“ตามใจเจ้า..คืนนี้ยามไฮ่ (21.00) พี่จะไปหา” กระซิบชิดใบหูแดงก่ำ
“เพคะ…” เอียงอายเล็กน้อยแล้วหันไปหาพระสนมหลันกุ้ยเฟย “น้องรองไปกับพี่หรือไม่?”
“เพคะ..น้องก็อยากจะรู้” พระสนมตอบกลับ
“เช่นนั้นเราไปกันเถิด” ฮองเฮาจับมือกับพระสนมออกเดินกลับตำหนักตามด้วยนางกำนัลและขันทีมากมาย
“พระคู่หมั้นพะยะค่ะ จางฮองเฮาขอเชิญที่ตำหนักซันหลงพะยะค่ะ” ยู่กงกงบอกกับเหม่ยเซียนที่เริ่มนั่งไม่นิ่งเท่าไหร่
“อ่อ…ยังงั้นรึ?” กระพริบตาปริบๆ ตอบเสียงยานนิดๆ “ป่ะ” จับบ่าแกร่งของสองพระองค์ด้านข้างและยันตัวขึ้นยืน
“พี่ไปส่ง” หย่งเจี้ยนกับหย่งเซิง จับแขนนางคนละข้าง อย่างไรทั้งสามคนก็หมั้นหมายกันแล้วท่าทางเช่นนี้หาได้มีผู้ใดกล้าว่ากล่าวไม่
ยู่กงกงเดินนำ องค์ชายรอง องค์ชายสาม จูเหม่ยเซียน และด้านหลังองครักษ์และสาวใช้ตามกันนับสิบ จนมาถึงห้องรับรองด้านในตำหนักพบกับเสด็จแม่ทั้งสอง นั่งจิบชารออยู่ ทั้งสามตามขันทีเข้าไปยกเว้นสาวใช้และองครักษ์ที่เฝ้ารออยู่ด้านนอก
“ถวายบังคมเสด็จแม่ใหญ่/เสด็จแม่รอง พะยะค่ะ” สององค์ชายโค้งคำนับ
“ถวายบังคมเพคะเสด็จแม่ทั้งสองของเหม่ยเอ๋อร์” ย่อกายลงและยิ้มหวานตาวาว
“ลูกสะใภ้ของแม่เมาสุรารึ?” ฮองเฮาเงยหน้าถามบุตรชาย
“มิใช่พะยะค่ะ..นางมึนๆ แต่พูดคุยรู้เรื่องทุกคำ” หย่งเซิงตอบ ‘แค่คิดสิ่งใดช้าไปบ้าง’
“เหม่ยเอ๋อร์..มาหาแม่ใกล้ๆ แล้วมาดูกล่องของเจ้าสิ แม่เปิดดูมีแค่เศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยเต็มไปหมดแม่กับแม่รองสับสนยิ่งนัก” ฮองเฮาถาม
“แม่รองคิดมิออกว่ามันมีไว้ทำสิ่งใดรึเจ้าจะหยิบมาผิดกล่อง” พระสนมถามซ้ำ
“มิใช่..หรอกเพคะ” เดินเชื่องช้าแต่ยังมั่นคงสตินางตอนนี้ยังพูดรู้เรื่องมิได้สับสนเพียงแต่อาจจะพูดยานคางไปบ้างมีความกล้ากว่าเดิมไปบ้าง ‘จำได้หมดนะมิเหมือนวันที่ร่ำสุรากับคุณหนูตู้หรอก ตอนนี้แค่มึนๆ’ เดินเข้าไปนั่งลงซบตักฮองเฮา “เสด็จแม่..เจ้าขาาาา..เรื่องนี้เป็นความลับนะเจ้าคะต้องให้พี่หย่งเจี้ยนกับพี่หย่งเซิงออกไปก่อน” ความอ้อนของนางมาแล้วว ฮองเฮายิ้มและลูบผมของนางเบาๆ
“เหตุใดเรามิมีบุตรีขี้อ้อนแบบนี้บ้างนะ” เหลือบตาขึ้นมองสององค์ชาย “เจ้าสองคนออกไปก่อน” ฮองเฮาบอก
“เรียกสาวใช้ทั้งสามคนให้เข้ามาหาเหม่ยเอ๋อร์และปิดประตูด้วยนะเจ้าคะ พี่หย่งเจี้ยน พี่หย่งเซิง” ยกหัวขึ้นจากตักและกล่าวยิ้มหวาน
“ไปสิ” พระสนมหลันกุ้ยเฟยย้ำสององค์ชายเมื่อเห็นทั้งสองยืนนิ่ง
“พะยะค่ะ/พะยะค่ะ”
คล้อยหลังสององค์ชายสาวใช้ต่างก็พากันเข้ามายืนด้านในแล้ว
“จิบชาสักหน่อยเป็นไร” หลันกุ้ยเฟยยื่นถ้วยชาหอมกรุ่นไปทางเหม่ยเซียนที่นั่งด้านล่างนิ่งๆ
“ขอบพระทัยเพคะแม่รอง” จิบชาบรรเทาอาการง่วงและมึน
ผ่านไปราวๆ เกือบครึ่งเค่อ (6นาที)
“เป็นเช่นไร” ฮองเฮาถาม
“ดีขึ้นมากเพคะ…ขออภัยเพคะเสด็จแม่ที่เหม่ยเอ๋อร์ทำให้ต้องรอ”
“มิเป็นไร แม่รอมินาน มาพูดเรื่องกล่องของเจ้าต่อ"
“ส่งกล่องให้เหม่ยเอ๋อร์เพคะ” รับกล่องที่แกะแล้วจากหลันกุ้ยเฟยและเริ่มอธิบาย “นี่มิใช่เศษผ้าธรรมดาเจ้าค่ะแต่มันคือ ชุดชั้นในมีไว้ปกปิดส่วนสงวนของสตรีแทนเอี๊ยมเพคะ”
“อย่างไรนะ??” ฮองเฮามองลูกสะใภ้ยืนขึ้นและหยิบเศษผ้าสีม่วงชิ้นเล็กๆ ที่มีรูปทรงสามเหลี่ยมมีเชือกผูกด้านข้างสองข้างนำมาทาบทับตรงส่วนสงวนด้านล่าง
“ชิ้นนี้คือ กางเกงใน มีไว้ปดปิดด้านล่าง” หันมองเสี่ยวถง “เสี่ยวถงมาหาข้า”
เสี่ยวถงเดินเข้ามาและหยิบเศษผ้าชิ้นเล็กที่มีทรงสามเหลี่ยมสองอันติดกันมีเชือกผูกไปด้านหลังสีม่วงแบบเดียวกันนำมาวางไว้ด้านบนตรงช่วงอกของเหม่ยเซียน “ส่วนนี้คือยกทรงมีไว้ปกปิดหน้าอกของเราเพคะ” ยิ้มหวานใส่ทั้งสองพระองค์ที่ยังนั่งอ้าปากทำหน้างุนงงไม่เข้าใจ “หากเสด็จแม่ทั้งสองยังไม่เข้าใจ..เช่นนั้นดูเหม่ยเอ๋อร์ดีๆ นะเจ้าคะ” แม้จะอายนิดๆ แต่ก็เป็นสตรีเช่นเดียวกัน
เหม่ยเซียนยื่นผ้าสองชิ้นให้เสี่ยวถงนำไปเก็บแล้วจัดการถอยหลังออกห่างไปสองก้าวและปลดสายคาดเอวออกยื่นให้สาวใช้ลี่หง ถอดเสื้อสีฟ้าตัวนอกออก ตามด้วยชุดสีขาวตัวใน (ชุดคลุมยาวแบบกระโปรงแต่มีสองชั้น) พรึ่บบๆๆๆ ผิวขาวๆ นวลเนียนปรากฏแก่สายตาทุกคนในห้อง
“ว๊ายยย/ว๊ายยย” ฮองเฮาและพระสนมตกใจที่นางเปลื้องผ้าออกแต่หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ก็ได้แต่ตกตะลึง และหันมองไปทางประตูเมื่อได้ยินเสียง ปัง!!!! ประตูเปิดเข้ามาอย่างรวดเร็วตามมาด้วยเสียงของสององค์ชาย
“เสด็จแม่/เสด็จแม่!!!!” ทั้งสองหยุดยืนนิ่งอ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าจนลืมสิ้นแล้วว่าจะกล่าวเรื่องใด
สตรีที่เป็นคู่หมั้นของทั้งสองพระองค์ยืนไร้เสื้อผ้าปกปิดกายขาว มีเพียงเศษผ้าสีดำน้อยชิ้นปิดบังส่วนสงวนที่ดูเหมือนจะบังหน้าอกที่ล้นออกมาไว้มิได้ เอวเล็กคอดกิ่ว ส่วนด้านล่าง เศษผ้าสีเดียวกันที่ดูท่าจะหลุดมิหลุดให้ทั้งสองต้องรอลุ้นจนต้องกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก
“เสด็จแม่ขอสมรสโดยเร็วพะยะค่ะ!!” หย่งเจี้ยนข่มอารมณ์พูดเสียงดัง หย่งเซิงรีบเดินมาหยิบเสื้อผ้าจากลี่หงมาคลุมกายขาวเนียนนถ่มหอมกรุ่นไว้แนบอก ใบหน้าแดงก่ำ
“เจ้ามิรอดแน่เหม่อยเอ๋อร์!” ฮึ่มมม
จางฮองเฮาทำแค่เพียงส่ายหน้าและจำเป็นต้องกล่าวคำนี้ขึ้นมาอย่างจนใจ "เจ้าหย่งเจี้ยน เจ้าหย่งเซิง จูเหม่ยเซียนรับราชโองการ ด้วยเหตุการณ์เมื่อครู่แม่เกรงว่าจะเกิดคำครหาออกไปจึงเห็นควรให้จัดการอภิเษกสมรสในอีกห้าวันข้างหน้า!!"
“น้อมรับราชโองการ พะยะค่ะ/พะยะค่ะ” สององค์ชายตอบรับเสียงดัง แต่เหม่ยเซียนกรีดร้องในใจ ‘อะไรเนี่ยยยยย’
วันงานมงคล ยามเหม่า (05.00-07.00)
“ท่านแม่ เหตุใดเราต้องตื่นมาเช้าเช่นนี้ด้วยเจ้าคะ” เหม่ยเซียนโอดครวญใบหน้างัวเงีย อยู่ในอ่างน้ำอุ่น
“วันสำคัญเช่นนี้จะเตรียมตัวยามเฉิน (07.00) ได้อย่างไร เกี้ยวเจ้าสาวจะมารับยามซื่อ (09.00) เจ้าต้องแช่น้ำมันหอมตั้งครึ่งชั่วยาม ใบหน้าก็ต้องลงแป้งให้เรียบเนียนแล้วยังเครื่องประดับบนศรีษะของเจ้าอีกเล่า” เกาฮูหยินบ่น
“แล้วเจ้าไปทำอันใด ให้จางฮองเฮาถึงกับต้องประกาศให้มีงานอภิเษกสมรสด่วนเช่นนี้” ตู้ฟางซินที่กำลังช่วยเสี่ยวถงขัดผิวกายของเหม่ยเซียนเอ่ยถาม
“มันเป็นเรื่องผิดพลาด..อย่าสนใจเลย” เหม่ยเซียนปล่อยให้พวกเขาจับพลิกซ้ายพลิกขวาอย่างตามใจจนแล้วเสร็จ “ลูกจะแต่งกายเอง แต่งใบหน้าเอง ท่านแม่กับฟางซินรอจัดเครื่องประดับเถอะเจ้าค่ะ” กล่าวจบก็ลุกขึ้นใส่ชุดคลุมก้าวเดินออกไปหลังฉากเพื่อเปลี่ยนชุดทันที
เหม่ยเซียนเช็ดผิวกายแต่งตัวด้วยชุดสีแดงลายหงส์สีขาวตัวเล็กเริงระบำ ชุดนี้เป็นชุดที่ได้รับพระราชทานมาจากฮองเฮาเมื่อวาน ทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมดทำให้นางอดตื่นเต้นไม่ได้ คิดแล้วคิดอีกว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ยังไง ยามนี้ไป่เยว่ชิงก็ตายไปแล้วแต่สององค์ชายกลับกลายมาเป็นเนื้อคู่ของนางซะงั้น ‘อยากจะบ้า’ หยุดความคิดบ้าบอแล้วดึงสติแต่งกายอย่างตั้งใจ
๑----------------------๑
ปลายยามเฉิน (08.40)
หน้าจวนสกุลจูที่ประดับไปด้วยผ้าสีแดงผูกเป็นลายดอกไม้มีรถม้าหลายสิบคันจอดอยู่ ด้านในรถม้าเป็นสินเจ้าสาวที่มีทั้งสินเดิมจากท่านเสนาบดีจู เกาฮูหยิน และของหมั้นหมายจากองค์ชายยาวเหยียดจนผู้คนด้านนอกต่างพากันอิจฉา จวบจนเสียงปี่เสียงกลองดังขึ้นมาไม่ไกลทุกคนจึงละสายตาจากประตูจวนหันไปมอง