เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ฤทธิ์โอสถเสวียจูในร่างหญิงสาวสลายไป ทำให้พิษของผงคร่าวิญญาณไม่ได้ถูกควบคุม จึงปะทุออกมาภายในพริบตา
ร่างของหญิงสาวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง สองคิ้วขมวดเข้าหากันเผยให้เห็นสีหน้าแห่งความเจ็บปวด
เยี่ยเฟิงจับตาดูเป็นอย่างดี เขานั่งขัดสมาธิลงด้านหลังหญิงสาว จากนั้นเดินพลังลมปราณทั่วร่าง พลังลมปราณที่อยู่ในจุดตันเถียนถาโถมออกมา แล้วพุ่งไปที่ฝ่ามือของเขาเพื่อผ่านเข้าไปในร่างของหญิงสาว
แม้พิษจะไม่ถูกควบคุมแล้ว แต่ไม่ได้เดินพลังเร่งเร้ามัน จึงทำให้ไม่ปะทุขึ้นภายในพริบตาทั้งหมด
เยี่ยเฟิงส่งพลังลมปราณเข้าไป พริบตาเดียวสีหน้าของหญิงสาวพลันเปลี่ยนจากแดงระเรื่อเป็นขาวซีด ไม่มีสีสันใดเลย
เยี่ยเฟิงรวบรวมสมาธิทั้งหมดเข้าด้วยกัน พลังลมปราณสีทองในเส้นชีพจรของเขาไหลเข้าสู่ร่างของหญิงสาว เหมือนทางเชื่อมที่ถูกเปิดออก ทำให้พิษพวกนั้นถูกจุดประกายทันที
“อย่าเดินพลัง!” เมื่อรับรู้ถึงพลังลมปราณในร่างหญิงสาวเคลื่อนไหว เยี่ยเฟิงรีบเอ่ยเตือนทันที
จุดที่เขานั่งลงได้วาดค่ายกลรวมลมปราณไว้ก่อนแล้ว เช่นนี้สามารถเสริมพลังลมปราณที่ถูกเขาส่งผ่านไปให้นาง ไม่เช่นนั้นด้วยพลังของเขาในตอนนี้คงทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม หน้าผากของเยี่ยเฟิงมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสื้อผ้าของเขาเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ เขาคอยควบคุมพลัง แล้วนำทางอย่างระมัดระวัง สุดท้ายจึงตบลงที่แผ่นหลังของหญิงสาวอย่างแรง
กริ๊ง กริ๊ง
เข็มสีทองที่ถูกสร้างจากเหล็กเทพฉื้อหยาง หลุดออกไปไกลเพราะแรงสะเทือนที่รุนแรง ทว่าเข็มสีทองที่เดิมทีเปล่งแสงสีแดง ขณะนี้กลับกลายเป็นสีดำ พร้อมกันนั้นหญิงสาวโน้มตัวไปด้านหน้า แล้วพ่นเลือดสีดำออกมา
“สำเร็จเสียที” เยี่ยเฟิงเหนื่อยจนแทบจะหมดแรง ตอนนี้เมื่อได้ผ่อนคลาย เขาจึงรู้สึกอ่อนล้าไปหมด เขาเอนตัวไปพิงขอบเตียงพร้อมหายใจหอบคำโต เมื่อมองดูหญิงสาวที่สลบไปตรงหน้า เขาได้แต่นึกถอนหายใจ
หญิงสาวผอมบางแต่ไม่เห็นกระดูก แผ่นหลังของนางงามดุจหยกขาว ผุดผ่องนวลเนียน
ช่างยั่วยวนใจเหลือเกิน
ทว่าตอนนี้เยี่ยเฟิงเองก็ไม่มีแก่ใจทำสิ่งใด และไม่กล้าชื่นชมความงามต่อ เขารู้สึกอ่อนล้าไปหมดทั้งตัว ตอนนี้แค่อยากจะล้มตัวลงนอนเท่านั้น เขานั่งปรับพลังสักครู่ เมื่อลุกขึ้นเขานึกลังเล แต่ก็ยื่นมือไปสวมเสื้อผ้าให้นาง จากนั้นอุ้มนางขึ้นไปนอนบนเตียง ส่วนเขาเปิดประตูออกไปแล้วไปนอนที่ห้องรับรอง
วันต่อมา แสงอาทิตย์ลอดผ่านหน้าต่างสาดส่องเข้ามาด้านใน แสงสาดอยู่บนใบหน้าของเยี่ยเฟิง จนทำให้เขาตื่น เขาขยี้ตาแล้วสวมเสื้อผ้าเดินออกไปข้างนอก
ภายในเรือนหลังเล็ก หญิงสาวคนหนึ่งผมดกดำยาวสลวย ดุจแพรไหมลงมาจรดเอว ร่างกายอรชรอ้อนแอ้น กำลังเงยหน้าหลับตา หันไปหาอาทิตย์ยามเช้า ใบหน้าด้านข้างของนางงามจนอยากจะหยุดหายใจ
เยี่ยเฟิงตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นเขาขยี้ตาอีกครั้ง แล้วมองสำรวจนาง
“ช่างฟื้นฟูได้รวดเร็วนัก”
เหยียนมู่เสวี่ยไม่ได้หันหลัง แต่กลับลืมตามองพระอาทิตย์ยามเช้า
“สวยงามเหลือเกิน!”
เยี่ยเฟิงหันมองพระอาทิตย์ยามเช้าเช่นกัน เขารับรู้ถึงจิตใจของเหยียนมู่เสวี่ยที่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะเขาเองก็มีประสบการณ์คล้ายกัน นี่คือความหวัง คือหนทางใหม่ เขาเองก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยสมทบนาง
“สวยงามจริงๆ!”
เมื่อได้เห็นพระอาทิตย์ยามเช้าอีกครั้ง ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่
เหยียนมู่เสวี่ยหันมาช้าๆ นางมองเยี่ยเฟิง สายตามีความสับสนอยู่บ้าง แต่ก็มีความเขินอายเจือปนอยู่ อาจเพราะเรื่องเมื่อคืนนี้
ชีวิตในหลายวันก่อนเหมือนกับความฝัน ไม่คิดว่านางที่ถูกพิษผงคร่าวิญญาณจะสามารถหายเป็นปกติได้ ตกลงเยี่ยเฟิงเป็นคนเช่นไรกันแน่? เกิดในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ มีภาพลักษณ์ที่เสเพลไร้ยางอาย แต่เหตุใดเขาจึงมีความสามารถมากนัก เรียกได้ว่าแตกฉานในยาสมุนไพรเกือบทุกชนิด อีกทั้งบนตัวเขายังมีความลับอีกมากมายซ่อนอยู่อีก
“เจ้าบอกว่าเจ้าไม่มีความมั่นใจเลย แต่เจ้ากลับทำได้อย่างเต็มร้อย”
เยี่ยเฟิงหันมองเหยียนมู่เสวี่ย เขายิ้มอย่างจนใจ
“ถือว่าเจ้าค่อนข้างโชคดี”
เหยียนมู่เสวี่ยมองหน้าเยี่ยเฟิงอย่างจริงจัง “ด้วยความสามารถของเจ้า ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใดล้วนสามารถชนะใจและได้รับการเคารพจากผู้อื่น เหตุใดเจ้าจึงยอมอยู่ในที่ห่างไกลเช่นนี้?”
“เจ้าคิดว่าข้าร้ายกาจมากนักหรือ?” เยี่ยเฟิงหัวเราะตัวเอง ในแววตาเขามีความโศกเศร้า
หากเขาร้ายกาจจริง เหตุใดอาจารย์จึงถูกแยกร่างอย่างโหดร้าย หากเขาร้ายกาจจริง ทำไมจึงถูกบังคับให้กระโดดลงจากผาดับวิญญาณ
เหยียนมู่เสวี่ยมองเยี่ยเฟิงอย่างประหลาดใจ
“หรือที่ข้าพูดมาไม่ถูกหรือ?”
เยี่ยเฟิงถอนหายใจอีกครั้ง
“ข้าเป็นเพียงคนเสเพลที่ชื่อเสียงไม่ดีเท่านั้นเอง”
ขณะนี้ผู้เฒ่าและชายหนุ่มรีบวิ่งมาที่เรือนหลังเล็ก เมื่อเห็นเหยียนมู่เสวี่ยที่กำลังยืนมองพระอาทิตย์ยามเช้าอยู่ ทั้งสองต่างดีใจ
สำเร็จแล้วหรือ พิษของผงคร่าชีวิตถูกขจัดออกไปแล้วใช่หรือไม่
ผู้เฒ่ามายืนอยู่ตรงหน้าเยี่ยเฟิง แววตาเต็มไปด้วยความตื้นตัน
“คุณชายเยี่ย ขอบพระคุณมาก”
เยี่ยเฟิงเพียงยิ้ม เขาไม่ได้ใส่ใจคำขอบคุณนัก
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าเองก็ไม่ได้ช่วยนางโดยไม่หวังผลเสียทีเดียว”
ผู้เฒ่าชะงักไป แล้วพยักหน้าบอก
“เรื่องที่รับปากคุณชายเยี่ย ข้าไม่คืนคำแน่นอน”
ส่วนชายหนุ่มกลับไม่ได้เอ่ยคำพูดใด เขาได้แต่ยืนเงียบอยู่อีกด้าน
แม้เขาจะไม่พอใจเยี่ยเฟิงมาตลอด แต่ก็อดยอมรับในความสามารถของเยี่ยเฟิงไม่ได้ สถานที่ห่างไกลทุรกันดารเช่นนี้ กลับมีหมอเทวดาเช่นนี้ซ่อนตัวอยู่ อีกอย่างเขารับรู้ได้ถึงความไม่ธรรมดาหลายอย่างในตัวเยี่ยเฟิง รู้ว่าเขาไม่ใช่คนทั่วไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือในหลายวันมานี้ ผู้เฒ่าได้แต่คิดวิเคราะห์และคาดเดาความลึกลับของเยี่ยเฟิง เขาคิดว่าเบื้องหลังเยี่ยเฟิงน่าจะมีสุดยอดผู้แข็งแกร่งซ่อนตัวอยู่
ผู้เฒ่าจึงเอ่ยกับเหยียนมู่เสวี่ย
“คุณหนู ตอนนี้ท่านหายเป็นปกติแล้ว เกรงว่าคงต้องรีบไปจากที่นี่ ข้ากลัวว่าหาก...”
เหยียนมู่เสวี่ยหันมองเยี่ยเฟิง จากนั้นค่อยๆ หันมองรอบด้าน เงียบอยู่สักครู่ จึงเอ่ยตอบ
“ที่นี่พลังมายาเข้มข้นมาก ไม่ใช่สิ่งที่ภายนอกจะเทียบได้ ข้าอยากฝึกฝนอยู่ที่นี่สักระยะ!”
เมื่อผู้เฒ่าได้ยินถึงกับขมวดคิ้ว “แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าเกรงว่า...”
เหยียนมู่เสวี่ยพูดขัดขึ้น
“หากข้ากลับไปลำพัง ระหว่างทางคงยิ่งอันตราย ตอนแรกข้าได้ทิ้งหยกลาวิญญาณเอาไว้แล้ว คาดว่าพวกท่านพ่อคงไม่น่าจะเป็นห่วงมากนัก”
ผู้เฒ่าชะงักไป เขากับชายหนุ่มต้องประจำอยู่ที่นี่นานครึ่งปี หากว่ากันตามความหมายของเหยียนมู่เสวี่ย นางอยากจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักระยะ
ผู้เฒ่าไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะสิ่งที่เหยียนมู่เสวี่ยพูดเป็นความจริง หากนางกลับไปเพียงลำพัง แล้วเกิดระหว่างทางเจอกับคนจากตำหนักจิ่วเทียนเต้า สถานการณ์จะยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม
ส่วนเยี่ยเฟิง เขากำลังจ้องมองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย และไม่ได้พูดสิ่งใด
ในช่วงกลางวัน พ่อบ้านโจวพาชายวัยกลางคนสองคนเข้ามาที่ตระกูลเยี่ย จากนั้นบอกเยี่ยอู๋เซิงว่า
“นายท่าน ผู้ตรวจการหลิวกับผู้ตรวจการหวงบอกว่ามีธุระจะหารือกับท่าน”
หลังจากผู้ตรวจการหลิวและผู้ตรวจการหวงเดินเข้ามาในห้องรับแขกตระกูลเยี่ย ทั้งสองทำความเคารพเยี่ยอู๋เซิงพลางหัวเราะ
“ขุนพลเยี่ย พวกข้ามารบกวนโดยไม่ได้รับเชิญ ต้องขออภัยด้วย”
เยี่ยอู๋เซิงขมวดคิ้วมองดูทั้งสองคน ได้แต่นึกสงสัยอยู่ในใจ โดยปกติหลิวหลางกับหวงเริ่นไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเยี่ย หลายปีมานี้ไม่เคยข้องแวะกันเลย เหตุใดวันนี้จึงได้มาหากะทันหัน หรือว่าเกิดเรื่องใดขึ้น?
“ผู้ตรวจการทั้งสองมาด้วยเรื่องใดหรือ?”
หลิวหลางกับหวงเริ่นหัวเราะ “ที่มาในวันนี้มีธุระจริงๆ ขุนพลเยี่ยช่างมีวาสนานัก ถึงได้มีหลานอย่างหมอเทวดาเยี่ย ต่อไปตระกูลเยี่ยต้องเจริญรุ่งเรืองแน่นอน! พวกข้ามีธุระจะรบกวนหมอเทวดาเยี่ย ไม่ทราบว่าหมออยู่ในจวนหรือไม่?”
พ่อบ้านโจวกับเยี่ยอู๋เซิงได้แต่มึนงง พวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย
หมอเทวดาเยี่ย?
หลายชาย?
ทั้งสองคนนี้มาหาเยี่ยเฟิงหรือ แต่เยี่ยเฟิงกลายเป็นหมอเทวดาตั้งแต่เมื่อใดกัน? เหตุใดเขาจึงไม่รู้เรื่องเลย
เยี่ยอู๋เซิงหันมองพ่อบ้านโจวด้วยความสงสัย
เมื่อหลิวหลางกับหวงเริ่นเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้ของเยี่ยอู๋เซิง จึงหัวเราะบอกว่า
“วันนี้มาเยือนโดยพลการ ถือว่าเสียมารยาท ขุนพลเยี่ยอย่าได้โกรธเคืองเลย รวมทั้งหมอเทวดาเยี่ยเองก็อย่าได้ซ่อนตัวอีก รีบเชิญหมอออกมาเถอะ พวกข้ามีเรื่องต้องการให้ช่วยจริงๆ”
เยี่ยอู๋เซิงรู้สึกงงหนักกว่าเดิม เขาหันมองหลิวหลางและหวงเริ่น
“ข้าไม่ได้ซ่อน แต่พวกท่านก็รู้ว่าหลานชายข้าไม่เอาไหน ชื่อเสียงเขาไม่มีชิ้นดีในเมืองอวิ๋นอู่ ข้าเห็นเขามาตั้งแต่เด็ก เขาไม่รู้จักวิชาการแพทย์อะไรหรอก ท่านทั้งสองคงเข้าใจผิดแล้ว”
“ฮ่าๆ ท่านขุนพลถ่อมตนเกินไปแล้ว เรื่องนี้ไม่มีทางผิดพลาด เพราะประมุขตระกูลหลี่เป็นคนแนะนำพวกข้าเอง ไม่มีทางผิดแน่นอน!”
เยี่ยอู๋เซิงได้แต่นึกสงสัยอยู่ในใจ จึงได้ให้พ่อบ้านโจวไปเรียกตัวเยี่ยเฟิงมา แม้เขาจะรู้ว่าหลานชายคนนี้ไม่ธรรมดา แต่ถึงขนาดทำให้ผู้ตรวจการทั้งสองมาหาถึงที่จวน แล้วบอกว่ามีเรื่องขอร้องเยี่ยเฟิง เรื่องนี้ทำให้เขารับมือไม่ทัน
ผ่านไปไม่นาน เยี่ยเฟิงเดินเอามือไพล่หลังตามพ่อบ้านโจวเข้ามาในห้องรับแขก เขามองหลิวหลางกับหวงเริ่น เขาไม่รู้จักทั้งสองคนนี้ และไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น พ่อบ้านโจวบอกเพียงว่ามีผู้ตรวจการสองคนมาหาเขา
เยี่ยเฟิงทำความเคารพ “ไม่ทราบว่าผู้ตรวจการทั้งสองมาหาข้าด้วยเหตุอันใดหรือ?”
หลิวหลางกับหวงเริ่นหัวเราะแล้วเดินเข้ามาหาเยี่ยเฟิง พวกเขาวนดูเยี่ยเฟิงหนึ่งรอบ ก่อนที่จะสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า พร้อมทั้งเอ่ยปากชื่นชม
“ช่างเป็นคนมีความสามารถจริงๆ สมแล้วที่เป็นหลานชายของขุนพลเยี่ย เป็นชายหนุ่มที่สง่างาม โดดเด่นจริงๆ”
เยี่ยเฟิงเกือบจะกลอกตา ให้ตายสิ ชายวัยกลางคนสองคนนี้ มองสำรวจเขาไปทั่ว จากนั้นชื่นชมอย่างเอาใจ หนำซ้ำยังเอาใจอย่างมากด้วย นี่ทำให้เขามึนงงไปหมดแล้ว
“หมอเทวดาเยี่ย โอสถที่ท่านมอบให้นายท่านตระกูลหลี่ สามารถขายให้พวกข้าบ้างหรือไม่ ไม่ว่าราคาเท่าใด ท่านบอกมาได้เลย!” หวงเริ่นพูดตรงเถร แม้สีหน้าจะกระอักกระอ่วนไปบ้างก็ตาม
“นายท่านตระกูลหลี่? โอสถหรือ โอสถอะไร?” เยี่ยเฟิงถามอย่างสงสัย
ให้ตายสิ ข้าไปเกี่ยวข้องกับประมุขตระกูลหลี่ตั้งแต่เมื่อใดกัน แม้เขาจะสนิทสนมกับหลี่เสี้ยว แต่เขาไปรู้จักมักจี่กับบิดาของหลี่เสี้ยวตั้งแต่เมื่อใด อีกอย่าง หมอเทวดาเยี่ยนี่มันฉายาบ้าอะไรกัน?
หวงเริ่นพยักหน้า
“ก็คือที่สามารถทำให้... แค่ก แค่ก... โอสถที่ทำให้ตรงนั้นร้ายกาจอย่างไรเล่า ประมุขตระกูลหลี่บอกว่าตั้งแต่กินโอสถที่หมอเทวดาเยี่ยมอบให้ เอ่อ ที่ตรงนั้น ควบคุมไม่ได้... ทั้งคืนเลยเชียว”
พูดจบใบหน้าเขาแดงเถือก แต่รอยยิ้มกลับหื่นกาม
เยี่ยอู๋เซิงกับพ่อบ้านโจวชะงักไป ให้ตายสิ ฟังไปฟังมายังคิดว่าเรื่องสำคัญอะไร ที่ไหนได้ ที่แท้ผู้ตรวจการทั้งสองเสื่อมสภาพนี่เอง มิน่าละรอยยิ้มถึงได้หื่นกามเช่นนี้ พูดอ้อมไปอ้อมมาขนาดนี้ ก็พูดออกมาตรงๆ เลยสิว่าพวกเจ้าน่ะไม่มีน้ำยาแล้ว
แต่ว่าหลานชายของเขาสามารถรักษาโรคพวกนี้ได้ตั้งแต่เมื่อใด? เยี่ยอู๋เซิงได้แต่สงสัย
ตอนนี้เยี่ยเฟิงเองก็พอจะเดาสาเหตุได้ ก่อนหน้านี้เขาปรุงโอสถให้หลี่เสี้ยวหนึ่งขวด เพื่อเอาไว้รักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพของเขา ดูท่าโอสถนั่นคงจะตกไปอยู่ในมือของบิดาหลี่เสี้ยว หนำซ้ำยังใช้ได้ผลด้วย บิดาของหลี่เสี้ยวจึงเล่าเรื่องนี้ให้สองคนตรงหน้าฟัง