แอนโทนี่ตื่นขึ้นใน่สายของวันใหม่เพราะแสงที่แม้จะน้อยนิดส่องกระทบเข้ากับวงหน้าหล่อเหลาตามวัยที่ขณะนี้ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดน้ำ ค้างยามเช้าหยดลงมาทำให้บริเวณโดยรอบเปียกชุ่มและชื้นแฉะยกเว้นตัวของเขาดวงตาที่เศร้าหมองมองสำรวจบริเวณโดยรอบอีกครั้งตาม่เวลาของวันทำให้แอนโทนี่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดและไกลขึ้นมากว่าเดิมป่าแห่งนี้ชื้นแฉะอยู่แทบตลอดเวลาต้นไม้ทุกต้นถูกปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียวทั่วตั้งต้นกิ่งก้านสาขาเกือบทุกกิ่งมีมอสปกคลุมจนย้อยเป็พวงลงมาอย่างสวยงามรวมถึงพื้นดินและโขดหินโดยรอบที่เป็แหล่งอาศัยของพืชมอสและเฟิร์นบรรยากาศเงียบสนิทคล้ายไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ยกเว้นตัวของแอนโทนี่เอง
เด็กน้อยมองไปรอบๆเพื่อหาไม้ที่พ่อเรียกว่าไม้กายสิทธิ์ที่เขาสลัดทิ้งไปแอนโทนี่ยันกายลุกขึ้นยื่นก่อนจะสาวเท้าออกไปเก็บไม่กายสิทธิ์ที่ตกอยู่ไม่ไกลจากที่ที่เขานอนอยู่สองมือเล็กๆลูบไล้ไปตามแท่งไม้ด้วยความทะนุถนอมก่อนจะล่วงเอาแหวนที่คล้องไว้กับ สร้อยคอที่เขาสวมใส่ติดตัวตลอดเวลาออกมาดูแหวนสีดำด้านรูปทรงเรียบๆที่ด้านในสลักภาษาที่เขาไม่เข้าใจเอาไว้อักษรสีทองเปล่งประกายทุกครั้งยามที่เขาลูบตัวแหวนเบาๆ สองสิ่งนี้คือสิ่งที่พ่อกับแม่เขาให้ไว้ดังนั้นเขาก็ต้องเก็บมันไว้ให้ดีๆแอนโทนี่เก็บสร้อยที่คล้องแหวนไว้ในเสื้อที่เดิมพร้อมกับถือไม้กายสิทธิ์ไว้ในมือก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังที่ที่ครั้งหนึ่งร่างของพ่อกับแม่เขาเคยอยู่ตรงนั้นแอนโทนี่คุกเข่าลงไปโอบกอดต้นไม้ตรงที่พ่อเขาเคยพิงเอาไว้แล้วกระซิบบอกผ่านสายลมฝากถึงคนที่เขารักทั้งสอง
“ผม….รักพ่อกับแม่นะฮะ….ผมสัญญาว่าจะเข้มแข็ง……………….รักพ่อกับแม่นะฮะ”
เมื่อพูดเสร็จแอนโทนี่ก็ได้แต่กันฟันและลุกเดินจากไปอย่างพยายามจะเข้มแข็งเท่าที่เด็กอายุ12 อย่างเขาจะทำได้ แอนโทนี่นึกย้อนไปเมื่อไม่นานที่ครูที่โรงเรียนสอนเกี่ยวกับวิธีเอาตัวรอดเมื่อหลงป่าสิ่งที่เขาจำได้คืออย่างแรกที่จำเป็คือน้ำและอาหาร
“คงต้องหาแหล่งน้ำก่อนสินะ”สองเท้าก้าวเดินออกไปอย่างสม่ำเสมอ
เวลาล่วงเลยมากกว่าสามชั่วโมงที่แอนโทนี่เดินออกมาจากจุดที่เคยอยู่เด็กชายนั่งลงพักพิงต้นไม้อย่างเหนื่อยหอบ สภาพแวดล้อมโดยรอบยังคงเหมือนเดิมขณะที่กำลังจะเผลอหลับไปสองหูพลันได้ยินอะไรบางอย่างที่คาดว่าคงจะเป็สัตว์เดินลุยน้ำอยู่ไม่ไกลแอนโทนี่รีบยันกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความตื่นเต้นก่อนจะสาวเท้าไปทางต้นเสียงนั้นเดินต่อมาไม่ไกลพลันปรากฏให้เห็นแม่น้ำสายเล็กที่มีน้ำใสไหลเอื่อยด้วยความกระหายน้ำแอนโทนี่รีบวิ่งตรงไปยังสายน้ำแห่งนั้นทันทีโดยไม่สังเกตโดยรอบว่าขณะนี้ตนเองไม่ได้อยู่ในป่าแห่งนี้เพียงลำพังเมื่อวิ่งไปถึงแม่น้ำและกำลังจะใช้มือช้อนน้ำเข้าปาก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องของม้าดังขึ้นเบื้องหน้า
ฮี่~
แอนโทนี่เงยหน้าขึ้นไปมองยังต้นเสียงก็ใจนทำอะไรไม่ถูกม้าตัวใหญ่สีทองที่สี่เท้ามีเปลวเพลิงสีแดงส้มสว่างไสวโชติ่ขนที่แผงคอและหางที่เป็พวงโบกสะบัดทั้งที่ไม่มีลมพัดผ่านเปลวเพลิงจากทั้งสี่เท้าลุกลามทั่วทั้งตัวม้าในพริบตาขณะที่มันย่างเท้าตรงเข้ามาหาแอนโทนี่ที่ตอนนี้ลงไปนั่งกองอยู่ริมแม่น้ำอย่างใ
ฮรื่อ~ เสียงพ้นลมหายใจออกทางจมูกของม้าสีทองตรงหน้าทำเอาให้แอนโทนี่สะดุ้งสุดตัวก่อนจะได้ยินเสียงบางอย่างในหัวน้อยๆของเขา
‘เ้า….จงออกไปจากเขตของข้า!!’ เสียงนุ่มทุ้มกระทบเข้ากับโสตประสาทของแอนโทนี่
“สะ…เสียง..เสียงคน” ทันทีที่ได้ยินเสียงทันแอนโทนี่ก็ตื่นตระหนกเหลียวมองมองรอบกายเพื่อหาที่มาของเสียง
‘ออกไป!!!’ เสียงที่ได้ยินอีกครั้งทำให้แอนโทนี่ใยิ่งกว่าเดิม รอบข้างไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ยกเว้นตัวเขามีเพียงม้าสีทองตัวใหญ่ตรงหน้าที่ตอนนี้เปลวเพลิงลุกทั่วตัวมันอยู่ขณะที่ในหัวกำลังประมวลผลอยู่นั้น สิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวยกเว้นเขาก็กระโจนยกสองขาหน้าขึ้นหวังจะเหยียบลงบนหัวเงินของเด็กน้อยแอนโทนี่ใหลับตาแน่นกำด้ามไม้ที่อยู่ในมือแน่นแล้วแกว่งไม้ปัดป่ายตามสัญชาตญาณ
“อย่า!!อย่าเข้ามานะ!!!!”
ฮี่!!!!~
แสงที่ฟ้าพุ่งออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ตรงเข้าหาม้าเพลิงด้านหน้ากลายเป็บ่วงขนาดใหญ่เข้ารัดคอแล้วกระจายออกดังเถาวัลย์พันรอบตัวทำให้มันไม่สามารถขยับตัวหรือดิ้นรณได้
เสียงร้องอย่างเ็ปของสัตว์ทำให้แอนโทนี่ค่อยๆลืมตาขึ้นมาสิ่งที่เห็นตรงหาทำให้เขาแปลกใจไม่น้อยภาพคล้ายเชือกโปร่งแสงสีฟ้าที่พันเป็บ่วงรอบคอของม้าตรงหน้าและเป็เถาวัลย์แตกกิ่งก้านออกจากเชือกที่คอเลื้อยพันรอบตัวสีทองที่เมื่อสักครู่มีเปลวเพลิงลุกท่วมก่อนจะสังเกตได้ว่าเชือกและเถาวัลย์โปร่งแสงนั้นเชื่อมต่อเข้ากับไม้ที่อยู่ในมือของเขา
“หรือว่า…ออกมาจากไม้แท่งนี้” ยังไม่ทันที่จะคิดหาเหตุผลอื่นๆต่อ พลันได้ยินเสียงพูดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
‘ปล่อยข้า!!!’ แอนโทนี่ต้องมองไปยังมาที่ถูกพันธนาการเบื้องหน้าอย่างสงสัย
“หือ….แกพูดหรอ”
‘ปล่อยข้า!’ สิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ทั้งสองกำลังจ้องหน้ากันอย่างไม่ลดละ
“พาฉันออกไปจากที่นี่ก่อนสิออกไปจากป่าแห่งนี้ได้…..ฉันก็จะปล่อยแก”
‘ปล่อยข้า!ข้ารับปากว่าจะพาเ้าออกไปจากป่าอาถรรพ์แห่งนี้’
“ไม่ ถ้าแกผิดคำพูดจะทำอย่างไร”
‘ข้า!...ด้วยสายเืของปาปิลอนอันไหลเวียนอยู่ในกาย….ข้าขอให้คำมั่นว่าจะพาเ้าออกไปจากป่าอาถรรพ์แห่งนี้!!’ เมื่อสิ้นเสียงของมาเพลิงตรงหน้าก็พลันปรากฏเปลวเพลิงที่เท้าทั้งสี่ของม้าเพลิงแผ่กระจายออกมาก่อนจะพุ่งลงไปยังพื้นดิน
‘นี่คือการให้คำสัญญากับเ้าว่าข้าจะทำอย่างที่พูด…..ดังนั้น จงปลดปล่อยข้า!’ แอนโทนี่ที่มัวแต่มองเหตุการณ์เ่าั้อย่างตื่นเต้นก็พลันหน้าเสียลงในทันที
“เอ่อ..ขอบใจแกมากนะ..แต่ว่านะ..คือว่า..ฉันหน่ะ..คือฉัน………ทำไม่เป็” แอนโทนี่พูดเสียงอ่อยอย่างเกรงกลัว
‘อะไรคือสิ่งที่เ้าหมายถึง’
“อือ..ขอโทษ….คือว่า..พึ่งจะได้ไม้อันนี้มา..แล้ว…ไม่รู้ว่ามันใช้อย่างไร”แอนโทนี่พยายามก้มหน้าหลบตาเ้าม้าเพลิงตรงหน้าทันทีที่พูดจบก็ได้รับสายตาโมโหและโกรธแค้นส่งมาให้
‘เ้าว่าอย่างไรนะ…เ้าหมายถึง…’
“ใช่…ฉันปล่อยแกไม่เป็……”
‘เ้า!!!!’
“ฉันขอโทษ…เราจะทำอย่างไรกันดี” แอนโทนี่เดินไปมาอย่างกระวนกระวาย
ฮี่!!!!!~ ‘อร๊ากกก!!’
เสียงร้องอย่างเ็ปของม้าเพลิงทำให้แอนโทนี่หยุดเดินแล้วหันไปมองต้นเสียงเมื่อมองไปยังม้าเหลิงก็เห็นเชือกและเถาวัลย์สีฟ้าโปร่งแสงรัดตัวม้ายิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเขาเผลอเดินออกห่างทั้งที่ในมือยังถือไม้กายสิทธิ์อยู่
“ขอ..ขอโทษ” แอนโทนี่ขอโทษขอโพยก่อนจะรีบวางไม้กายสิทธิ์ลงบนพื้นหินกรวดริมแม่น้ำตรงที่เขายืนอยู่ส่วนม้าเพลิงตัวนั้นก็ทำได้เพียงยืนส่งสายตาคาดโทษมาให้