ณ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยใน่บ่ายวันอาทิตย์ที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งอากาศสดใสมีเพียงนักศึกษาและเ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจำนวนน้อยเข้าใช้บริการใน่วันหยุดสุดสัปดาห์เช่นนี้
ทุกคนต่างประจำโต๊ะอ่านหนังสือทำรายงานค้นคว้าหาความรู้อย่างขะมักเขม้นความเงียบปกคลุมโดยรอบห้องสมุด ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำที่เปิดให้บริการอยู่ภายในตัวอาคาร
หญิงสาวกลุ่มหนึ่งหัวเราะคิกคักหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานพวกเธอเงียบลงเมื่อโดนบรรณารักษ์ทำเสียงชู่ใส่เชิงห้ามปรามจากนั้นห้องสมุดก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
เด็กหนุ่มทั้งสองนั่งอยู่หน้าโน้ตบุ๊กส่วนตัว กำลังมีสมาธิจดจ่อกับรายงานกลุ่มตรงหน้า
หนุ่มนักบาสฯ ในชุดเสื้อยืดกางเกงบอลขมวดคิ้วอีกครั้ง เต้ปรายมองเพื่อนตัวเล็กที่นั่งอยู่เคียงข้างตนพลันทวนคำถามซ้ำด้วยไม่เชื่อสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยินเมื่อครู่
“แล้วยังไงต่อ... มึงก็เลยช่วยตัวเองพร้อมนึกถึงหน้าพี่เจเขางั้นเรอะ??”
ไอ้เต้ถามเสียงดัง จนดรีมปิดปากเพื่อนแทบไม่ทัน
“ชู่ว! มึงเสียงดังไปแล้ว นี่ห้องสมุดนะเดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอก!” ดรีมกระซิบกระซาบ
“ใครจะมาได้ยินวะ นี่พวกเราจองห้องประชุมส่วนตัวอยู่นะเว้ยแถมเป็ห้องเก็บเสียงอีกต่างหาก” เพื่อนตัวแสบกล่าว
...เอ้อก็จริงของมัน... ดรีมคิด
เพื่อนซี้ทั้งสองจองห้องประชุมสำหรับ 6 คน ในห้องสมุดส่วนกลางของมหาวิทยาลัย
ภายในห้องขนาดกะทัดรัด 3x4เมตร มีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ เก้าอี้ 6 ตัว พร้อมเครื่องโปรเจคเตอร์ ฉากรับภาพสีขาวผนังทั้งสี่ด้านบุด้วยแผ่นดูดซับเสียงอย่างดี กักเก็บเสียงประชุมภายในห้องเพื่อไม่ให้เล็ดลอดออกไปได้ขณะเดียวกันด้านในเองก็ไม่ได้ยินเสียงรบกวนใดๆ จากภายนอกเช่นกัน ห้องประชุมนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่้าสมาธิในการทำงานหรือซ้อมนำเสนอพรีเซนต์งานกลุ่ม
วันนี้เป็บ่ายวันอาทิตย์ที่นัดแนะกันทำรายงานกลุ่มสี่คนอันประกอบไปด้วยดรีม เต้ และเพื่อนสาวอีกสองคน แต่พวกเธอทำส่วนของตัวเองเสร็จเรียบร้อยจึงลากลับไปก่อนตอนนี้จึงเหลือเพียงเพื่อนซี้ช่วยกันทำพรีเซนต์พาวเวอร์พ้อยเหงาๆ กันอยู่สองคน
เด็กหนุ่มหน้าจิ้มลิ้มเห็นโอกาสอันดี เลยลองปรึกษาเพื่อนซี้เื่ปัญหาหัวใจเสียเลย
“ถ้ามึงสไลด์หนอนพร้อมนึกถึงหน้าพี่เขา แปลว่ามึงตกหลุมรักเขาชัวร์ป้าบ”เพื่อนนักบาสฯ ผิวแทนกล่าว
“ใช่เหรอวะ... กูยังไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกตัวเองเท่าไรเลยมึง...”ดรีมเกาหัวแกรกๆ
“กูไม่เก็ตว่ะไอ้ฝันเฟื่อง พี่เจของมึงเขาประกาศชัดเจนว่ากำลังเดินหน้าจีบมึงเต็มสตรีมแล้วมึงเองก็ดูชอบเขามาก ...ต่างก็ใจตรงกันแล้วทำไมไม่ลองเปิดใจคบกันดูวะ?” ไอ้เต้ไม่เข้าใจ
“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน...” เ้าตัวตอบเสียงละห้อย “คือพี่เขาโคตรหล่อโคตรดูดีเป็ผู้ใหญ่ในวัยสามสิบ ไปไหนก็มีแต่คนมองเหลียวหลัง กูเป็แค่เด็กปีหนึ่งปอนๆคนนึงคงไม่เหมาะสมกับเขาหรอกมั้ง...” ดรีมพูดเสียงเบา
“มึงอ่ะคิดไปเอง ถ้าไม่ชอบ เขามาไม่เสียเวลาตามจีบมึงแบบนี้หรอก” ไอ้เต้ย้ำ
“มันก็จริง...”
“ฟังนะ เราทุกคนต่างก็มีข้อดีของตัวเอง อยู่ที่ว่าจะรู้ตัวรึเปล่าก็เท่านั้นมึงเองก็มีดีตั้งเยอะแยะ มึงเป็คนดีมากนะเว้ยเฮ้ย หัดมีความมั่นใจมากกว่านี้หน่อยสิพี่เขาคงเห็นความดีที่มึงมีจึงรู้สึกชอบมึงขึ้นมาไงล่ะ” ไอ้เต้เตือนสติเพื่อนรัก
“งั้นเหรอวะ? แล้วกูมีอะไรดีให้เขามาชอบวะ?”
“อันนี้คงต้องไปถามเ้าตัว กูก็ตอบไม่ได้เพราะกูไม่ใช่เขา” หนุ่มผิวแทนพูดระหว่างพิมพ์เนื้อหาลงสไลด์หน้าสุดท้าย“แต่เท่าที่ฟังเขาท่าทางจะเป็รุก มึงเป็ฝ่ายรับโอเคใช่ปะ?”
“ห๊ะ...ยังไงวะ??” ดรีมงุนงงกับประเด็นที่จู่ๆ ก็จั่วหัวขึ้นมาไม่มีปี่มีขลุ่ย
“หมายถึงมึงโอเคมั้ยถ้าจะเป็ฝ่ายโดนเสียบอ่ะกูเคยเจอผู้หญิงที่ชอบให้ทำข้างหลังอยู่ แต่กูไม่รู้ว่ามึงโอเครึเปล่าแบบนั้น”
และแล้วภาพฝรั่งสองคนจากคลิป gay porn วันก่อนย้อนกลับเข้ามาในหัว คนน่ารักทำหน้าย่น มื้อกลางวันในท้องดรีมพร้อมจะขย้อนออกมาอีกแล้ว
“กูไม่รู้ว่ะ...แต่พี่เขาดูท่าทางเก่งเื่อย่างว่าอยู่ กูคงไม่น่าจะเจ็บมากละมั้ง...”ร่างบางเองก็จินตนาการตัวเองโดนกระทำไม่ออกเหมือนกัน โดนข้างหลังมันโอเคจริงๆ เหรอ...
“โห เตรียมตัวเป็เมียเต็มที่เลยนี่หว่าเพื่อนกู” ไอ้เต้แซว
“มันก็ต้องเตรียมใจกันบ้างปะวะ”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ แต่ก็ดูเหมาะกับมึงดี มึงมันผิวขาวน่ารักด้วยไงขนาดกูเดินกับมึงในคณะฯ คนเขายังนึกว่าเป็ผัวเมียกันเลย” ไอ้เต้บ่น
“กูเป็ผัว มึงเป็เมียนะ ฮ่าฮ่าฮ่า” ดรีมหัวเราะร่า
“เออเดี๋ยวนี้เทรนผัวสาวกำลังมาแรง มึงก็อย่าลืมเช็กโพพี่เจสุดที่รักของมึงด้วยล่ะว่าเขาเป็รุกหรือรับแต่เท่าที่ฟังคงสายรุกซะละมั้ง”
“ได้ๆ แต๊งกิ้วสำหรับคำแนะนำ” ดรีมตบบ่าเพื่อน
ทั้งสองตรวจทานเนื้อหาในสไลด์พรีเซนต์เป็ครั้งสุดท้ายก่อนส่งเมลให้สมาชิกกลุ่มทุกคนหนุ่มนักบาสฯ เก็บโน้ตบุ๊กและเครื่องเขียนทั้งหมดลงกระเป๋าเป้ในขณะที่ดรีมเอาหนังสืออ้างอิงไปคืนห้องสมุด
ไอ้เต้ในชุดนักกีฬาเก็บของเสร็จในเวลาไม่นาน ออกจากห้องประชุมเดินตามหาเพื่อนตัวน้อยระหว่างชั้นวางหนังสือมากมาย
เดินไปก็พลันนึกขึ้นได้ว่า บรรยากาศรอบข้างก็ดูคุ้นๆ ยังไงชอบกล เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนก็ไม่รู้
ร่างบอบบางหันมองเพื่อนซี้ที่เดินมาหาด้วยใบหน้าเหยเกกระอักกระอ่วมขั้นสุดก็เผลอขำพรืดออกมา
“ให้กูเดานะ... มึงกำลังนึกถึงหนังเกย์ฝรั่งสองคนนั้นอยู่ใช่มั้ยที่คนนึงใส่ชุดพละปล้ำอีกคนที่กำลังเก็บหนังสือ แถมสถานที่ยังเป็ห้องสมุดเหมือนตอนนี้อีกต่างหาก”ดรีมเดาใจอีกฝ่าย
“เออ ฉากนั้นแม่งติดตาฉิบหาย แถมโลเคชั่นตอนนี้แม่งก็โคตรใช่รีบออกไปจากที่นี่กันเหอะว่ะกูจะอ๊อกแล้ว!”ไอ้เต้เม้มปากแน่น
“หน้าตามึงแม่งอุบาทว์ฉิบหาย ฮ่าฮ่าฮ่า”
และแล้วเพื่อนสนิททั้งสองพากันมุ่งหน้าตรงไปยังทางเชื่อมโรงอาหาร ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ปลูกอยู่ตลอดสองข้างทางให้ร่มเงาใน่กลางวันได้เป็อย่างดี
บ่ายวันอาทิตย์ซึ่งเป็วันหยุด มหาวิทยาลัยมีผู้คนบางตาไม่เบียดเสียดเหมือนวันธรรมดาที่คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาจำนวนมากได้เดินเล่นทอดน่องชิวๆ แบบนี้บ้างก็เพลินดีเหมือนกัน
ทั้งสองเดินเล่นมือถือท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย
ทันใดนั้นเอง เสียงริงโทนเพลงโปรดของหนุ่มน้อยก็ดังขึ้น
ตึ๊ง ตึ๊ง ตึ๊ง
“พี่เจวิดีโอคอลมาล่ะ!”
แค่เห็นชื่อคนคอล ดรีมก็ตื่นเต้นแทบเก็บอาการไว้ไม่อยู่
“ไหนๆ มึงรับดิ๊ กูละอยากเห็นพี่เขาจะหล่ออย่างที่มึงโม้รึเปล่า”ไอ้เต้โอบไหล่เพื่อนซี้เฉกเช่นเคย
“เอาดิ กูเคยเล่าวีรกรรมกับมึงหลายอย่าง เขาน่าจะอยากรู้จักมึงอยู่แหละ”
นิ้วเรียวกดรับวิดีโอคอลอย่างรวดเร็วและแล้วใบหน้าอันหล่อเหลาที่หวนคิดถึงก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอมือถือ
พี่เจกำลังอยู่ในห้องนอน มีผมปรกหน้าเล็กน้อยไม่ได้เซตผมเหมือนทุกครั้งแต่ก็ดูดีไปอีกแบบเด็กหนุ่มตัวน้อยอดอมยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นอีกฝ่ายในเวอร์ชันวันหยุดแสนสบายแบบนี้
“สวัสดีฮะพี่เจ” ดรีมโบกมือทักทายอย่างสดใสร่าเริง
“ดีครับดรีม... แล้วนั่นอยู่กับใครเหรอครับ?”
ภาพหน้าจอฝั่งเด็กหนุ่มปรากฏภาพใบหน้ายิ้มแย้มของดรีมที่มีแขนล่ำของใครสักคนโอบไหล่อยู่ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า แต่เสียงพี่เจวันนี้คล้ายจะแข็งกร้าวกว่าปกติชอบกล
หนุ่มนักกีฬาที่พาดแขนบนไหล่เพื่อนอยู่ก็ดึงออกพลางยกมือไหว้พี่เจร่างบางแพนกล้องออกมุมกว้างเพื่อให้เห็นทั้งเขาและเพื่อนตัวโต
“สวัสดีครับ ผมชื่อเต้เป็เพื่อนไอ้ฝันเฟื่องครับ” ไอ้เต้ไหว้อย่างมีสัมมาคารวะ
“มึงเรียกชื่อกูดีๆ สักวัน ไม่ตายหรอกมั้ง” ดรีมกระแนะกระแหน
“ให้พี่เขาเรียกมึงดรีมไปเหอะ กูจะเรียกมึงแบบนี้มีปัญหาห่าไร?” นักบาสฯ กวนตีนไม่เลิก
“ไอ้เหี้ยเต้!” ดรีมโวยวายถีบเพื่อนแล้วก็โดนล็อกคออีกตามเคย
“โอ๊ยเจ็บนะมึง ปล่อยกู!”คนตัวเล็กดิ้นไปมา ไม่อาจสู้เรี่ยวแรงช้างสารของนักกีฬามหาลัยได้
“มึงหาเื่ใส่ตัวเองนะ”
“ก็ใครใช้ให้มึงเรียกกู ‘ฝันเฟื่อง’เล่า!” ดรีมยังดิ้นไม่เลิก
“แล้วใครใช้ให้มึงวิ่งมาโดนกูล็อกคอวะ??” ไอ้เต้กวนตีนไม่หยุด
เด็กหนุ่มทั้งสองออกแรงยื้อกันไปมา ภาพหน้าจอมือถือส่ายพัลวันจับโฟกัสไม่ได้จนพี่เจพานจะปวดหัว
“อ๊ะ พี่เจขอโทษฮะ ต้องมาดูพวกผมทะเลาะกันแบบนี้นี่คือไอ้เต้ที่เคยเล่าให้ฟังไงฮะ เพื่อนสนิทผมเอง” ดรีมกลับมาคุยกับคนในสมาร์ตโฟนอีกครั้ง
ตอนนี้เพื่อนนักบาสฯ ขอตัวไปสั่งกับข้าวแล้ว เหลือเพียงดรีมเพียงลำพังบนหน้าจอวิดีโอคอลเท่านั้น
“สนิทกันดีจังนะ แบบนี้ก็ไม่มีที่ให้พี่ไปแทรกเลยสิ”หนุ่มลูกครึ่งกล่าว
“ใครบอกล่ะฮะ จะเลิกคบมันหลายครั้งละ กวนประสาทผมอยู่เรื่อย”ดรีมบ่นอุบระหว่างเสียบหูฟังเข้ากับสมาร์ตโฟน
“ฮะฮะ แล้วเที่ยงนี้น้องดรีมกินอะไรรึยังครับ?”
“ข้าวกะเพราไก่สับกับไข่ดาวไม่สุกฮะเมนูโปรดของผมเองนี่นั่งรอให้ไอ้เต้ไปซื้อมาให้อยู่ฮะ”
“งั้นเหรอครับ...” ใบหน้าคมสันเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“พี่เจไม่สบายอะไรรึเปล่าฮะ วันนี้พูดน้อยกว่าปกติเยอะเลย” หนุ่มน้อยรู้สึกเป็ห่วง
“ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่อยากเห็นหน้าดรีมน่ะเลยคอลหา”
“...ผมเองก็อยากเห็นหน้าพี่เจเหมือนกันฮะ แบบว่าคิดถึงนะฮะ...”เสียงหวานกล่าวแ่เบา เขาข่มกลั้นความเขินอายเพื่อบอกความรู้สึกให้อีกฝ่ายรับรู้
“แฮ๊ปปี้จังครับ น้องดรีมเองก็คิดถึงพี่ด้วย”รอยยิ้มแสนจะไนซ์คลี่ออกบนใบหน้าหล่อเหลาเฉกเช่นเคย
“คิดถึงนะฮะ”
“คิดถึงดรีมเหมือนกันครับ”
ใบหน้าหวานยิ้มกว้างวันนี้ทั้งสองไม่มีนัดเจอกันแต่เพียงได้เห็นหน้าได้ยินเสียงอีกฝ่ายก็ทำให้จิตใจดวงน้อยของเด็กหนุ่มฟูฟ่องเปี่ยมล้นด้วยความสุขไม่นึกเลยว่าการมีใครสักคนให้คิดถึงจะเป็ความรู้สึกแสนพิเศษถึงเพียงนี้
พูดคุยกันไม่นานนักพี่เจก็วางสายไปพร้อมกันกับเพื่อนซี้จอมกวนกลับมาพร้อมข้าวกะเพราไข่ดาวสองจานและเครื่องดื่มสองแก้ว
“วันนี้น้ำใบเตยหมด กูเลยสั่งเก๊กฮวยให้” ไอ้เต้บอก
“แต๊งกิ้ว”
“พี่เจของมึงหล่อจริงว่ะ อยู่บ้านยังออร่าจับซะขนาดนั้น กูนึกว่าดารา”
“ใช่มั้ย... โคตรพ่อโคตรแม่หล่อ แล้วยิ่งเวลาเขายิ้มนะมึ๊ง โลกมันสดใสไปหมด! กูงี้จะละลายอยู่แล้วววว และเขาก็นิสัยน่ารักมากถึงมากที่สุดด้วย!!!”
ดรีมพรรณนาสรรพคุณพี่เจอย่างออกนอกหน้า หลงเสน่ห์หนุ่มลูกครึ่งเข้าเต็มเปา
“คลั่งหลัวเข้าไปมึงอ่ะ รักเขาแต่เล่นตัวไม่ยอมคบด้วย ระวังเขาจะเบื่อเอา”หนุ่มผิวแทนขู่
“อย่าพูดเป็ลางดิมึงนี่... เออ พี่เจชวนมึงไปกินข้าวด้วยกันแน่ะเย็นวันอังคารว่างมั้ย?”
“วันอังคารไม่มีซ้อมพอดีไปได้ แล้วเขาจะอยากเจอกูไปทำไมวะ?” เพื่อนนักกีฬานึกสงสัย
“คงจะอยากทำความรู้จักเพื่อนๆ รอบตัวกูล่ะมั้ง” ดรีมตอบ
คู่ซี้กินข้าวเที่ยงด้วยกันก่อนกลับไปเล่น ROV ต่อที่ห้องไอ้เต้ทั้งวันแน่นอนว่ากลับดึกดรีมก็ค้างคืนห้องนั้นอีกตามเคย
่เย็นวันอังคารมาถึงอย่างรวดเร็ว ร้านสเต๊กในซอยข้างมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยเหล่าเด็กนักศึกษามากหน้าหลายตาตอนนี้เป็่เวลาสำหรับอาหารมื้อเย็นพอดี
ภาพเด็กหนุ่มทั้งสองในชุดนักศึกษาชายนั่งเคียงข้างกันในร้านสเต๊ก ดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมายิ่งนัก
เด็กหนุ่มร่างบอบบางผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลประกายแดงยาวประบ่ากำลังเล่นเกมในมือถืออย่างเมามันเรือนร่างนั้นดูกะทัดรัดผอมบางน่าทะนุถนอมปกป้อง ดวงตาบ้องแบ๊วเบิกกว้างลิงโลดเมื่อล่าบอสใหญ่ได้เป็ผลสำเร็จหลังจากพยายามอยู่นานสองนาน
เคียงข้างด้วยเด็กหนุ่มร่างสูงมาดนักกีฬาทรงผมสกินเฮดร่างกายกำยำผิวสีน้ำผึ้งนั้นดูแข็งแกร่งกว่าเพื่อนวัยเดียวกันมากลำแขนแกร่งนั้นโอบรอบไหล่บางอย่างสนิทสนมโน้มศีรษะดูหน้าจอในมือขาวอย่างใกล้ชิดเสียจนหัวแทบจะแนบสนิทติดกันอยู่แล้ว
“เชี่ย อีกนิดเดียว กูเกือบชนะแล้ว!” ดรีมโอดครวญ
“กูบอกแล้วด่านสุดท้ายแม่งปราบเซียน มึงต้องปล่อยพลังรัวๆๆๆไม่งั้นไม่ชนะ” ไอ้เต้พูด
“เออๆ ขอแก้มืออีกตา ต้องเคลียร์ด่านนี้ให้ได้ไม่งั้นไม่เลิกว้อย!” ดรีมประกาศ
และแล้วหนุ่มนักศึกษาทั้งสองก็รวมหัวกันลุ้นเกมออนไลน์ในมือถืออีกครั้งบอสตัวสุดท้ายนี่ล่ายากกว่าที่คิดไว้มากโข
ลูกค้าสาวๆ ทั้งหลายในร้านต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่สะกิดเพื่อนให้มองมายังดรีมและเต้เป็ตาเดียวสองหนุ่มที่ดูสนิทสนมใกล้ชิดกันเป็พิเศษขนาดนี้ บรรยากาศกะหนุงกะหนิงชนิดที่ใครเห็นเป็ต้องมองว่าทั้งสองเป็แฟนกันอย่างแน่นอน
“เฮลโหล ผัวเมียมาดินเนอร์กันเหรอจ๊ะ!” เพื่อนสาวคนหนึ่งทักทาย
“เออ พวกกูมีนัดกินข้าวกับคนรู้จัก” ไอ้เต้ตอบเพื่อนสาวในคณะฯ ส่วนดรีมยังคงมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเกมตรงหน้า
“ตัวติดกันตลอดเลยนะ ไปล่ะเอ็นจอยนะทั้งคู่” เธอโบกมือลาแล้วเดินจากไป
โต๊ะรอบข้างยังคงกระซิบกระซาบพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักต่อไป บรรยากาศชวนจิ้นของเด็กหนุ่มทั้งสองน่ามองจนไม่อาจละสายตาไปได้ลูกค้าโต๊ะอื่นต่างอมยิ้มมีความสุขกับโมเมนต์ฟินๆ ของทั้งคู่ หากแต่ไม่ใช่สำหรับหนุ่มนักธุรกิจที่เพิ่งเดินทางมาถึงแน่
ั์ตาสีควันบุหรี่จ้องมองทั้งสองด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์นัก
ชายหนุ่มลูกครึ่งไทยอิตาลีผมสีน้ำตาลจัดทรงอปป้าเกาหลีเลิกคิ้ว เขาได้ยินที่เด็กสาวทักทายทั้งสองคนชัดเต็มสองรูหูดูท่าในรั้วมหาลัยทั้งสองคนจะใกล้ชิดสนิทกันมากทีเดียว เจรู้สึกตงิดใจั้แ่เห็นบรรยากาศมุ้งมิ้งของเด็กหนุ่มทั้งสองในวิดีโอคอลแล้วว่าต้องมีอะไรเกินเลยเป็แน่ยิ่งมาเห็นกับตาก็ยิ่งรู้สึกขุ่นมัวเป็ทวีคูณ
“พี่เจ โต๊ะอยู่ทางนี้ฮะ!”
ดรีมโบกมือเรียกเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคย
หนุ่มลูกครึ่งปรากฏกายในชุดทำงานเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดและกางเกงสแล็คสีเทาเข้มสวมใส่รองเท้าหนังสีดำเงาแลดูเนี้ยบั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า สร้างความประทับใจแก่เต้ผู้ซึ่งไม่เคยพบเจออีกฝ่ายมาก่อน
“สวัสดีครับพี่เจ ผมเต้ครับ” หนุ่มนักกีฬายกมือไหว้อย่างมีมารยาท
“ดีครับทั้งสองคน โทษทีนะพี่รถติดอยู่สี่แยกตั้งนาน”เสียงทุ้มกล่าวขณะยกมือรับไหว้ไอ้เต้ ส่วนดรีมไม่ไหว้พี่เจอยู่แล้วั้แ่ครั้งแรกที่เจอกัน
“ไม่เป็ไรฮะ พวกเราเพิ่งมาถึงสักพักเองยังไม่ได้สั่งอะไรเลย”ร่างบางตอบ
สองหนุ่มเพื่อนซี้นั่งอยู่บนเก้าอี้เคียงข้างกัน แขนหนาอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อพาดวางบนไหล่บางของเพื่อนตัวน้อยตามความเคยชินหนุ่มนักกีฬาััได้ถึงรังสีอำมหิตบางอย่างที่ส่งมาไม่ขาด เขาตัดสินใจดึงแขนที่โอบไหล่บางออกและนั่งห่างออกมาอย่างเว้นระยะแทน
ทั้งสามกวาดตาบนเล่มเมนูอาหาร ดรีมกับพี่เจสั่งสเต๊กหมูและสลัดรวมมาแบ่งกันในขณะที่ไอ้เต้สั่งแค่เฟรนช์ฟรายส์อย่างเดียว
“ดรีมกับเต้ดูสนิทกันจัง รู้จักกันมาก่อนเข้ามหาลัยรึเปล่าครับ?” พี่เจถามขึ้น
“พวกเราเพิ่งมาเจอกันที่นี่ฮะ เรียนเอกเดียวกันก็เลยสนิทกันฮะ”เสียงหวานตอบ
“อย่างนี้นี่เอง... ดรีมครับพี่หิวน้ำ ฝากกดชาให้หน่อยได้มั้ยครับ”
“ได้สิฮะ รอแป๊บนึงนะเดี๋ยวผมมา”
เด็กหนุ่มหยิบแก้วเปล่าบนโต๊ะก่อนจะเดินจากไป
เมื่ออยู่กันเพียงสองคนบนโต๊ะอาหาร เต้กับพี่เจต่างก็มองหน้ากันตรงๆ
เต้รู้สึกว่าอีกฝ่ายคือผู้ชายภูมิฐานรูปลักษณ์หน้าตาดีราวกับดารานายแบบเลยทีเดียวแต่หลังจากเห็นสายตาไม่พึงพอใจเมื่อเขาใกล้ชิดเพื่อนตัวน้อยมากเกินไป เต้ก็พอจะคาดเดาออกว่าอีกฝ่ายชวนเขามากินข้าวเนื่องด้วยวัตถุประสงค์อะไรกันแน่
บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดชวนให้หายใจไม่คล่องนักจนเต้เป็ฝ่ายตัดสินใจชวนคุยเพื่อทำลายบรรยากาศอึดอัดนั้นด้วยตนเอง
“เอ่อ ผมขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าพวกผมไม่ใช่อย่างที่พี่คิดแน่ๆผมชอบผู้หญิง 100% ไม่มีทางคิดอะไรเกินเลยกับไอ้ดรีมมันหรอกครับ”เต้อธิบายอย่างสุภาพ
“แล้วที่ทุกคนเขาเรียกดรีมกับเต้เป็ผัวเมีย มันยังไงเหรอครับ?”พี่เจถามเสียงนุ่มแต่ฟังแล้วกลับให้ความรู้สึกเย็นะเืชอบกล
“คงเพราะพวกผมสนิทกันมากไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แล้วขนาดตัวพวกเราคงแตกต่างกันมากละมั้งครับเลยโดนแซวอยู่เรื่อย แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่จริงๆ ครับ...ผมว่าถ้าพี่จะหึงน่าจะเป็พวกเด็กคณะอื่นซะมากกว่าเห็นเอ๋อเด๋อแบบนี้ไอ้ดรีมมันก็ป๊อบในหมู่ผู้ชายแปลกๆ อยู่พอสมควรนะครับ”หนุ่มนักกีฬาอธิบาย
“แต่เต้ก็เป็คนออกตัวปกป้องดรีมมาตลอดใช่มั้ยเห็นดรีมเล่าให้ฟังอยู่”
“ก็ประมาณนั้นครับ... เ้านี่มันไม่ค่อยระวังตัวเท่าไรผมต้องคอยระวังเป็ไม้กันหมาให้มันอยู่เรื่อยพวกนั้นเห็นไอ้ดรีมอยู่กับผมก็ไม่กล้าจะเข้ามาประชิดตัวสักเท่าไร”
“เต้เป็เพื่อนที่ดีนะ ปกป้องดูแลเพื่อนได้ดีมาก” พี่เจกล่าวชื่นชมในฐานะผู้ใหญ่เขารู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ดูเป็คนที่พึ่งพาได้พอสมควรทีเดียว
“ไม่หรอกครับ ผมเองสอบติดที่นี่ด้วยโควตานักกีฬาเรียนไม่ค่อยจะทันคนอื่นเขาก็ได้ไอ้ดรีมนี่แหละคอยซีรอกซ์ชีทช่วยติวหนังสือให้ตลอดสอบเก็บคะแนนคราวก่อนผมรอดมาได้ก็เพราะมันเลยครับ ไอ้ดรีมมันถือเป็เพื่อนที่ดีมากจริงๆ” เต้ชมเชยเพื่อนซี้ชนิดที่ไม่เคยพูดมาก่อน
“รักกันให้มากๆ นะ พอโตขึ้นเพื่อนสนิทจะเหลือน้อยลง การที่ทั้งสองเป็เพื่อนที่ดีต่อกันมันวิเศษมากเลยครับ”
หนุ่มนักธุรกิจผู้มีใบหน้าหล่อเหลากล่าวด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่สาวเห็นเป็ต้องละลายสุภาพอบอุ่นเป็กันเอง เต้ชักจะเข้าใจแล้วสิว่าเ้าเพื่อนตัวดีหลงเสน่ห์อะไรคนตรงหน้านัก
เมื่อร่างสูงใหญ่เข้าใจความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างดรีมกับเต้แล้วบรรยากาศมาคุก็ค่อยๆเบาบางจางหายไป เหลือเพียงการพูดคุยอย่างเป็กันเอง ทำให้หนุ่มนักบาสฯ รู้สึกโล่งอกสามารถหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้นหากตัดเื่หึงหวงไปแล้วเด็กหนุ่มรู้สึกว่าพี่เจคนนี้ดูท่าทางเป็คนดีใช้ได้เลย
“เอ่อ ผมขออนุญาตถามอะไรหน่อยนะครับ ถ้าละลาบละล้วงต้องขออภัย”เต้เอ่ยปาก
“ครับเชิญเลย”
“พี่เจชอบไอ้ดรีมมันจริงๆ หรือเปล่าครับ” เด็กหนุ่มนักกีฬาถาม
“ครับ พี่ชอบดรีมและตั้งใจจีบจริงจังนะ” พี่เจตอบชัดเจนตรงไปตรงมา
“ขอบคุณครับ... ในฐานะเพื่อนก็อยากให้มันเจอคนดีๆผมหวังว่าพี่จะดูแลมันดีนะพี่”
“นั่นคือความตั้งใจของพี่อยู่แล้วครับพี่รักและเทคแคร์คนที่พี่คบด้วยเสมอ”
เมื่อได้ยินคำกล่าวหนักแน่นชัดถ้อยชัดคำเด็กหนุ่มผิวแทนก็รู้สึกสบายใจอีกฝ่ายเป็ผู้ใหญ่ที่ดูเข้าใจอะไรง่ายกว่าที่คิดขนาดเต้ไม่ได้พิศวาสผู้ชายด้วยกันยังรู้สึกว่าเป็คนที่ดูไนซ์อยากทำความรู้จักด้วยเลยอบอุ่นเป็ผู้ใหญ่ซะขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ไอ้ฝันเฟื่องจะหลงหัวปักหัวปำ
“กลับมาแล้วฮะ”
เสียงหวานกลับมาพร้อมแก้วชาเขียวในมือ
“กูนึกว่ามึงตกส้วมไปแล้ว หายไปซะนาน” เต้กัดเพื่อนตามประสา
“พอดีตู้น้ำคิวมันยาวน่ะ ว่าแต่เมื่อกี้ทั้งสองคนคุยเื่อะไรกันเหรอฮะดูน่าสนุกเชียว”เด็กหนุ่มถาม
พี่เจกับเต้สบตากัน ระบายยิ้มมุมปากออกมาทั้งคู่
“ความลับครับ” หนุ่มลูกครึ่งกล่าว
“เอ๋! เพิ่งเจอหน้ากันแท้ๆมีอะไรที่บอกผมไม่ได้งั้นเหรอฮะ??” ร่างบางโวยวายไม่นึกว่าทั้งสองจะสนิทกันรวดเร็วถึงปานนี้
“ก็ไม่มีอะไรมาก... กูกะจะเล่าเื่ที่มึงปรึกษากูดีมะเื่ช่วยตัวเองล่าสุดของมึงไง”
“ไอ้เชี่ยเต้!!!”
ร่างบางลุกพรวดปิดปากเพื่อนเป็พัลวัน
...ไอ้ห่า! ไอ้ผีเจาะปาก!ห้ามเล่าให้พี่เจฟังเด็ดขาดเลยนะเื่นี้...!
“เื่อะไรเหรอครับ น่าสนใจพี่อยากฟังด้วยจังครับ”เสียงทุ้มถามอย่างอารมณ์ดี
“เอ่อ...มะ..ไม่มีอะไรหรอกฮะ...” ดรีมลนลานปฏิเสธเหงื่อแตกเลยทีเดียว
“หรอครับ แต่พี่ว่ามีนะดรีมร้อนตัวซะขนาดนี้”
“ม... ไม่มีจริงๆ ฮะ... เอ่อ คือ...”
“เดี๋ยวกูขอตัวก่อนนะไอ้ฝันเฟื่อง พอดีโค้ชโทรตามบอกมีซ้อมด่วนคืนนี้”ไอ้เต้พูดแทรกขึ้นมา “พี่เจผมฝากส่งมันที่หอด้วยนะครับวันนี้ผมอาจจะต้องขอตัวก่อน”
เด็กหนุ่มนักบาสฯ ไหว้ลาพี่เจ พร้อมสะพายกระเป๋าเป้สีดำบนบ่า
อันที่จริงไม่มีนัดซ้อมบาสฯ ใดๆ หรอกแต่หนุ่มผิวแทนไม่อยากจะเป็ก.ข.ค. ระหว่างสองคนนี้สักเท่าไรชิ่งหนีก่อนเห็นจะเป็หนทางที่ดีที่สุด
“เดี๋ยวพี่ไปส่งดรีมเองครับ เต้ไม่ต้องห่วง” พี่เจกล่าว“วันนี้ดีใจที่ได้คุยกันนะครับ”
“ผมก็ดีใจที่ได้เจอพี่นะครับ เห็นไอ้ฝันเฟื่องมันพร่ำเพ้อพรรณนาคิดถึงพี่อยู่ทุกวันได้เจอก็พอจะเข้าใจมันละครับ มันอ่ะชอบเล่นตัวที่จริงหลงพี่หัวปักหัวปำจนไม่กล้ามองหน้าเลยครับ!” เด็กหนุ่มผมสกินเฮดพูดทิ้งะเิลูกใหญ่ก่อนจะเดินหายไป
“ไอ้เหี้ยเต้! มึงจะไปไหนก็ไปเลย!!!” ร่างบางะโไล่หลังเพื่อนซี้ที่หายตัวออกจากร้านไปเป็ที่เรียบร้อย
...ยิ่งอยู่ก็ยิ่งเล่าแต่เื่น่าอาย โอ๊ยยย แล้วพี่เจจะมองเขาเป็คนยังไงเนี่ย!!... เด็กหนุ่มพร่ำเพ้อในใจ
ส่วนหนุ่มลูกครึ่งตอนนี้กำลังยิ้มแก้มปริด้วยความปีติดีใจเป็ที่สุด
“น้องดรีมบ่นให้เพื่อนฟังว่าคิดถึงพี่ทุกวันเลยเหรอครับ”
ใบหน้าอันหล่อเหลาของพี่เจเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ผู้าุโกว่ารู้สึกว่าเด็กหนุ่มสุดแสนจะใสซื่อบริสุทธิ์ตรงหน้าช่างน่ารักยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านัก
“ก็...เอ่อ...ประมาณนั้นฮะ...”
ใบหน้าแดงราวกับมะเขือเทศสุกก้มหน้างุด ร่างบอบบางผู้ไม่ประสีประสาเื่ความรักอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีไม่กล้าจะสบตาอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
“เื่ช่วยตัวเองนี่ปรึกษาแต่กับเต้ไม่เห็นมาปรึกษาพี่บ้างเลยพี่น้อยใจนะครับ” เสียงทุ้มกระเซ้าเย้าแหย่
“ก็ไม่ใช่เื่...ที่จะบอกใครได้ง่ายๆ นี่ฮะ...”เสียงหวานแ่เบาลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนท้าย
“แต่พี่ก็อยากรู้นะไว้คืนนี้พี่ไปส่งที่หอแล้วขอฟังรายละเอียดหน่อยได้มั้ยครับ”พี่เจไล่ต้อนอย่างเพลิดเพลิน ราวกับหมาป่ากำลังต้อนลูกแกะตัวน้อยจนมุมโดยไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรด้วยซ้ำ
“ม...ไม่ได้ฮะ!”หนุ่มน้อยปฏิเสธเป็พัลวัน ลุกลี้ลุกลนยิ่งกว่าเดิม
“พี่พอมีประสบการณ์อาจจะพอช่วยน้องดรีมได้นะ”
“ไม่ได้จริงๆ...ฮะ...คือ...เอ่อ...”
เด็กหนุ่มถึงกับไปต่อไม่เป็อายจนน้ำตาซึมเกือบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
“ฮะฮะ ล้อเล่นน่ะ กินข้าวเสร็จแค่ไปส่งดรีมเท่านั้นแหละครับไม่ขึ้นหอไปด้วยหรอก!” พี่เจหัวเราะในลำคอลูบศีรษะคนที่นั่งตรงข้ามโต๊ะอาหารรู้สึกเอ็นดูคนขี้แยอย่างบอกไม่ถูก
นิ้วหนาปาดเช็ดน้ำใสๆ ที่เอ่อล้นดวงตากลมโต ดูท่าเขาจะแกล้งเด็กหนุ่มตัวน้อยมากไปหน่อยน้องดรีมช่างใสซื่อน่าทะนุถนอมเสียจริง แซวนิดแซวหน่อยก็เกือบร้องไห้ซะแล้ว
“ทำไมทุกคนชอบแกล้งผมจังฮะ...เพื่อนเอย พี่เจเอย...ทุกคนต่างรุมแกล้งผมกันหมด...” ดรีมบ่นอุบ ยอมให้นิ้วมือหนาเช็กน้ำตาให้แต่โดยดี
“ก็ดรีมอยากทำตัวน่ารักน่าแกล้งทำไมละครับ”
เด็กหนุ่มเริ่มซุกใบหน้าตนกับมือหนากลับบ้าง ท่าทีออดอ้อนชายหนุ่มนั้นแสดงออกอย่างเป็ธรรมชาติจนพี่เจรู้สึกเอ็นดู
“ทำแบบนี้แล้วผมเหมือนน้องแมวมั้ยฮะ” ดรีมถามพลันนึกถึงเ้าเหมียวส้มที่พี่เจเลี้ยงไว้
“ไม่ค่อยเหมือนโมชิเท่าไรครับ เหมือนอย่างอื่นมากกว่า”
“เอ๋ ผมเหมือนอะไรเหรอฮะ??” ดรีมถามอยากสนอกสนใจ
“เหมือนเป็แฟนพี่มากกว่าครับ”
คำตอบของร่างสูงทำเอาเด็กหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย ใบหน้าหวานผละออกจากฝ่ามือหนาทันที
“จะไม่อ้อนพี่ต่อแล้วเหรอครับ” หนุ่มนักธุรกิจถาม
“ไม่แล้วฮะ...”
“ดรีมไม่ชอบพี่แล้วเหรอ”
“ชอบฮะ แต่ผมเอ่อ...”
ดรีมนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยความรู้สึกออกมา
“...ผมว่าผมชอบพี่เจนะฮะ แต่เื่คบกัน...ขอเวลาหน่อยให้ดรีมคิดทบทวนอีกหน่อยได้มั้ยฮะ?”
เด็กหนุ่มถามแ่เบา เขายังลังเลไม่มั่นใจในความรู้สึกของตัวเองเท่าไรนักและเื่ที่พี่เจเองก็เป็ผู้ชายเช่นกัน เขาไม่มั่นใจว่าจะตอบรับความรู้สึกอีกฝ่ายในเวลานี้ดีหรือไม่ดรีมไม่อยากรีบร้อนตัดสินใจเื่ความสัมพันธ์ระหว่างที่ตนเองกำลังสับสนไม่แน่ใจในความรู้สึกแบบนี้เลย
“ครับ พี่ไม่เร่งเรานะ แค่เก็บเื่ของพี่ไปคิดก็ดีใจมากแล้วล่ะ”ชายหนุ่มกล่าวอย่างเข้าอกเข้าใจ
“ฮะ ขอบคุณที่เข้าใจดรีมนะฮะ”
“อย่างน้อยน้องดรีมก็เริ่มรู้สึกดีกับพี่บ้าง ไม่มากก็น้อยใช่มั้ย?” พี่เจถามอย่างมีหวัง
“ใช่ฮะ”
“แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ พี่ชอบเรานะ”
“เหมือนกันฮะ...”
“ขอบคุณครับ” พี่เจบอก
“ขอบคุณเหมือนกันฮะ”
ทั้งสองระบายยิ้มกว้างให้แก่กัน
ไม่นานสเต๊กหมู เฟรนช์ฟรายด์และสลัดจานใหญ่ก็วางเสิร์ฟบนโต๊ะ มื้ออาหารระหว่างคนทั้งสองยังคงเอร็ดอร่อยเต็มเปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะและความรักความอบอุ่นเช่นเคย