ถังโยวได้ยินคำบ่นพึมพำของชวีหนานอี ก็รีบเข้ามาใกล้ กล่าวสอบถาม “คนชุดดำ? ท่านพี่ ที่ท่านพูดคือคนชุดดำซึ่งยืนอยู่ด้านหลังข้ากระมัง? ท่านพี่รู้จักเขาหรือ?”
ชวีหนานอีส่ายหน้ากล่าว “ไม่รู้จัก เพียงแต่ ข้าเดาว่า เป็นไปได้อย่างมากที่ผู้นี้จะเป็นชายลึกลับที่ข้ากำลังสืบหามาตลอด”
ถังโยวไม่เข้าใจ “ชายลึกลับอะไร?”
ชวีหนานอีกล่าว “ก่อนหน้านี้ เคยมีคนวางเพลิงเผาที่ว่าการเขตของข้า นั่นเป็นตอนกลางวัน ผู้นั้นกลับสวมชุดคลุมสีดำทั้งร่าง บนศีรษะสวมหมวกม่านสีดำ กับคนชุดดำที่ข้าเห็นในวันนี้ไม่ต่างกันเลย”
ถังโยวเขม็งตากล่าว “ท่านไม่จับเขาล่ะ ตีจนกว่าจะตาย!”
ชวีหนานอียิ้มแหย “สู้ไม่ไหวน่ะสิ”
ถังโยวขมวดหน้าซาลาเปา กล่าว “ท่านพี่ ท่านว่าหากชายชุดดำผู้นี้เป็นคนลึกลับที่วางเพลิงเผาที่ว่าการเขต ในยามวิกาลนี้เขาไม่หลับไม่นอน วิ่งออกมาถึงหลังบ้านตระกูลซูเพื่ออะไร?”
ชวีหนานอีหรี่ตา ตอบกลับอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “อาจจะกำลังหาคนคนหนึ่งกระมัง”
ถังโยวถามอย่างใคร่รู้ “ใครหรือ?”
ชวีหนานอีชี้ไปยังทิศที่ชายชุดดำนั้นจากไป “เจ้าตามไปถามสิว่าเขาตามหาใคร”
ถังโยวส่ายศีรษะไปมาเป็นเกลียวคลื่น “ไม่ไป ๆ” คนชุดดำนั่นอยู่บนต้นไม้สูงเช่นนั้น บินไปบินมา แค่มองก็รู้ว่าเป็นยอดฝีมือ ต่อให้นางวิ่งจนขาขาด ก็ตามวิชาตัวเบาของคนผู้นั้นไม่ทัน
หืม ไม่ใช่สิ นางไม่ไล่ตามไปถามก็ช่าง แต่เหตุใดท่านพี่ไม่ส่งคนสะกดรอยตามไปตรวจสอบให้ชัดเจน?
ครุ่นคิดเช่นนี้ ถังโยวก็ถามต่อ “ท่านพี่ คนผู้นี้อาจไม่ใช่คนดี! เหตุใดท่านไม่ส่งคนตามเขาไป ไต่สวนให้ชัดเจน?”
ชวีหนานอีถามกลับ “เหตุใดเจ้าไม่ไล่ตามไปถาม?”
ถังโยว “คนผู้นั้นเป็นวิชาตัวเบา! ข้าต่อให้มีแปดขาก็ตามไม่ทัน!”
ชวีหนานอีมองถังโยว ไม่กล่าวอะไร
สมองของถังโยวในที่สุดก็เลี้ยวโค้งกลับมา เข้าใจหนึ่งในสาเหตุแล้ว ชวีหนานอีมิใช่ไม่อยากส่งคนติดตาม แต่เป็นเพราะขาดผู้มีความสามารถให้ส่งไป เฮ้อ ช่างเป็นความโศกเศร้าที่ไม่มีมือดี
ถังโยวคิดแล้วคิดอีก กำหมัดกล่าว “ท่านพี่ เวลานี้การตามหาหลินเอ๋อร์เป็นเรื่องสำคัญ อย่างอื่นสามารถวางพักไว้ก่อน พวกเราไม่รีบ”
ชวีหนานอีพยักหน้า ทำท่าอกผายมั่นอกมั่นใจ แต่ในใจกลับคิดว่าช่วงนี้ผู้มีฝีมือหลายคนมาถึงเขตลิ้วเหอ หากคิดจะฆ่าซานเซียว เขาจำเป็นต้องเก็บผู้มีฝีมือไว้สองคนเพื่อใช้ประโยชน์ หากมีคนเก่งอยู่ข้างกาย เจอชายชุดดำอย่างเช่นวันนี้ก็ไม่ต้องอธิบาย เอาลงมาตรง ๆ ได้เลย ไม่ต้องคับอกคับใจเหมือนตอนนี้ นอกจากยิ้ม ไม่คิดอะไร แล้วยังจะทำสิ่งใดได้อีก? หากเรียกเหล่าหยาอีมาให้เขายอมศิโรราบ พูดได้ว่าให้เหล่าหยาอีมาตายคงถูกต้องกว่า ผู้รู้จักสถานการณ์เป็นผู้ฉลาดล้ำเลิศ ชวีหนานอีก็ฉลาดล้ำเลิศ
ถังโยวเห็นชวีหนานอีเช่นนั้นแล้วก็ถามต่อไม่ออก จึงหันไปหาลวี่เยาและกล่าวโทษ “คุณหนูเช่นข้าถูกชายชุดดำทำให้ตกใจเกือบตาย เจ้าสู้ไม่ได้ แต่ควรทำให้ผู้นั้นตกใจบ้างจึงจะถูกต้อง”
ลวี่เยาถามกลับ “ทำให้ตกใจอย่างไร?”
ถังโยวคิด ๆ ดูแล้วจึงกล่าวตอบ “อย่างน้อยก็ชูคบไฟขึ้นแกว่ง คำรามใส่สองสามที! โฮก แบบนี้...” นางก้มศีรษะและสุ่มหยิบท่อนไม้ขึ้นมาโบกสะบัด คำพูดทรงพลังนั่น เป็นเสือคำรามดังก้องอย่างแน่นอน
ถังโยวรู้สึกได้ใจเล็กน้อย เมื่อท่อนไม้เอียง ก็ทุบลงไปบนศีรษะลวี่เยา!
สายตาลวี่เยาเห็นชวีหนานอีกำลังมองมา หลบหรือไม่หลบกลายเป็นปัญหาอีกแล้ว แต่ไหนแต่ไรมานางใจดีกับตนเอง ไม่เคยเต็มใจกลืนความขาดทุนลงท้อง ทั้งที่รู้แก่ใจ จึงแสร้งตื่นตระหนก ยืมร่างของถังโยวมาบัง ดีดเข้าที่จุดชาบนต้นคอ คล้ายว่าขจัดกำลังทั้งหมดของนางแล้ว
ท่อนไม้ตกลงมาเบา ๆ ยังไม่ทันโดนตัวลวี่เยา มันก็ตกอยู่ในมือของชวีหนานอีแล้ว
ถังโยวตกใจเล็กน้อย เก็บท่อนไม้ กล่าวตะกุกตะกัก “ขะ...ขอทะ ทะ ท่านพี่ มือมันลื่น นะ...นี่ก็เลยแกว่งเอียงไป”
ชวีหนานอีดึงมือกลับ “ไปเล่นข้าง ๆ”
แววตาของถังโยวตระหนกตกใจ จ้องมือของชวีหนานอี ทันใดนั้นกล่าวด้วยความรู้สึกผิดอย่างมาก “ท่านพี่ มือของท่านเลือดออก!” พูดจบ โยนไม้ทิ้ง จะไปดูมือของชวีหนานอี เป็นชายรูปงาม นางก็เจ็บปวดใจสิ
ชวีหนานอีบีบมือตนเองแน่นอีกครั้งเพื่อห้ามเลือด เขากล่าว “ไม่มีปัญหา” แล้วหันศีรษะมองไปทางลวี่เยา นัยน์ตาจับจ้องที่มือของนาง แววตานั้นอ่อนโยน แอบซ่อนประกายดาวสว่างสุกใส “เมื่อครู่เจ้าหยิบอะไรข้างหลังข้า? คิดจะกระโจนออกไปสู้กับคนชุดดำหรือ?” เป็นผลให้เขาเก็บมือกะทันหัน จึงถูกกระแทกเข้าที่ด้านบน ไม่ต้องบอกเลยว่าเจ็บชะมัด!
จมูกของลวี่เยาเงยขึ้นหันเข้าหาท้องฟ้า นางคุยโวโม้ตอบกลับว่า “ข้าก็จะทิ่มเจ้ากระเด็นออกไปต่อสู้”
เมื่อคิดว่าลวี่เยาเคยผลักเขาครั้งหนึ่ง ชวีหนานอีจึงส่ายศีรษะหัวเราะ แต่ก็โล่งใจ ที่ผ่านมาเขาไม่เคยปรารถนาให้ลวี่เยามีความอ่อนโยน ของอัปลักษณ์ขนาดนั้น เขายังสามารถหวังอะไรมากมาย? ล้วนเป็น...หยอกให้สนุกกระมัง
ถังโยวมองลวี่เยาสลับกับมองชวีหนานอี รู้สึกอยู่ตลอดว่าบรรยากาศไม่ปกตินัก สองคนนี้เป็นอะไรกัน? แปลกประหลาดมาก โดยเฉพาะพฤติกรรมของชวีหนานอี เหตุใดต้องยิ้มหวานขณะมองลวี่เยา? แม้ว่าเสือยิ้มตัวนี้มักจะยิ้ม แต่เวลาที่เขามองลวี่เยา รอยยิ้มนั้นไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน!
ถังโยวปากไวใจเร็ว กล่าวถามตรง ๆ “นี่ พวกเจ้าเป็นอะไรกัน?”
ชวีหนานอีถามกลับ “พวกเจ้าทั้งสองเป็นอะไร? วิ่งมาถึงบ้านตระกูลซูกลางดึกกลางดื่น ไปทำอะไรมา?!”
ถังโยวลืมคำถามของตนเองไปทันที อึกอักอยู่นานถึงกล่าว “พวกเรามิใช่ต้องการหาหลินเอ๋อร์กลับมาหรือ? ในเมื่อท่านแคลงใจว่าเลือดบนกำแพงเป็นของซูเยว่หยิ่ง นะ...นางก็ต้องเป็นปัญหา!”
ชวีหนานอีไม่รู้จริง ๆ ว่ามีผู้คลั่งไคล้เขาชนิดไม่ลืมหูลืมตา
ถังโยวกล่าวขอหลักฐานอย่างระมัดระวังอีกครั้ง “ท่านพี่ เลือดบนกำแพงนั่น เป็นของซูเยว่หยิ่งใช่ไหม?”
ชวีหนานอีพยักหน้า “เป็นนาง”
ถังโยวมีกะจิตกะใจทันที นางพับแขนเสื้อ เดินเข้าไปใกล้ลวี่เยา กล่าวเบา ๆ “ตอนนี้ควรทำอย่างไร?”
หืม? ชวีหนานอีพบว่าที่ถังโยวถามมิใช่เขา แต่เป็น...ลวี่เยา! นี่มันตรรกะอะไรกัน?
ลวี่เยาเหลือบมองชวีหนานอีทีหนึ่ง เลียนแบบกิริยาของถังโยว กำหมัดกล่าว “ตอนนี้ร้อนนิดหน่อย ควรดับเพลิง!”
มุมปากของชวีหนานอีกระตุก ถาม “แค่นี้?”
ลวี่เยาโปรยยิ้มแวววาวถาม “แล้วคิดจะทำอย่างไร?”
ชวีหนานอีมองลวี่เยาอย่างจริงจัง หรี่ตา หัวเราะกล่าว “ดี! ฟังที่ลวี่เยาพูด! หนาวก็จุดไฟ ร้อนก็ดับไฟ คืนนี้เรื่องมาถึงนี่แล้ว ได้ ทำแล้วทำเล่าไปด้วยกันเถอะ!”
ในเวลานี้ เหล่าหยาอีรื้อค้นบ้านตระกูลซูทั้งในและนอกสองรอบแล้ว แต่ไม่พบสิ่งใด ดังนั้นภายใต้การนำของหลี่ต้าจ้วง พวกเขาจึงมาหาใต้เท้าชวีหนานอี
ชวีหนานอีชี้ไปที่ทะเลเพลิงที่กำลังจะดับ กล่าว “เหล่าหยาอีฟังคำสั่ง รีบดับไฟ” ยังไม่ทันขาดคำ คนก็แสร้งทำท่าพุ่งเข้าไปแล้ว
ถังโยวเห็นชวีหนานอีไปแล้วก็รีบสอบถาม “แล้วข้าล่ะ? ข้าทำอะไร?”
ลวี่เยาตอบ “เจ้ารอช่วยหลินเอ๋อร์เถอะ”
ถังโยวดีใจยกใหญ่! นางตัวสั่น ตื่นเต้นดีใจ กระโดดโลดเต้น ไล่ถาม “จริงหรือ? ช่วยอย่างไร? หลินเอ๋อร์อยู่ที่ไหน? ลวี่เยา เจ้ารีบบอกข้า!”
ลวี่เยากล่าวเพียงสี่คำ “นิ่งรอเวลา” พูดจบหันไปซ่อนตัวในความมืด เดินทีละก้าวไปทางห้องซูเยว่หยิ่ง
เสน่หาชั่วกัลป์เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ
ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้าขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g
***ถึงจะมี Ebookแล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***