาก็ไม่มีทางกล้าลงมือทำร้ายฉันอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้หรอก”
“แล้ววงเวทนี่... มีไว้ทำอะไรกันแน่?”
คราวนี้ออสการ์ถึงกับมึนตึ้บในใจเต็มไปด้วยความสงสัยที่หาคำตอบไม่ได้
“ช่างหัวมันเถอะ”
เมื่อเห็นดังนั้นลู่เซิ่งจึงโบกมืออย่างไม่แยแส “เรื่องความเป็นความตายเอาไว้ทีหลังมีเรื่องก็แค่บวกกันไป ฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่าสถาบันจิงหลงจะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรแล้วจะทำอะไรฉันได้”
ในจังหวะที่นายบ่าวกำลังซุบซิบปรึกษากันอยู่นั่นเอง
“ลู่เซิ่ง แกเสียใจไหม?”
ทันใดนั้นจากอีกฟากหนึ่งของเวที หวังเทียนอีที่ไม่อาจเก็บงำความลำพองใจไว้ได้อีกต่อไปก็เอ่ยถามลู่เซิ่งด้วยน้ำเสียงโอหัง
“เสียใจ? ทำไมฉันต้องเสียใจด้วย?” ลู่เซิ่งฟังแล้วถึงกับงุนงง
“เหอะ จนถึงขนาดนี้ยังจะปากดีอีก”
หวังเทียนอีเห็นท่าทางของลู่เซิ่งก็นึกว่าอีกฝ่ายแสร้งทำเป็นเก่งจึงเอ่ยต่อไปเองว่า “ฉันพนันได้เลยว่าตอนนี้แกต้องเสียใจมากแน่ๆเสียใจที่ก่อนหน้านี้ไม่ควรมาล่วงเกินฉัน ไม่ควรใช้วิธีสกปรกแย่งอันดับของฉันไปใช่ไหมล่ะ?”
พูดมาถึงตรงนี้เขาก็ไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของลู่เซิ่งเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงทันควัน
“น่าเสียดายที่มันสายเกินไปแล้ว”
หวังเทียนอีเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความพยาบาทจิตสังหารในดวงตาฉายชัดอย่างไม่ปิดบังเขาแทบจะแผดเสียงตะโกนออกมาอย่างคลุ้มคลั่งว่า “จะบอกให้แกได้รับรู้ไว้ก็แล้วกันรอบเวทีนี้ได้ติดตั้งวงเวทปิดกั้นเสียงเอาไว้เรียบร้อยแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือในการประลองหลังจากนี้ ต่อให้แกอยากจะขอยอมแพ้ก็ทำไม่ได้แกจะต้องถูกฉันทรมานจนตายคามือ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
“เอ่อ... วงเวทปิดกั้นเสียงงั้นเหรอ?”
พรืด!
เมื่อสิ้นคำพูดนี้ไม่เพียงแต่ลู่เซิ่งที่หลุดขำออกมาแม้แต่ออสการ์ก็ยังอดรนทนไม่ไหวจนต้องขำตามไปด้วย
ต้องรู้ก่อนว่าแม้การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของการสอบระดับชาติจะดุเดือดเลือดพล่านและมีอุบัติเหตุบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นทุกปี
แต่ในฉากหน้าทางการก็ยังคงสั่งห้ามการเข่นฆ่ากันโดยเจตนา
ดังนั้นหากผู้เข้าแข่งขันรู้สึกว่าสู้ไม่ได้หรือมีอันตรายถึงชีวิตเพียงแค่ตะโกนขอยอมแพ้เสียงดัง ผู้ตัดสินก็จะเข้ามาระงับการแข่งขันทันที
แต่เพื่อให้ลู่เซิ่งไม่มีโอกาสยอมแพ้สถาบันจิงหลงถึงกับลงทุนวางวงเวทปิดกั้นเสียงเอาไว้เป็นพิเศษ
ทว่าไอ้การกระทำที่คิดว่าตัวเองฉลาดนี่น่ะหรือคือการเล่นงานลู่เซิ่ง
นี่มันชัดเจนเลยว่าเป็นการปิดทางรอดฟางเส้นสุดท้ายของหวังเทียนอีเองต่างหาก...
“หือ? พวกแก... พวกแกหัวเราะเรื่องอะไรกัน?”
ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นลู่เซิ่งกับออสการ์หัวเราะจนตัวงอ
ในที่สุดหวังเทียนอีก็ทนไม่ไหวขมวดคิ้วถามออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ก็หัวเราะที่แกมันโง่น่ะสิ”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเยาะอย่างไม่เกรงใจ“จะว่าไปพวกแกนี่ก็คำนวณมาอย่างดิบดีจริงๆ นะถึงขนาดเตรียมวงเวทปิดกั้นเสียงไว้ล่วงหน้า นี่กะจะเอาชีวิตฉันให้ได้เลยใช่ไหม?”