3
โชคชะตาที่ลิขิตเองไม่ได้
หนานฟางไม่ได้ออกจากบ้านตระกูลฉีมานานนับปี ดูเหมือนเซียงไฮ้จะเปลี่ยนไปเป็อย่างมาก หนานฟางมองข้างถนนด้วยความสนใจ มีร้านค้ามากมาย มีตึกแถวที่สูงกว่าเมื่อก่อน ถนนมีรถยนต์วิ่งสวนกันไปมา เธอมองเห็นผู้คนมากมายกำลังเดินซื้อของตามร้านค้าต่างๆ
แม้แต่ห้างสรรพสินค้าเองก็ใหญ่กว่าเมื่อก่อนมา เธอไม่ได้ออกจากบ้านตระกูลฉีมานานมาก เพราะที่นั่นมีทุกอย่างที่เอ้า ไม่ว่า้าสิ่งใดคนของสามีจะจัดหามาให้ทุกอย่าง ไม่จำเป็ต้องออกมา อีกอย่างเธอเองก็เป็คนชอบเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ที่บ้าน คอยเลี้ยงดูและสอนหนังสือลูกชายเมื่อกี้เดือนที่ผ่านมา อีกฝ่ายอายุได้สามปีแล้ว และมีแววว่าจะเป็เด็กที่เฉลียวฉลาด หนานฟางอยากจะมาหาซื้อหนังสือและแบบเรียนไปให้ลูกได้ฝึกอ่าน
ห้างสรรพสินค้ามีข้าวของมากมายให้เลือกซื้อ หนานฟางเดินเลือกซื้อของให้เธอและลูกชาย ปกติของใช้ของเธอจะมีแม่บ้านและคนของสามีจัดหามาให้
ทางด้านเซียวเจิ้นฟางเองก็ติดตามหนานฟางมาด้วย เธอตื่นเต้นเมื่อได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าห้างสรรพสินค้า มันช่างใหญ่กว่าเมื่อก่อน มีของวางขายมากมาย สังคมมนุษย์ของภพนี้ช่างแตกต่างจากโลกที่เธอจากมาเป็อย่างมาก
มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อย่างการส่งสารหรือส่งจดหมายไม่จำเป็ต้องใช้ม้าเร็วหรือพิราบสื่อสาร ใช้สิ่งที่เรียกว่าโทรเลขก็สามารถส่งข้อความสื่อสารกันได้ ไหนจะรถยนต์ที่ใช้ในเื่ของการเดินทาง รถไฟที่ใช้ในการเดินทางระยะไกลอีก แต่สิ่งที่หาไม่ได้คือพลังปราณที่บริสุทธิ์
หนานฟางเดินเลือกซื้อของหลายอย่าง แล้วก็เดินเข้ามาในร้านเสื้อผ้า ที่นี่เป็ร้านใหญ่มีเสื้อผ้าให้เลือกหลายหลากแบบ ไม่ได้ตัดเย็บเสื้อผ้าเองนานแล้ว จึงเลือกซื้อผ้าหลายสิบพับ เป็โทนสีเข้มและสีอ่อน แล้วก็ผ้าที่มีลายเรียบๆ แบบที่เธอชื่นชอบ
ก่อนจะเดินผ่านร้านขนมที่ส่งกลิ่นหอมน่าลิ้มลอง หนานฟางนึกถึงลูกชายของเธอ เลยแวะซื้อไปฝากอีกฝ่าย เอาไว้วันหลังเธอจะชวนลูกชายมาเดินห้างและกินขนมที่ร้าน ลูกชายของเธอคงดีใจไม่น้อย
หนานฟางเธอถุงขนมเอาไว้ในมือ เธอลองชิมดูแล้วรสชาติอร่อยใช้ได้ ในใจนึกถึงลูกชายที่กำลังรอเธออยู่ที่บ้าน แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
รถยนต์ที่เธอนั่งมาถูกรถยนต์อีกคันพุ่งจนอย่างแรง ทำเอาเธอกรีดร้องออกมาด้วยความใ รถพลิกคว่ำหลายตลบ ทำเอาลูกน้องที่คอยดูแลนายหญิงที่ขับรถตามมาถึงกับใ
ร่างกายของหนานฟางรู้สึกถึงความเ็ปจากแรงกระแทก สติของเธอค่อยๆ ดับวูบลง
“อาเหอ...” เธอคิดถึงเพียงใบหน้าของลูกชายของตนเอง
เซียวเจิ้นฟางที่ติดตามข้างกายหนานฟางมาตลอดเธอรับรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายกับอีกฝ่าย แต่ไม่สามารถเอ่ยเตือนหรือช่วยอีกฝ่ายได้เลย ทำได้เพียงจ้องมองหญิงสาวที่เธอเอ็นดูประสบภัยอย่างเศร้าใจ หลายปีที่อยู่กับหญิงสาวจิตวิญาณของเธอเชื่อมโยงกับอีกฝ่าย ความผูกพันที่มีก็ย่อมมากด้วยเช่นกัน
ตอนนี้ร่างของหนานฟางนอนหมดสติ โลหิตสีแดงไหลรินอาบไปทั่วทั้งร่าง คนของฉีตงเยี่ยรีบพานายหญิงของตัวเองมาส่งที่โรงหมอให้เร็วที่สุด ต้องเรียกโรงพยาบาลถึงจะถูก การรักษาในโลกนี้นั้นน่าทึ่งอยู่ไม่น้อย
แต่ไม่อาจยื้อชีวิตของหนานฟางได้ อยู่ๆ ทุกอย่างรอบตัวของเซียวเจิ้นฟางก็ดับวูบราวกับถูกแรงดึงดูดดึงเข้ามาในห้วงมิติ ก่อนจะพบกับคนตรงหน้า
“หนานฟาง” เซียวเจิ้นฟางเรียกชื่ออีกฝ่าย เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายรับรู้การมีตัวตนของเธอ ดูได้แววตาที่จ้องมองมาในตอนนี้
“ฝากอาเหอด้วยนะคะ ถึงเวลาที่ฉันต้องไปแล้ว” หนานฟางเอ่ยบอกหญิงสาวที่แต่งตัวสูงศักดิ์ตรงหน้า ใบหน้าของอีกฝ่ายเหมือนเธอเป็อย่างมาก แต่ถึงจะเหมือนกันแค่ไหนแต่แววตาของทั้งคู่ก็แตกต่างกันมาก หนางฟางรู้สึกผูกพันและไว้ใจอีกฝ่ายเป็อย่างมากไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่พึ่งเคยพบเจออีกฝ่ายเป็ครั้งแรก
“เธอจะไปไหน อาเหอ้าเธอ จะทิ้งเขาไปไม่ได้” เซียวเจิ้นฟางรู้ว่าอาเหอรักและผูกพันกับคนเป็แม่มากแค่ไหน หากว่าอาเหอต้องเสียแม่อยากหนานฟางไปเขาจะต้องทุกข์ใจเป็อย่างมาก
“เซียวเจิ้นฟาง หนานฟาง” เสียงเรียกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายคนหนึ่งที่มีใบหน้างดงามราวกับเทพบุตร นำเสียงเอ่ยเรียกช่างอ่อนโยนจนทั้งสองคนหยุดชะงักและหันไปมองอีกฝ่าย
ชายคนนั้นสวมชุดสีขาวสง่างามราวเทพเซียน เซียวเจิ้นฟางจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ แต่ดูเหมือนไม่ใช่กับหนานฟาง
“ท่านเทพ” หนานฟางเอ่ยเรียกอีกฝ่าย ราวกับว่าเคยพบเจอกันมาก่อน
“เธอรู้จักเขาหรือ?” เซียวเจิ้นฟางเอ่ยถาม
“เวลามีไม่มาก ข้ามารับดวงจิตของหนานฟาง และมีถ้อยคำจะเอ่ยกับเ้า”
“....” เซียวเจิ้นฟางสบตากับอีกฝ่าย
“เ้าคงมีคำถามที่หาคำตอบมิได้ว่าเหตุใดดวงิญญาและดวงจิตของเ้าจึงเชื่อมกับของหนานฟาง ก็เพราะพวกเ้าสองคนมีดวงชะตาต้องกัน รักและผูกพันกันมาทุกชาติภพ เ้าเป็พี่สาวฝาแฝดของหนานฟาง แต่มีบางอย่างผิดพลาดทำให้พวกเ้าสองพี่น้องมิได้อยู่พร้อมหน้ากัน จะพูดง่ายๆ ว่าพวกเ้ามีทั้งสองมีดวงจิตดวงเดียวกันก็ย่อมได้”
“ผิดพลาด?” เซียวเจิ้นฟางจ้องมองอีกฝ่าย ก่อนจะจ้องมองหนานฟาง มิน่าเธอและอีกฝ่ายถึงมีจิตเชื่อมโยงกัน
“แต่เพราะหนานฟางไม่มีพลังปราณถูกส่งมายังโลกนี้ ซึ่งนั้นก็เกิดจากความผิดพลาดของข้าและโชคชะตาของพวกเ้าทั้งสอง คนหนึ่งต้องจากไปอีกคนต้องเริ่มต้นใหม่ เ้าเข้าใจที่ข้าเอ่ยหรือไม่?”
สายตาของคนเป็เทพมองหญิงสาวทั้งสองคน
“แล้วเหตุใดต้องเป็หนานฟาง ในเมื่อท่านบอกว่าอีกคนต้องไปแล้วอีกคนต้องเริ่มต้นใหม่ เช่นนั้นข้าไปแทนหนานฟางได้หรือไม่?” อย่างน้อยเธอก็ตายไปแล้วเหลือเพียงดวงิญญาและดวงจิต ส่วนหนานฟางยังมีอาเหอรออยู่
“....” หนานฟางที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยออกมาแบบนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งใจ แต่เธอรู้ดีว่าเวลาของเธอในโลกนี้ได้หมดลงแล้ว
“พี่เจิ้นฟาง ฉันเรียกพี่แบบนี้ได้ไหม?” หนานฟางเอ่ยเรียก แม้พึ่งได้พบหน้าแค่ความรู้สึกที่ผูกพันที่มีในใจกลับท่วมท้น ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
“อืม”
“ฉันไม่อาจอยู่ดูแลอาเหอต่อไปได้แล้ว อย่างที่ท่านเทพท่านบอก นี่คือโชคชะตาของเราสองคน แม้ว่าพึ่งพบหน้าแต่ฉันก็รู้สึกผูกพันกับพี่มาก ฝากอาเหอด้วยนะคะ”
เซียวเจิ้นฟางสบตากับหนานฟางและหันมาสบตากับท่านเทพ เธอรับรู้ทันทีว่าเธอไม่อาจหลีกหนีหรือร้องขอในสิ่งที่้าได้
“ได้ ฉันจะดูแลอาเหอเป็อย่างดี”
“ขอบคุณนะคะพี่เจิ้นฟาง”
“หนานฟางหมดเวลาของเ้าแล้ว” เทพชะตาบอกกับอีกฝ่าย ก่อนจะส่งดวงวิญาณของหญิงสาวไปที่ที่หญิงสาวสมควรอยู่
“นี่คือชะตาของเ้า จะเลือกเดินอย่างไรล้วนอยู่ที่ตัวเ้าแล้ว”
ประโยคสุดท้ายที่เซียวเจิ้นฟางได้ยินจากปากของท่านเทพ แล้วทุกอย่างรอบตัวก็ดับวูบลงอีกครั้ง เมื่อลืมตารู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองอยู่ในร่างของหนานฟางเสียแล้ว
“หนานฟาง ฉันสัญญาว่าจะดูแลอาเหอเป็อย่างดี เธอไม่ต้องห่วง” เซียวเจิ้นฟางได้แต่เอ่ยประโยคนี้ในใจ ร่างกายของเธอรับรู้ถึงความรู้สึกเ็ปเวลาขยับตัว
นับจากนี้เธอจะไม่ใช่เซียวเจิ้นฟาง ฮองเฮาแห่งแคว้นเป่ยอีกต่อไป เธอคือหนานฟางนับจากนี้วันนี้ อยู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดประโยคสุดท้ายของท่านเทพ “นี่คือชะตาของเ้า จะเลือกเดินอย่างไรล้วนอยู่ที่เ้าแล้ว”
“อยู่ที่เธอเลือก?” นานมากแล้วที่คิดถึงชีวิตนอกกำแพงวัง ไม่มีตำแหน่งและหน้าที่ต้องแบกเอาไว้บนบ่า ชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุข ชีวิตที่อยากทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ เธอเลือกได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ?
นับจากนี้เธอคงได้ใช้ชีวิตอย่างที่เคยคิดฝันเอาไว้ แน่นอนว่าเธอจะเป็หนานฟางมารดาที่ดีของฉีตงเหอ ดูแลและรักอีกฝ่ายราวกับลูกชายแท้ๆ เพราะั้แ่อีกฝ่ายเกิดเธอก็รักและผูกพันกับตงเหอมานับจากนั้น
เฝ้ามองดูฉีตงเหอเติบใหญ่อยู่ข้างกายของหนานฟาง และนับจากนี้เธอคือหนานฟาง...และจะเริ่มตนชีวิตใหม่ ในใจของให้หนานฟางที่จากไปแล้วอยู่ในที่ที่มีความสุข เธอจะดูแลฉีตงเหอเป็อย่างดี
ถ้าหากคือชะตาของเธอ เธอก็พร้อมที่จะก้าวเดินและเลือกเส้นทางของตัวเอง
“คุณแม่ คุณแม่เป็ยังไงบ้างครับ ฮื่อๆ คุณแม่” เด็กชายวัยสามขวบกว่าๆ วิ่งเข้ามาหาคนเป็แม่ด้วยความคิดถึง ผู้เป็พ่อบอกกับเขาว่าแม่ไม่สบายต้องนอนโรงพยาบาล เขาไม่เจอแม่มาเกือบหนึ่งเดือน จนในวันนี้พ่อพาเขามาเจอแม่ที่โรงพยาบาล
“ฉีตงเหอ ลูกผู้ชายไม่ร้องไห้ อีกอย่างแม่ของลูกพึ่งจะรู้สึกตัวเมื่อสองวันก่อน จำที่รับปากกับพ่อไม่ได้แล้วหรือ” น้ำเสียงออกจะดุๆ เอ่ยเตือนความทรงจำของลูกชาย
“ขอโทษครับ ผมแค่คิดถึงแม่และเป็ห่วงคุณแม่มาก” ฉีตงเหอยกมือเช็ดน้ำตาที่รินไหล แล้วเอ่ยขอโทษคนเป็พ่อ
“แม่ครับ แม่เจ็บมากไหมครับ” ฉีตงเหอเอ่ยถามคนเป็แม่ด้วยความเป็ห่วง แววตาไม่พอใจมองไปที่ฉีตงเยี่ยด้วยความไม่พอใจ อีกฝ่ายกล้าที่จะดุตงเหอ เด็กอายุแค่สามขวบจะห้ามไม่ให้ร้องไห้ เธออยากจะเดินเอาแส้ไปฟาดผู้ชายหน้าตายคนนี้ยิ่งนัก
ฉีตงเยี่ยแปลกใจไม่น้อยที่เห็นสายตาของภรรยา เป็สายตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน สายตาตำหนิติเตียนการกระทำของเขาราวกับเขามีความผิดและเธอกำลังคาดโทษเขาอยู่ ไม่เคยมีใครมองเขาด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน
ั้แ่เมื่อไหร่ที่สายตาภรรยาน่ากลัวแบบนี้ปกติสายของอีกฝ่ายมีเพียงความเฉยชาเวลาที่มองเขาเท่านั้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แล้ว
“แม่ไม่เจ็บแล้ว เห็นหน้าอาเหอแม่ก็หายเจ็บแล้วจ้ะ” เธอเอื้อมมือไปลูบที่ศีรษะของลูกชายด้วยความเอ็นดู นับจากนี้เธอจะดูแลอาเหอเอง
“อาเหอจะอยู่ที่นี้กับคุณแม่ คอยดูแลคุณแม่เหมือนตอนที่คุณแม่ดูแลอาเหอตอนอาเหอไม่สบาย” ช่างเป็เด็กที่กตัญญูยิ่งนักแล้วจะไม่ให้รักและเอ็นดูราวกับลูกในไส้ได้อย่างไร
“ไม่ได้หรอกนะ อาเหอต้องกลับบ้านกับคุณพ่อ ที่นี่มีพยาบาลและคุณหมอคอยดูแลแม่อยู่แล้ว” อีกอย่างที่นี้ก็มีคนของสามีคอยดูแล ห้องพักผู้ป่วยก็ไม่ได้กว้างมากนัก ไม่เหมาะที่จะให้อาเหอมานอนค้างในที่แบบนี้
“คุณพ่ออาเหออยากอยู่กับคุณแม่” เมื่อคนเป็แม่ไม่ตามใจ ลูกชายก็หันไปหาคนเป็พ่อ
“เชื่อฟังแม่ แล้วพ่อจะพาอาเหอมาเยี่ยมคุณแม่ทุกวัน” ฉีตงเยี่ยเห็นด้วยกับภรรยา
“จริงๆ นะครับ คุณพ่อต้องพาอาเหอมาหาแม่ทุกวันนะครับ” คนเป็ลูกชายจับมือของคนเป็พ่อแล้วเขย่าเบาๆ
“อืม เธอรู้สึกยังไงบ้าง?” ประโยคหลังเขาหันมาเอ่ยถามภรรยาของตนเอง แววตาเ็าสบมองภรรยา ในขณะที่อีกฝ่ายก็ใช้แววตาแบบเดียวกันจ้องมองเขา
“ก็ค่อยๆ ดีขึ้น” ถึงในใจจะอยากตอบข้ายังไม่ตาย แต่เพราะมีอาเหออยู่เลยพูดประโยคนี้ออกมา ยังเสียอาเหอก็ต้องมีพ่อ เอ๊ะหรือว่าควรคิดทบทวนเสียใหม่ โลกนี้การหย่าร้างของสามีภรรยาสามารถทำได้ นี้ไม่ใช่สมรสพระราชทานที่จะหย่าขาดมิได้
จะว่าไปการหย่าก็เป็ทางเลือกที่ดี เห็นทีเื่นี้ต้องพิจารณาให้ดีแล้วค่อยตัดสินใจ เอาเป็ว่าให้ร่างกายหายจากการเจ็บป่วยเสียก่อน เธอยังต้องคำนึงถึงความเป็อยู่ของอาเหอ เธอจะลองพูดคุยเื่นี้กับฉีตงเยี่ย
“ก็ดีแล้ว” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะปล่อยให้ลูกชายได้อยู่กับภรรยา ตลอดเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ร่างของภรรยานอนไม่ได้สติรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ลูกชายก็ดูเศร้าสร้อย แม้ต่อหน้าเขาอีกฝ่ายจะไม่ร้องไห้ แต่ลับหลังก็แอบไปร้องไห้อยู่ดี
จนกระทั่งหนานฟางได้สติเมื่อสองวันก่อน เขาไม่ได้เข้ามาเยี่ยมหรือพูดคุยกับอีกฝ่าย เพียงแค่เขามาพูดคุยกับหมอเ้าของไข้เท่านั้น