ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 130 ตบแมลงวัน

            ในสายตาของผู้คนทั้งหลายนั้น พวกเขาเห็นหลินหยางทำแค่แตะลงบนตัวอสูรร้ายสุดอำมหิตนั่นทีเดียวจากนั้นทุกอย่างก็หยุดลงทันที

            ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!!

            ยินจิ่วโยวที่เป็นผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งที่สุดของลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นกำลังสวดคำสาปบางอย่างอยู่อย่างสุดกำลัง ในปากพึมพำอยู่ตลอดเวลาว่า “ด้วยดวงวิญญาณข้า ขอขับไล่กายเจ้า เซ่าเทียนตื่นสิ รีบตื่นขึ้นมาได้แล้ว!!”

            ตรงหน้าพวกเขา

            หลินหยางกำลังหุบแขนของศพโลหิตลงให้แนบชิดเสมอตัวดึงผิวหน้าของยินเซ่าเทียนให้ตึง จากนั้นก็ใช้นิ้วดีดเข้าใส่เต็มแรง

            “อืม น่าเสียดายที่สร้างมาแบบลวกๆ ไปหน่อย...”

            เพียะ

            เสียงดีดหน้านั้นราวกับเสียงตบหน้าคนก็ไม่ปานยินจิ่วโยวรู้สึกราวกับตัวเองเป็นคนโดนตบอยู่ก็ไม่ปาน

            ไอ้ผีแก่นี่ไม่มีหน้าสวดมนต์คาถาต่อไปอีกแล้วในใจรู้สึกคับแค้นจนแทบกระอักเลือด

            แม่มันเถอะนั่นมันศพโลหิตที่พวกเราลัทธิหมื่นวิญญาณเสียสละยอดฝีมือไปหลายคนเพื่อแลกมันมานะ

            จะยอมปล่อยให้ไอ้หนูนั่นจับเล่นเหมือนตุ๊กตาแบบนี้ได้อย่างไร!!

            ยินโม่ซางที่ยืนอยู่ข้างๆ เองก็ไม่เหลือรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าแล้วเขาโมโหจนใบหน้าที่แต่เดิมก็ขาวซีดแล้วยิ่งดูซีดเหมือนไม่มีเลือดเข้าไปอีก

            เขากัดฟันจนแทบจะเลือดไหลออกมาแล้ว จ้องเขม็งไปที่หลินหยางแล้วกล่าวว่า

            “ไอ้หนู ต่อให้เจ้าจะควบคุมศพโลหิตได้ แต่ตัวเจ้าเองก็ติดพิษศพด้วยเหมืนกันอีกไม่นานเจ้าก็จะละลายกลายเป็นกองเลือดแล้ว”

            แต่หลินหยางกลับก้มหัวลงไปบนนิ้วข้างหนึ่งพลันเปร่งประกายแสงอ่อนๆ ของพลังเพลิงอัสนีม่วงขึ้นอีกครั้งจากนั้นเข้าก็จี้ลงไปตามจุดต่างๆ ของชีพจรหลายเส้นบนร่างกายของยินเซ่าเทียนอย่างรวดเร็ว

            เขากำลังผนึกพลังชั่วร้ายที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของศพโลหิตเอาไว้ชั่วคราวด้วยความเร็วสูงสุดเพื่อที่จะคงสภาพของกายเนื้อร่างนี้เอาไว้ให้เหมาะกับการแก้ไขปรับเปลี่ยนให้ได้มากที่สุด

            ส่วนเลือดพิษที่ยินโม่ซางพูดถึงน่ะหรือ?

            อ๋อ

            ของพรรค์นั้นถูกพลังเพลิงอัสนีม่วงที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในร่างกายของหลินหยางสลายหายไปนานแล้ว

            “เอาละ คราวนี้ก็ถึงตาพวกเจ้าสองตัวแล้ว”

            หลินหยางที่ผนึกศพโลหิตเสร็จแล้วก็ยกหัวขึ้นมามองกลุ่มคนของลัทธิหมื่นวิญญาณด้วยแววตาเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็ง

            ยินโม่ชาง ยินจิ่วโยว ตอนนี้ถึงกับหายใจแรงอย่างตึงเครียด

            พวกมันตอนนี้มีแต่ความหายนะที่กำลังรออยู่

            ที่เคยคุยโวไว้อย่างใหญ่โตว่าจะสยบทั้งสี่ขุมอำนาจที่เหลือนั้นตอนนี้ได้ถูกเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน พลิกสถานการณ์จนกลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง

            ถ้าหากตรงหน้ามีเต้าหู้อยู่สักก้อนทั้งสองคนคงคิดจะเอาหัวโขกเต้าหู้ตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเสียดีกว่า

            แต่น่าเสียดายที่ตรงหน้าไม่มีเต้าหู้ มีแต่หลินหยางที่ค่อยๆ ก้าวทีละก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

            หลินหยางสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจแล้วว่าเบื้องหลังของลัทธิหมื่นวิญญาณจะต้องมีขุมอำนาจอันดำมืดที่ไม่สามารถบอกใครได้คอยช่วยเหลืออยู่ไม่อย่างนั้นพวกมันไม่สามารถสร้างตัวตนอย่างศพโลหิตขึ้นมาได้แน่นอน

            เห็นได้ชัดว่ายินจิ่วโยวเป็นแค่คนควบคุมมันเท่านั้นมันรู้ข้อมูลเกี่ยวกับศพโลหิตแค่เพียงผิวเผินแต่ไม่ได้เข้าใจหลักการของมันจริงๆพวกมันจึงถูกหลินหยางแก้เกมได้อย่างง่ายดาย

            ว่ากันตามตรงแล้วไม่ว่าอำนาจมืดที่ว่านั่นมันคิดจะทำอะไรในทวีปชี่อู่ก็ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขาแต่วันนี้พวกมันลัทธิหมื่นวิญญาณเป็นฝ่ายมาล่วงเกินตัวเขาก่อน

            หลินหยางนั้นไม่ใช่สุภาพบุรุษเหมือนโม่เชาหยันหลังจากที่เคยได้รับประสบการณ์ถูกหลอกลวงจากเฉินเฉาเกอนั่นมาแล้วหลักการใช้ชีวิตของหลินหยางมีเพียง ผู้อื่นไม่ทำร้ายเราเราไม่ทำร้ายใครแต่ถ้ามันผู้ใดคิดทำร้ายเรา...

            ฆ่าล้างมันทั้งโคตร!!

            ตึก ตึก

            ทุกย่างก้าวที่หลินหยางค่อยๆ เดินเข้าไปหาไอ้ผีแก่สองตัวนั้นแต่ละก้าวล้วนทำให้ใบหน้าของทั้งสองคนนั้นสั่นกระตุกตามไปด้วย

            “โม่ซาง เจ้าหาทางหนีไป เดี๋ยวข้าคุ้มกันเจ้าเอง”

            “ศิษย์พี่!!”

            ยินโม่ซางที่ได้ยินคำพูดของยินจิ่วโยวแล้วก็อึ้งไปทันทีจากนั้นก็พูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว

            เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดๆ นี้แล้ว เมื่อขาดศพโลหิตไปพวกเขาสองคนไม่มีทางรับมือยอดฝีมือสุดแกร่งทั้งหลายที่อยู่บริเวณนี้ได้แน่ๆ

            ถ้าเขาไม่หนี ก็จะไม่มีใครสามารถหนีได้อีก

            “รีบไป จะต้องเอาเรื่องของไอ้เกราะเงินนี่ไปรายงานให้ท่านประมุขและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายให้ได้ในอนาคตมันจะกลายเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเราลัทธิหมื่นวิญญาณ!!”

            บนร่างกายของยินจิ่วโยวเริ่มแสดงให้เห็นถึงพลังฟ้าดินสีดำแล้วดวงตาสีขาวซีดของมันก็เริ่มเปล่งประกายแสงสีแดงออกมาด้วยเช่นกัน

            “ได้! ศิษย์พี่โม่ซางขอสาบานว่าจะต้องล้างแค้นให้ท่านให้ได้ข้าจะไล่ฆ่าพวกคนตรงหน้านี้ให้หมดทุกคน!”

            ไป!!

            ทั้งสองพยักหน้าให้กัน จากนั้นก็เริ่มลงมือพร้อมกัน

            “เฮ้ย ไอ้หนู หยุดโอหัง! คืนศพเซ่าเทียนของข้ามาซะ!!”

            ซูม

            ลมพายุสีดำพลันก่อตัวขึ้นจากพื้นยินจิ่วโยวถูกพายุสีดำนั่นหมุนวนรอบตัวอย่างแน่นหนามือข้างหนึ่งของมันถือลูกตุ้มดาวตกมือเดียวที่มีรูปร่างแปลกประหลาดเอาไว้

            ลูกตุ้มดาวตกชิ้นนี้ก็เป็นสมบัติที่ตกทอดกันมาของลัทธิหมื่นวิญญาณมีชื่อว่า “โม๋ทุน” ด้ามจับของมันคือกระดูกของหมากลืนฟ้าตัวลูกตุ้มนั้นทำมาจากกะโหลกของสัตว์อสูรดุร้ายที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคโบราณ

            อาวุธมารสุดอำมหิตชิ้นนี้พอนำมันออกมาก็ก่อให้เกิดลมพายุธาตุหยินทันทีถึงแม้จะไม่ได้น่าหวาดกลัวเท่าศพโลหิตแต่ก็สามารถทำให้ผู้คนทั่วทั้งบริเวณรู้สึกขนลุกได้

            ยินจิ่วโยวตอนนี้คิดจะใช้ชีวิตตัวเองสร้างโอกาสในการหลบหนีให้กับยินโม่ซางดังนั้นจึงได้รีดเร้นพลังชั่วร้ายที่มีอยู่ทั้งหมดออกมาจนถึงขีดสุดส่วนที่เป็นโซ่ของลูกตุ้มดาวตกโม๋ทุนพลันยืดยาวขึ้นจนมีความยาวประมาณร้อยกว่าเมตรเป้าหมายไม่ใช่แค่หลินหยางคนเดียวแต่เป็นเหล่ายอดฝีมือทั้งหลายในที่แห่งนี้ทั้งหมด

            ส่วนที่เป็นหัวกะโหลกของสัตว์อสูรที่ถูกยินจิ่วโยวใส่พลังกระตุ้นเข้าไปก็ราวกับได้เกิดใหม่มันอ้าปากออกในขณะที่ถูกเหวี่ยงก็ได้พ่นลำแสงสีดำอันน่าหวาดกลัวออกไปหลายสายขณะเดียวกันก็มีคลื่นพลังอันชั่วร้ายสาดซัดออกไปทั่วบริเวณราวกับคลื่นน้ำ

            เขาต้องการโจมตีไปทั่วทั้งบริเวณพร้อมกันเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้มีผู้ใดสามารถไล่ตามการหลบหนีของยินโม่ซางได้

            ยินโม่ซางเองก็ดีดตัวหนีออกไปอย่างไม่ลังเลมันเรียกอุปกรณ์สำหรับบินของลัทธิหมื่นวิญญาณชิ้นหนึ่งออกมา เรียกว่า “ปีกเงาโลหิต”

            ปีกที่มีสีแดงเข้มคู่หนึ่งถูกแปะติดไว้ที่ด้านหลังเพียงพริบตาเดียวมันก็โบกสะบัดจนเกิดลมแรง จากนั้นก็บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

            “ศิษย์พี่ ท่านพักผ่อนให้สงบเถอะ ข้าสาบานข้าจะส่งพวกคนทั้งหมดในที่แห่งนี้ตามท่านไปด้วย!!”

            พอพูดจบ ปีกสีเลือดด้านหลังก็กระพืออีกครั้งเงาร่างเขาก็พุ่งทะยานออกไปเร็วยิ่งกว่าเดิมเพื่อที่จะหลบหนีไปจากที่แห่งนี้ผ่านทางฟากฟ้า

            แต่ในจังหวะที่ผู้คุมกฎอาวุโสสุดแข็งแกร่งของลัทธิหมื่นวิญญาณกำลังลงมือพร้อมกันอยู่นั้นบนหัวของพวกเขาก็ปรากฏฝ่ามือขนาดมหึมาจนแทบจะปกคลุมทั่วท้องฟ้าเอาไว้กำลังพุ่งลงมาปิดพวกเขาไว้

            “คิดจะหนีไปตอนนี้หรือ คิดง่ายเกินไปนะ”

            น้ำเสียงของหลินหยางต่างหากที่เย็นชาราวกับยมทูตอย่างแท้จริงเขาคิดจะฆ่าใคร มันผู้นั้นย่อมไม่มีโอกาสรอดแม้แต่เสี้ยวเดียว

            ฝ่ามืออัคคีสวรรค์!!

            สุดยอดวิชาที่ได้รับสืบทอดมาจากจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วได้ปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์อีกครั้งแต่ครั้งนี้กลับมีพลังที่แข็งแกร่งในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

            ฝ่ามืออัคคีสวรรค์ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่ฝ่ามืออัคคีบริสุทธิ์ที่มีขนาดประมาณสิบเมตรเท่านั้น

            แต่วันนี้หลินหยางได้สวมใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวเอาไว้และได้ใช้พลังเพลิงอัสนีม่วงอันน่ากลัวที่เก็บสะสมไว้ในร่างกายเป็นพลังหลักในการใช้กระบวนท่านี้ทำให้ฝ่ามือยักษ์ที่ปล่อยออกมานั้นมีขนาดกว้างหลายสิบเมตรด้านในเป็นเปลวเพลิงที่ลุกไหม้อย่างร้อนแรง ด้านนอกเป็นอัสนีเทวะที่สามารถขจัดสิ่งชั่วร้ายได้ตอนที่มันพุ่งลงมานั้นไม่ต่างอะไรกับภูเขาเพลิงที่ล้อมรอบด้วยทะเลสายฟ้าที่กำลังจะตกลงมาเพื่อทำลายล้างโลกก็ไม่ปาน

            นั่นมันอะไรกัน!!!

            ผีเฒ่าทั้งสองตัวนี้รู้สึกแค่ว่าตอนที่เผชิญหน้ากับฝ่ามือเพลิงอัสนียักษ์ตรงหน้านั้นร่างกายทุกส่วนทั่วร่างกายล้วนกำลังสั่นกระตุกมันคือเพลิงอัสนีม่วงที่สามารถสะกดข่มพลังชั่วร้ายได้โดยธรรมชาติต่อให้พวกมันมีระดับความสามารถที่สูงกว่าหลินหยางแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเพลิงอัสนีม่วงแล้วพลังต่อสู้ทั้งหมดล้วนถูกกดต่ำลงจนถึงจุดต่ำสุด

            มารกลืนพิภพ!

            ยินจิ่วโยวรีบดึงลูกตุ้มดาวตกกลับสุดแรงจากนั้นพลันเปลี่ยนไปเหวี่ยงใส่ฝ่ามือยักษ์นั่นแทน

            ท่าร่างเงาโลหิต!

            ยินโม่ซางรีบเร่งความเร็วให้พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุดเพื่อที่จะหลบหนีออกจากนรกแห่งเพลิงอัสนีนี่ไปให้ได้

            แต่น่าเสียดายที่เมื่ออยู่ต่อหน้าเพลิงพิสดารสุดแข็งแกร่งอย่างเพลิงอัสนีม่วงแล้วทุกอย่างล้วนไร้ค่า

            ตูม

            ฝ่ามือยักษ์ประทับลงพื้น ควันฟุ้งลอยโขมง

            ทั้งสองคนนั้นถูกตบลงพื้นเข้าอย่างจังเหมือนแมลงวันไม่มีผิด

            ประกายอัสนีและเปลวเพลิงอันไร้ขีดจำกัดนี้เกิดระเบิดขึ้นเป็นระลอกๆราวกับคลื่น เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายทั่วทั้งพื้นดินถูกพลังเพลิงอัสนีอันน่าหวาดกลัวนั่นเผาทำลายจนไหม้เกรียม

            บริเวณที่ฝ่ามือยักษ์ตกใส่นั้นเกิดเป็นรอยฝ่ามือขนาดมหึมาที่มีขนาดความลึกหลายสิบเมตรแสดงให้เห็นถึงพลังของฝ่ามือของหลินหยางนี้ว่ามันทรงพลังมากแค่ไหน

            ผู้อาวุโสยินทั้งสองคนที่เมื่อสิบนาทีก่อนยังวางท่าคุยโวว่าจะสยบทุกคนในที่แห่งนี้ตอนนี้มันกำลังนอนไหม้เกรียมอยู่ในหลุมรูปนิ้วมือโดยที่คนหนึ่งหงายหน้าคนหนึ่งคว่ำหน้าช่างดูเหมือนกับไก่ป่าที่ถูกย่างจนเกรียมไม่มีผิด

            “อุ๊บ... ฮ่า...”

            ยินโม่ซางคือคนที่นอนหงาย มันอ้าปากพ่นควันสีขาวออกมาก้อนหนึ่งทั่วทั้งตัวไม่เหลือส่วนที่ยังปกติดีอีกต่อไป

            เพลิงอัสนีม่วง สมกับที่เป็นถึงเพลิงพิสดารที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับที่สิบสี่จากทั้งหมดเป็นดาวข่มของพลังชั่วร้ายทั้งหลายในใต้หล้าแม้แต่ยอดฝีมือที่ใช้พลังชั่วร้ายระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุด ก็ยังถูกสังหารทิ้งได้อย่างงายดาย

            ตอนนี้ พลังชั่วร้ายทั้งหมดของพวกมันได้ถูกกำจัดทิ้งไปแล้วจุดชี่ไห่แตกซ่าน กระดูกกลายเป็นเถ้าธุลีตอนนี้มันก็เป็นแค่พลังเฮือกสุดท้ายก่อนสิ้นใจเท่านั้น

            ส่วนยินจิ่วโยวที่อยู่ข้างๆ เขานั้นได้หยุดหายใจไปแล้ว

            ผีชรานั่นแต่เดิมก็มีอายุมากแล้วอีกทั้งเมื่อครู่นี้มันยังเร่งใช้พลังที่มีอยู่ทั้งหมดออกมาด้วยพอมันได้รับการโจมตีอันรุนแรงเข้าไปก็ได้ลงไปรวมกลุ่มอยู่กับยินเซ่าเทียนในปรโลกทันที

            “พวกเจ้า... รอก่อนเถอะ ลัท...ลัทธิเรา...ไม่วันปล่อย...”

            ยินโม่ซางยังคงดิ้นรนที่จะสาปแช่งผู้คนทั้งหมด แต่ในตอนนั้นเองด้านบนของหลุมรอยฝ่ามือนี้ ก็มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้น

            นั่นคือเซวี่ยเทียนหัวหน้าโจรสลัดที่ชอบเหยียบย่ำซ้ำเติมมากที่สุด เขาเตะเศษฝุ่นกองหนึ่งลงมา

            “เรื่องของปู่เจ้าสิ หุบปากไปซะ!!”

            ค่อกค่อกค่อก...

            ยินโม่ซางผู้นั้นถูกทรายกองหนึ่งเข้าไปอุดตันอยู่ในหลอดลมจนสำลักคำพูดสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นยังไม่ทันได้ถูกพูดออกไปก็สำลักจนสลบเหมือดไปทั้งอย่างนั้น

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน