สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

            อันเจิงกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในห้องทันใดนั้น นอกห้องมีเสียงดังขึ้นเล็กน้อย จากนั้นประตูก็ถูกใครบางคนเปิดออกชวีหลิวซีเอามือไขว้หลังแล้วกระโดดโลดเต้นเข้ามา ท่าทางราวกับมีอะไรจะบอกแต่ก็หยุดเอาไว้แค่นั้น

     

            “เป็นอะไรไป?” อันเจิงวางตำราในมือแล้วถามขึ้นหนึ่งประโยค

     

            ชวีหลิวซียืนอยู่หน้าโต๊ะของอันเจิงแล้วมองหน้าเขาด้วยแววตามีคำถาม“คือว่า...ข้าอยากขอปรึกษาอะไรสักหน่อยได้หรือไม่? ต่อไปหากเจ้าเจอเจินจวงปี้ที่เป็นรองอาจารย์ใหญ่อะไรนั่นอีกช่วยอยู่ห่างเขาหน่อยจะได้หรือไม่ ตอนนี้เจ้าทำให้เขาโมโหมากข้ากลัวว่าเขาจะทำอะไรที่ไม่ดีกับเจ้า”

     

            อันเจิงยิ้มพลางพูดขึ้น “พรุ่งนี้ข้าก็ยังต้องเจอหน้าเขาอีกแต่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็วางใจเถอะ เขาไม่กล้าทำอะไรข้าหรอกส่วนข้าก็จะไม่ทำอะไรเขาในเร็ว ๆ นี้เหมือนกัน ข้าเคยพูดไว้แล้วว่าในอนาคตหากข้าจะชนะและฆ่าเขา ก็ต้องชนะเพราะพลังวัตรที่ข้าบ่มเพาะขึ้นมาเองไม่ใช่เพราะกระดิ่งแก้วที่มี”

     

            “อืม...ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะโมโหแล้วมีเรื่องกันอีก”

     

            ชวีหลิวซีพูดพึมพำออกมาหนึ่งประโยคจากนั้นก็จับมือของอันเจิง “ข้าจะพาเจ้าไปดูเตาหลอมโอสถของข้า”

     

            เวลานี้เป็นเวลากลางดึกพวกเสี่ยวชีเต้าต่างก็หลับกันหมดแล้ว ชวีหลิวซีลากมืออันเจิงเข้าไปในตราประทับท้าทายสวรรค์เพิ่งเข้ามาถึงอันเจิงก็รั้งแขนของชวีหลิวซีเอาไว้ นางชะงักไปชั่วขณะก่อนจะถามขึ้น“มีอะไรหรือ?”

     

            อันเจิงชี้ลงไปที่เท้ามดตัวนั้นได้เดินมาถึงหนึ่งในสามส่วนของถนนแล้ว ตอนที่เจอมันครั้งก่อน มันเพิ่งเดินมาได้หนึ่งในห้าสิบส่วนของถนนเท่านั้น

     

             “มันอยู่ตรงนี้มาตลอด เดินผ่านทางเล็ก ๆเส้นนี้ นี่แหละคือเส้นทางการฝึกพลังวัตรของมัน”

     

            อันเจิงพูดหนึ่งประโยค จากนั้นเขาก็หลบเจ้ามดแล้วเดินไปต่อ

     

            ในตราประทับท้าทายสวรรค์ไม่มีกลางคืนมีแต่กลางวัน ในนี้ถึงแม้จะมีเพียงแสงแดดอ่อน ๆ แต่ก็ไม่ได้แลดูมืดมิดมองเข้าไปจากที่ไกล ๆ แล้ว ข้างในเต็มไปด้วยทุ่งสมุนไพรสีเขียวมีสมุนไพรจำนวนมากออกดอกส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว

     

            “สร้างเตาหลอมโอสถเสร็จแล้วหรือ?” อันเจิงถาม

     

            ชวีหลิวซีวิ่งกระโดดโลดเต้นไปข้างหน้าเห็นได้ชัดว่านางมีความสุขมาก นางวิ่งไปถึงกลางทุ่งสมุนไพร ที่นั่นมีศาลาเล็ก ๆตั้งอยู่ เตาหลอมโอสถใบแรกในชีวิตของนางตั้งอยู่ในนั้น

     

            “เจ้าดูสิ!”

     

            นางมองไปที่เตาหลอมโอสถแล้วยิ้มอย่างมีความสุขนางดูงดงามยิ่งกว่าดอกสมุนไพรที่บานสะพรั่งในทุ่งนั้นเสียอีก

     

            อันเจิงเห็นว่าเตาหลอมโอสถมีขนาดที่เล็กมากความสูงของมันแค่สิบกว่าเซนติเมตรเท่านั้น จากเหล็กกิเลนทั้งหมดยี่สิบห้ากิโลกรัมโดยปกติหากนำไปทำเป็นเตาหลอมโอสถแล้ว อย่างน้อยต้องมีขนาดครึ่งเมตรถึงจะถูก

     

            “ผู้เฒ่าฮั่วเก่งจริง ๆ”

     

            ชวีหลิวซียิ้มพลางพูดขึ้น “เขานำเหล็กกิเลนมาหลอมรวมกันเดิมทีมีน้ำหนักยี่สิบห้ากิโลกรัม จากนั้นก็นำสิ่งปฏิกูลและเหล็กส่วนที่ไม่ดีออกไปจนสุดท้ายก็เหลือเพียงยี่สิบกิโลกรัมเท่านั้น จากนั้นเขาก็หลอมรวมอีกครั้งโดยใช้วิธีที่แปลกมากขนาดจึงลดลงไปอีกไม่น้อย ถึงอย่างนั้นก็ยังมีน้ำหนักที่มากอยู่ดีเสียดายแค่...ตอนนี้ข้ายังไม่สามารถฝึกหลอมโอสถวิญญาณได้ ผู้เฒ่าฮั่วบอกว่าต้องรอให้ข้ามีพลังอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นห้าขึ้นไปเสียก่อนตอนนี้พลังของข้ายังอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถควบคุมเตาหลอมโอสถได้”

     

            “หากเตาหลอมโอสถระเบิดออกละก็มันจะอันตรายเกินไป อีกอย่างตอนนี้พลังวัตรในตัวข้ายังน้อยนักจึงไม่สามารถนำไฟอัคคีออกมาได้”

     

            อันเจิงพูดอย่างมั่นใจ “ด้วยความสามารถของเจ้าบวกกับในตราประทับท้าทายสวรรค์นี้ก็มีเวลาที่เดินช้ากว่าปกติการที่เจ้าจะมีพลังอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นห้าก็ไม่ได้ยากอะไร เจ้ารออีกหน่อยก็แล้วกัน”

     

            “อืม”

     

            ชวีหลิวซีพยักหน้าแรง ๆ “ข้าดีใจจริง ๆในที่สุดก็มีเตาหลอมโอสถเป็นของตัวเองแล้ว แต่ผู้เฒ่าฮั่วไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์เขาบอกว่าข้ามีพรสวรรค์ด้านการแพทย์สูงเกินไป หากเขาสอนอะไรผิดก็จะทำให้คนรุ่นหลังมีความรู้ที่ผิดไปด้วยทั้งยังบอกให้ข้ารอโอกาสและโชคชะตา คงดีกว่าถ้าข้าได้คารวะอาจารย์ที่ชำนาญด้านนี้จริงๆ”

     

            “แต่เจ้าลองคิดดูสิ ปรมาจารย์ท่านแรกที่สามารถหลอมโอสถวิญญาณได้ก็คงไม่มีใครสอนหรอกเนอะ”

     

            อันเจิงหัวเราะแล้วพูด “ฉะนั้นจึงอย่าได้รีรอต้องคิดค้นและทดลองด้วยตัวเอง อย่ากลัวการผิดพลาด ยิ่งผิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใกล้ความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้นนอกเสียจากเจ้าจะจงใจเดินไปในทางที่ผิดเอง”

     

            ชวีหลิวซีพยักหน้า “ข้ารู้ ข้าชอบศึกษาด้านการแพทย์นี่เป็นสิ่งที่ข้าชอบจากใจจริง”

     

             นางแบมือขวาที่เคยกำแน่นมาโดยตลอด ในนั้นมีของเล็กๆ สีแดงอยู่ชิ้นหนึ่ง “อันนี้ข้าให้เจ้า”

     

            อันเจิงถาม “นี่คืออะไร?”

     

            “หินยืนยาว”

     

            ชวีหลิวซีพูดอย่างจริงจัง “มีแค่คนที่โชคดีมากเท่านั้นถึงจะเจอหินยืนยาวนี้จะว่าไปแล้วมันก็เป็นเพียงก้อนหินธรรมดาที่มีรูปร่างแตกต่างไปจากหินก้อนอื่นเท่านั้นข้ารู้ว่ามันฟังดูงมงาย ก็เหมือนที่คนอื่น ๆ คิดว่าหากหาใบไม้สี่แฉกเจอก็จะโชคดีอย่างไรเล่าต่อไปเจ้าก็พกหินยืนยาวติดตัวไปด้วย แล้วเจ้าจะได้ไม่เจอเรื่องอันตรายอีก”

     

            “ขอบคุณมาก”

     

            อันเจิงรับหินก้อนนั้นไว้มันเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็มีรูปทรงเป็นหัวใจดวงเล็ก ๆทั้งยังเป็นสีแดงอีกด้วย จึงเป็นหินที่หาได้ยากมาก

     

            “ไม่ต้องขอบคุณพวกเราคือครอบครัวเดียวกัน”

     

            ชวีหลิวซีนั่งบนเก้าอี้ในศาลาแล้วแกว่งขาเล่น“ผู้เฒ่าฮั่วบอกว่า หากพวกเราไม่เจอเจ้า ชีวิตของพวกเราคงแตกต่างจากตอนนี้มากเขาบอกว่าเจ้าคือคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ ฉะนั้นการได้เจอเจ้าคือความโชคดีของพวกเราโลกนี้เต็มไปด้วยการเสแสร้งแกล้งทำเป็นดีแต่ความจริงมีแต่สิ่งชั่วร้าย ส่วนเจ้าคือคนดีที่ไม่ได้แกล้งทำดังนั้นชีวิตของเจ้าจึงต้องพบเจออันตรายนับไม่ถ้วน ข้ารู้ว่าตัวเองอ่อนแอเกินไปไม่สามารถช่วยอะไรเจ้าได้จึงหวังว่าหินยืนยาวนี้จะนำพาความโชคดีมาสู่เจ้า”

     

            อันเจิงลูบหัวชวีหลิวซีเบา ๆ “งมงายนักแต่อย่างไรข้าก็จะพกก้อนหินนี้ติดตัวตลอด”

     

            ทั้งสองคุยเล่นกันอยู่ครู่หนึ่ง ชวีหลิวซีเล่าเรื่องวัยเด็กของตัวเองหลายเรื่องนางเล่าเรื่องราวต่าง ๆ พลางหัวเราะอย่างร่าเริง อันเจิงต้องกล่อมอยู่นานนางถึงยอมกลับไปนอนดวงตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าการได้คุยกับอันเจิงทำให้นางมีความสุขมาก

     

            วันต่อมา หลังจากฟ้าสว่างอันเจิงก็ออกจากนิกายเบิกสวรรค์ไปพร้อมตู้โซ่วโซ่วอีกครั้งและครั้งนี้ก็เป็นเหมือนครั้งก่อนอันเจิงให้ทุกคนเข้าไปอยู่ในตราประทับท้าทายสวรรค์ทั้งหมด

     

            “หากวันนี้เราเจอกับเจินจวงปี้อีก ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรกับเจ้าบ้าง”ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น

     

            “ข้าได้ยินมาว่าหลี่หูคือศิษย์ที่เขารักมากเพราะเป็นศิษย์ที่เขาสอนมาเองกับมือ”

     

            อันเจิงพูดด้วยน้ำเสียงราวไม่ใส่ใจ “หากแค่เจินจวงปี้คนเดียวก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกเพราะแม้หอสมุดมายาจะมีสมบัติวิเศษที่ทรงพลังอยู่มากแต่ตราบใดที่เชียวจ่างเฉินยังเป็นอาจารย์ใหญ่ของหอสมุดมายาอยู่ เจินจวงปี้ก็คงนำสมบัติวิเศษเหล่านั้นออกมาไม่ได้ง่ายๆ ฉะนั้นการที่เจ้าจะมากังวลเรื่องนี้ สู้เจ้ากังวลเรื่องวันนี้ไม่ดีกว่าหรือยังไม่รู้เลยว่าที่โรงจวี้ฉ่างวันนี้เราจะแพ้หรือไม่”

     

            “จริงด้วย”

     

            ตู้โซ่วโซ่วเปลี่ยนเรื่องทันที “ตกลงว่าผ้าสีฟ้าผืนนั้นคืออะไรกัน?”

     

            อันเจิงส่ายหัว “ผู้เฒ่าฮั่วก็ดูไม่ออกเหมือนกันเขาบอกว่าวันนี้จะดูอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่จากเมื่อวานที่ดูไปผ้าผืนนั้นไม่มีอะไรที่พิเศษเลย เขายังดูไม่ออกว่าผ้าผืนนั้นทอขึ้นอย่างไร รู้เพียงว่าทำมาจากผ้าไหมเท่านั้นฉะนั้นจึงไม่เข้าใจว่าทำไมเสี่ยวช่านถึงได้ถูกใจผ้าผืนนั้นมากขนาดนี้”

     

            ‘เหมียว’ เจ้าแมวน้อยเสี่ยวช่านที่อยู่ในอ้อมแขนของตู้โซ่วโซ่วส่งเสียงร้องออกมาเหมือนอยากอธิบายบางอย่าง แต่น่าเสียดายที่อันเจิงกับตู้โซ่วโซ่วฟังไม่ออกเลยสักคน

     

            ทั้งสองเพิ่งเดินมาได้ไม่ไกลรถม้าที่โรงจวี้ฉ่างส่งมารับก็มาถึง หากมีรถม้าแล้วไม่นั่งก็คงโง่นักทั้งสองนั่งรถม้ามาถึงโรงจวี้ฉ่างอย่างรวดเร็วคนเฝ้าประตูเมื่อได้เห็นอันเจิงกับตู้โซ่วโซ่วอีกครั้ง ก็มีท่าทีเคารพนบนอบมากขึ้นกว่าเดิม

     

            อันเจิงเพิ่งเดินผ่านประตูก็รู้สึกได้ว่าการตกแต่งภายในของโรงจวี้ฉ่างเปลี่ยนไปจากเดิมมีการตั้งเวทีกว้างประมาณสี่เมตร สูงประมาณครึ่งคนเอาไว้ที่กลางห้องโถงทั้งยังมีการปูพรมอย่างสวยงาม คาดว่าของล้ำค่าที่จะนำมาในวันนี้คงมีขนาดใหญ่พอสมควรดังนั้นจึงย้ายมาจัดที่ห้องโถงแทน เกาซานตัวมาช้ากว่าอันเจิงเล็กน้อยวันนี้เขาขี่ม้าตัวสูงใหญ่และพาลูกน้องมาด้วยหลายคน ช่างดูมีอำนาจและบารมีจริง ๆ

     

            เพียงไม่นานผู้คนก็เริ่มทยอยกันเข้ามาจนครบเจินจวงปี้ตั้งใจเดินไปนั่งเก้าอี้ที่ห่างจากอันเจิงมากที่สุด แล้วหันหน้าไปทางอื่น

     

            กลางดึกเมื่อคืนนี้เจินจวงปี้ไปหาเชียวจ่างเฉินเพื่อบอกว่าอันเจิงฆ่าลูกศิษย์ของหอสมุดมายา แค้นนี้อย่างไรก็ต้องชำระ ไม่เช่นนั้นจะทำให้หอสมุดมายาเสียหน้าและเสียชื่อเสียงเชียวจ่างเฉินปฏิเสธในทันที โดยบอกว่าก่อนอาจารย์ใหญ่มู่จะจากไปได้กำชับเอาไว้ว่า หากไม่จำเป็นจริงๆ ห้ามนำสมบัติวิเศษในหอสมุดมายาออกมาใช้เด็ดขาดเจินจวงปี้จึงเสนอให้เชียวจ่างเฉินไปชำระแค้นนี้ด้วยตัวเอง เขาเป็นถึงรองแม่ทัพของกลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กย่อมต้องมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอนแต่เชียวจ่างเฉินก็ปฏิเสธอีกครั้งและไล่ให้เขาไปนอนโดยอ้างว่าเขาเหนื่อยแล้ว

     

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เจินจวงปี้ก็โมโหจนตัวสั่นในตอนที่มู่ฉางเยียนเป็นอาจารย์ใหญ่ เขาไม่ค่อยอยู่ในหอสมุดมายาแต่กลับออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ไม่รู้ดังนั้นเรื่องภายในหอสมุดมายาจึงมีเจินจวงปี้เป็นผู้ควบคุมทั้งหมด มิเช่นนั้นหอสมุดมายาคงไม่วุ่นวายจนกลายเป็นแบบนี้เมื่อเชียวจ่างเฉินขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ ถึงแม้เขาจะออกไปเที่ยวเล่นบ่อยครั้งแต่ก็ถือว่าอยู่ในหอสมุดมายามากกว่ามู่ฉางเยียนไม่น้อยเพราะฉะนั้นอำนาจของเจินจวงปี้ในตอนนี้จึงถูกเชียวจ่างเฉินยึดกลับไปจนเกือบหมดแล้ว

     

            จวงเฟยเฟยเปลี่ยนชุดใหม่แล้วถึงแม้ยังเป็นสีม่วงแต่ชุดของนางในวันนี้ทำให้ดูน่ารักขึ้นไม่น้อย เรียวขางามใต้กระโปรงสั้นตัวนั้นช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน

     

            นางเดินขึ้นเวทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแล้วพูดขึ้น“การประเมินราคาของล้ำค่าเมื่อวานนี้ช่างน่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกินของในวันนี้เป็นของชิ้นใหญ่ดังนั้นจึงเปลี่ยนมาจัดที่ห้องโถงแทน เราทุกคนต่างก็รู้ดีว่ากฎของการตรวจสอบสมบัติวิเศษคือต่อให้จะเชิญผู้เชี่ยวชาญมากี่คนก็ตาม แต่หากหาสมบัติวิเศษไม่ได้ก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทนเมื่อวานโรงจวี้ฉ่างของเราได้ส่งค่าตอบแทนไปให้ผู้นำนิกายอันที่นิกายเบิกสวรรค์แล้วแต่ไม่ว่าอย่างไร โรงจวี้ฉ่างก็จะไม่ทำให้พวกท่านเสียเวลาเปล่าเช่นกันเราได้จัดเตรียมสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ให้ เพื่อถือเป็นสินน้ำใจแก่ทุกท่าน”

     

            นางมองไปที่อันเจิง “รางวัลตอบแทนในวันนี้ล้ำค่ากว่าเมื่อวานมากเจ้ายังจะมอบให้ข้าอีกหรือไม่?”

     

            อันเจิงสังเกตเห็นว่านางยังปักปิ่นดอกกุหลาบของเมื่อวานมาด้วยฉะนั้นจึงยิ้มเล็กน้อย “นายตัวใหญ่ช่างคิดคำนวณเก่งจริง ๆ หากมอบรางวัลตอบแทนให้เจ้าอีกครั้งโรงจวี้ฉ่างก็คงจะมีแต่ได้กับได้”

     

            จวงเฟยเฟยอมยิ้มแต่ไม่พูดอะไรจากนั้นก็หมุนตัวกลับไป “เพราะของในวันนี้มีขนาดใหญ่พอสมควรฉะนั้นเราจะนำขึ้นมาทีละอย่าง ดูแค่แวบเดียวทุกท่านก็น่าจะรู้แล้วว่าเป็นอะไรเมื่อวานเราเน้นไปที่ทักษะการฟัง ส่วนวันนี้เราจะเน้นทักษะการดูของที่จะนำขึ้นมาในอีกสักครู่ ทุกท่านสามารถสำรวจได้ตามที่ต้องการใครตอบถูกและเร็วที่สุดก็ชนะไป ส่วนตอนนี้...ข้าจะนำของรางวัลใหญ่ในวันนี้ขึ้นมาก่อน”

     

            นางชี้ไปด้านหลังจากนั้นหญิงสาวสามคนก็ถือถาดออกมาในถาดมีก้อนหินที่ดูไม่มีความพิเศษอะไรเลยวางอยู่ถาดละก้อน

     

            “โอ้โห วันนี้แม่นางจวงมือเติบไม่น้อยเลยนี่”

     

            เกาซานตัวหัวเราะพลางพูด “หินสามก้อนนี้ดูแล้วเหมือนไม่มีความพิเศษอะไรเลยแต่ไม่แน่ว่าในนั้นอาจมีหยกแห่งวิญญาณอยู่...ระดับสีเขียวถือเป็นหยกแห่งวิญญาณชั้นล่างระดับสีขาวและสีแดงถือเป็นหยกแห่งวิญญาณชั้นกลาง ระดับสีทองถือเป็นหยกแห่งวิญญาณชั้นดีและระดับสีม่วงคือหยกแห่งวิญญาณชั้นเลิศที่หาได้ยากยิ่ง เล่ากันว่าหยกแห่งวิญญาณระดับสีม่วงสามารถสร้างวิญญาณและความรู้สึกนึกคิดได้ด้วยตัวเองมันจะคอยดูดซับพลังจากฟ้าดินเข้ามาสะสมเอาไว้ในตัว ไม่แน่ว่าหยกแห่งวิญญาณระดับสีม่วงบางก้อนอาจทรงพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกพลังวัตรชั้นสูงเลยก็ได้”

     

            จวงเฟยเฟยแกล้งกัดฟันพูด “ต่อให้ผ่าออกมาเป็นหยกแห่งวิญญาณระดับสีม่วงข้าก็ยินดีจะมอบให้ทุกท่านอยู่ดี!”

     

            เกาซานตัวหัวเราะเสียงดัง “เจ้าพูดเล่นด้วยท่าทางจริงจังแบบนี้น่ารักจริง ๆ”

     

            จวงเฟยเฟยพูด “นี่คือธรรมเนียมที่มีมาตั้งนานแล้วอีกประเดี๋ยวหากใครสามารถตอบถูกทั้งหมด ก็สามารถเลือกก้อนหินหนึ่งในสามก้อนนี้ไปได้เลยในหินสามก้อนนี้อาจเป็นของดีทั้งหมดหรืออาจไม่ดีทั้งหมดเลยก็ได้”

     

           ชายร่างใหญ่สิบกว่าคนแบกของที่มีความยาวประมาณสองเมตรออกมาจากด้านหลังหลังจากเห็นของชิ้นนี้ เสี่ยวช่านก็คลานเข้าไปหามันทันที ตู้โซ่วโซ่วจึงหัวเราะขึ้น“เยี่ยมจริง ๆ...ของชิ้นนี้ยังมาไม่ถึง ก็ถูกเสี่ยวช่านจองเสียแล้ว”

     

            เขาพูดขึ้นเบา ๆแต่เกาซานตัวที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็ยังได้ยินอยู่ดี “เสี่ยวช่านคือใครกัน?”

     

            ผู้อาวุโสหลิวที่นั่งข้างเกาซานตัวก็หันมามองด้วยความสงสัยเช่นกัน

     

            อันเจิงรีบพูดขึ้นทันที “เป็นข้า เพราะข้ามีจิตใจที่เมตตาปรานีฉะนั้นพวกเขาถึงเรียกว่าเสี่ยวช่าน”

     

            ‘เหอะ’ เกาซานตัวแค่นเสียงออกมาในลำคอ “คนที่ฆ่าฟันจนเลือดไหลเป็นลำธารกลับบอกว่าตัวเองมีเมตตา...ช่างไม่อายปาก”

     

            อันเจิงหัวเราะแล้วพูด “หากข้าไม่เมตตาจริงๆ ละก็ วันนี้ในที่นี้คงขาดผู้เชี่ยวชาญไปหนึ่งคนแล้วล่ะ”

     

            เจินจวงปี้ลุกขึ้นทันที เขาหันไปทำตาขวางใส่อันเจิงแต่สุดท้ายก็นั่งลงไปเช่นเดิม

     

            ตูม! และในเวลานี้เองก็มีเสียงกระแทกดังขึ้นที่ประตูก่อนใครบางคนจะก้าวยาว ๆ เข้ามา “สนุกกันขนาดนี้ ขาดพวกข้าไปได้อย่างไร?”

     

           อันเจิงรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่มาจากทางด้านหลังเพราะรังสีสังหารในตัวผู้มาใหม่ช่างมากมายเหลือเกิน ราวกับหมึกเข้มที่ล้างไม่ออก

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.08M 2015
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.63M 2739
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เทพกระบี่เงาสังหาร

    เทพกระบี่เงาสังหาร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    717K 554
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280