มรรคาสยบฟ้า ท้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่ 3: ศิลาวัดวิญญาณสีทมิฬ

    "เห้ย! ไอ้ขอทานตรงนั้นน่ะ นิกายมหาบรรพตไม่ใช่โรงทานนะเว้ย! ไม่มีหินวิญญาณจ่ายค่าธรรมเนียมเบิกทางสิบก้อน ก็ไสหัวออกไปซะ!"

    ศิษย์สายนอกในชุดสีน้ำเงินสองคนขวางทางหลินซาน พวกมันแสยะยิ้มเหยียดหยาม แบมือรีดไถอย่างโจ่งแจ้ง

    รอบด้านมีผู้สมัครหลายคนที่ยอมจ่ายหินวิญญาณเพื่อตัดรำคาญ แต่สำหรับหลินซานที่เพิ่งหนีตายออกมา เขาไม่มีหินวิญญาณติดตัวแม้แต่ก้อนเดียว และต่อให้มี เขาก็ไม่มีวันจ่ายให้ขยะพวกนี้

    "ค่าธรรมเนียมเบิกทางงั้นรึ?" หลินซานทำทีเป็นหวาดกลัว เขาก้มหน้าค้อมตัวลงเล็กน้อย แสร้งเดินสะดุดก้อนหินจนเสียหลักพุ่งเข้าไปชนหน้าอกของศิษย์สายนอกคนหนึ่งอย่างจัง

    "โอ๊ย! ไอ้สวะนี่ ตาบอดหรือไงวะ!" ศิษย์คนนั้นผลักหลินซานกระเด็นล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความขยะแขยง

    ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ในเสี้ยววินาทีที่หลินซานชนเข้ากับหน้าอกของมัน มือซ้ายของเขาได้สัมผัสเข้ากับ ‘ป้ายหยกประจำตัวศิษย์สายนอก’ ที่ห้อยอยู่ตรงเอวของมันพอดิบพอดี!
    [ เปิดใช้งาน: เคล็ดวิชามารกลืนกิน ผสาน ทักษะหลอมรวมบรรพกาล ]
    กระแสปราณมารสีดำขนาดเท่าเส้นด้ายพุ่งจากปลายนิ้วของหลินซาน ทะลวงเข้าสู่ป้ายหยกของศิษย์สายนอก มันสูบเอา ‘อักขระยืนยันตัวตน’ และพลังงานภายในป้ายหยกออกมาจนหมดเกลี้ยงในเสี้ยวลมหายใจ! พลังงานเหล่านั้นถูกหอคอยบรรพกาลหลอมรวมและประทับลงบนฝ่ามือของหลินซาน กลายเป็นรอยสักรูปอักขระสำนักขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า!หลินซานยันตัวลุกขึ้น ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าอย่างใจเย็น "ในเมื่อข้าไม่มีหินวิญญาณจ่าย... เช่นนั้นข้าก็ขอเข้าไปเลยแล้วกัน""แกพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง... เฮ้ย! แกเข้าไปได้ยังไงวะ!"ศิษย์สายนอกทั้งสองเบิกตาถลน ตะโกนลั่นด้วยความตกตะลึง
    เพราะเบื้องหน้าของพวกมันคือ ‘ม่านพลังป้องกัน’ ของนิกายมหาบรรพต ซึ่งจะดีดสะท้อนทุกคนที่ไม่มีป้ายหยกอนุญาต แต่หลินซานกลับเดินทะลุม่านพลังนั้นเข้าไปหน้าตาเฉย ราวกับว่าเขาคือศิษย์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง! (ก็แน่ล่ะ เขาเพิ่งคราฟต์ 'ออร่าปลอมแปลง' มาจากป้ายหยกของพวกมันเมื่อครู่นี้เอง!)"จับมันไว้! มันลักลอบเข้าสำนัก!" ศิษย์คนที่โดนชนรีบชักกระบี่และพุ่งตามเข้าไป ทว่า...
    ปรี้ยง!!ม่านพลังป้องกันกลับดีดร่างของศิษย์สายนอกคนนั้นกระเด็นลอยละลิ่ว กระอักเลือดออกมากองกับพื้น!"เกิดอะไรขึ้น! ทำไมค่ายกลถึงโจมตีศิษย์ของสำนัก!" ผู้สมัครรอบด้านแตกตื่นในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสคุมกฎที่ยืนสังเกตการณ์อยู่บนป้อมยามก็ตวัดสายตาลงมา มันพุ่งทะยานลงมายืนเบื้องหน้าศิษย์ที่กระอักเลือด และคว้าเอาป้ายหยกที่เอวของมันมาดู... ป้ายหยกที่เคยเปล่งประกาย บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษหินสีเทาที่เปราะบาง ทันทีที่ผู้อาวุโสบีบ มันก็แหลกละเอียดเป็นผุยผง!"ทำลายป้ายหยกประจำตัว! บังอาจนัก! แกเป็นศิษย์สายนอกแต่กลับทำลายของวิเศษยืนยันตัวตนของสำนัก โทษของแกคือไปใช้แรงงานที่เหมืองศิลาทมิฬสิบปี! ทหาร... ลากตัวมันไป!" ผู้อาวุโสคุมกฎตวาดลั่น"ม... ไม่ใช่นะขอรับท่านผู้อาวุโส! ข้าไม่ได้ทำ! ไอ้ขอทานนั่น... ไอ้ขอทานนั่นมันทำ!" ศิษย์ผู้น่าสงสารร้องไห้น้ำตาตาแตก ถูกทหารยามลากตัวออกไปอย่างหมดสภาพหลินซานที่เดินเข้ามาปะปนในฝูงชนด้านในแล้ว เพียงแค่ปรายตามองฉากนั้นพลางแสยะยิ้มเย็นชา 'ก็แค่รังแกมดปลวก'ลานหินกว้างขวางเบื้องหน้าซุ้มประตูศิลาอันยิ่งใหญ่ของสำนักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนนับหมื่น บนป้ายประกาศระบุชัดเจนว่า การทดสอบแบ่งออกเป็นสามด่าน: ด่านหินวัดพลังวิญญาณ, ด่านค่ายกลลวงตา, และด่านประลองยุทธ์ตรงใจกลางลานมีศิลาผลึกใสบริสุทธิ์สูงท่วมหัวตั้งตระหง่านอยู่ มันคือ ‘ศิลาวัดพลังวิญญาณ’ผู้อาวุโสคุมสอบประกาศเสียงก้อง "ด่านแรก... เริ่มได้! วางมือลงบนศิลา แสงสีเทาหมายถึงไร้พรสวรรค์ สีขาวคือขั้นต้น สีเหลืองคือขั้นกลาง และสีส้มคืออัจฉริยะขั้นสูง!"ผู้สมัครทยอยเดินขึ้นไปทดสอบทีละคน เสียงประกาศดังขึ้นต่อเนื่อง มีทั้งคนที่ผิดหวังและคนที่ได้ไปต่อ จนกระทั่งถึงคิวของหลินซานเด็กหนุ่มในชุดผ้าป่านก้าวเดินขึ้นไปบนลานประลอง เขาตระหนักดีว่าตนเองสูญเสียรากวิญญาณสวรรค์ไปแล้ว หากวัดพลังตามปกติ ศิลาจะต้องเปล่งแสงสีเทาและเขาจะถูกคัดออกแน่นอนแต่เขาคือผู้ครอบครองหอคอยบรรพกาลกลืนสวรรค์! กฎเกณฑ์ของโลกนี้มีไว้เพื่อถูกเขาเหยียบย่ำ!หลินซานยื่นมือขวาอันหยาบกร้านออกไป วางฝ่ามือลงบนพื้นผิวศิลาผลึกอันเย็นเยียบ
    ‘หอคอยบรรพกาล... กินมันซะ!’ หลินซานสั่งการในใจ
    ครืนนน!!
    ทันทีที่ศิลาผลึกพยายามจะส่งพลังเข้ามาตรวจสอบรากวิญญาณในร่างของเขา พลังดูดกลืนอันมหาศาลจากหอคอยก็สวนกลับเข้าไป! แทนที่ศิลาจะเปล่งแสงสีต่างๆ มันกลับถูกสูบเอาแสงสว่างและพลังงานบริสุทธิ์ภายในออกไปจนหมดสิ้น!รอยร้าวลุกลามไปทั่วศิลาผลึกใส แสงสว่างถูกกลืนกินจนกลายเป็นสีดำมืดมิด!
    เมื่อหลินซานดึงมือขวากลับคืน ศิลาสีดำก็หยุดแตกร้าว ทว่าสีของมันยังคงดำมืดราวกับถ่านหิน ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ อีก!
    ทั่วทั้งลานจัดเลี้ยงเงียบกริบดุจป่าช้าไม่มีใครเคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของนิกายมหาบรรพตผู้อาวุโสคุมสอบสืบเท้าเข้ามาใกล้ จ้องมองศิลาที่กลายเป็นสีดำสนิทด้วยดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายของมันสั่นสะท้าน มันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณบอกมันว่า พลังที่สามารถบดบังและกลืนกินแสงของศิลาศักดิ์สิทธิ์ได้ จะต้องเป็นพรสวรรค์ที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์!ผู้อาวุโสกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า...
    "ด่านแรก... ผ่านเกณฑ์ลึกลับ! เข้าสู่การทดสอบด่านที่สอง... ค่ายกลลวงตาได้!"
    หลินซานดึงปีกหมวกฟางลงมาบดบังรอยยิ้มเย็นชา เขาเดินลงจากลานหิน มุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางหุบเขาด้านหลังโดยไม่หันกลับมามองศิลาวัดวิญญาณที่กลายเป็นเศษก้อนหินไร้ค่าอีกเลย‘ค่ายกลลวงตางั้นรึ?... หวังว่าพวกเจ้าจะมีของดีๆ ให้ข้าหลอมสร้างอีกนะ’