ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    เล่มที่ 2 บทที่ 40 เข้าสู่หุบเขา


            “คนอุตส่าห์บอกด้วยความหวังดี แต่เจ้ากลับไม่เห็นค่า หรือสมองสวะอย่างเจ้าจะกลวง? มีคนไหนบ้างที่ด้อยกว่าเจ้า? มองโลกแคบเสียจริง!” คำพูดของหญิงชุดเหลืองโอหังกว่าเดิม ดูถูกเหยียดหยามเย่เฟิงตรง ๆ

            ดวงตาของเย่เฟิงฉายแววเยือกเย็นขณะมองหญิงชุดเหลือง คำพูดของอีกฝ่ายกระตุ้นต่อมโมโหของเขา หากไม่ใช่ว่าหญิงชุดขาวเล่าเรื่องหุบเขาเทียนเสวียน เย่เฟิงคงไม่เกรงใจหญิงชุดสีเหลืองคนนี้แน่นอน

            “ศิษย์น้อง ไยเจ้าพูดจาเยี่ยงนี้เล่า? ศิษย์น้องคนนี้เพียงระดับการบ่มเพาะยังน้อยก็เท่านั้น อย่าพูดแบบนี้อีกเชียว” หญิงชุดขาวกล่าวคล้ายยอมรับที่ศิษย์น้องพูดไม่ได้

            “เจ้าอย่าโกรธไปเลย ศิษย์น้องข้ามักพูดจาโผงผาง ถือว่าเห็นแก่ข้า เจ้าอย่าถือสานางเลย” หญิงชุดขาวกล่าวขอโทษเย่เฟิงอย่างจริงจัง

            “ศิษย์พี่ ท่านจะไปสนใจเขาทำไม? ต่อหน้าเฉินข่าย เขาก็แค่เศษสวะ แต่กลับกล้าทำตัวอวดดีที่นี่ ช่างน่าขันนัก! เมื่อครู่ข้าแค่เกิดความเมตตา อยากดึงเจ้าเข้ากลุ่มเพื่อเข้าหุบเขาด้วยกัน แต่เห็นทีตอนนี้คงไม่จำเป็นแล้ว!” หญิงชุดสีเหลืองกล่าวโดยไม่สนใจคำตักเตือนของศิษย์พี่นาง นี่ทำให้คนรอบข้างหันมามองทางนี้ด้วยความสนใจ

            “ศิษย์น้อง เจ้า...” หญิงชุดสีขาวตัวสั่นสะท้านเพราะถูกหญิงชุดสีเหลืองยั่วโมโหจนไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี

            “ศิษย์พี่ท่านนี้ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ ตัวข้าไม่เคยเรียกอะไรจากท่านทั้งสอง และยิ่งไม่เคยเป็นหนี้กัน แต่ศิษย์น้องคนนี้ของท่านช่างพูดจาไม่เข้าหูข้าเสียเหลือเกิน ดูถูกคนอื่นเพื่อทำให้ตัวเองสูงส่ง แต่คิดจริง ๆ หรือว่าตัวเองสูงส่งมาก ในความเป็นจริงคนประเภทนี้มักจะมีจิตใจอำมหิต แต่สิ่งที่ข้าอยากบอกคือ ศิษย์น้องของท่านก็งั้น ๆ แหละ” เย่เฟิงกล่าวพลางคิ้วขมวดแน่น เขาไม่อยากเสียเวลาไปกับคนไม่รู้จักอย่างหญิงชุดสีเหลืองผู้นี้ พอพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปโดยที่ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดสิ่งใด

            ตลอดเวลาที่ผ่านมาหญิงชุดเหลืองผู้นั้นรังควานเย่เฟิงไม่หยุด พูดจาดูถูกสารพัดทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน อีกฝ่ายไม่เพียงไม่รู้จักทำตัวสงบเสงี่ยม แต่ยังก้าวร้าวมากขึ้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้เย่เฟิงก็ไม่มีความจำเป็นต้องอดทนอีกต่อไป

            “หึ!” หญิงชุดเหลืองแค่นเสียงเย็นชาพลางสีหน้าดูไม่ค่อยดี ก่อนจะตะโกนเสียงดัง “ข้าก็อยากเห็นนักว่าเจ้าจะอยู่รอดในหุบเขาได้ยังไง? ถึงเวลานั้นอาจกลายเป็นอาหารรสเลิศของสัตว์อสูรก็เป็นได้ สามัญชนย่อมไม่รู้ว่าท้องฟ้าที่อัจฉริยะเผชิญหน้าด้วยกว้างขวางเพียงใด!”

            หญิงชุดเหลืองเห็นเย่เฟิงเป็นเพียงสามัญชน ส่วนอัจฉริยะที่ว่านั่นก็น่าจะเป็นคนรักของนาง เฉินข่ายบ่าวรับใช้ที่ตระกูลเฉินประทานแซ่เฉินให้

            อย่างไรก็ตามเย่เฟิงไม่สนใจเรื่องพวกนี้ หลังจากแค่นเสียงหัวเราะก็เดินออกไปจากที่นี่

            หลังจากนั้นมีคนจำนวนไม่น้อยถอนตัว แววตาของผู้อาวุโสคนนั้นวาบประกาย ทุกอย่างล้วนอยู่ในการคาดการณ์ของเขา อย่างไรเสียก็ใช่ว่าทุกคนจะยอมเอาชีวิตตนไปเสี่ยงในหุบเขาเทียนเสวียน “เอาล่ะ จำนวนคนก็แน่นอนแล้ว เมื่อเข้าไปในหุบเขาแล้วจะเป็นการทดสอบอย่างแท้จริง การทดสอบที่พวกเจ้าต้องเจอไม่เพียงแต่จะมาจากสัตว์อสูรในหุบเขา แต่อาจมาจากคนที่เข้าหุบเขาด้วยกัน ดังนั้นศึกปะทะจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นตายล้วนขึ้นอยู่กับลิขิตสวรรค์ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้ ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวมชี่ห้ามลงมือกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นบ่มเพาะกายา หากใครฝ่าฝืนก็เท่ากับฝ่าฝืนกฎของหุบเขา ผลที่จะตามมาพวกเจ้าไม่มีทางชดใช้ได้ ส่วนใครที่ผ่านการทดสอบจะได้รับรางวัลจากทางสำนัก แต่ผู้ได้อันดับหนึ่งจะได้รางวัลพิเศษคือสามารถขอสิ่งที่อยากได้หนึ่งอย่าง ตราบใดที่มันไม่มากเกินไป ทางสำนักจะสนองให้เจ้าได้อย่างแน่นอน”

            ผู้อาวุโสอธิบายกฎระเบียบการเข้าหุบเขา ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ตาทอประกาย หุบเขาเทียนเสวียนนั้นเป็นหนึ่งในสามแดนทดสอบแห่งสำนักยุทธ์เทียนเสวียน หลายปีมานี้มีคนผ่านการทดสอบน้อยมาก และหากใครผ่านการทดสอบ ทางสำนักย่อมตกรางวัลให้อย่างงาม แต่พอทุกคนทวนกฎเมื่อครู่อีกครั้งก็ต้องรู้สึกหนาว พวกเขาตระหนักได้ทันทีว่าหุบเขาเทียนเสวียนไม่เพียงแต่เป็นสถานที่อันตราย แต่ยังไม่ห้ามทุกคนที่เข้าไปในนั้นต่อสู้กัน ใครจะฆ่าแกงใครก็ย่อมได้ หากศัตรูเข้าหุบเขาด้วย ในหุบเขาคงเป็นสถานที่ที่ดีในการแก้ปัญหาความบาดหมาง

            แน่นอนว่ามีคนจำนวนมากคิดว่ากฎนี้โหดเหี้ยมมาก ผู้อ่อนแอต้องทนกับความกดดัน พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับอันตรายจากสัตว์อสูร แต่ยังต้องป้องกันตัวเพื่อระวังคนรอบข้าง หากพลาดแม้แต่นิดเดียวอาจถึงแก่ชีวิตได้

            หากศัตรูเข้าไปในหุบเขาด้วย นั่นก็เท่ากับหายนะและอาจเจอการปิดล้อมฆ่า อย่างเช่นเย่เฟิงที่มีศัตรูหลายคนอยู่ในที่แห่งนี้ เขาต้องเสียเปรียบมากแน่นอน

            เป็นไปตามคาด ทันทีที่สิ้นเสียงของผู้อาวุโสคนนั้นก็มีสายตาเยือกเย็นหลายคู่มองมาที่เย่เฟิงและไม่ปกปิดจิตอาฆาตแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเจ้าของสายตาเหล่านี้คือ เฉินอ้าวเทียน โจวมู่ไป๋ เฟิงเฉียน และมีอีกคนที่เย่เฟิงไม่รู้จัก แต่จิตอาฆาตในดวงตาของคนผู้นี้ไม่ด้อยไปกว่าอีกสามคน เห็นชัดว่าเกลียดเย่เฟิงมากเพียงใด

            ทว่าเย่เฟิงไม่สนใจสายตาเหล่านี้ เพราะไม่ว่าจะมาวิธีไหนก็สามารถรับมือได้หมด ในเมื่อคนเหล่านี้ต้องการชีวิตเขา เช่นนั้นเขาเย่เฟิงกลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ ผู้ใดอยากฆ่าเขา เขาก็จะฆ่าคนผู้นั้น

            “เข้าสู่หุบเขาได้ ณ บัดนี้!” เสียงของผู้อาวุโสดังขึ้น จากนั้นผู้คนนับไม่ถ้วนเริ่มทะยานร่างเข้าไปในหุบเขาเทียนเสวียน พวกเขาทุกคนต่างมีสายตาทอประกายด้วยความตื่นเต้น และเตรียมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ

            เย่เฟิงก้าวเข้าสู่หุบเขาเช่นเดียวกัน ทว่ามีสายตาจำนวนไม่น้อยมองมาที่เย่เฟิงด้วยความดูถูก อยู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 6 แต่เข้าหุบเขาเทียนเสวียนเท่ากับรนหาที่ตาย

            ไม่นานนักผู้คนก็ข้ามผ่านม่านแสง และเข้าสู่หุบเขาเทียนเสวียนอย่างเป็นทางการ เมื่อหันกลับไปมองก็จะพบว่าภาพนอกหุบเขาได้หายไปแล้ว นี่เป็นตัวพิสูจน์ว่าหุบเขาเทียนเสวียนตัดขาดจากโลกภายนอก ถูกม่านแสงนั่นปิดผนึก หากต้องการออกไปก็มีเพียงทางเดียว นั่นคือผ่านหุบเขาไปยังอีกฟากหนึ่ง หรือใช้ยันต์เคลื่อนย้ายอย่างที่ผู้อาวุโสคนนั้นบอกไว้

            “เจ้าขั้นบ่มเพาะกายาที่ 6 หวังว่าจะยืนหยัดได้นานนะ” เฟิงเฉียนกล่าวพลางเหลือบมองเย่เฟิงด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะเดินเข้าไปยังส่วนลึกของหุบเขา บางทีในใจของเฟิงเฉียนอยากรีบตามหาหญ้าเทียนเสวียนโดยเร็ว เย่เฟิงเป็นเพียงเศษสวะไร้ค่า เขาอยากฆ่าตอนไหนก็ย่อมได้

            โจวมู่ไป๋ก็เหลือบมองมาที่เย่เฟิงเช่นเดียวกัน ก่อนจะเดินเข้าหุบเขาไปพร้อมกับซ่งซินหลิงและคนของเขา

            ผลเทียนเสวียนและการทดสอบยั่วยวนโจวมู่ไป๋เป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาไม่อยากเสียเวลาไปกับเย่เฟิง

            ตอนที่คนของตระกูลเฉินเดินผ่านเย่เฟิง หนานกงหลิงซวงปรายตามองเย่เฟิงด้วยความเย็นเยียบ บนเวทีประลองในการทดสอบวันนั้น เย่เฟิงทำให้นางต้องรู้สึกอับอายขายหน้า นางจะต้องเอาคืนเย่เฟิงให้หลายร้อยพันเท่า

            เฉินอ้าวเทียนเหลือบมองเย่เฟิงแวบหนึ่งด้วยท่าทีเฉยชา แม้เย่เฟิงมีพลังที่ไม่เลว แต่ก็ไม่น่าสนใจพอที่จะเข้าตาเขาได้ เขาคือผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวมชี่ที่ 6 และปลุกวิญญาณสงครามที่สองแล้ว ทั้งยังอยู่อันดับที่ 3 แห่งแท่นศิลาเทียนเสวียน เกรงว่าเย่เฟิงไม่มีวันเทียบเคียงเขาได้

            “ศิษย์พี่เราไปกันเถอะ ดูสิว่าเขาจะเอาตัวรอดจากพวกสัตว์อสูรได้ยังไง” มีเสียงเย้ยหยันดังมาจากด้านหลัง ซึ่งเป็นเสียงของหญิงชุดเหลืองที่พูดจาดูถูกเย่เฟิงก่อนหน้านี้

            “ศิษย์น้อง เรารีบไปจะดีกว่า” หญิงชุดขาวดึงมือหญิงชุดเหลืองเดินไปด้วยความรวดเร็ว เพราะว่าพวกนางมีเวลาไม่มาก

            ทุกคนต่างรีบเข้าไปในหุบเขาด้วยความรวดเร็ว ครู่ต่อมาพวกเขาก็ต่างคนต่างแยกตัวกันไป และยังไม่มีการปะทะใด ๆ เกิดขึ้น

            เย่เฟิงทอดสายตามองเข้าไปยังส่วนลึกของหุบเขาเทียนเสวียน ที่นี่มีหมอกลงจาง ๆ และดูสลับซับซ้อน ทำให้ผู้คนคาดเดาอะไรไม่ได้ จากนั้นเย่เฟิงมุ่งหน้าไปยังส่วนลึก ไม่รู้ว่าผ่านมานานเพียงใด แต่จู่ ๆ มีเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังมาจากที่ไกล ๆ ซ้ำยังเป็นเสียงคำรามที่ดูกระหายเลือดมาก พลันมีปราณอสูรคละคลุ้งกลิ่นคาวเลือดลอยมาในอากาศ

            “สัตว์อสูร!” เย่เฟิงขมวดคิ้ว เขาเพิ่งเข้าหุบเขามาได้ไม่นานก็มีสัตว์อสูรโผล่ออกมาแล้ว หากอยากผ่านการทดสอบนี้ไปให้ได้ก็ต้องผ่านพวกสัตว์อสูรและอุปสรรคนานัปการ ซึ่งเย่เฟิงก้าวออกไปอย่างไม่ลังเล หลังจากที่เขาผ่านป่าทึบมาก็เป็นพื้นที่โล่งกว้าง

            มีหลายซากศพนอนเกลื่อนอยู่บนพื้นดินซึ่งเต็มไปด้วยเลือด และตายอย่างน่าอนาถ ดูเหมือนว่าจะเป็นศพของผู้เข้าร่วมการทดสอบ

            สัตว์อสูรหมาป่าสามตนอยู่คนละที่ เลือดไหลออกจากปากพลางส่งเสียงคำราม หมาป่าหนึ่งในนั้นกำลังกัดกินศพของผู้เข้าทดสอบคนหนึ่ง เห็นชัดว่ากระหายเลือดมากเพียงใด เมื่อเย่เฟิงเห็นฉากนี้ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ความกระหายเลือดของสัตว์อสูรไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะรับมือได้ง่าย ๆ

            สัตว์อสูรสามตน แบ่งเป็นระดับแปด 2 ตน ส่วนอีกตนอยู่ระดับเก้า และศพหลายร่างที่อยู่บนพื้นก็เป็นตัวพิสูจน์พลังของสัตว์อสูรสามตนนี้เป็นอย่างดี

            “โฮก!” หมาป่าแผดเสียงคำราม ทันทีที่เย่เฟิงเดินมาพวกมันก็รับรู้ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งโจมตีเย่เฟิงจากทิศที่ต่างกัน

            เย่เฟิงเผยสีหน้าเย็นเยียบ พลันแสงกะพริบพร้อมหอกมังกรเงินประกายปรากฏบนมือ เคล็ดวิชาหอกเงินประกายโคจรภายในกายเองพลางมีพลังหอกรายล้อมกาย

            “โฮก!” หมาป่าระดับแปดทางซ้ายคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนกรงเล็บขนาดใหญ่จะตะปบเย่เฟิง ซึ่งกรงเล็บนี้ทรงพลังมาก มันสามารถฉีกกระชากร่างมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย

            “หอกดุจมังกร!” เย่เฟิงแผดเสียงตะโกนพร้อมปล่อยหอกออกไปอย่างไม่ลังเล เสียงมังกรดังคำราม รังสีหอกทะลวงทุกสิ่งทุกอย่าง

            “ฟิ้ว” หอกทะลวงผ่านหว่างคิ้วของหมาป่าตนนั้นอย่างไม่มีอะไรขวางกั้น เลือดเป็นต้องไหลทะลัก!

            หมาป่าตนนั้นคำรามอย่างโหยหวน มันถูกเย่เฟิงฆ่าตายภายในหนึ่งหอก

            “โฮก ๆ!” เมื่อเห็นสหายถูกฆ่า หมาป่าอีกสองตนก็แผดเสียงคำรามด้วยความโกรธ พวกมันระเบิดพลังพร้อมแยกเขี้ยวคมด้วยท่าทีกระหายเลือด

            หมาป่าระดับแปดที่อยู่ทางขวาพลันพุ่งเข้าหาเย่เฟิง พร้อมปลดปล่อยพลังอสูรที่ราวกับกวาดล้างทุกอย่างได้

            “พวกสัตว์ป่า ตายซะเถอะ!” แววตาของเย่เฟิงเผยประกายคมกริบ จากนั้นปล่อยหอกมังกรเงินประกายที่อัดแน่นด้วยอำนาจหอกออกไป พร้อมด้วยพลังอันไร้เทียมทาน

            “อั้ก!” มีเสียงโอดครวญดังขึ้นอีกครั้ง รังสีหอกที่สว่างไสวทะลวงผ่านร่างของหมาป่าตนนั้น จากนั้นพลังทำลายล้างอาละวาดภายในร่างหมาป่าอย่างบ้าคลั่ง อวัยวะภายในร่างกายของหมาป่าถูกทำลายจนตายอย่างน่าอนาถ!


    คล้ายกับเรื่องชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต ที่คุณอ่าน