ลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท

    ตอนที่ 42 ความก้าวหน้าของเฟยหลง

            สัตว์เทพซึ่งเป็นระดับในตำนานในโบราณยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างแต่ในปัจจุบันนี้แทบจะเรียกได้ว่าหาได้ยากยิ่งที่จะมีสัตว์อสูรตัวไหนก้าวไปถึงระดับนั้นได้”

            “สัตว์อสูรทุกตัวก็เหมือนกับพวกเราพวกเขาต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวมันเอง เมื่อถึงจุดสูงสุดพวกมันเองก็พยายามที่จะพลักตัวเองให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเหมือนดังเช่นพวกเราเสี่ยวเทียนเป็นถึงเผ่าพันธุ์มังกร สิ่งที่เสี่ยวเทียนพูดข้าเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่สามารถเป็นจริงได้ถึงเก้าสิบเก้าส่วนทุกอย่างล้วนอยู่ที่เจ้าทั้งสิ้นว่าจะทำให้พวกมันสามารถกลายเป็นสัตว์เทพได้หรือไม่เจ้าจะมีทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับพวกมันหรือไม่”

            “ตอนนี้เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจแต่เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะเข้าใจเอง ตอนนี้เจ้าเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน การฝึกฝนเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าเจ้ากลับไปฝึกฝนให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นยิ่งเจ้าแข็งแกร่งมากเท่าไหร่อนาคตของเจ้าก็ไกลมากเท่านั้น”

            “ขอรับท่านอาจารย์”

            เฟยหลงกลับมาฝึกต่อที่สถาบันฟ้าคราม  จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปเฟยหลงอายุได้สิบปีระดับพลังเวทของเขาก้าวไปสู่จอมเวทย์ระดับห้า ส่วนระดับพลังยุทธ์ของเฟยหลงอยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นที่แปดแล้วอาจารย์ของเฟยหลงได้มอบตำราที่ปู่ของเขามอบฝากเอาไว้ให้ตั้งแต่เขาก้าวผ่านระดับพลังยุทธ์ระดับจอมยุทธ์ขั้นที่ห้าได้เมื่อสองปีก่อน

            เพื่อนๆ ของเฟยหลงตอนนี้ระดับพลังเวทย์อยู่ที่จอมเวทย์ระดับห้าส่วนระดับพลังยุทธ์นั้นอยู่ที่จอมยุทธ์ขั้นที่แปดเช่นเดียวกับเฟยหลงหลังจากเฟยหลงปลดผนึกความเร็วในการฝึกฝนของเฟยหลงก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            การฝึกฝนหลอมกลั่นโอสถของเฟยหลงเองก็ก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมากเขาสามารถหลอมกลั่นโอสถระดับห้าได้แล้วในตอนนี้ ซึ่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเฟยหลงได้ฝึกฝนอย่างหนักอย่างต่อเนื่องเช้าวันนี้ซุนหวู่อาจารย์ของเฟยหลงจึงมาหาเฟยหลงที่ห้องพัก

            “เฟยหลงเจ้าช่วยไปทำธุระที่เมืองหลวงให้อาจารย์หน่อยได้หรือไม่?”เสียงของอาจารย์ซุนหวู่ดังขึ้นมาหลังจากที่เฟยหลงเก็บตัวฝึกฝนอยู่นานหลายเดือน  ซึ่งซุนหวู่เองก็คอยสังเกตดูตลอดเวลาเขาไม่อยากให้เฟยหลงฝึกฝนหนักจนเกินไปเขาจึงใช้วิธีให้เฟยหลงออกไปผ่อนคลายด้านนอกสถาบันเพื่อให้เขาได้พักผ่อนร่างกายเพราะเฟยหลงโหมฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดหลายเดือนนี้

            “ขอรับท่านอาจารย์ท่านจะให้ศิษย์ไปทำธุระอะไรอย่างนั้นหรือ?”

            “เจ้าช่วยเอาหินแร่โลหิตก้อนนี้ไปให้เพื่อนของอาจารย์ที่โรงตีเหล็กโหวจิ้น ในเมืองไผ่งามให้อาจารย์หน่อยและเพื่อฝึกฝนร่างกายของเจ้าห้ามเจ้าใช้เรือบินในการเดินทางโดยเด็ดขาด ให้เจ้าใช้วิธีการเดินทางแบบชาวบ้านปกติทั่วไปแทนแล้วก็ไหน ๆเจ้าก็ได้ออกไปนอกสถาบันเจ้าก็ไปรับเอาภารกิจที่หอภารกิจมาทำสักสองสามอย่างเจ้าไม่ได้ออกไปทำภารกิจมานานมากแล้วนี่”

            “ขอรับท่านอาจารย์”

            จากสถาบันฟ้าครามหากต้องเดินทางไปยังเมืองไผ่งามหากใช้เรือบินไปจะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันแต่หากใช้วิธีการเดินทางแบบชาวบ้านปกติธรรมดาจะใช้เวลาประมาณสิบถึงสิบห้าวันจึงจะถึงเมืองไผ่งามซึ่งอาจารย์ซุนหวู่ได้คำนวณไว้เรียบร้อยแล้วว่าเฟยหลงนั้นควรควรผ่อนคลายจากการฝึกฝนอย่างหนักซึ่งการเดินทางไปกลับในครั้งนี้นับเป็นการพักผ่อนไปในตัวของเฟยหลงไปด้วย

            เฟยหลงรับหินแร่โลหิตเก็บไว้ในแหวนมิติเฟยหลงไปที่หอภารกิจเพื่อขอรับภารกิจไปทำเมื่อมาถึงหอภารกิจเฟยฟลงเลือกภารกิจสองสามอย่างก่อนออกเดินทางไปยังเมืองไผ่งามภารกิจที่เขารับไปทำนั้นเป็นภารกิจหาสมุนไพรอายุหมื่นปีจำนวนสองภารกิจและภารกิจอีกอย่างหนึ่งคือภารกิจคุ้มครองขบวนสินค้าที่จะเดินทางไปเมืองไผ่งาม

            ภารกิจคุ้มครองขบวนสินค้าไปเมืองไผ่งามนั้นเฟยหลงไม่ต้องการที่จะรับแต่เมื่อศิษย์ใหม่ที่เข้ามามีจำนวนคนไม่ครบจึงได้ชักชวนเฟยหลงให้เข้าร่วมเฟยหลงเห็นว่าเป็นภารกิจง่าย ๆ เลยตอบรับไป

            เมื่อจำนวนคนครบแล้วพวกเขาจึงออกเดินทางคุ้มกันขบวนสินค้าไปยังเมืองไผ่งามโดยมีศิษย์ของสถาบันฟ้าคามจำนวนห้าคนร่วมคุ้มกันขบวนสินค้าไปยังเมืองไผ่งามในครั้งนี้

            “ข้าชื่อ ซุน ส่วนเจ้าหัวแหลมนั้นชื่อ ลี่ฟาน เจ้ายักษ์นั่นชื่อมู่เสี่ยวหรง และผู้หญิงคนนั้นชื่อเสี่ยวจูแล้วเจ้าชื่ออะไรอย่างนั้นหรือ?”

            “ข้าชื่อเฟยหลง”

            “ขอบใจเจ้ามากนะที่เข้าร่วมภารกิจกับพวกเราพวกเราตามหาคนมาเข้าร่วมภารกิจตั้งนานกว่าที่จะครบพวกเขาคิดว่าเป็นภารกิจที่ได้คะแนนน้อยเลยไม่ค่อยมีใครเขาอยากทำแต่ที่บ้านข้าก็ค้าขาย ข้าเลยอยากจะช่วยเหลือพวกเขาเพราะทางที่พวกเขาเดินทางไปบางครั้งก็อันตรายเป็นอย่างมากสำหรับคนธรรมดาที่ต้องเดินทางค้าขายระหว่างเมือง”

            “นี่เจ้ารับภารกิจในปีนี้ครบหรือยังของข้าครั้งนี้ก็จะครบจำนวนตามที่ทางสถาบันกำหนดไว้แล้ว”

            “อื่มข้าเองเสร็จภารกิจครั้งนี้ก็ครบเช่นเดียวกัน ว่าแต่พวกเจ้าเข้าสถาบันมานานหรือยัง?”

            “พวกเราเข้ามาปีนี้เป็นปีที่สองแล้วปีนี้พวกเราตั้งใจจะเข้าเป็นศิษย์สายในให้ได้พวกเราเลยรีบทำภารกิจให้ครบจะได้เก็บตัวฝึกฝนอย่างจริงจังอีกอย่างคะแนนที่ได้พวกเราสามารถนำไปแลกทรัพยากรในการบ่มเพาะได้อีกด้วย เจ้าเองก็พยายามเข้าหละพวกเราต้องผ่านเข้าเป็นศิษย์สายในให้ได้ในปีนี้”

            “อ้าวพวกนี้ถึงข้าจะอายุสิบปีแต่ข้าก็เป็นศิษย์สายในแล้ว และยังเป็นศิษย์หลักของผู้อาวุโสซุนหวู่อีกด้วยพวกเจ้านั่นแหละที่สมควรตั้งใจให้มาก”เฟยหลงแอบคิดอยู่ในใจแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมากลัวว่าอีกฝ่ายจะเสียความตั้งใจ

            การเดินทางในสามวันแรกเป็นไปด้วยความราบรื่นเหตุการณ์ปกติดีทุกอย่างจนกระทั่งวันที่สี่พวกเขาเดินทางไปได้เพียงครึ่งวันพวกเขาต้องพบกับหมียักษ์สีเงินหมียักษ์สีเงินเป็นสัตว์อสูรระดับสี่  ซึ่งพบเห็นได้บ่อย มันชอบออกมาโจมตีขบวนสินค้าโดยเฉพาะขบวนสินค้าที่มีน้ำผึ้งขนมาด้วย จมูกของมันไวต่อกลิ่นน้ำผึ้งเป็นอย่างมากทุกครั้งที่ขบวนสินค้ามีน้ำผึ้งขนส่งมาด้วยมันจะออกมาโจมตีอยู่เป็นประจำและสามารถหลุดรอดกลับไปพร้อมกับน้ำผึ้งทุกครั้ง สร้างความเสียหายให้กับขบวนสินค้าในแต่ละครั้งจำนวนมาก

            โฮกกก...!!!

            โฮกกก...!!!

            โฮกกก...!!!

            เสียงของหมีสีเงินดังไปทั่วป่าแถบนั้น

            “พวกเราระวังตัวให้ดีเจ้าหมีสีเงินมันเตรียมจู่โจมขบวนสินค้าของพวกเราแล้ว”

            “อะไรนะหมีสีเงินมันเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ที่คอยจู่โจมขบวนสินค้าเป็นประจำตัวนั้นนะหรือ?  พวกเจ้าศิษย์สถาบันฟ้าครามรีบช่วยกันไล่เจ้าหมีสีเงินตัวนั้นไปทีหากสินค้าของพวกเราไปไม่ถึงเมืองไผ่งามตระกูลของเราคงจบเห่เป็นแน่คราวนี้”

    คล้ายกับเรื่องลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท ที่คุณอ่าน