“ราชวงศ์กระบี่โลหิตหรือ”ซูฉางเซิงนั่งลง นิ้วเคาะเบาๆ สีหน้าเรียบเฉย ดวงตาจ้องมองไปยังซูอวิ๋น
“จักรพรรดินีจื่อเยวี่ยมีความแค้นกับราชวงศ์กระบี่โลหิตพระราชบิดาของนางซึ่งก็คือจักรพรรดิองค์ก่อน ถูกราชวงศ์กระบี่โลหิตสังหารจนราชวงศ์เกือบล่มสลายขอรับ!”ซูอวิ๋นอธิบายด้วยสีหน้าเคารพ
เขาก็สืบหาข้อมูลนี้มาเช่นกันหรืออาจกล่าวได้ว่า มันไม่ใช่ความลับกระไรอีกต่อไปแล้ว
ราชวงศ์จื่อเยวี่ยเคยเกือบจะเป็นกองกำลังระดับสูงสุดจักรพรรดิองค์ก่อนก็ทรงมีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง เกือบจะบรรลุขั้นเซียนนักบุญแล้ว
ทว่าความแข็งแกร่งของราชวงศ์จื่อเยวี่ยกลับทำให้ราชวงศ์กระบี่โลหิตหวั่นเกรงเกรงว่าอีกฝ่ายจะเลื่อนขั้นเป็นกองกำลังระดับสูงสุดและคุกคามสถานะของตน
พวกเขาจึงวางแผนสังหารจักรพรรดิจื่อเยวี่ยและบุกเข้าไปในเมืองหลวง
หากไม่ใช่เพราะราชวงศ์กระบี่โลหิตมีปัญหาภายในภายหลังและราชวงศ์จื่อเยวี่ยยังมีผู้อาวุโสที่ซ่อนตัวอยู่ ราชวงศ์จื่อเยวี่ยคงจะถูกทำลายไปแล้ว
ถึงกระนั้นราชวงศ์จื่อเยวี่ยในปัจจุบันก็ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
ราชวงศ์กระบี่โลหิตได้ระดมพลนับล้านเตรียมที่จะทำลายล้างราชวงศ์จื่อเยวี่ยในคราวเดียว
ด้วยเหตุนี้จักรพรรดินีจื่อเยวี่ยองค์ปัจจุบันจึงเกลียดชังราชวงศ์กระบี่โลหิตอย่างมาก กระทั่งยอมใช้ตนเองเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกองกำลังนี้
“เป็นเช่นนี้นี่เองข้าเข้าใจแล้ว” ซูฉางเซิงพยักหน้าครุ่นคิด การจะทำลายล้างราชวงศ์กระบี่โลหิตนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
“ตกลงตามที่นางขอ”ซูฉางเซิงพยักหน้า
สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์จื่อเยวี่ยแม้จะไม่ใช่สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด ทว่าก็ไม่เลวร้ายนัก
ซูฉางเซิงต้องการสะสมทีละเล็กทีละน้อยเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้สังขารเทพศักดิ์สิทธิ์หรือสังขารเซียนระดับสูงสุดตลอดเวลา นั่นไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นจริงได้โดยง่าย
“ท่านบรรพบุรุษแล้วเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้เล่า” ซูอวิ๋นถามอย่างลังเล
“ให้นางมาพบข้า”ซูฉางเซิงโบกมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซูอวิ๋นรู้สึกหวั่นใจ แม้ว่าจะรู้ถึงการตัดสินใจของบรรพบุรุษทว่าก็ยังคงเป็นกังวลอยู่บ้าง
“...ท่านบรรพบุรุษ เซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ผู้นี้มีภูมิหลังซับซ้อน เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ข้าเกรงว่าจะไปยุ่งเกี่ยวกับที่นั่นนะขอรับ!” ซูอวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูด
“ไม่ต้องกังวลข้ารู้ว่าตัวเองกำลังทำกระไรอยู่” ซูฉางเซิงเหลือบมองเขา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“เจ้าเพียงทำตามที่ข้าสั่งก็พอ”
“จริงสิซูจื่อยวนนับจากนี้ไปจะเป็นเทพธิดาของตระกูลซู บ่มเพาะนางอย่างเต็มที่ ให้นางมีสถานะและอำนาจเทียบเท่าเจ้าเข้าใจหรือไม่” ดวงตานั้นหันไปจ้องมองที่ซูอวิ๋น
แรงกดดันที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าใส่ทำให้หัวใจของซูอวิ๋นสั่นสะท้าน ก่อนจะก้มศีรษะลง
“ขอรับ”ซูอวิ๋นกล่าวเสียงเบา
เรื่องนี้เขาไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย
ในความคิดของเขาซูจื่อยวนคือผู้ที่มีสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง การบ่มเพาะนางในฐานะเทพธิดาของตระกูลก็ถือเป็นเรื่องปกติ
“ไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเถิด”ไม่นานนักซูอวิ๋นก็ถอยออกไป ปล่อยให้ซูฉางเซิงนั่งอยู่คนเดียว
“เฮ้อข้าก็ยังคงต้องแข็งแกร่งขึ้นสินะ” ซูฉางเซิงถอนหายใจเบาๆ ปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ ถือเป็นกองกำลังที่น่าเกรงขาม
แม้ว่าเขาจะไม่ได้เกรงกลัวทว่าก็ยังคงมีความกดดันอยู่บ้าง
และดินแดนลับมหาเซียนที่องค์หญิงเก้ากล่าวถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยากไป ทว่าเขามีลางสังหรณ์ว่าเขาจะต้องได้เข้าไปพัวพันกับดินแดนลับแห่งนี้อย่างแน่นอน
และจุดเชื่อมโยงนี้น่าจะเป็นองค์หญิงเก้า
กุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้คือพลังที่แข็งแกร่ง
“ช่างเถิดการประมูลของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีครั้งนี้ ข้าจะไปด้วยตนเอง หวังว่าจะซื้อหาทรัพยากรบางอย่างเพื่อฝ่าทะลวงไปสู่ระดับที่เก้าของขั้นเซียนนักบุญ และก้าวสู่ระดับราชานักบุญได้อย่างรวดเร็ว” ดวงตาของซูฉางเซิงเปล่งสายวาววับ
พันธมิตรเซียนหมื่นวิถีเป็นกองกำลังทางการค้าที่น่าเกรงขามรากฐานของพวกเขาลึกซึ้งจนไม่อาจคาดเดาได้ แม้แต่ราชสำนักฉางเซิงที่เป็นราชสำนักระดับจักรพรรดิก็ยังหวั่นเกรง
สาขาของสมาคมการค้าของพวกเขากระจายอยู่ทั่วดินแดนเซียนฉางเซิงดินแดนศักดิ์สิทธิ์นับพัน ห้วงมิติและกาลเวลามากมาย
และทวีปเจินเซิ่งก็มีสาขาของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีเช่นกัน
ช่วงเวลาของการประมูลนั้นไม่แน่นอนบางครั้งก็จัดขึ้นทุกๆ ร้อยปี บางครั้งก็ทุกๆ พันปี
ทุกครั้งที่การประมูลเกิดขึ้นจะเป็นงานเฉลิมฉลองที่จะดึงดูดผู้อาวุโสระดับสูงสุดจากทวีปต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงให้มารวมตัวกันโดยผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็คือระดับนิรันดร์ หรือเหล่าอัจฉริยะจากกองกำลังที่แข็งแกร่ง
มีเซียนอยู่ไม่น้อยราชานักบุญก็มีอยู่บ้าง และบางครั้งก็มีมหาเซียนปรากฏตัวขึ้นด้วย
ทุกครั้งที่การประมูลเกิดขึ้นจะมีสมบัติล้ำค่าและทรงพลังมากมายปรากฏขึ้น รวมถึงสมบัติที่สามารถเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรของเซียนได้โดยตรงก็ไม่น้อย
ในอดีตซูฉางเซิงไม่เคยเข้าร่วม เพราะไม่มีทุนทรัพย์ในการประมูล และกลัวว่าเซียนบางคนจะหมายตาและสังหารเขาได้ง่ายๆ
ทว่าตอนนี้เขากลับมีความมั่นใจที่จะเข้าร่วมแล้ว
“อืมข้าต้องเตรียม ‘หยวน’ ไว้บ้าง เผื่อว่าจะไม่มีเงินซื้อสินค้าที่ประมูล” ซูฉางเซิงพึมพำเบาๆจากนั้นร่างของเขาก็หายไป
‘หยวน’เป็นสกุลเงินที่ใช้กันในหมู่เซียน
สำหรับสินค้าประมูลระดับนี้มีเพียง ‘หยวน’ และ ‘หยวนศักดิ์สิทธิ์’ เท่านั้นที่ใช้เป็นสกุลเงินในการชำระ
ส่วน‘หินวิญญาณ’ นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป
...
เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามราตรีพระจันทร์ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า
ซูฉางเซิงนั่งอยู่บนเก้าอี้หินในศาลาแสงจันทร์สาดส่องลงมาเป็นลำแสงนับพัน ซูฉางเซิงนั่งจิบสุราอย่างผ่อนคลาย งามดุจเซียน
โดยรอบมีปราณวิญญาณลอยคลุ้งอยู่ดวงตาทั้งสองข้างใสกระจ่างราวกับน้ำพุ กำลังมองไปยังที่ไกลๆ
“วือ...”ไม่นานนัก ร่างในชุดขาวก็ปรากฏขึ้นจากฟากฟ้า ผิวพรรณปานหยก แสงจันทร์ส่องกระทบร่างของนางสะท้อนแสงพร่างพรายราวกับกำลังเปล่งประกายออกมา
นางคือหญิงงามไร้ที่ติคิ้วโก่งดั่งภาพวาด งดงามดั่งนางฟ้าจากตำหนักจันทรา หรือราวกับสนมจิ้งจอกที่ทำให้ผู้คนลุ่มหลง
ความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์และเย้ายวนใจทั้งสองบุคลิกที่แตกต่างผสมผสานกันอย่างกันลงตัว
ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปได้
“ข้าอันเมี่ยวอี ขอคารวะท่านเซียนฉางเซิง!” ร่างในชุดขาวก้าวเดินบนแสงจันทร์ เท้าเล็กๆสวมรองเท้าปักลวดลายสวยงาม ทุกย่างก้าวของนางล้วนทำให้แสงเดือนส่องประกายระยิบระยับ
นางมาถึงข้างกายซูฉางเซิงนัยน์ตาสวยจ้องมอง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
เสียงที่เย็นชาแต่ชวนหลงใหลอ่อนหวานแต่ยั่วยวน
ทำให้แก้วหูสั่นสะเทือน
“เชิญนั่ง”ซูฉางเซิงชี้มือไปยังเก้าอี้ สุราวิญญาณหนึ่งแก้วถูกเทลงไป กลิ่นหอมเข้มข้นของสุราโชยหอมภายในนั้นมีแก่นแท้ของเต๋าพวยพุ่งออกมา มองเห็นเศษเสี้ยวของมันลอยอยู่
“สุราเทพสวรรค์สมกับเป็นเซียนฉางเซิง ใจกว้างยิ่งนัก ยอมให้ข้าได้ดื่มสุราล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตนี้!”อันเมี่ยวอีกล่าวอย่างประหลาดใจ
สุราเทพสวรรค์เป็นสุราวิญญาณระดับเซียน มีแก่นแท้ของเต๋าและเศษเสี้ยวของกฎเกณฑ์ สามารถทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรตรัสรู้วิถีเต๋าหรือแม้แต่เพิ่มพูนพลังบำเพ็ญเพียรได้
เพียงแก้วเล็กๆทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับนิรันดร์หมดเนื้อหมดตัว จึงเรียกว่าสุราเทพสวรรค์
หมายความว่าสุราที่เซียนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะดื่ม
สุราวิญญาณระดับสูงสุดเช่นนี้แม้แต่นางที่เป็นเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ก็ยังดื่มไม่ได้!
“เพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเชิญดื่ม” ซูฉางเซิงโบกมือ ยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเซียน เพียงแค่รอยยิ้มธรรมดาๆก็มีเสน่ห์ที่ไม่ธรรมดา
“ขอบพระคุณเซียนฉางเซิง!”อันเมี่ยวอีกล่าวอย่างอ่อนโยน จากนั้นนิ้วยาวเรียวก็หยิบแก้วสุราหยกขึ้นมา ดื่มจนหมดในอึกเดียวกิริยาสง่างาม ไร้ซึ่งท่าทีของเด็กสาว
“ช่างเป็นสุราที่หาที่เปรียบไม่ได้!”เมื่อดื่มหมดแก้ว รอยแดงสองจุดก็ปรากฏขึ้นบนแก้ม อันเมี่ยวอีหน้าแดงก่ำ หายใจเบาๆ นางเมามายเล็กน้อยดวงตาพร่ามัวมองไปยังซูฉางเซิง
ภายในร่างกายสุราได้เปลี่ยนเป็นพลังปราณวิญญาณอันมหาศาล พัดพาพลังเศษเสี้ยวของกฎเกณฑ์ ชำระล้างสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ของนางให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นและพลังบำเพ็ญเพียรของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“หากเจ้าชอบก็ดีแล้ว”ซูฉางเซิงวางแก้วสุราลงเช่นกัน ดวงตาจ้องมองไปยังอันเมี่ยวอีที่เมาเล็กน้อย สายตาฉายแววประหลาดใจ
สมกับเป็นเซียนนักบุญหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ผู้ครอบครองสังขารเทพธิดาเทียนอวี้
ความงามและบุคลิกเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในยุทธภพ
“ซูอวิ๋นบอกว่าเจ้าต้องการพบข้า”แม้จะประหลาดใจในความงามของอันเมี่ยวอี ทว่าซูฉางเซิงก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว มองนางและถามเบาๆ
“เซียนฉางเซิงไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมข้ามาที่นี่ด้วยความจริงใจ ขอให้เซียนฉางเซิงรับข้าไว้ แม้จะเป็นเพียงสนมก็ยินดี!”เมื่อได้ยินเช่นนี้ อันเมี่ยวอีกะพริบตาสวย แสร้งทำเป็นเมามาย หน้าแดงก่ำ เอนตัวเข้าหาอ้อมแขนของซูฉางเซิงพลางพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“บุคคลสำคัญในปราสาทมารเพลิงโลกันตร์คนนั้นคือผู้ใดมีพลังระดับใด” ซูฉางเซิงยังคงสีหน้าเรียบเฉย
ทว่ากลับยื่นมือไปจับมือนางจ้องมองอันเมี่ยวอีด้วยสายตาเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยความเฉียบคม
ซูฉางเซิงไม่ได้รังเกียจที่จะรับอันเมี่ยวอีไว้แม้ว่าจะต้องเป็นศัตรูกับบุคคลสำคัญในปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ก็ตาม
ทว่าทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าอันเมี่ยวอีจะไม่หลอกลวงเขา
หากคำพูดของนางมีส่วนใดที่เป็นเท็จซูฉางเซิงก็จะต้องพิจารณาว่าจะปฏิบัติต่อนางอย่างไร
เขายังคงจะรับนางไว้ทว่าทัศนคติของเขาจะเย็นชาลงมาก จะถือว่านางเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น
“ท่านระมัดระวังตัวจริงๆ”อันเมี่ยวอีตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มขมขื่น ดวงตาสวยกะพริบ มองไปยังพระจันทร์ที่อยู่ไกลลิบ
“ปราสาทมารเพลิงโลกันตร์มีเจ้าสำนักเก้าคนกล่าวกันว่าเจ้าสำนักแต่ละคนล้วนเป็นราชานักบุญ ส่วนบุคคลสำคัญที่หมายตาข้านั้นก็คือเจ้าสำนักผู้หนึ่ง”สีหน้าอันเมี่ยวอีสงบ อธิบายอย่างแผ่วเบา
“เจ้าสำนักผู้นั้นแข็งแกร่งมากอยู่ในสามอันดับแรก และมีความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า กล่าวกันว่าเขากำลังพยายามฝ่าทะลวงไปสู่ระดับมหาเซียน ส่วนข้าก็คือเตาหลอมที่เขาเตรียมไว้ รอคอยเวลาที่เขาออกจากการบำเพ็ญเพียรและช่วงชิงพลัง”อันเมี่ยวอียิ้มระทมใจ
ชีวิตของนางดูเหมือนจะเป็นเซียนนักบุญหญิงผู้สูงส่งได้รับการยกย่องจากเหล่าอัจฉริยะและผู้นำสำนักนิกายนับไม่ถ้วน ทว่าในความเป็นจริงแล้วนางเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น อนาคตถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะเป็นเพียงของเล่น
“พยายามทะลวงไปสู่ระดับมหาเซียนหรือ”ซูฉางเซิงตกใจ ราชานักบุญขั้นสูงสุดเช่นนี้ช่างน่ากลัว มีเพียงไม่กี่กองกำลังที่กล้าจะยั่วยุ
ไม่แปลกใจเลยที่เพียงแค่ชื่อเสียงก็ทำให้เซียนคนหนึ่งหวาดกลัวจนต้องปลาสนาการไป
แม้แต่สำนักไท่สื่อที่เป็นกองกำลังระดับสูงสุดก็คงไม่เต็มใจที่จะยั่วยุเช่นกันกระมัง
สำนักไท่สื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็เป็นเพียงกองกำลังระดับสูงสุดของทวีปเท่านั้น ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่านั้นมากนัก
“แม่นางอันเมี่ยวอีผู้นั้นคือราชานักบุญผู้ยิ่งใหญ่ เซียนผู้แข็งแกร่งที่สามารถฝ่าทะลวงไปสู่ระดับมหาเซียนได้ในอนาคตเขาจะเป็นบุคคลสำคัญ เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเซียนตัวเล็กๆ อย่างข้าจะกล้าไปแหย่เขากัน”ซูฉางเซิงวางแก้วสุราลง มองนางด้วยรอยยิ้มที่คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
เหตุใดกัน
ควรทราบว่าพลังที่เขาแสดงออกมาในขณะนี้แม้จะแข็งแกร่ง ทว่าก็ยังห่างไกลจากราชานักบุญอยู่มาก
“ข้าเชื่อมั่นในท่านท่านไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น นอกจากนี้...ข้าเคยได้รับความช่วยเหลือจากผู้วิเศษนอกยุทธภพเขาเคยทำนายดวงชะตาของข้า และบอกว่าข้าจะได้รับความช่วยเหลือจากเซียนที่กำลังรุ่งโรจน์แล้วหลุดพ้นจากโชคชะตาอันน่าเศร้า!”
“ในทวีปเจินเซิ่งตอนนี้มีเพียงท่านเท่านั้นที่เป็นเซียนที่กำลังโชติช่วง แน่นอนว่าข้าต้องมาหาท่าน!!” อันเมี่ยวอีกะพริบตาสวยพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูซุกซน
“ผู้วิเศษนอกยุทธภพหรือ”ซูฉางเซิงตกใจเล็กน้อย เหตุใดมันถึงฟังดูเหมือนกลโกงจากนิยายเกรดสามกัน
“อืม...ท่านเป็นชายวัยกลางคนในชุดนักบวชเต๋ามีที่มาที่ไปลึกลับ เพียงพูดไม่กี่คำก็สามารถมองทะลุดวงชะตาของข้า และให้คำแนะนำแก่ข้า!”
“การที่ข้าติดต่อกับท่านโดยที่สำนักเทียนอวี้ไม่รู้ก็เป็นเพราะโอกาสที่ข้าได้รับจากการชี้นำของผู้วิเศษนอกยุทธภพผู้นั้น!” อันเมี่ยวอีกล่าวเมื่อพูดถึงชายวัยกลางคนผู้นั้น ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความกตัญญู
“เข้าใจแล้ว”ซูฉางเซิงพยักหน้า จากนั้นก็ครุ่นคิดครู่หนึ่ง มองไปยังอันเมี่ยวอีอีกครั้งด้วยสายตาเฉียบคม
“ข้าสามารถต่อกรกับบุคคลสำคัญผู้นั้นได้จริงทว่ายังมีคำถามอีกข้อหนึ่ง ข้าจะได้ประโยชน์กระไร”
“เพียงแค่เจ้าคนเดียวไม่อาจทำให้ข้ากล้าเผชิญหน้ากับปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ได้” ซูฉางเซิงกล่าวอย่างใจเย็น
“ท่านช่างชอบคิดเล็กคิดน้อยทว่าข้ากลับดีใจที่ท่านระมัดระวังเช่นนี้ เพราะมันพิสูจน์ได้ว่าท่านมีความมั่นใจที่จะช่วยเหลือข้า!”อันเมี่ยวอียิ้มอ่อนโยนราวกับถอดหน้ากากออก นางมองซูฉางเซิงอย่างนุ่มนวล
“ข้าก็มีข้อเสนอข้าได้รับคำแนะนำจากผู้วิเศษนอกยุทธภพผู้นั้น และได้รับมรดกจากผู้อาวุโสโบราณคนหนึ่งท่านผู้นั้นเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ ทว่าร่างกายของนางกลับเป็นสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดหากท่านชุบชีวิตนางได้ นางก็จะเป็นฮูหยินหรือสนมที่งดงามอีกคนหนึ่ง!”
“นอกจากนี้ข้ายังรู้จักเซียนนักบุญหญิงและเทพธิดาอีกหลายคน พวกนางล้วนเป็นเพื่อนของข้า ไม่ว่าพวกนางจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งหรือพรสวรรค์ที่โดดเด่นข้าแนะนำพวกนางให้ท่านได้ทั้งสิ้น”
“เป็นอย่างไรบ้างข้อเสนอนี้” อันเมี่ยวอียิ้ม ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์
“...”ซูฉางเซิงเงียบไป เขามองอันเมี่ยวอีด้วยสีหน้าแปลกๆ
เขาไม่ได้คาดคิดว่าอันเมี่ยวอีจะทุ่มเทถึงเพียงนี้
เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือจากเขานางยอมขายผู้อาวุโสโบราณที่มอบมรดกให้นาง ไม่เพียงเท่านั้น นางยังวางแผนที่จะขายเพื่อนสนิทของนางอีกด้วย
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดหรือไม่เล่า
“ข้าก็แค่ช่วยเหลือผู้อาวุโสท่านนั้นเช่นกันนางเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ ด้วยตัวข้าเพียงลำพังไม่อาจช่วยนางได้ มีเพียงท่านเท่านั้นที่ช่วยได้!”
“นี่เป็นเรื่องดีสำหรับทุกฝ่าย!”
“ส่วนเพื่อนๆของข้า พวกนางก็ต้องมีคู่ครองอยู่แล้ว ให้พวกนางแต่งงานกับท่านก็ไม่เลวนี่!”
“ข้าก็แค่ทำความดี”ดูเหมือนจะมองความคิดของซูฉางเซิงออก อันเมี่ยวอีกะพริบตาสวย ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ราวกับจิ้งจอกสาวที่งดงามจนผู้คนล้วนหลงเสน่ห์
“ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้หากข้าไม่ตกลงก็คงจะดูใจร้ายเกินไป” ซูฉางเซิงยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของอันเมี่ยวอี
“ขอบพระคุณเซียนฉางเซิง”อันเมี่ยวอีผุดสีหน้าดีใจ โผเข้ากอดเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
ซูฉางเซิงได้ยินความโล่งใจจากน้ำเสียงของนางไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคง
“นับจากนี้ไปเจ้าก็อยู่ที่ตระกูลซู ไม่จำเป็นต้องกลับไปยังสำนักเทียนอวี้แล้ว” ซูฉางเซิงโอบกอดนางและกล่าว
“เช่นนั้นจะไม่ทำให้ผู้อาวุโสของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ตกใจหรือ”อันเมี่ยวอีถามอย่างกังวล
“ไม่ต้องกังวลเจ้าไม่ได้บอกหรือว่าบุคคลสำคัญผู้นั้นยังคงบำเพ็ญเพียรอยู่ ตราบใดที่เขาไม่มาด้วยตนเองก็ไม่เป็นไรข้ารับมือได้” ท่าทีซูฉางเซิงสงบนิ่ง
แม้ว่าอีกฝ่ายจะออกจากการบำเพ็ญเพียรและมาด้วยตนเองซูฉางเซิงก็ไม่กลัว
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อเขาก็ขอให้องค์หญิงเก้าช่วยเหลือได้
ใช่แล้วการมีคนคอยหนุนหลังก็แสดงท่าทีโอหังและเอาแต่ใจได้เช่นนี้เอง
“จริงสินี่คือแหวนของผู้อาวุโสโบราณท่านนั้น เศษเสี้ยววิญญาณของนางหลับใหลอยู่ภายใน” ขณะนั้นอันเมี่ยวอีก็ยื่นแหวนให้ซูฉางเซิง แหวนนั้นมีสีขาวนวล และมีคลื่นพลังลึกลับอยู่ภายใน
“ไม่เลว!”ซูฉางเซิงเลิกคิ้ว เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณที่แผ่วเบา
ภายในนี้มีผู้อาวุโสโบราณซ่อนตัวอยู่จริงๆ
[ติ๊ง! ตรวจพบผู้ที่ตรงตามมาตรฐานฮูหยินหรือสนม เศษเสี้ยววิญญาณของฉางเยวี่ย อดีตพระสนมราชสำนักแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์ สังขาร: สังขารเซียนไท่อิน (ระดับทอง) แนะนำให้ฟื้นฟูสภาพของนาง และรับนางเป็นฮูหยินหรือสนม!]ในไม่ช้าเสียงของระบบก็ดังขึ้น
“อดีตพระสนมราชสำนักแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์หรือ”หัวใจของซูฉางเซิงสั่นสะท้าน มองแหวนด้วยความตกใจ ผู้อาวุโสโบราณผู้นี้มีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เชียวหรือ
สังขารเซียนไท่อินสินะ
นี่ก็เป็นสังขารเซียนระดับสูงสุดเช่นกันแม้จะเทียบไม่ได้กับร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวน ทว่าก็ยังคงน่ากลัวอยู่มาก!
เพียงแต่ว่า...
ผู้นี้คือพระสนมสิ่งนี้จะให้เขาเป็นดั่งโจโฉหรือไม่
[ติ๊ง! จักรพรรดิโบราณเป็นสตรี เป็นจักรพรรดินีที่หาได้ยาก!] ขณะที่ซูฉางเซิงรู้สึกแปลกใจเสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
จักรพรรดินีหรือสาวงามผู้ล้ำค่าและบริสุทธิ์สินะ
หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร!
“เซียนฉางเซิงมีปัญหากระไรหรือไม่” เมื่อเห็นว่าซูฉางเซิงเงียบไปนาน อันเมี่ยวอีคิดว่ามีปัญหา จึงถามอย่างกังวล
“ไม่มีกระไรนี่เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของข้า” ซูฉางเซิงส่ายหน้า นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง
อดีตพระสนมราชสำนักแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์
เขาคาดหวังวันที่อีกฝ่ายจะให้กำเนิดบุตรกับเขาภาพเหตุการณ์นั้นคงจะวิเศษมาก
“เรายังมีเวลาดื่มสุราเป็นเพื่อนข้าก่อน” ซูฉางเซิงกล่าว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลายวันผ่านไปในพริบตา
ภายในพระราชวังของราชวงศ์จื่อเยวี่ยจักรพรรดินีจื่อเยวี่ยนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยสีหน้าเย็นชา เหล่าขุนนางที่อยู่ด้านล่างมีสีหน้าเรียบเฉยสายตาไร้ซึ่งความเคารพ
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบรรดาศักดิ์สูงศักดิ์ระดับอ๋อง โหว และขุนนางรวมตัวกัน ปล่อยกลิ่นอายอันทรงพลังออกมาปกป้องชายหนุ่มผมสีเลือดไว้
“จักรพรรดินีตราบใดที่พระองค์อภิเษกสมรสกับจักรพรรดิกระบี่โลหิต ราชวงศ์จื่อเยวี่ยก็จะรอดพ้นจากการล่มสลาย!”ชายหนุ่มผมสีเลือดที่กุมมือไว้ด้านหลังพูดด้วยท่าทีหยิ่งผยอง