ณ ยุคโบราณก่อนกำเนิดา ์แบ่งออกเป็เก้าชั้น โลกมนุษย์ถูกปกครองโดยราชวงศ์เทพยุทธ์ แต่เมื่อพลังแห่ง์เสื่อมถอย เนื่องจากเทพกับมนุษย์สมสู่กัน จนเกิดเชื้อสายต้องห้าม เหล่ามารและเผ่าปีศาจจึงฉวยโอกาสทำลายสมดุลแห่งฟ้าและดิน
ความขัดแย้งก่อเกิดเป็มหาาระหว่างเทพและมารร่วม 500 ปีจึงยุติด้วยการทำสัญญาสงบศึก โดยมีข้อตกลงว่าฝ่ายเทพต้องทำลายคัมภีร์มหายุทธบัลลังก์์ เพื่อมิให้เป็ภัยต่อสามภพถ้ามีผู้นำมันไปใช้
หากแต่ว่า...ฝ่ายเทพกลับผิดสัญญาลักลอบให้มนุษย์ตระกูลหนึ่งนำคัมภีร์ไปซ่อนในดินแดนลึกลับที่ถูกผนึกด้วยรหัสเทพ และมีเพียงบุคคลผู้จะมาเกิดในอีก 500 ปีข้างหน้าเพียงคนเดียวที่จะมีพลังในการเปิดผนึกคัมภีร์ดังกล่าว ทั้งยังเป็ผู้เปลี่ยนชะตาของสามภพ!
เทือกเขาอวิ๋นจงในราตรีนี้ เสียงกรีดร้องของพายุที่โหมกระหน่ำระคนกับเสียงฟ้าร้องกึกก้องไปทั่วหุบเขา ราวกับการบรรเลงดนตรีของปีศาจในเงามืดนั้น มีร่างหนึ่งวิ่งฝ่าพายุและสายฟ้าแขนข้างหนึ่งโอบอุ้มทารกน้อยที่ร้องไห้จ้า ส่วนแขนอีกข้างกำกระบี่แน่นในมือพร้อมสายตาที่กวาดมองไปสองข้างทาง ก่อนจะเอ่ยวาจาลั่น
"ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด...ข้าจะต้องปกป้องเ้า!"
ดวงตาเขาเปล่งประกายแน่วแน่ก่อนจะเบนสายตามองไปยังเงาสีดำที่พุ่งเข้ามาจากทุกทิศ
“ เซียวอวิ๋นห่าว ส่งเด็กมาเสียเถอะ!เขาถือกำเนิดมาพร้อมสายเืต้องห้าม หากปล่อยให้โตขึ้น โลกนี้จะไม่มีที่ยืนให้พวกเ้า!”
“เ้ามารชั่วม่อเทียนหลงอย่าฝันไปเลยว่าจะได้คัมภีร์มหายุทธ ข้าไม่มีวันให้เ้าได้สมหวัง”หนุ่มใหญ่กอดทารกไว้แน่น ก่อนจะกัดฟันพุ่งทะยานไปข้างหน้าฝ่าแนวรุมล้อมของสมุนปีศาจไปยังหุบเหวเบื้องหน้าขณะที่พายุทวีความรุนแรงขึ้นราวฟ้าพิโรธ
ใน่เวลาสุดท้ายเขาใช้พลังที่เหลือสลักตราสัญลักษณ์โบราณไว้บนหน้าผากของทารกก่อนจะโยนเด็กน้อยลงจากหน้าผาสูงชัน
“เ้าจักต้องรอด...จักต้องลิขิตชะตาแห่งสามภพใหม่!”
สายฟ้าฟาดลงมายังร่างของเซียวอวิ๋นห่าวทันใดนั้น กลุ่มหมอกก็กลืนกินทารกจนหายไปจากโลกใบนี้...
15 ปีต่อมา...
ณ หมู่บ้านชิงสุ่ยดอกเหมยที่ดารดาษเต็มต้นร่วงหล่นไปตามสายลม นกน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้วยามรุ่งอรุณ เด็กหนุ่มในชุดสีน้ำเงินรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมเข้มกำลังฝึกร่ายรำกระบี่อยู่บนลานกว้างของบริเวณบ้านที่ประกอบด้วยหมู่อาคารหลายหลังแวดล้อมด้วยขุนเขาเขียวขจี ดุจปราการโอบล้อมป้องภัย
“อาหนิว เ้าฝึกกระบี่มาั้แ่จำความได้บัดนี้ฝีมือยังไม่ก้าวหน้าไปถึงไหนเลย เทียบกับเด็กน้อยมาหัดวาดเขียนเ้ายังดูอ่อนแอกว่านัก ข้าว่าเ้าเลิกล้มความคิดจะเป็จอมยุทธไปปลูกผักขายเสียดีกว่า ฮ่าฮ่า ฮ่า”
เพื่อนคนหนึ่งที่ฝึกกระบี่ด้วยกันเยาะเย้ยท่ามกลางเสียงหัวเราะของหมู่สหายนับสิบคน
อาหนิวได้ฟังคำเพื่อนกล่าวก็พลันถอนใจใหญ่พลางมองกระบี่เก่า ๆ ในมือ รู้ดีว่าแม้จะพยายามแค่ไหนพลังยุทธของเขาก็ยังอยู่ในระดับต่ำสุดของสำนัก
แต่ทันใดกลับมีเสียงสดใสดังแทรกมาจากบริเวณใกล้เคียง
“โบราณว่า หากเพียรพยายามย่อมเคลื่อนย้ายขุนเขาได้ พี่อาหนิว ท่านมิต้องท้อใจไปสักวันท่านต้องเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแน่นอน”
เ้าของเสียงนั้นเป็เด็กสาวในชุดขาวงดงามราวหิมะบนยอดเขา ท่าทีสงบเยือกเย็น แต่ดวงเนตรแฝงไว้ด้วยแววเมตตา
ขณะที่มีอีกเสียงดังมาเสริมอีก
“ชิงซินกล่าวถูกต้องแล้ว อาหนิวเ้ามีความมุ่งมั่น เพียรพยายาม เป็คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ฝึกวรยุทธทุกคนหามีผู้ใดช่ำชองมาแต่กำเนิดไม่ล้วนแต่เสกสร้างจากหยาดเหงื่อแรงกายแรงใจของตนกันทั้งสิ้นข้าเชื่อว่าสักวันเ้าต้องสำเร็จผลขั้นใดขั้นหนึ่งแน่นอน”
เป็ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ รูปงามราวเทพเซียนสวมชุดเขียวเข้ม ในมือถือพัดหยก ดวงตาลึกล้ำ ดูเยือกเย็นแต่ซ่อนแววแห่งความทะเยอทะยาน
ชิงซินเดินเข้าไปใกล้อาหนิวก่อนจะยื่นตะกร้าใบหนึ่งให้เขา
“ท่านพ่อให้มาบอกเ้าไปเก็บยาสมุนไพรบนยอดเขารายการยาเขียนไว้ในแผ่นไม้ไผ่นี่แล้ว รีบไปรีบกลับนะ ก่อนที่จะค่ำ”
“ได้ครับคุณหนู” เด็กหนุ่มผู้ต่ำต้อยรับตะกร้ามาอย่างนอบน้อม
“บอกว่าไม่ให้เรียกคุณหนู เอ่ยนามข้าชิงซินหรือเรียกน้องก็พอแล้ว”
“ก็คุณหนูเอ้ยน้องท่านเป็บุตรสาวของผู้มีพระคุณหากท่านเ้าสำนักไม่เก็บข้ามาเลี้ยงั้แ่กำเนิดเด็กกำพร้าอย่างข้าคงมิอาจคาดเดาชะตากรรมว่าจักเป็เยี่ยงไรข้าเองมิเคยลืมความการุณของท่านเลย”
อาหนิวยกมือน้อมเศียรคารวะก่อนจะสาวเท้ามุ่งไปทางยอดเขาเบื้องหน้า
เมื่อชิงซินกับชายหนุ่มชุดเขียวเดินกลับเข้าไปยังตึกแล้วบรรดาเพื่อนร่วมสำนักก็ซุบซิบนินทาอาหนิวกันหลังพุ่มไม้
“ข้าไม่เข้าใจทำไมสาวงามอย่างไป๋ชิงซิน บุตรสาวเ้าสำนักกระบี่หิมะ จึงลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับไอ้ลูกกำพร้าไร้หัวนอนเช่นอาหนิวขนาดชื่อเสียงเรียงนามของพ่อแม่มันยังไม่รู้จัก แถมยังโง่ดักดานสติปัญญาเท่าหางเต่า สมกับที่ประมุขไป๋ตั้งชื่อมันว่าอาหนิว ที่แปลว่าไอ้ควาย”
“นางอาจจะมีรสนิยมทดลองของแปลกประหลาดก็ได้ใครจะล่วงรู้”
“เฟิงจื่อหานคู่หมั้นของหล่อนก็ยิ่งแปลก ยอมให้นางไปคบหาสมาคมกับคนกระจอกอย่างหมอนั่นไม่รู้สึกหึงหวงเลยหรืออย่างไร”
“บางทีเขาอาจนิยมชมชอบบุรุษด้วยกันก็ได้นะฮ่าฮ่า”
บนยอดเขานั้นอาหนิวเดินเก็บพืชและแร่ธาตุที่ใช้ทำยาสมุนไพรได้กว่าครึ่งค่อนวันจนเวลาบ่ายคล้อยได้ของเต็มตะกร้าแล้วก็กำลังเดินลงจากเขาผ่านลำธารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งพลันเขาก็สะดุดกับก้อนศิลาประหลาดที่เปล่งประกายสีน้ำเงินแวบวับเข้าั์ตาจึงก้มลงเก็บขึ้นมาดู ทันใดก็รู้สึกวูบวาบ ใจสั่นหวิวภาพอดีตบางอย่างก็ไหลเข้าสู่จิตใจเขา มีทั้งเงาของบุรุษในชุดขาวฉากาแห่ง์ และเสียงที่ดังกึกก้องในหัวของเขา
สายเืของเ้าถูกกำหนดมาเพื่อเปลี่ยนแปลง์และปฐี
แล้วกระแสแห่งพลังปริศนาก็แผ่ซ่านวนเวียนไปทั่วสรรพางค์กายของเขา
ลมกระโชกแรงขึ้นอย่างผิดปกติท้องฟ้าที่สดใสเมื่อครู่กลับมืดลงอย่างน่าสะพรึงอาหนิวกุมหน้าอกตนเองพร้อมรำพึงอย่างแ่เบา
“เกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่?”
เขาทั้งใสับสน ปนหวาดกลัว แล้วเขาก็หมดสติไป
ในห้องรับแขกสำนักกระบี่หิมะ
หนุ่มใหญ่รูปร่างผอมสูง ในชุดคลุมยาวสีเทาไว้หนวดเคราสีดำนั่งอยู่ที่โต๊ะรับรองซึ่งวางบนยกพื้นสูงทำจากไม้เคียงข้างกันยังมีอีกบุรุษคาดเดาอายุน่าจะมากกว่าสักห้าปีในชุดสีน้ำตาลสวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีดำร่างกายกำยำสูงใหญ่ บึกบึน ราวกับทหาร ทั้งสองนั่งบนเบาะวงกลม จิบน้ำชาก่อนที่คนแรกจะเอื้อนเอ่ย
“มิเห็นท่านมาหลายปีวันนี้ลมอะไรพัดพามาได้ หรือว่ามีข่าวดีเื่บุตรชายของท่านกับลูกสาวข้ากระมัง”
“ประมุขไป๋ ที่ท่านกล่าวมาก็มีส่วนถูกห้าในสิบส่วนนับแต่ข้าถูกขุนนางกังฉินใส่ร้ายว่าฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้วฮ่องเต้ผู้โง่เขลาหูเบาก็สั่งปลดข้าออกจากราชการจนต้องผันตัวมาเป็หัวหน้ากองโจรในป่าหาเลี้ยงชีพด้วยการปล้นคนรวยที่ขูดรีดชาวบ้าน พอมีเหลือก็นำไปแจกจ่ายคนยากจน จึงได้นำจื่อหานบุตรชายข้ามาฝากท่านอบรมบ่มวิชาอยู่กับท่าน ข้าเฟิงจิ้นเจาขอน้อมรำลึกในพระคุณที่ท่านชุบเลี้ยงบุตรข้า”
แขกผู้มาเยือนยกสองมือประสานเป็การคารวะ
“ โอ๊ะ อย่าได้กล่าวเช่นนั้นข้าเองก็ติดหนี้บุญคุณที่ได้ช่วยชีวิตในคราวที่ท่านยังเป็ขุนพลของราชสำนักส่วนข้ายังเป็คนรับจ้างคุ้มกันขบวนสินค้าบ้านนอกหากมิได้ท่านช่วยตอนที่ถูกโจรรุมปล้น ป่านนี้ข้าคงไปคุยกับยมบาลนานแล้วข้าไป๋หานเสว่ ขอน้อมสำนึกในบุญคุณที่ท่านช่วยชีวิตเช่นกัน”
“มิกล้า มิกล้าจะกล่าวถึงเื่ของจื่อหานกับหนูชิงซินข้าเองก็อยากจะให้เขาทั้งสองสมรสกันโดยเร็ว เพราะสังขารของข้าร่วงโรยไปทุกวันจะได้ทันเห็นหลานสืบสายสกุลหรือไม่ ก็อยู่ที่พวกเขาแล้ว”
ประมุขไป๋ได้ฟังก็ถอนใจใหญ่
“เฮ้อ...ข้าเองก็ลำบากใจกับนังหนูของข้าเหลือเกินนิสัยดื้อเงียบของนางช่างคล้ายกับมารดาของหล่อนที่ล่วงลับไปยิ่งนักหากฮูหยินของข้ายังอยู่ คงพอจะเกลี้ยกล่อมลูกสาวหัวรั้นคนนี้ได้อีกทางหนึ่ง”
ไป๋ชิงซินเดินยกขนมหวานเข้ามาในห้องรับแขกบิดาของนางจึงเอ่ยถาม
“อาหนิวไปเก็บยาสมุนไพรแต่เช้ามันกลับมาหรือยัง”
“ยังไม่เห็นนะคะ ท่านพ่อสงสัยวันนี้จะเก็บได้มากโข จึงกลับช้า รอดูสักครู่นะคะ ถ้ายังไม่กลับมาลูกจะให้คนไปตาม”
“ปกติมันไม่เคยเหลวไหลนะหรือว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นกับมัน”
ยังกล่าวไม่ทันขาดคำก็ปรากฏร่างของอาหนิวก้าวเข้ามาในห้องโถงพร้ะกร้ายา เขาส่งมันให้คุณหนูไป๋ก่อนจะทำการเคารพชายทั้งสอง
“คารวะท่านประมุข คารวะผู้าุโเฟิง”
“เออ กลับมาได้ก็ดีแล้วยังคิดว่าเ้าตกเหวไปแล้ว กำลังจะให้คนไปตามหาพักผ่อนแล้วก็ไปฝึกซ้อมเพลงกระบี่ที่หลังบ้านต่อนะ”
“น้อมรับครับท่านประมุข”
ประมุขไป๋หันไปกล่าวกับเฟิงจิ้นเจา
“ท่านเองก็เชิญไปพักผ่อนยังเรือนรับรองนะข้าขอตัวไปสะสางงานที่คั่งค้างก่อน แล้วตอนเย็นเชิญมารับประทานอาหารร่วมกัน”
“ขอบคุณท่านมาก”
ในห้องพักของเฟิงจิ้นเจา
เฟิงจื่อหานนั่งสนทนาอยู่กับบิดา หลังจากไม่ได้พบหน้ากันหลายปี
“ท่านพ่อเป็อย่างไรบ้างนับแต่ท่านพาข้ามาอยู่ที่นี่ก็นับสิบปีแล้ว”
“ข้าก็ใช้ชีวิตหัวหน้าโจรอย่างที่เ้ารู้เหตุที่ต้องพาเ้ามาอยู่กับประมุขไป๋ก็เพราะเห็นว่าพ่อเองวรยุทธยังเป็รองเขาอยู่ส่วนหนึ่งหากว่าเ้าได้เรียนรู้เพลงกระบี่ให้ฝีมือแก่กล้าพอ จักได้ออกตามหาคัมภีร์มหายุทธบัลลังก์์เพื่อทำลายให้พ้นไปจากมือของพวกมาร หากลิขิตฟ้าให้ลูกเป็เ้ายุทธสามภพจะได้ช่วยล้างมลทินให้พ่ออีกทั้งกำจัดม่อเทียนหลงที่คุมอำนาจของราชสำนักเหนือจักรพรรดิหุ่นเชิดที่มันแต่งตั้งจากพระโอรสองค์เล็กของฮ่องเต้องค์ก่อน”
ในห้องทำงานของประมุขไป๋
ไป๋ชิงซินยกน้ำแกงตุ๋นยาจีนไปวางบนโต๊ะแล้วกล่าว
“รังนกตุ๋นยาสมุนไพรค่ะท่านพ่อ”
“อืมขอบใจ เออลูกมาก็ดีแล้วพ่อมีเื่จะคุยด้วยเล็กน้อย”
“ค่ะ เื่อะไรคะ”
“ที่เฟิงจิ้นเจามาวันนี้นอกจากมาเยี่ยมจื่อหานแล้ว คงใคร่จะมาติดตามเื่การแต่งงานของเ้าสองคน”
“แต่ลูกยังไม่พร้อมจะแต่งตอนนี้นะคะ”
“นับแต่ข้ากับจิ้นเจาได้ช่วยชีวิตพ่อไว้จากกลุ่มโจรแล้ว นับแต่เพลานั้น เราก็เหมือนทองแผ่นเดียวกัน จึงตกลงทำพันธสัญญาว่าหากมีลูกออกมาเป็ชายหญิง จะให้หมั้นหมายและแต่งงานกันนี่มันก็เกินยี่สิบปีแล้วสินะ ก่อนจื่อหานจะเกิดเสียอีก พ่อเองก็หวังจะให้เ้ามีครอบครัวถ้าพ่อไม่อยู่แล้วก็จะได้หมดห่วง หลังจากแม่เ้าจากไปเพราะอาการป่วยพ่อก็มีแต่เ้าที่รักดังแก้วตาดวงใจ แค่สิ่งนี้ประการเดียว ให้พ่อได้ไหมลูก”
ไป๋ชิงซินอึดอัดใจนิ่งอึ้งอยู่ชั่วครู่ ก็ระบายความในใจออกมา
“ลูกกับพี่จื่อหานแม้เติบโตมาด้วยกันแต่ก็คบหากันดังพี่น้องร่วมอุทร ไม่เคยมีความรู้สึกเยี่ยงหนุ่มสาวทั่วไปเลยค่ะลูกพอจะเข้าใจว่าพ่อ้าให้พวกเราตามหาคัมภีร์มหายุทธให้พบเพื่อทำลายมันเสียถึงแม้ลูกจะมิได้เข้าพิธีวิวาห์กับคุณชายเฟิง แต่เราก็กระทำภารกิจนั้นได้เช่นกันนี่คะ”
ไป๋หานเสว่ส่ายหน้าแล้วกล่าว
“เห็นทีจะคุยกับเ้าไม่รู้เื่หรอกวันนี้เอาเถอะ มีอะไรก็ไปทำเสีย พ่อขอพักผ่อนคนเดียว”
“ขออภัยค่ะพ่อ ขอตัวก่อนค่ะ” คุณหนูไป๋น้อมคารวะแล้วก้าวออกจากห้อง
เย็นวันนั้น
ชาวบ้านชายหญิงราวสิบคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในสำนักกระบี่หิมะขณะที่ประมุขไป๋กำลังยืนดูบรรดาศิษย์ฝึกเพลงกระบี่
“แย่แล้ว ท่านประมุขตอนนี้ในเมืองมีคนของทางการมาเก็บภาษี แต่ปีนี้ฝนฟ้าแล้งหนัก ผลผลิตไม่พอส่งส่วยพวกมันจึงไม่พอใจ ลงมือทำร้ายร่างกายคนที่ขัดขืน ขอวอนท่านช่วยพวกเราด้วย”
“ไยช่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรมนัก เอาละเดี๋ยวข้าจะส่งคนไปช่วย”
“ขอบคุณท่านประมุข”ชาวบ้านกล่าวแล้วลากลับไป
ไป๋หานเสว่หันสั่งจื่อหานว่า
“เ้ารีบพาศิษย์สำนักเราไปสักยี่สิบคนก่อนอื่นให้เจรจากับเ้าหน้าที่อย่างสันติก่อน หากไม่ได้ผลค่อยลงมือเข้าใจหรือไม่”
“น้อมรับคำสั่งครับ”
ขณะบรรดาศิษย์วิ่งกรูกันออกไปนั้นอาหนิวก็วิ่งตามด้วย หนึ่งในคนเ่าั้ก็ตะคอกใส่
“อาหนิว เ้าจะไปทำไมเป็ตัวถ่วงเพื่อนเสียเปล่า อยากรนหาที่ตายหรือ”
“ถึงข้าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิตขอเพียงช่วยชาวบ้านได้ข้ายอม”
“ตามใจเ้าแล้วกัน”
เฟิงจิ้นเจาได้ยินเสียงโหวกเหวกจึงวิ่งออกมาดูเมื่อได้ทราบเื่ราวก็พูด
“เื่สนุกแบบนี้โจรป่าอย่างข้าจะพลาดได้เยี่ยงไร ขอไปด้วยสิ”ว่าแล้วเขาก็คว้าทวนประจำกายควบม้าตามออกไป
ในเมืองเจี้ยนโจวชาวบ้านต่างร้องระงมเมื่อถูกทหารรีบเอาสมบัติข้าวของในบ้านไปแทนภาษี บ้างก็กอดขากอดเอวของเ้าหน้าที่ บ้างก็โดนคนของทางการกระทืบ โบยตีคนที่ขัดขืนหนักถึงขั้นต่อสู้ก็ถูกคมอาวุธของคนในเครื่องแบบปลิดชีพราวกับสุนัขไร้ค่าข้างถนน
“หยุดก่อน!” เสียงของเฟิงจื่อหานะโบนหลังม้าสีแดง
“พวกแกเป็ใครอย่าบังอาจมาขัดขวางการปฏิบัติงานของเ้าหน้าที่ ไสหัวไปให้พ้น”
“ปีนี้สภาพอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าแล้งหนักวอนท่านเมตตากับชาวบ้านตาดำ ๆ ด้วยเถิด ยกเว้นภาษีให้สักปีฤดูกาลหน้าฝนฟ้าตกต้องดีแล้ว ค่อยให้เขาจ่ายชดเชย ข้าขอร้องแทนชาวเมืองด้วย”
“แกมีอำนาจอะไรมาสั่งข้าไอ้นี่วอนซะแล้ว เฮ้ยพวกเอ็งลุยมันเลย ฆ่ามัน!”
หลังเสียงคำสั่งของนายสิบพลทหารก็กรูกันเข้าจับกุมพวกสำนักกระบี่หิมะ ทหารนายหนึ่งใช้ทวนแทงไปที่คุณชายเฟิงแต่เอนหลังหลบปลายอาวุธก่อนจะะโจากหลังม้า ใช้วิชากระบี่พยัคฆ์คำรามแทงสวนเข้าจุดตายที่คอของคู่ต่อสู้ ส่วนคุณหนูไป๋ใช้วิชาดรรชนีจันทร์เยือกแข็งทหารที่ถูกนางชี้นิ้วใส่ก็กลายสภาพเป็หุ่นแช่แข็ง ยืนทื่อในอิริยาบถเดิม
“เ้าไม่ตายหรอก สักหนึ่งชั่วยาม เมื่อคลายความเย็น เ้าก็จะฟื้นแล้ว”
เฟิงจิ้นเจาตามมาทันก็ขี่ม้ากวัดแกว่งทวนไล่ฟาดไล่แทงทหารของม่อเทียนหลงาเ็ล้มตายจำนวนมาก ที่ยังพอมีลมหายใจก็นอนร้องครวญคราง
“คุยกันดี ๆไม่รู้เื่ก็ต้องเจอแบบนี้แหละ” ไป๋ซิงซินกล่าวขณะปัดฝุ่นบนเสื้อผ้า
ชายหัวโล้น ขอบตาดำคล้ำ ตัวสูงใหญ่ราวเจ็ดเชี้ยะผู้เป็นายกองคุมทหารเห็นดังนั้นก็ย่างสามขุมเข้าไปหาพวกสำนักกระบี่
“พวกแกบังอาจนักข้าจะให้ลิ้มรสของพลังฝ่ามือมารบ้าง” เขาวิ่งฝ่าศิษย์ของตระกูลไป๋พร้อมฟาดฝ่ามือเบาๆ คนเ่าั้ก็ล้มลงทีละคนราวยอดหญ้าที่แบนราบหลังโดนล้อรถเหยียบ
“วิชาฝ่ามือปีศาจหรือ?” เฟิงจื่อหานกล่าวพร้อมกับพุ่งตัวแทงกระบี่ใส่ชายร่างั์แต่แล้วเขาก็โดนพลังจากปลายนิ้วที่ดีดใส่จนตัวปลิวไปหลายวา
“ไอ้พวกแมงเม่าเอ้ย หาที่ตายชัด ๆ “ชายหัวโล้นกล่าวปนเสียงหัวเราะในลำคอ
ไป๋ชิงซินเห็นคู่หมั้นพลาดท่าก็วิ่งเข้าไปแทงกระบี่ใส่เ้าคนตัวใหญ่มันกลับใช้สองนิ้วคีบปลายอาวุธของนางไว้ แค่บิดนิดเดียวเสียงหักดังเป๊าะยิ่งกระตุ้นให้ั์ปักหลั่นสนุกตึงมือมากขึ้น แต่สาวงามยังไม่ยอมแพ้ ใช้วิชาดรรชนีจันทร์เยือกแข็งชี้ไปที่หน้าเ้าหัวโล้นแต่มันกลับเดินพลังสุริยะ เร่งธาตุหยางสลายความเย็น คุณหนูไป๋เคืองใจนัก จึงฟาดฝ่ามือหมายจะตบหน้าเ้าตัวสูงแต่มันกลับเตะหล่อนจนตัวปลิว แล้วก้าวเท้าตามด้วยคิดจะฟาดกำปั้นซ้ำใส่นางทันใดอาหนิวก็ะโเข้าไปขวาง
วินาทีนั้นก่อนหมัดของั์ใหญ่จะกระทบใบหน้าของเด็กหนุ่มจอมเปิ่นพลันได้เกิดประกายแสงปริศนาสีฟ้าอ่อนราวเป็เส้นสายแปลบปลาบกลางหน้าผากของอาหนิวพุ่งเข้าใส่เต็มหน้าของคนร้ายตัวสูงจนร่างของมันลอยถอยหลังไปไกลหลายสิบเชี้ยะสร้างความบอบช้ำแก่วายร้ายจนกระอักเืสีม่วงออกมา
“ฤาจะเป็บุรุษในคำพยากรณ์”ชายหัวโล้นกล่าวแล้ววิ่งหนีไปพร้อมบริวาร
อาหนิวหันไปประคองคุณหนูไป๋กล่าวกับหล่อน
“น้องสาวเป็อย่างไรบ้างเจ็บตรงไหนไหม”
“ข้ามิเป็อะไร ขอบใจท่านมากไปดูพี่จื่อหานเถิด”นางกล่าวพร้อมชายตามองไปยังคู่หมั้นที่กำลังนอนเอามือกุมท้องอยู่กับพื้นโดยเฟิงจิ้นเจาวิ่งเข้ามาประคองบุตรชาย
“พี่หานเป็อย่างไรบ้าง”อาหนิวย่อตัวลงถาม
“ยังไหวอยู่ พักสักครู่ก็คงไปต่อได้ข้าแค่จุกเสียด เคราะห์ดีที่มีเสื้อเกราะเทพฤทธิ์อยู่ภายในพอลดทอนความรุนแรงของพลังปีศาจได้”
“เ้าคนเมื่อครู่คงจะเป็สมุนของม่อเทียนหลงฝืมือของมันไม่เบาเลย เช่นนี้นายใหญ่ของมันจะขนาดไหน” ไป๋ชิงซินออกความเห็น
“น้องหญิง ข้าคงมิได้ตาฝาดไปใช่ไหมเ้าเห็นเหมือนข้าหรือเปล่า ตอนที่อาหนิวปราดเข้าไปช่วยเ้ามีสายฟ้าพุ่งจากหน้าผากของเขาน่ะ”
“ข้าก็เห็นเช่นเดียวกับท่านยังใคร่รู้เหมือนกันว่าเป็พลังอะไร แต่เพลานี้ข้าว่าพาพวกเรากลับสำนักก่อนเถิด”
เมื่อกลับไปถึงสำนักกระบี่หิมะ
“อาหนิว หมดหน้าที่เ้าแล้วออกไปพักผ่อนเถิด ลูกซินและจื่อหานอยู่ก่อน พ่อมีเื่ต้องคุยเกี่ยวกับพวกเ้า”
“ครับท่านประมุข”เด็กหนุ่มก้าวออกจากห้องไปทั้งที่ยังมีเื่คาใจในเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นตอนเย็น
ประมุขไป๋เปิดห้องลับแล้วเข้าไปกระซิบกับลูกสาวและว่าที่ลูกเขยพร้อมด้วยเฟิงจิ้นเจาอย่างแ่เบา
“ที่พวกเ้าเล่ามา ดูเหมือนจะเป็ค่ายกลผนึกเก้าชั้นฟ้ามีเพียงเซียวอวิ๋นห่าวคนเดียวที่ใช้วิชานี้ได้เขาคงใช้สลักชื่อลงบนหน้าผากของลูกชายที่เพิ่งเกิดในคืนวันครบรอบ 500ปีแห่งคำพยากรณ์ แต่ทั้งตัวเขาและลูกต่างก็หายสาบสูญไปร่วม 20 ปีแล้วนะ”เฟิงจิ้นเจากล่าว
“คำพยากรณ์อะไรหรือคะ แล้วพยากรณ์ว่าอะไร ท่านลุง” ไป๋ชิงซินถาม
“เมื่อห้าร้อยปีก่อน หลังจากเทพและมารยุติาพร้อมทำสัญญาสงบศึกต่อกันแต่ฝ่ายเทพกลับลักลอบนำคัมภีร์มหายุทธบัลลังก์์ไปซุกซ่อนให้พ้นจากมือพวกปีศาจพร้อมพยากรณ์ว่าในอนาคตอีก 500 ปีจะมีบุรุษชุดขาวมาเกิดและเป็ผู้เปิดผนึกคัมภีร์นั้น ซึ่งเขาจะมาเปลี่ยนแปลงชะตาของเทพมนุษย์และมารทั้งสามโลก” ไป๋หานเสว่เล่าประวัติ
“ถูกแล้วและคนที่ได้รับมอบหมายจากเทพให้นำคัมภีร์ไปซุกซ่อนก็คือบรรพบุรุษของเซียวอวิ๋นห่าวมีเพียงตระกูลเขาเท่านั้นที่เปิดผนึกมันได้” เฟิงจิ้นเจากล่าวเสริม
“เช่นนี้ตระกูลเซียวมิต้องถูกไล่ล่าจากสามภพหรือครับท่านพ่อ”จื่อหานถามด้วยความสงสัย
“เ้าเข้าใจถูกแล้วและนี่คือสิ่งที่ข้าสงสัยว่าอาหนิวจะเป็ทายาทคนเดียวของเ้าสำนักกระบี่เทวะฟ้าชื่อของเด็กคนนั้นคือ เซียวหลิงเทียน”
“ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาคือเซียวหลิงเทียนแล้วทำไมรู้จักชื่อเด็กคนนั้น ท่านมีหลักฐานอะไรหรือคะท่านลุง”ไป๋ชิงซินให้ความสนใจมากกับประวัติของอาหนิว ชายในดวงใจของหล่อน
“ทำไมจะไม่รู้จักชื่อเด็ก ในเมื่อข้าเป็คนตั้งชื่อให้เองกับเซียวอวิ๋นห่าวแล้วเราเป็สหายรักกันั้แ่ข้ายังรับราชการ เขาเห็นว่าข้าเชี่ยวชาญในเื่บทกวีอักษรศาสตร์ จึงมาขอร้องช่วยตั้งชื่อให้ลูกในท้องของภรรยาที่ใกล้คลอดซึ่งไม่ถึงขวบปีก็ได้ยินข่าวว่าเขาพาลูกหนีออกจากเมือง ขณะที่แม่ของเด็กถูกคนของม่อเทียนหลงสังหารระหว่างหลบหนี”
“โถ ช่างน่าสงสารพ่อเห็นว่าข้าควรจะเล่าให้เขาฟังไหมคะ”
“อย่าโง่ไปเลย เ้าคงลืมไปแล้วกระมังพวกเรามีภารกิจต้องกำจัดผู้ที่สามารถเปิดผนึกคัมภีร์อุบาทว์นั่นมิให้พลังอำนาจตกไปอยู่ในมือของพวกมาร ต่อไปนี้ให้เ้าจับตาดูอาหนิวทุกฝืเก้า หากเห็นว่ามันไปเกี่ยวข้องกับคัมภีร์มหายุทธเมื่อใดให้ตัดสินใจเอาเองว่าจะฆ่าหรือจะไว้ชีวิตมัน” ประมุขไป๋กล่าวเสียงหนักแน่น
ไป๋ชิงซินมีสีหน้าไม่ดีหลังได้รับคำสั่งบิดาแต่ก็ขัดขืนมิได้ เธอต้องเลือกระหว่างความรักและหน้าที่ นางควรเดินทางไหนดี
แต่สำหรับเฟิงจื่อหานแล้วคำสั่งที่พ่อให้ตามหาคัมภีร์มหายุทธเพื่อใช้มันสร้างความเป็เ้าแห่งสามภพของเขานั้นทายาทขุนพลยังจำฝังหัวได้ดี แม้เขาเองจะไม่ปรารถนาจะมันก็ตามแต่เพื่อล้างมลทินให้พ่อแก้แค้นคนที่ทำลายครอบครัววงศ์ตระกูลของเขาจนต้องหลบหนีเข้าป่าไปเป็โจรเขาต้องทำให้ได้ และหวังจะปิดผนึกคัมภีร์หลังเสร็จภารกิจแล้ว
หลายวันต่อมา ณ พระราชวังไท่หวินกง
ม่อเทียนหลงกำลังใช้พลังมารสูบไอชีวิตจากหญิงสาวหลายคนก่อนที่นางเ่าั้จะกลายร่างเป็ผีดิบ เพียงเขาสั่งให้ออกไปล่ามนุษย์ก็กระทำตามอย่างง่ายดาย
“เรียนท่านมาราธิราชพวกเราพบร่อยรอยบางอย่างของทายาทเซียวอวิ๋นห่าวขอรับ”
จอมมารเบิกตาโพลงด้วยความตื่นเต้น
“ไหนลองเล่ามาซิ”
เมื่อได้รับรายงานจากสมุนเื่เหตุการณ์ในเมืองเจี้ยนโจวแล้วพญาปีศาจก็บดถ้วยสุราที่ทำจากหยกในมือจนเป็ผุยผงแล้วพูด
“ชะรอยบุรุษในคำพยากรณ์ห้าร้อยปีจะเป็ลูกของเซียวอวิ๋นห่าวจริงเจ็บใจที่ตอนนั้นตามจับเด็กไว้ไม่ได้ส่วนตาแก่นั่นก็ไม่รู้เซียนหน้าไหนมาโฉบเอาร่างมันไปขนาดโดนฟ้าผ่ายังไม่เหลือซากศพไว้ให้เป็หลักฐาน มันเทพองค์ไหนกันวะ
ถ่ายทอดคำสั่งส่งหน่วยรบปีศาจไปบุกสำนักกระบี่หิมะ จับตัวไอ้หนุ่มนั่นมาให้ได้”
“รับด้วยเกล้า”กองพลปีศาจกล่าวพร้อมกันร่วมร้อยตน
หากข้าได้คัมภีร์มหายุทธมาก็จะได้ครองความยิ่งใหญ่เหนือสามภพ
จอมปีศาจครุ่นคิด
ณ สำนักกระบี่หิมะ
กองทัพปีศาจนับพันตั้งแถวเรียงรายเบื้องหน้าประตูใหญ่ไปจนสุดกำแพงด้านนอก ทั้งพลทหาร พาหนะพร้อมอาวุธที่สามารถบดขยี้สำนักเล็ก ๆ ในหุบเขานี้ให้เป็เศษธุลีในพริบตา
“ส่งไอ้เด็กหนุ่มเซียวหลิงเทียนออกมาไม่เช่นนั้นพวกเ้าจะต้องสลายเป็ฝุ่นละอองในบัดดล” เสียงแจ้งเตือนดังกึกก้อง
ศิษย์สำนักเร่งไปรายงานให้ประมุขทราบไป๋หานเสว่ครุ่นคิดเพียงงูแลบลิ้นก็สั่งบุตรสาวและว่าที่เขย
“พวกเ้ารีบพาอาหนิวหลบหนีออกไปทางอุโมงค์ลับหนีไปให้ไกลที่สุด อย่าให้พวกมารหรือเทพหน้าไหนจับตัวมันไปได้ และห้ามเปิดเผยให้มันรู้ตัวตนที่แท้จริงหากสังหารระหว่างทางได้ จงลงมือทันที ไปได้”
“แต่เดี๋ยวท่านพ่อ...”ไป๋ชิงซินยังระล่ำละลัก
“ไม่มีแต่ จื่อหานพาน้องไปเดี่ยวนี้”
“ครับท่านพ่อ ไปน้องหญิง” คุณชายเฟิงลากตัวคู่หมั้นสาวออกไปขณะที่นางร้องเรียกพ่อไม่ขาดคำ ก่อนจะดึงตัวอาหนิวที่ยืนเก้ ๆ กัง ๆรอต่อสู้กับพวกมันอยู่หน้าประตูให้ตามไป
ประมุขไป๋หันหลังไปมองป้ายบรรพชนแล้วน้ำตาซึม
บางทีนี่อาจเป็ครั้งสุดท้ายที่เราพ่อลูกจะได้เจอหน้ากันลาก่อนลูกรัก
ด้านนอกอาคาร
เหล่าศิษย์ของสำนักต่างช่วยกันรับมือกองทัพปีศาจแต่พลังฝีมือของมนุษย์ธรรมดาหรือจะทัดเทียมมารร้ายชีวิตนักศึกษาวิชากระบี่ต้องปลิดปลงราวใบไม้ร่วงพร้อมสิ่งก่อสร้างที่ทยอยพังทลายราบลงทุกย่างก้าวทีุ่์พวกนั้นเคลื่อนผ่านกระทั่งเหลือชีวิตของประมุขไป๋ที่ยังยืนหยัดเป็คนสุดท้ายท่ามกลางลานกว้าง
“เข้ามาเลยไอ้พวกโง่”สิ้นเสียงเ้าสำนักเขากวัดแกว่งกระบี่ในมือถ่ายทอดกระแสพลังจากร่างกายไปยังปลายอาวุธบังเกิดเป็แสงสีขาวพุ่งตรงไปยังรูปสลักหินขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็สง่าเบื้องหน้าอาคารสำนักพร้อมเสียงบึ้มดังสนั่นลั่นพสุธา พลันบังเกิดแสงสว่างวาบจนมองอะไรไม่เห็น
หลังจากพาอาหนิวหลบหนีออกไปได้ราวห้าลี้เสียงะเิครั้งใหญ่ก็ดังมาจากทิศทางของสำนักกระบี่หิมะควันสีดำรูปดอกเห็ดพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้าพร้อมเปลวเพลิงลุกโหมจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีแดงแม้ในเวลากลางวัน
“ท่านพ่อ ไม่นะ ปล่อยข้า ข้าจะไปหาพ่อ”ไป๋ชิงซินดิ้นรนสุดตัวในขณะเฟิงจื่อหานยื้อยุดร่างนางไว้หล่อนทิ้งตัวลงคร่ำครวญปานจะขาดใจท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาราวกับจะไว้อาลัยเ้าสำนักไป๋
ทั้งสามคนรอนแรมไปเมืองแล้วเมืองเล่าค่ำไหนนอนนั่น กระทั่งลุถึงเมืองกานเฉิง หลังจากขอเช่าบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่งได้แล้วพวกเขาก็ปลอมตัวเป็พ่อค้าเร่ ทำการค้าขายอยู่ในย่านนั้น
ตกเย็นของวันหนึ่งหลังกลับจากขายของที่ตลาดแล้วอาหนิวอาบน้ำชำระกายก่อนจะมานั่งโต๊ะกินข้าวกับคู่หมั้นทั้งสอง
“ข้ามีเื่หนึ่งที่ยังไม่เข้าใจวานท่านทั้งสองช่วยให้ความกระจ่างจะได้หรือไม่”
“ว่ามาสิ”ไป๋ชิงซินตอบขณะกำลังคีบผัดผักใส่ชามข้าว
“ทำไมต้องพาข้าหนีออกมาจากสำนักด้วยไยมิสู้กับพวกมารร่วมกับพี่น้องในสำนักป่านนี้ท่านประมุขจะเป็ประการใดบ้างมิรู้ได้”
คุณหนูไป๋ได้ฟังดังนั้นก็เผลอทำตะเกียบหลุดมือ เฟิงจื่อหานจึงรีบพูดกลบเกลื่อนให้
“ท่านประมุขไป๋เห็นว่าเ้าไปมีเื่กับคนของราชสำนักเพื่อความปลอดภัยของเ้า จึงมอบหมายให้เราสองคนพาเ้าหนีไปให้ไกลที่สุดเ้าซาบซึ้งในกรุณาคุณของท่านหรือยัง อุตส่าห์ยอมสละชีวิตเพื่อเ้า”
“จริงเหรอ โธ่ ท่านประมุขไยท่านต้องมาห่วงใยคนต่ำต้อยด้อยค่าเยี่ยงเด็กกำพร้าอย่างข้าด้วยเหตุไรไม่ส่งตัวให้พวกมารไป ทุกคนจะได้ปลอดภัย ชาตินี้ข้าติดหนี้บุญคุณของท่านขอตามไปทดแทนในชาติหน้าก็แล้วกัน”
อาหนิวกล่าวจบก็น้ำตาไหลพรากด้วยความเสียใจ
เฟิงจื่อหานกับไป๋ชิงซินต่างมองหน้ากันแต่มิอาจเอ่ยวาจาใดรู้สึกตรงกันว่าจะต้องปกปิดความจริงกับเซียวหลิงเทียนไปถึงเมื่อไร
ในเช้าวันหนึ่งมีตายายสองคนจูงหลานน้อยมายังบ้านที่พวกอาหนิวอาศัยอยู่
“ช่วยด้วย ช่วยด้วยจ้า”เสียงยายแก่ร้องลั่น ขณะยักแย่ยักยันวิ่งเข้ามา
“เป็อะไรมาหรือยายวิ่งหน้าตาตื่นเชียว เกิดอะไรขึ้นจ๊ะ”ชิงซินเอ่ยถามขณะโอบกอดเด็กน้อยด้วยมือข้างหนึ่ง
“มีโจรมันมาปล้นหมู่บ้านเราพวกฉันรีบหนีออกมาได้ก่อน เลยอยากพาหลานมาฝากไว้แล้วจะไปตามเ้าหน้าที่ทางการมาช่วย”
“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นให้อาหนิวดูแลเด็กแล้วข้าสองคนจะไปช่วยต่อสู้กับโจรนั่น” เฟิงจื่อหานอาสา
“ตกลง เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน อาหนิวเ้าคอยเฝ้าเด็กไว้นะ เดี๋ยวพวกเรากลับมา”
“ได้สิ ไม่ต้องห่วงแต่พวกท่านต้องระวังตัวด้วย”
“ตากับยายก็พักอยู่ที่นี่แหละถ้าปราบโจรได้แล้วเราจะกลับมาบอก ไปกันเถอะ”คุณหนูไป๋กล่าวแล้วสาวเท้าออกไปพร้อมจื่อหาน
“โอ๋ ๆ ไม่ต้องร้องไห้นะเดี๋ยวน้าหาขนมให้กิน” อาหนิวปลอบโยนเด็ก ก่อนจะเดินไปหลังครัวเพื่อหาของกินมาให้
ฉับพลันฟ้าก็เปลี่ยนสีเป็ดำทมึนตัวบ้านสั่นะเืราวแผ่นดินไหว ลมพายุพัดกล้าดังหวีดหวิวคล้ายเสียงปีศาจใบไผ่ปลิวกลาดเกลื่อนนอกตัวบ้าน อาหนิวมีอาการใจสั่นหวิวคล้ายวันก่อนพลังลึกลับวิ่งวุ่นไปทั่วร่างกายเขาทรุดกายล้มลงกับพื้นพร้อมได้ยินเสียงฝีเท้าของใครหลายคนกำลังก้าวเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น ขณะที่เด็กหนุ่มใกล้จะหมดสติก็ได้ยินเสียงพูดดังเหนือร่างของเขา
“ในที่สุด เ้าก็ตื่นขึ้นมาแล้ว...ทายาทแห่งจักรพรรดิเทพ”
จบตอนที่ 1 โปรดติดตามตอนที่สอง หนึ่งมรรคาสามปณิธาน
(แต่งจบตอนแรก วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ) ปรับปรุง 2 ก.พ. 68