เสียงไก่ขันด้านนอกปลุกให้อวิ๋นซีตื่นขึ้นมาในยามเช้า หลายวันมานี้ต้องตื่นแต่เช้ามืดรู้สึกเหนื่อยล้ามาก พอวันนี้ได้นอนเต็มอิ่มค่อยรู้สึกสดชื่นหน่อย อวิ๋นซีบิดี้เีซ้ายขวา
ฮ้าวววววว ∼ ก็ว่านอนเยอะแล้วนะ แต่ไหงก็ยังเหมือนนอนไม่พออยู่อีก
หลังจากล้างหน้า บ้วนปากเสร็จแล้ว อวิ๋นซีก็เดินเข้าไปในครัวช่วยมารดาทำอาหารเช้า มื้อเช้านี้พวกนางทำอาหารง่ายๆ อวิ๋นซีแนะนำให้ทำข้าวต้มหมูรมควันและใส่ไข่ลงไปชามละฟอง อาหารจานเดียวออกจะแปลกๆไปสักหน่อย แต่อาหารเช้าแค่เบาๆก็พอแล้วล่ะ หากมีกิมจิรสเปรี้ยวๆเค็มๆก็ดีสิ
“ท่านแม่ ทำไมบ้านเราไม่ปลูกผักกาดขาวบ้างล่ะเ้าคะ” อวิ๋นซีที่หั่นผักชีและต้นหอมโรวหน้าข้าวต้มเอ่ยถามมารดา
“ก็ใช่ว่าไม่ปลูกเลยนะ แต่ว่าปลูกเยอะก็โดนแมลงโดนหนอนกินจนหมดแล้วก็เก็บไม่ได้นานด้วย เลยไม่ค่อยมีใครปลูก”
อืมมม งั้นนางนี่แหล่ะจะปลูกผักกาดขาวหัวใหญ่เก็บไว้ทำกิมจิ ใกล้หน้าหนาวแล้วคงจะเก็บไว้ได้นานโอ้ยอดเยี่ยมจริงๆ
เมื่อทุกคนกินอาหารเช้าเสร็จก็แยกย้ายกันไปทำงาน ลู่เซียวที่ไม่ได้เข้าป่าหลายวันก็เก็บอุปกรณ์แบกตระกร้าเข้าป่าเพื่อหาของป่ากับชาวบ้านที่คุ้นเคย
ฮุ่ยเหนียงก็อยู่ดูแลบ้าน ส่วนอวิ๋นซีกับลู่เซิงสองพี่น้องก็เดินทางเข้าตำบลเพื่อซื้อของเข้าบ้าน ทั้งสองคนแบกตระกร้าเปล่าขึ้นหลังไปคนละใบขึ้นเกวียนรับส่งคนไปในตำบล เมื่อขึ้นไปพบคนในเกวียนก็เพียงเอ่ยทักทายเล็กน้อยตามมารยาทเท่านั้น
เมื่อถึงที่หมายทั้งสองคนจึงลงจากเกวียนและเดินผ่านประตูเข้าใหญ่เข้าไปในตำบล ลู่เซิงผู้คุ้นเคยเส้นทางเป็อย่างดีเดินนำหน้าพี่สาวไปอย่างภาคภูมิ หลังเดินเข้าร้านนี้ออกร้านโน่นอย่างสนุกสนาน จู่ๆก็มีเสียงเรียกดังขึ้นจากโรงเตี๊ยมข้างๆ จนสองพี่น้องหันไปมอง
“โอ้ นี่มันน้องชายตระกูลลู่นี่ วันนี้ไม่ได้มาขายขนมหรือ??”
ลู่เซิงหันไปมองเมื่อเห็นว่าเป็คนที่เมื่อวานมาถามซื้อสูตรขนม เขาก็หันมองอวิ๋นซีแล้วตอบกลับไป
“วันนี้ไม่ได้มาขายขนมขอรับ ข้าพาท่านพี่มาซื้อของใช้ในบ้านน่ะ”
ชายผู้นั้นหันมองอวิ๋นซี แล้วยิ้มแย้ม “นี่ก็คือพี่สาวของเ้าหรือ?หน้าตาดีจริงๆนะ”
จากนั้นเขาเดินเข้ามาใกล้สองพี่น้องแล้วกระซิบเสียงเบา “จริงหรือไม่ว่าขนมพวกนั้นเป็เ้าที่คิดค้นทำขึ้นมา”
อวิ๋นซีหันมองเขา ตานี่จะขอซื้อสูตรรึก็ต้องดูว่าเงินถึงหรือไม่
“ใช่ เป็สูตรของข้า ท่านอยากจะซื้อหรือ?” อวิ๋นซีมองเขาแล้วถาม
“แล้วเ้าจะขายหรือไม่” เขาถูมือด้วยความตื่นเต้น
“อืมม ต้องดูว่าท่านให้ราคาดีหรือไม่” อวิ๋นซียกมือลูบคางทำสีหน้าครุ่นคิด
ชายผู้นั้นเมื่อเห็นว่าอวิ๋นซีพร้อมเจรจาเขาจึงเชิญสองพี่น้องเข้ามาในโรงน้ำชาที่เขาทำงานเป็ผู้จัดการอยู่ เมื่อเข้ามาแล้วก็จัดแจงหาที่นั่งเสริฟน้ำชาและของว่างให้พวกเขา
อวิ๋นซีที่เข้ามาแล้วสังเกตุว่าโรงน้ำชานี้ใหญ่มาก ลูกค้านั่งเต็มร้านตลอด คงจะมีรายรับในแต่ละวันไม่น้อยทีเดียว หากนางขายสูตรขนมให้พวกเขาต้องได้ราคาดีแน่ เพราะไม่ว่ายังไงขนมของนางก็ขายได้ตลอดอยู่แล้ว
“แล้วเ้า้าค่าสูตรเป็เงินเท่าใด” ชายผู้นั้นถามอวิ๋นซี
“สิบตำลึงเ้าค่ะ” อวิ๋นซียกนิ้วโป้งซ้าย และกำปั้นขวาชูขึ้นมาข้างหน้าเขา
“สิบตำลึงหรือ แพงไปหรือไม่ข้าว่า5ตำลึงยังพอได้นะ”
“งั้นก็แล้วแต่ท่านเ้าค่ะ” อวิ๋นว่าแล้วก็ลุกขึ้นแล้วไม่ลืมดึงน้องชายตามมาด้วย คิดในใจว่าโรง น้ำชาของพวกเขาออกใหญ่โตแต่จะซื้อสูตรขนมของนางในราคาเพียงห้าตำลึง ไม่ใช่ว่าจะกดราคากันหรือ
เงินเพียงสิบตำลึงซื้อสูตรขนมมาเพิ่มให้ร้านน้ำชา ต่อไปแน่นอนว่าได้กำไรกลับมาเป็เท่าตัวด้วยซ้ำ
“เฮ้อ ไม่เห็นเหมือนในนิยายเลย หรือต้องพูดว่าข้าไปขายที่โรงเตี้ยมอื่นก็ได้เขาจึงจะเพิ่มราคาให้กันล่ะ” ช่างเถอะต่อให้ที่นี่ไม่ซื้อ ก็ยังมีโรงน้ำชาอื่นซื้ออยู่ดี
อย่าเห็นว่านางเป็เด็กแล้วจะกดราคากันสิ นางไม่ได้หลอกง่ายขนาดนั้นนะ
“ท่านพี่ห้าตำลึงก็ยังไม่พอหรือ??” ลู่เซิงสงสัย ในชีวิตนี้ยังไม่เห็นเห็นเงินแม้แต่1ตำลึงเลย ขายสูตรขนมของพี่สาวถ้าได้5ตำลึงก็ไม่น้อยเลย แต่ในเมื่อพี่สาวคิดว่าน้อยไปเขาก็เชื่อพี่สาว
“ลู่เซิง สูตรอาหาร สูตรขนม แม้แต่ลายปักบนผืนผ้า ต่างเป็ศิลปะราคาแพงทั้งนั้น เ้าคิดว่าหากเราทำขนมออกมาขายเองขายทั้งปีจะได้ไม่ถึงห้าตำลึงเชียวหรือ ช่างเถอะๆ โรงเตี๊ยมมีอีกตั้งหลายร้านค่อยไปดูก็ได้”
ลู่เซิงพยักหน้าเห็นด้วยกับพี่สาวแล้วเดินตามนางไปซื้อของต่อให้ครบ สองพี่น้องเดินเข้าร้านผ้าเพื่อเลือกผ้าไปทำเครื่องนอน และเสื้อผ้า
อวิ๋นซีเลือกซื้อปลอกเครื่องนอนเป็สีชมพูอ่อนสำหรับตัวเอง สีฟ้าอ่อนให่ลู่เซิง และสีน้ำตาลให้บิดามารดา และซื้อเศษผ้าแต่ละสีเผื่ออีกเล็กน้อยกลับไปด้วย นางไม่ชอบผ้าที่มีลวดลายนัก ชอบแบบคุมโทนมากกว่าดูมินิมอลสบายตาดี
“ทั้งหมดนี่สามร้อยห้าเหรียญจะให้เอาไปส่งที่บ้านหรือไม่?” ผ้าที่เลือกเอาไว้ กองใหญ่มากทีเดียวนางกับลู่เซิงขนไปไม่หมดแน่ มีบริการส่งถึงบ้านก็ดีเหมือนกัน
“ส่งเ้าค่ะ มีค่าส่งหรือไม่?” อวิ๋นซีทำตาแป๋วมองคนขาย
“ค่าส่งหรือ บ้านเ้าไกลหรือไม่ หากไม่เกินสามลี้ส่งให้โดยไม่คิดเงิน” คนขายอธิบาย
“ไม่ถึงสามลี้เ้าค่ะ เป็หมู่บ้านชนบทติดูเาฝั่งนู้น บ้านตระกูลลู่ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน” อวิ๋นซีพูดพร้อมใช้นิ้วชี้ไปทิศหมู่บ้านตนเอง
คนขายปิดปากหัวเราะ “ได้ตอนบ่ายๆจะให้คนไปส่งให้พร้อมสินค้าอื่นๆ”
อวิ๋นซีนับเงินจ่ายคนขายแล้วจะพาน้องชายกลับบ้านเลย ตอนนี้ใกล้จะสายมากแล้วเดี๋ยวที่ไม่ทันเกวียนรับส่งคน เมื่อทั้งสองเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมก็เดินมาตามถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังเดินสวนกันไปมา
“ท่านพี่วันนี้คนเยอะเสียจริงขอรับ” ลู่เซิงมองพี่สาวและเดินตามอย่างระมัดระวังเพราะคนเยอะเกินไปกลัวจะพลัดหลง อวิ๋นซีเป็ห่วงน้องชายจึงดึงให้เขามาเดินข้างหน้านาง
“เ้าก็เดินดีๆหน่อยอย่าไปชนคนเข้าละ” นางเตือนน้องชายพร้อมขยับสายตระกร้าที่เเบกของไว้ด้านหลัง เหตุใดวันนี้คนถึงเยอะนัก ปกติก็ไม่เห็นจะเยอะขนาดนี้
การเดินฝ่าฝูงชนเป็ไปอย่างยากลำบาก ทั้งสองมองเห็นถนนข้างหน้า ผ่านถนนเส้นนี้ไปคนก็น้อยแล้ว อวิ๋นซีปลอบใจตัวเองพร้อมทั้งมองน้องชายที่อยู่ข้างหน้าอย่างจดจ่อ
ขณะนั้นก็มีเสียงดังมาแต่ไกลจากด้านหลังคล้ายคนเถียงกัน อวิ๋นซีที่ตั้งหน้าตั้งตาเดินกลับไม่ได้สนใจ อีกทั้งเสียงผู้คนทีี่พูดคุยกันตามท้องถนนดังอยู่แต่เดิม ทำให้ได้ยินไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เสียงที่เท้าหนักๆที่อยู่ด้านหลังเหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ตอนนี้เองที่เสียงะโด้านหลังเริ่มจะได้ยินบ้างแล้ว
“ช่วยจับที ช่วยจับที โจรวิ่งราว” แซ่ดดด
“@#&*=&^%$@#+ โจรวิ่งราว∼” แซ่ดดดดดดด
อวิ๋นซีที่ได้ยินไม่ชัดเริ่มหูฝึ่งแล้วทำตาโต “ฮุ มีโจ๊กไข่ดาวหรือ !!”〣 (ºΔº) 〣
อวิ๋นซีที่ไม่เคยกินโจ๊กไข่ดาว เกิดความสนใจอยากจะรู้ว่าร้านมันอยู่ตรงไหนทำไมตอนผ่านมานางไม่เห็น จึงคิดจะหันหลังกลับไปดูสักหน่อย จังหวะนั้นเองตระกร้าหนักที่แบกอยู่ด้านหลังก็กระแทกกับคนที่กำลังจะวิ่งผ่านนางไป
พลั๊กกกกก !!
(-_- ?) เหมือนจะชนอะไร .. รึเปล่านะ
นางมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นใคร เห็นเพียงกลุ่มคนที่กำลังวิ่งมาทางนี้พร้อมกับอ้าปากเหมือนพูดอะไรแต่นางไม่ได้ยิน เพราะเสียงคนรอบข้างดังจนกลบเสียงคนเ่าั้จนฟังไม่รู้เื่
จังหวะที่กำลังจะเดินจากไปนั้น อวิ๋นซีััได้ถึงบางอย่างใกล้เท้าเธอ เพราะกลัวจะสะดุดล้มจึงก้มลงไปมองที่พื้น
เชรดดดดดด O__o ทำไมถึงมีคนมานอนชักกระตุกอยู่ตรงนี้ ? ช่างแปลกคนเสียจริง ง่วงก็ไม่กลับไปนอนที่บ้าน
“ท่านพี่ เขาตายรึยัง” ลู่เซิงจ้องมองชายที่นอนอยู่ที่พื้น แล้วเหลือบไปเห็นในมือของเขามีถุงเงินสีฟ้าครามปักอักษรซีและมีดอกบัวเล็กๆปักอยู่ที่มุมถุง
พี่ชายตัวโตท่านนี้ ถุงเงินนี้ของท่านช่างมีเอกลักษณ์เสียจริง แต่ดูไม่ค่อยเข้ากับท่านเลยนะ
อวิ๋นซีที่เหลือไปเห็นถุงเงินในมือเขาก็เริ่มเข้าใจบางอย่างขึ้นมาทีละนิด เอ๋อ … เ้านี่เป็หัวขโมยหรือ
กลุ่มคนที่พึ่งะโไม่มีเสียงอยู่ข้างหลังตอนนั้นเดินมาจนถึงตัวอวิ๋นซีแล้ว คราวนี้นางได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดกันอย่างชัดเจน
“โอ้ ขอบคุณแม่นางๆ ที่ช่วยจับขโมยให้” เด็กหนุ่มที่แต่งกายอย่างเด็กรับใช้วิ่งเข้ามาขอบคุณอวิ๋นซีและดึงถุงเงินที่อยู่ในมือชายที่นอนสลบอยู่บนพื้นคืนไป
“เ้าบ้านี่กล้ามาขโมยถุงเงินคุณชายข้า เร็วเข้าๆจับไปส่งทหารที”เสี่ยงถงโมโหแล้วเตะเขาไปหนึ่งที
“เอ่ออ ไม่เป็ไร ไม่ต้องเกรงใจ เป็เพียงเื่บังเอิญเท่านั้น” อวิ๋นซีตอบอย่างเกรงใจ จะไม่บังเอิญได้อย่างไรก็ดันได้ยินคนเรียกให้จับโจร เป็ชื่อของกินเสียได้ น่าขายหน้าแท้ๆ
“ท่านพี่ท่านหน้าแดงมากเลย ไม่สบายหรือขอรับ” ลู่เซิงมองพี่สาวตาแป๋ว
“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยจับโจรให้ ถ้าไม่รังเกียจขอเชิญแม่นางและน้องชายไปทานของว่างที่โรงน้ำชาสักครู่เป็การตอบแทนได้หรือไม่”
เสียงไพเราะรื่นหูของชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้น อวิ๋นซีจึงหันหน้าไปมอง จึงพบกับชายหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง ใบหน้ารูปไข่ขาวเนียน ริมฝีปากสีชมพูอิ่มเอิบ คิ้วหนาคมเข้ม โอ้ววววแม่เ้า ในนิยายมีหนุ่มรูปงามผู้นี้อยู่หรือ ช่างหล่อเหลาเอาการเสียจริง แม้แต่ชุดสีฟ้าครามที่ใส่อยู่ก็ดูดี ยิ่งนิ้วมือยาวๆที่ถือพัดอยู่นั่นช่างโดนเด่นแม้แต่นิ้วมือ
σ (≧ ε ≦ σ) ♡
อวิ๋นซีมองชายหนุ่มจนเหม่อลอย เขาถามย้ำขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นนางไม่ตอบซ้ำยังเอาแต่จ้องหน้าเขา อวิ๋นซีที่เหม่อลอยอยู่ก็พยักหน้าตอบโดยไม่รู้ตัว
“งั้นเชิญ เสี่ยวถงนำทาง” เขาผายมือให้อวิ๋นซีและลู่เซิง และเดินตามเสี่ยวถงบ่าวรับใช้ของตัวเองไป