เมืองลำปาง หรือที่รู้จักกันในนาม "เขลางค์นคร" คือนครที่ใหญ่และมีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนล้านนาตอนใต้
เมืองนี้คือชุมทางการค้าที่สำคัญ เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างหัวเมืองฝ่ายเหนือและอาณาจักรสยามทางตอนใต้ แม้จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของพม่ามาเป็นเวลานาน แต่จิตวิญญาณแห่งความเป็นไทของชาวลำปางก็ยังคงคุกรุ่นอยู่เสมอ
บรรยากาศภายในเมืองจึงมีความแตกต่างจากเมืองอื่นๆ ที่คำอินทร์เคยผ่านมา มันมีความคึกคักของเมืองการค้าผสมผสานไปกับความตื่นตัวและระแวดระวังภัยของเมืองหน้าด่าน
หลังจากได้ยินข่าวแม่ทัพพม่าสักพัก็กลุ่มพ่อค้าชาวอยุธยากลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเดินทางมาถึง ก็ได้นำพาข่าวสารที่ทำให้ทุกคนในศาลาพักต้องหันมาให้ความสนใจ
"พวกท่านรู้ข่าวจากกรุงเก่าแล้วหรือยัง" พ่อค้าคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล "บัดนี้...แผ่นดินของเราผลัดเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์อีกครั้งแล้ว"
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนในศาลาพักต้องนิ่งเงียบไป คำอินทร์และลุงมีมองหน้ากันโดยอัตโนมัติ!
"หมายความว่าอย่างไรกัน" พ่อค้าไม้ชาวลำปางคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น "ข้าได้ยินว่าสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเพิ่งจะขึ้นครองราชย์ได้ไม่ถึงปีมิใช่รึ พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถยิ่งนัก ไม่น่าจะมีเหตุอันใดให้ต้องผลัดแผ่นดินอีก"
พ่อค้าชาวอยุธยาถอนหายใจยาว "นั่นแหละคือเรื่องน่าเศร้า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร พระองค์ทรงสละราชสมบัติเสียแล้ว"
"สละราชสมบัติ!" เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันจากหลายทิศทาง
"เป็นไปได้อย่างไร!"
พ่อค้าชาวอยุธยาผู้นั้นเล่าต่อไปและเรื่องราวที่เขาเล่าก็ได้เปิดเผยถึงความขัดแย้งและความอ่อนแอที่กัดกินอยู่ใจกลางของกรุงศรีอยุธยา ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่ออกญาศรีธรรมาธิราชเคยบอกเล่าไว้เสียอีก
ตามที่เขาเล่าเหตุการณ์ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณสองเดือนก่อน ในราวเดือนแปดของปีพุทธศักราช 2301 (ในปัจจุบันคือเดือนสิบ พ.ศ. 2303 แต่ข่าวสารเพิ่งเดินทางมาถึงเนื่องจากสมัยอยุธยาการสื่อสานและเดินทางไม่สะดวกทำให้ข่าวสารมาช้ายหลายเดือย บางทีก็เป็นปี) หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในราชสำนัก
พระองค์ได้พระราชทานอภัยโทษให้แก่ขุนนางฝ่ายของพระเชษฐาคือเจ้าฟ้าเอกทัศน์และพยายามจะรอมชอมประนีประนอมกับทุกฝ่ายเพื่อที่จะได้รวบรวมกำลังไปต่อสู้กับพม่า
แต่ความเมตตาของพระองค์กลับถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ
เจ้าฟ้าเอกทัศน์แม้จะทรงออกผนวชอยู่ที่วัดละมุดแต่ก็ไม่ได้ทรงละทิ้งความปรารถนาในราชบัลลังก์เลยแม้แต่น้อย
พระองค์ทรงใช้ผ้าเหลืองเป็นเครื่องกำบังแล้วแอบซ่องสุมกำลังและติดต่อกับเหล่าขุนนางที่ยังคงภักดีต่อพระองค์อยู่เสมอ
พวกเขาสร้างข่าวลือ...ใส่ร้ายป้ายสี...และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรในทุกวิถีทาง
จนกระทั่งในที่สุดเมื่อสบโอกาสเจ้าฟ้าเอกทัศน์ก็ได้ทรงลาผนวชแล้วเสด็จกลับเข้าสู่พระราชวังหลวงพร้อมกับเหล่าขุนนางที่สนับสนุนพระองค์...ประกาศยึดอำนาจ!
สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรผู้ทรงมีพระทัยเมตตาและไม่ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพี่น้อง เมื่อทรงเห็นว่าพระเชษฐาทรงมีความปรารถนาในราชบัลลังก์อย่างแรงกล้าถึงเพียงนี้และเมื่อทรงตระหนักว่าขุนนางจำนวนไม่น้อยก็ยังคงเอนเอียงไปทางฝ่ายของพระเชษฐา
พระองค์จึงทรงตัดพระทัยทำในสิ่งที่ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดเคยทำมาก่อน
พระองค์ทรงสละราชสมบัติหลังจากที่ครองราชย์ได้เพียงไม่กี่เดือนแล้วเสด็จออกผนวชอีกครั้ง ณ วัดประดู่ทรงธรรมพร้อมกับเหล่าข้าราชบริพารที่จงรักภักดีจำนวนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้รับสมัญญาว่า "ขุนหลวงหาวัด"
ราชบัลลังก์แห่งอยุธยาจึงได้ตกเป็นของเจ้าฟ้าเอกทัศน์โดยสมบูรณ์
พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์" หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า "พระเจ้าเอกทัศน์"
คำอินทร์เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด หัวใจของเขาก็พลันเย็นเยียบ เขาไม่ได้รู้สึกโกรธแต่กลับรู้สึก "สมเพช"สมเพชในชะตากรรมของบ้านเมือง
สมเพชในความขัดแย้งอันโง่เขลาของเหล่าผู้มีอำนาจ ในขณะที่ศัตรูกำลังจะประชิดกำแพงเมือง พวกเขากลับมัวแต่แก่งแย่งชิงบัลลังก์กันเองเหมือนสุนัขแย่งชามข้าวกันเอง
ลุงมีส่ายหน้าช้าๆ แกกระดกสุราเข้าปากอึกใหญ่ราวกับต้องการจะดับความขมขื่นในใจ "แล้วอย่างไรต่อเมื่อพระเจ้าเอกทัศน์ได้ขึ้นครองราชย์แล้ว สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่"
พ่อค้าชาวอยุธยาผู้นั้นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น "ดีขึ้นรึ...ท่านผู้เฒ่า...มันเลวร้ายลงกว่าเดิมเป็นร้อยเท่าพันทวี!"
เขาเล่าต่อทันทีว่าทันทีที่พระเจ้าเอกทัศน์ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ทรงเริ่มกำจัดขุนนางฝ่ายของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ผู้ที่มีความสามารถและจงรักภักดีต่อบ้านเมืองถูกปลดออกจากตำแหน่งถูกแทนที่ด้วยเหล่าขุนนางที่คอยประจบสอพลอพระองค์
การบริหารราชการแผ่นดินตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายรวมทั้งการเตรียมการป้องกันบ้านเมืองถูกละเลย พระองค์ทรงไม่สนพระทัยในสิ่งใด
นอกจากความสำราญและการเสพสุขส่วนพระองค์ พระองค์มัวหลงสุราและนารี
กรุงศรีอยุธยาที่เคยเป็นราชธานีที่ยิ่งใหญ่ บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับเรือที่กำลังจะอับปางโดยมีหัวหน้าเรือที่ไม่เอาไหนเป็นผู้นำ
"และแล้ว...หายนะที่ทุกคนหวาดกลัว...ก็ได้มาถึงจริงๆ" พ่อค้าผู้นั้นกล่าวต่อ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
"เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ หลังจากที่พวกมันได้ข่าวความวุ่นวายในราชสำนักของเรา กองทัพใหญ่ของอังวะ ก็ได้ยกทัพมาอีกครั้ง! แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่แค่การส่งแม่ทัพมา แต่เป็นองค์พระมหากษัตริย์ของพวกมันเองที่นำทัพมาด้วยพระองค์เอง!"
"พระเจ้าอลองพญา!"
ชื่อนั้น...ทำให้ทุกคนในศาลาพักต้องเงียบกริบแม้แต่คำอินทร์และลุงมีก็ยังต้องขมวดคิ้ว
พระเจ้าอลองพญาคือปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบองคือวีรบุรุษผู้รวบรวมแผ่นดินพม่าให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง พระองค์เป็นนักรบที่เหี้ยมโหดและเก่งกาจ ไม่เคยพ่ายแพ้ในสงครามใดๆ
การที่พระองค์นำทัพมาด้วยพระองค์เองย่อมหมายความว่าเป้าหมายของพม่าในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปล้นชิงหัวเมือง แต่คือการ "ทำลายล้าง" กรุงศรีอยุธยาให้สิ้นซาก!
พ่อค้าผู้นั้นเล่าต่อไปว่ากองทัพของพระเจ้าอลองพญาได้ยกทัพผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ตีหัวเมืองรายทางของสยามแตกพ่ายมาโดยตลอด จนกระทั่งมาถึงเมืองสุพรรณบุรีและกำลังจะมุ่งหน้าตรงมายังกรุงศรีอยุธยา!
"เมื่อข่าวนี้ไปถึงพระนคร พระเจ้าเอกทัศน์และเหล่าขุนนางก็พากันแตกตื่นเสียขวัญ!" เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่ทั้งสมเพชและโกรธแค้น "ในยามคับขันเช่นนี้แทนที่จะทรงนำทัพออกไปสู้รบด้วยพระองค์เอง พระองค์กลับทำในสิ่งที่น่าละอายที่สุด...สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด!"
"พระองค์เสด็จไปที่วัดประดู่ทรงธรรมแล้วไปกราบทูลขอร้องให้ 'ขุนหลวงหาวัด' สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรให้ทรงลาผนวชเพื่อกลับมาเป็นแม่ทัพ นำทัพออกไปต่อสู้กับพระเจ้าอลองพญาแทนพระองค์!"
สิ้นคำพูดนั้นความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งศาลาพัก
มันคือเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อและน่าละอายที่สุดในประวัติศาสตร์
กษัตริย์ผู้แย่งชิงบัลลังก์มา บัดนี้กลับต้องไปอ้อนวอนขอให้น้องชายที่ตนเองขับไล่ไป กลับมาช่วยรบเพื่อรักษาบัลลังก์ของตนเองไว้
คำอินทร์กำหมัดแน่น ความรู้สึกสมเพชที่เขามีต่อพระเจ้าเอกทัศน์ บัดนี้ได้กลายเป็นความรู้สึก "ดูแคลน" อย่างถึงที่สุด
"และสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร" ลุงมีเอ่ยถามขึ้น...เป็นคำถามที่อยู่ในใจของทุกคน "พระองค์ทรงว่าอย่างไร"
พ่อค้าชาวอยุธยามองไปยังทิศใต้ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเคารพและเทิดทูน
"พระองค์...ผู้ซึ่งมีหัวใจของนักรบและกษัตริย์อย่างแท้จริง แม้จะทรงถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมแต่เมื่อทรงเห็นว่าบ้านเมืองกำลังจะถึงแก่ความวิบัติ พระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัยยอมรับคำทูลขอร้องนั้น"
"สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรได้ทรงลาผนวชอีกครั้งเพื่อกลับมาทรงเครื่องเป็นจอมทัพ พระองค์รวบรวมเหล่าทหารหาญและขุนนางเก่าที่ยังคงจงรักภักดี เตรียมนำทัพหลวงออกไปเผชิญหน้ากับกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้าอลองพญา...ณ ทุ่งมะขามหย่อง...ซึ่งเป็นสมรภูมิรบนอกกรุง...เพื่อตัดสินชะตากรรมของแผ่นดินสยาม...เป็นครั้งสุดท้าย"