ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 อดีตพระสนราชสำนักแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์อยากเป็นโจโฉรึ วิกฤตการณ์ของราชวงศ์จื่อเยวี่ย

            “ราชวงศ์กระบี่โลหิตหรือ”ซูฉางเซิงนั่งลง นิ้วเคาะเบาๆ สีหน้าเรียบเฉย ดวงตาจ้องมองไปยังซูอวิ๋น

            “จักรพรรดินีจื่อเยวี่ยมีความแค้นกับราชวงศ์กระบี่โลหิตพระราชบิดาของนางซึ่งก็คือจักรพรรดิองค์ก่อน ถูกราชวงศ์กระบี่โลหิตสังหารจนราชวงศ์เกือบล่มสลายขอรับ!”ซูอวิ๋นอธิบายด้วยสีหน้าเคารพ

            เขาก็สืบหาข้อมูลนี้มาเช่นกันหรืออาจกล่าวได้ว่า มันไม่ใช่ความลับกระไรอีกต่อไปแล้ว

            ราชวงศ์จื่อเยวี่ยเคยเกือบจะเป็นกองกำลังระดับสูงสุดจักรพรรดิองค์ก่อนก็ทรงมีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง เกือบจะบรรลุขั้นเซียนนักบุญแล้ว

            ทว่าความแข็งแกร่งของราชวงศ์จื่อเยวี่ยกลับทำให้ราชวงศ์กระบี่โลหิตหวั่นเกรงเกรงว่าอีกฝ่ายจะเลื่อนขั้นเป็นกองกำลังระดับสูงสุดและคุกคามสถานะของตน

            พวกเขาจึงวางแผนสังหารจักรพรรดิจื่อเยวี่ยและบุกเข้าไปในเมืองหลวง

            หากไม่ใช่เพราะราชวงศ์กระบี่โลหิตมีปัญหาภายในภายหลังและราชวงศ์จื่อเยวี่ยยังมีผู้อาวุโสที่ซ่อนตัวอยู่ ราชวงศ์จื่อเยวี่ยคงจะถูกทำลายไปแล้ว

            ถึงกระนั้นราชวงศ์จื่อเยวี่ยในปัจจุบันก็ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย

            ราชวงศ์กระบี่โลหิตได้ระดมพลนับล้านเตรียมที่จะทำลายล้างราชวงศ์จื่อเยวี่ยในคราวเดียว

            ด้วยเหตุนี้จักรพรรดินีจื่อเยวี่ยองค์ปัจจุบันจึงเกลียดชังราชวงศ์กระบี่โลหิตอย่างมาก กระทั่งยอมใช้ตนเองเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกองกำลังนี้

            “เป็นเช่นนี้นี่เองข้าเข้าใจแล้ว” ซูฉางเซิงพยักหน้าครุ่นคิด การจะทำลายล้างราชวงศ์กระบี่โลหิตนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

            “ตกลงตามที่นางขอ”ซูฉางเซิงพยักหน้า

            สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์จื่อเยวี่ยแม้จะไม่ใช่สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด ทว่าก็ไม่เลวร้ายนัก

            ซูฉางเซิงต้องการสะสมทีละเล็กทีละน้อยเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์หรือสังขารเซียนระดับสูงสุดตลอดเวลา นั่นไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นจริงได้โดยง่าย

            “ท่านบรรพบุรุษแล้วเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้เล่า” ซูอวิ๋นถามอย่างลังเล

            “ให้นางมาพบข้า”ซูฉางเซิงโบกมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซูอวิ๋นรู้สึกหวั่นใจ แม้ว่าจะรู้ถึงการตัดสินใจของบรรพบุรุษทว่าก็ยังคงเป็นกังวลอยู่บ้าง

            “...ท่านบรรพบุรุษ เซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ผู้นี้มีภูมิหลังซับซ้อน เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ข้าเกรงว่าจะไปยุ่งเกี่ยวกับที่นั่นนะขอรับ!” ซูอวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูด

            “ไม่ต้องกังวลข้ารู้ว่าตัวเองกำลังทำกระไรอยู่” ซูฉางเซิงเหลือบมองเขา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“เจ้าเพียงทำตามที่ข้าสั่งก็พอ”

            “จริงสิซูจื่อยวนนับจากนี้ไปจะเป็นเทพธิดาของตระกูลซู บ่มเพาะนางอย่างเต็มที่ ให้นางมีสถานะและอำนาจเทียบเท่าเจ้าเข้าใจหรือไม่” ดวงตานั้นหันไปจ้องมองที่ซูอวิ๋น

            แรงกดดันที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าใส่ทำให้หัวใจของซูอวิ๋นสั่นสะท้าน ก่อนจะก้มศีรษะลง

            “ขอรับ”ซูอวิ๋นกล่าวเสียงเบา

            เรื่องนี้เขาไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย

            ในความคิดของเขาซูจื่อยวนคือผู้ที่มีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง การบ่มเพาะนางในฐานะเทพธิดาของตระกูลก็ถือเป็นเรื่องปกติ

            “ไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเถิด”ไม่นานนักซูอวิ๋นก็ถอยออกไป ปล่อยให้ซูฉางเซิงนั่งอยู่คนเดียว

            “เฮ้อข้าก็ยังคงต้องแข็งแกร่งขึ้นสินะ” ซูฉางเซิงถอนหายใจเบาๆ ปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ ถือเป็นกองกำลังที่น่าเกรงขาม

            แม้ว่าเขาจะไม่ได้เกรงกลัวทว่าก็ยังคงมีความกดดันอยู่บ้าง

            และดินแดนลับมหาเซียนที่องค์หญิงเก้ากล่าวถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยากไป ทว่าเขามีลางสังหรณ์ว่าเขาจะต้องได้เข้าไปพัวพันกับดินแดนลับแห่งนี้อย่างแน่นอน

            และจุดเชื่อมโยงนี้น่าจะเป็นองค์หญิงเก้า

            กุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้คือพลังที่แข็งแกร่ง

            “ช่างเถิดการประมูลของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีครั้งนี้ ข้าจะไปด้วยตนเอง หวังว่าจะซื้อหาทรัพยากรบางอย่างเพื่อฝ่าทะลวงไปสู่ระดับที่เก้าของขั้นเซียนนักบุญ และก้าวสู่ระดับราชานักบุญได้อย่างรวดเร็ว” ดวงตาของซูฉางเซิงเปล่งสายวาววับ

            พันธมิตรเซียนหมื่นวิถีเป็นกองกำลังทางการค้าที่น่าเกรงขามรากฐานของพวกเขาลึกซึ้งจนไม่อาจคาดเดาได้ แม้แต่ราชสำนักฉางเซิงที่เป็นราชสำนักระดับจักรพรรดิก็ยังหวั่นเกรง

            สาขาของสมาคมการค้าของพวกเขากระจายอยู่ทั่วดินแดนเซียนฉางเซิงดินแดนศักดิ์สิทธิ์นับพัน ห้วงมิติและกาลเวลามากมาย

            และทวีปเจินเซิ่งก็มีสาขาของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีเช่นกัน

            ช่วงเวลาของการประมูลนั้นไม่แน่นอนบางครั้งก็จัดขึ้นทุกๆ ร้อยปี บางครั้งก็ทุกๆ พันปี

            ทุกครั้งที่การประมูลเกิดขึ้นจะเป็นงานเฉลิมฉลองที่จะดึงดูดผู้อาวุโสระดับสูงสุดจากทวีปต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงให้มารวมตัวกันโดยผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็คือระดับนิรันดร์ หรือเหล่าอัจฉริยะจากกองกำลังที่แข็งแกร่ง

            มีเซียนอยู่ไม่น้อยราชานักบุญก็มีอยู่บ้าง และบางครั้งก็มีมหาเซียนปรากฏตัวขึ้นด้วย

            ทุกครั้งที่การประมูลเกิดขึ้นจะมีสมบัติล้ำค่าและทรงพลังมากมายปรากฏขึ้น รวมถึงสมบัติที่สามารถเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรของเซียนได้โดยตรงก็ไม่น้อย

            ในอดีตซูฉางเซิงไม่เคยเข้าร่วม เพราะไม่มีทุนทรัพย์ในการประมูล และกลัวว่าเซียนบางคนจะหมายตาและสังหารเขาได้ง่ายๆ

            ทว่าตอนนี้เขากลับมีความมั่นใจที่จะเข้าร่วมแล้ว

            “อืมข้าต้องเตรียม ‘หยวน’ ไว้บ้าง เผื่อว่าจะไม่มีเงินซื้อสินค้าที่ประมูล” ซูฉางเซิงพึมพำเบาๆจากนั้นร่างของเขาก็หายไป

            ‘หยวน’เป็นสกุลเงินที่ใช้กันในหมู่เซียน

            สำหรับสินค้าประมูลระดับนี้มีเพียง ‘หยวน’ และ ‘หยวนศักดิ์สิทธิ์’ เท่านั้นที่ใช้เป็นสกุลเงินในการชำระ

            ส่วน‘หินวิญญาณ’ นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป

            ...

            เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามราตรีพระจันทร์ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า

            ซูฉางเซิงนั่งอยู่บนเก้าอี้หินในศาลาแสงจันทร์สาดส่องลงมาเป็นลำแสงนับพัน ซูฉางเซิงนั่งจิบสุราอย่างผ่อนคลาย งามดุจเซียน

            โดยรอบมีปราณวิญญาณลอยคลุ้งอยู่ดวงตาทั้งสองข้างใสกระจ่างราวกับน้ำพุ กำลังมองไปยังที่ไกลๆ

            “วือ...”ไม่นานนัก ร่างในชุดขาวก็ปรากฏขึ้นจากฟากฟ้า ผิวพรรณปานหยก แสงจันทร์ส่องกระทบร่างของนางสะท้อนแสงพร่างพรายราวกับกำลังเปล่งประกายออกมา

            นางคือหญิงงามไร้ที่ติคิ้วโก่งดั่งภาพวาด งดงามดั่งนางฟ้าจากตำหนักจันทรา หรือราวกับสนมจิ้งจอกที่ทำให้ผู้คนลุ่มหลง

            ความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์และเย้ายวนใจทั้งสองบุคลิกที่แตกต่างผสมผสานกันอย่างกันลงตัว

            ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปได้

            “ข้าอันเมี่ยวอี ขอคารวะท่านเซียนฉางเซิง!” ร่างในชุดขาวก้าวเดินบนแสงจันทร์ เท้าเล็กๆสวมรองเท้าปักลวดลายสวยงาม ทุกย่างก้าวของนางล้วนทำให้แสงเดือนส่องประกายระยิบระยับ

            นางมาถึงข้างกายซูฉางเซิงนัยน์ตาสวยจ้องมอง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

            เสียงที่เย็นชาแต่ชวนหลงใหลอ่อนหวานแต่ยั่วยวน

            ทำให้แก้วหูสั่นสะเทือน

            “เชิญนั่ง”ซูฉางเซิงชี้มือไปยังเก้าอี้ สุราวิญญาณหนึ่งแก้วถูกเทลงไป กลิ่นหอมเข้มข้นของสุราโชยหอมภายในนั้นมีแก่นแท้ของเต๋าพวยพุ่งออกมา มองเห็นเศษเสี้ยวของมันลอยอยู่

            “สุราเทพสวรรค์สมกับเป็นเซียนฉางเซิง ใจกว้างยิ่งนัก ยอมให้ข้าได้ดื่มสุราล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตนี้!”อันเมี่ยวอีกล่าวอย่างประหลาดใจ

            สุราเทพสวรรค์เป็นสุราวิญญาณระดับเซียน มีแก่นแท้ของเต๋าและเศษเสี้ยวของกฎเกณฑ์ สามารถทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรตรัสรู้วิถีเต๋าหรือแม้แต่เพิ่มพูนพลังบำเพ็ญเพียรได้

            เพียงแก้วเล็กๆทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับนิรันดร์หมดเนื้อหมดตัว จึงเรียกว่าสุราเทพสวรรค์

            หมายความว่าสุราที่เซียนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะดื่ม

            สุราวิญญาณระดับสูงสุดเช่นนี้แม้แต่นางที่เป็นเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ก็ยังดื่มไม่ได้!

            “เพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเชิญดื่ม” ซูฉางเซิงโบกมือ ยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเซียน เพียงแค่รอยยิ้มธรรมดาๆก็มีเสน่ห์ที่ไม่ธรรมดา

            “ขอบพระคุณเซียนฉางเซิง!”อันเมี่ยวอีกล่าวอย่างอ่อนโยน จากนั้นนิ้วยาวเรียวก็หยิบแก้วสุราหยกขึ้นมา ดื่มจนหมดในอึกเดียวกิริยาสง่างาม ไร้ซึ่งท่าทีของเด็กสาว

            “ช่างเป็นสุราที่หาที่เปรียบไม่ได้!”เมื่อดื่มหมดแก้ว รอยแดงสองจุดก็ปรากฏขึ้นบนแก้ม อันเมี่ยวอีหน้าแดงก่ำ หายใจเบาๆ นางเมามายเล็กน้อยดวงตาพร่ามัวมองไปยังซูฉางเซิง

            ภายในร่างกายสุราได้เปลี่ยนเป็นพลังปราณวิญญาณอันมหาศาล พัดพาพลังเศษเสี้ยวของกฎเกณฑ์ ชำระล้างสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ของนางให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นและพลังบำเพ็ญเพียรของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            “หากเจ้าชอบก็ดีแล้ว”ซูฉางเซิงวางแก้วสุราลงเช่นกัน ดวงตาจ้องมองไปยังอันเมี่ยวอีที่เมาเล็กน้อย สายตาฉายแววประหลาดใจ

            สมกับเป็นเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ผู้ครอบครองสังขารเทพธิดาเทียนอวี้

            ความงามและบุคลิกเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในยุทธภพ

            “ซูอวิ๋นบอกว่าเจ้าต้องการพบข้า”แม้จะประหลาดใจในความงามของอันเมี่ยวอี ทว่าซูฉางเซิงก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว มองนางและถามเบาๆ

            “เซียนฉางเซิงไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมข้ามาที่นี่ด้วยความจริงใจ ขอให้เซียนฉางเซิงรับข้าไว้ แม้จะเป็นเพียงสนมก็ยินดี!”เมื่อได้ยินเช่นนี้ อันเมี่ยวอีกะพริบตาสวย แสร้งทำเป็นเมามาย หน้าแดงก่ำ เอนตัวเข้าหาอ้อมแขนของซูฉางเซิงพลางพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

            “บุคคลสำคัญในปราสาทมารเพลิงโลกันตร์คนนั้นคือผู้ใดมีพลังระดับใด” ซูฉางเซิงยังคงสีหน้าเรียบเฉย

            ทว่ากลับยื่นมือไปจับมือนางจ้องมองอันเมี่ยวอีด้วยสายตาเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยความเฉียบคม

            ซูฉางเซิงไม่ได้รังเกียจที่จะรับอันเมี่ยวอีไว้แม้ว่าจะต้องเป็นศัตรูกับบุคคลสำคัญในปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ก็ตาม

            ทว่าทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าอันเมี่ยวอีจะไม่หลอกลวงเขา

            หากคำพูดของนางมีส่วนใดที่เป็นเท็จซูฉางเซิงก็จะต้องพิจารณาว่าจะปฏิบัติต่อนางอย่างไร

            เขายังคงจะรับนางไว้ทว่าทัศนคติของเขาจะเย็นชาลงมาก จะถือว่านางเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น

            “ท่านระมัดระวังตัวจริงๆ”อันเมี่ยวอีตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มขมขื่น ดวงตาสวยกะพริบ มองไปยังพระจันทร์ที่อยู่ไกลลิบ

            “ปราสาทมารเพลิงโลกันตร์มีเจ้าสำนักเก้าคนกล่าวกันว่าเจ้าสำนักแต่ละคนล้วนเป็นราชานักบุญ ส่วนบุคคลสำคัญที่หมายตาข้านั้นก็คือเจ้าสำนักผู้หนึ่ง”สีหน้าอันเมี่ยวอีสงบ อธิบายอย่างแผ่วเบา

            “เจ้าสำนักผู้นั้นแข็งแกร่งมากอยู่ในสามอันดับแรก และมีความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า กล่าวกันว่าเขากำลังพยายามฝ่าทะลวงไปสู่ระดับมหาเซียน ส่วนข้าก็คือเตาหลอมที่เขาเตรียมไว้ รอคอยเวลาที่เขาออกจากการบำเพ็ญเพียรและช่วงชิงพลัง”อันเมี่ยวอียิ้มระทมใจ

            ชีวิตของนางดูเหมือนจะเป็นเซียนนักบุญหญิงผู้สูงส่งได้รับการยกย่องจากเหล่าอัจฉริยะและผู้นำสำนักนิกายนับไม่ถ้วน ทว่าในความเป็นจริงแล้วนางเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น อนาคตถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะเป็นเพียงของเล่น

            “พยายามทะลวงไปสู่ระดับมหาเซียนหรือ”ซูฉางเซิงตกใจ ราชานักบุญขั้นสูงสุดเช่นนี้ช่างน่ากลัว มีเพียงไม่กี่กองกำลังที่กล้าจะยั่วยุ

            ไม่แปลกใจเลยที่เพียงแค่ชื่อเสียงก็ทำให้เซียนคนหนึ่งหวาดกลัวจนต้องปลาสนาการไป

            แม้แต่สำนักไท่สื่อที่เป็นกองกำลังระดับสูงสุดก็คงไม่เต็มใจที่จะยั่วยุเช่นกันกระมัง

            สำนักไท่สื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็เป็นเพียงกองกำลังระดับสูงสุดของทวีปเท่านั้น ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่านั้นมากนัก

            “แม่นางอันเมี่ยวอีผู้นั้นคือราชานักบุญผู้ยิ่งใหญ่ เซียนผู้แข็งแกร่งที่สามารถฝ่าทะลวงไปสู่ระดับมหาเซียนได้ในอนาคตเขาจะเป็นบุคคลสำคัญ เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเซียนตัวเล็กๆ อย่างข้าจะกล้าไปแหย่เขากัน”ซูฉางเซิงวางแก้วสุราลง มองนางด้วยรอยยิ้มที่คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม

            เหตุใดกัน

            ควรทราบว่าพลังที่เขาแสดงออกมาในขณะนี้แม้จะแข็งแกร่ง ทว่าก็ยังห่างไกลจากราชานักบุญอยู่มาก

            “ข้าเชื่อมั่นในท่านท่านไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น นอกจากนี้...ข้าเคยได้รับความช่วยเหลือจากผู้วิเศษนอกยุทธภพเขาเคยทำนายดวงชะตาของข้า และบอกว่าข้าจะได้รับความช่วยเหลือจากเซียนที่กำลังรุ่งโรจน์แล้วหลุดพ้นจากโชคชะตาอันน่าเศร้า!”

            “ในทวีปเจินเซิ่งตอนนี้มีเพียงท่านเท่านั้นที่เป็นเซียนที่กำลังโชติช่วง แน่นอนว่าข้าต้องมาหาท่าน!!” อันเมี่ยวอีกะพริบตาสวยพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูซุกซน

            “ผู้วิเศษนอกยุทธภพหรือ”ซูฉางเซิงตกใจเล็กน้อย เหตุใดมันถึงฟังดูเหมือนกลโกงจากนิยายเกรดสามกัน

            “อืม...ท่านเป็นชายวัยกลางคนในชุดนักบวชเต๋ามีที่มาที่ไปลึกลับ เพียงพูดไม่กี่คำก็สามารถมองทะลุดวงชะตาของข้า และให้คำแนะนำแก่ข้า!”

            “การที่ข้าติดต่อกับท่านโดยที่สำนักเทียนอวี้ไม่รู้ก็เป็นเพราะโอกาสที่ข้าได้รับจากการชี้นำของผู้วิเศษนอกยุทธภพผู้นั้น!” อันเมี่ยวอีกล่าวเมื่อพูดถึงชายวัยกลางคนผู้นั้น ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความกตัญญู

            “เข้าใจแล้ว”ซูฉางเซิงพยักหน้า จากนั้นก็ครุ่นคิดครู่หนึ่ง มองไปยังอันเมี่ยวอีอีกครั้งด้วยสายตาเฉียบคม

            “ข้าสามารถต่อกรกับบุคคลสำคัญผู้นั้นได้จริงทว่ายังมีคำถามอีกข้อหนึ่ง ข้าจะได้ประโยชน์กระไร”

            “เพียงแค่เจ้าคนเดียวไม่อาจทำให้ข้ากล้าเผชิญหน้ากับปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ได้” ซูฉางเซิงกล่าวอย่างใจเย็น

            “ท่านช่างชอบคิดเล็กคิดน้อยทว่าข้ากลับดีใจที่ท่านระมัดระวังเช่นนี้ เพราะมันพิสูจน์ได้ว่าท่านมีความมั่นใจที่จะช่วยเหลือข้า!”อันเมี่ยวอียิ้มอ่อนโยนราวกับถอดหน้ากากออก นางมองซูฉางเซิงอย่างนุ่มนวล

            “ข้าก็มีข้อเสนอข้าได้รับคำแนะนำจากผู้วิเศษนอกยุทธภพผู้นั้น และได้รับมรดกจากผู้อาวุโสโบราณคนหนึ่งท่านผู้นั้นเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ ทว่าร่างกายของนางกลับเป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดหากท่านชุบชีวิตนางได้ นางก็จะเป็นฮูหยินหรือสนมที่งดงามอีกคนหนึ่ง!”

            “นอกจากนี้ข้ายังรู้จักเซียนนักบุญหญิงและเทพธิดาอีกหลายคน พวกนางล้วนเป็นเพื่อนของข้า ไม่ว่าพวกนางจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งหรือพรสวรรค์ที่โดดเด่นข้าแนะนำพวกนางให้ท่านได้ทั้งสิ้น”

            “เป็นอย่างไรบ้างข้อเสนอนี้” อันเมี่ยวอียิ้ม ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์

            “...”ซูฉางเซิงเงียบไป เขามองอันเมี่ยวอีด้วยสีหน้าแปลกๆ

            เขาไม่ได้คาดคิดว่าอันเมี่ยวอีจะทุ่มเทถึงเพียงนี้

            เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือจากเขานางยอมขายผู้อาวุโสโบราณที่มอบมรดกให้นาง ไม่เพียงเท่านั้น นางยังวางแผนที่จะขายเพื่อนสนิทของนางอีกด้วย

            นี่คือสิ่งที่เรียกว่าเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดหรือไม่เล่า

            “ข้าก็แค่ช่วยเหลือผู้อาวุโสท่านนั้นเช่นกันนางเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ ด้วยตัวข้าเพียงลำพังไม่อาจช่วยนางได้ มีเพียงท่านเท่านั้นที่ช่วยได้!”

            “นี่เป็นเรื่องดีสำหรับทุกฝ่าย!”

            “ส่วนเพื่อนๆของข้า พวกนางก็ต้องมีคู่ครองอยู่แล้ว ให้พวกนางแต่งงานกับท่านก็ไม่เลวนี่!”

            “ข้าก็แค่ทำความดี”ดูเหมือนจะมองความคิดของซูฉางเซิงออก อันเมี่ยวอีกะพริบตาสวย ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ราวกับจิ้งจอกสาวที่งดงามจนผู้คนล้วนหลงเสน่ห์

            “ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้หากข้าไม่ตกลงก็คงจะดูใจร้ายเกินไป” ซูฉางเซิงยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของอันเมี่ยวอี

            “ขอบพระคุณเซียนฉางเซิง”อันเมี่ยวอีผุดสีหน้าดีใจ โผเข้ากอดเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

            ซูฉางเซิงได้ยินความโล่งใจจากน้ำเสียงของนางไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคง

            “นับจากนี้ไปเจ้าก็อยู่ที่ตระกูลซู ไม่จำเป็นต้องกลับไปยังสำนักเทียนอวี้แล้ว” ซูฉางเซิงโอบกอดนางและกล่าว

            “เช่นนั้นจะไม่ทำให้ผู้อาวุโสของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ตกใจหรือ”อันเมี่ยวอีถามอย่างกังวล

            “ไม่ต้องกังวลเจ้าไม่ได้บอกหรือว่าบุคคลสำคัญผู้นั้นยังคงบำเพ็ญเพียรอยู่ ตราบใดที่เขาไม่มาด้วยตนเองก็ไม่เป็นไรข้ารับมือได้” ท่าทีซูฉางเซิงสงบนิ่ง

            แม้ว่าอีกฝ่ายจะออกจากการบำเพ็ญเพียรและมาด้วยตนเองซูฉางเซิงก็ไม่กลัว

            แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อเขาก็ขอให้องค์หญิงเก้าช่วยเหลือได้

            ใช่แล้วการมีคนคอยหนุนหลังก็แสดงท่าทีโอหังและเอาแต่ใจได้เช่นนี้เอง

            “จริงสินี่คือแหวนของผู้อาวุโสโบราณท่านนั้น เศษเสี้ยววิญญาณของนางหลับใหลอยู่ภายใน” ขณะนั้นอันเมี่ยวอีก็ยื่นแหวนให้ซูฉางเซิง แหวนนั้นมีสีขาวนวล และมีคลื่นพลังลึกลับอยู่ภายใน

            “ไม่เลว!”ซูฉางเซิงเลิกคิ้ว เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณที่แผ่วเบา

            ภายในนี้มีผู้อาวุโสโบราณซ่อนตัวอยู่จริงๆ

            [ติ๊ง! ตรวจพบผู้ที่ตรงตามมาตรฐานฮูหยินหรือสนม เศษเสี้ยววิญญาณของฉางเยวี่ย อดีตพระสนมราชสำนักแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์ สังขาร: สังขารเซียนไท่อิน (ระดับทอง) แนะนำให้ฟื้นฟูสภาพของนาง และรับนางเป็นฮูหยินหรือสนม!]ในไม่ช้าเสียงของระบบก็ดังขึ้น

            “อดีตพระสนมราชสำนักแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์หรือ”หัวใจของซูฉางเซิงสั่นสะท้าน มองแหวนด้วยความตกใจ ผู้อาวุโสโบราณผู้นี้มีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เชียวหรือ

            สังขารเซียนไท่อินสินะ

            นี่ก็เป็นสังขารเซียนระดับสูงสุดเช่นกันแม้จะเทียบไม่ได้กับร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวน ทว่าก็ยังคงน่ากลัวอยู่มาก!

            เพียงแต่ว่า...

            ผู้นี้คือพระสนมสิ่งนี้จะให้เขาเป็นดั่งโจโฉหรือไม่

            [ติ๊ง! จักรพรรดิโบราณเป็นสตรี เป็นจักรพรรดินีที่หาได้ยาก!] ขณะที่ซูฉางเซิงรู้สึกแปลกใจเสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง

            จักรพรรดินีหรือสาวงามผู้ล้ำค่าและบริสุทธิ์สินะ

            หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร!

            “เซียนฉางเซิงมีปัญหากระไรหรือไม่” เมื่อเห็นว่าซูฉางเซิงเงียบไปนาน อันเมี่ยวอีคิดว่ามีปัญหา จึงถามอย่างกังวล

            “ไม่มีกระไรนี่เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของข้า” ซูฉางเซิงส่ายหน้า นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

            อดีตพระสนมราชสำนักแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์

            เขาคาดหวังวันที่อีกฝ่ายจะให้กำเนิดบุตรกับเขาภาพเหตุการณ์นั้นคงจะวิเศษมาก

            “เรายังมีเวลาดื่มสุราเป็นเพื่อนข้าก่อน” ซูฉางเซิงกล่าว

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลายวันผ่านไปในพริบตา

            ภายในพระราชวังของราชวงศ์จื่อเยวี่ยจักรพรรดินีจื่อเยวี่ยนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยสีหน้าเย็นชา เหล่าขุนนางที่อยู่ด้านล่างมีสีหน้าเรียบเฉยสายตาไร้ซึ่งความเคารพ

            นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบรรดาศักดิ์สูงศักดิ์ระดับอ๋อง โหว และขุนนางรวมตัวกัน ปล่อยกลิ่นอายอันทรงพลังออกมาปกป้องชายหนุ่มผมสีเลือดไว้

            “จักรพรรดินีตราบใดที่พระองค์อภิเษกสมรสกับจักรพรรดิกระบี่โลหิต ราชวงศ์จื่อเยวี่ยก็จะรอดพ้นจากการล่มสลาย!”ชายหนุ่มผมสีเลือดที่กุมมือไว้ด้านหลังพูดด้วยท่าทีหยิ่งผยอง