ตอนที่ 142 สำนึกสร้างกระบี่
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เรื่องที่เฟิร์สมีพลังรบอันน่าตื่นตะลึงและเรื่องที่เขามีแหวนมิติเก็บของซึ่งเป็นของหายาก สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้สมาชิกกลุ่มมองเฟิร์สรู้สึกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
‘เบื้องหลังของเขาเป็นอย่างไรกัน?’
เฟิร์สไม่ต้องการที่จะอธิบายในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเขาคิดว่าคงจะไม่เจอพวกเขาเหล่านี้แล้ว เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นโชคดีของพวกเขาก็แล้วกัน
เด็กหนุ่มไม่ต้องการเอ่ยคำพูดอีกต่อไป เขาจึงทะยานจากไปในทันที
ด้วยความเร็วในการเคลื่อนที่ของเขาในตอนนี้ ต่อให้ไล่ตามก็ไม่มีทางตามได้ทัน
‘วิชาท่าร่างเดินชมจันทร์ฝึกฝนถึงขีดสุดแล้ว เห็นทีจะต้องเปลี่ยนวิชาฝึกฝนแล้ว ... วิชาท่าร่างแสงจันทร์กระพริบ เคล็ดวิชาตัวเบาขั้นสูงของท่านอาจารย์’
เฟิร์สเดินทางออกจากอบิสและมีความคิดที่จะเปลี่ยนวิชาในการเคลื่อนที่ ต้องรู้ไว้ว่าวิชาแสงจันทร์กระพริบนั้นสามารถเคลื่อนที่ได้ไม่ต่างจากการก้าวพริบตาเลย
เพียงแค่ก้าวหนึ่งก้าวก็สามารถเคลื่อนที่ไปได้หลายไมล์ สิ่งนี้ย่อมอยู่เหนือขอบเขตของมนุษย์
มีเพียงการฝึกฝนท่าร่างเดินชมจันทร์ให้ถึงขั้นสุดเท่านั้นถึงจะสามารถฝึกฝนวิชานี้ได้
การเคลื่อนที่ก็สำคัญไม่แพ้กับการต่อสู้ ไม่เพียงสามารถใช้หลบหลีกยังสามารถใช้ในการไล่ล่าได้ด้วย
ทว่าวิชาแสงจันทร์กระพริบนั้นกินพลังงานเป็นอย่างมาก และฝึกฝนได้ยากมากเช่นกัน
เฟิร์สไม่กลัวเรื่องการฝึกฝนอยู่แล้วเพราะเขามีโลกสีเงินอยู่ติดตัวอยู่แล้ว แต่ติดที่ว่าเขากลัวว่าพลังบ่มเพาะระดับดาราแดงหนึ่งแฉกจะไม่สามารถใช้วิชาแสงจันทร์กระพริบได้อย่างเต็มที่
“เอาเถอะไว้ไปถึงบ้านค่อยว่ากัน”
เฟิร์สออกจากอบิสแล้วตรงดิ่งไปยังรถยนต์ของเขาทันที
ในภารกิจนี้เขาไม่จำเป็นต้องรายงานผู้ดูแลอบิสแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรหลังจากที่เวเนเตอร์ทุกคนออกมา แคลนก็จะส่งทีมสำรวจเข้าไปอยู่แล้ว
เรื่องหน้าที่การรายงานล้วนเป็นเรื่องของหัวหน้าภารกิจทั้งสิ้น ซึ่งเธอต้องรายงานต่อระดับสูงของแคลนโดยตรง
กล่าวได้ว่าเฟิร์สแทบไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพียงแค่เป็นดาบที่กวาดถางทางให้กับแคลนเท่านั้น
“ตารางงานถัดไป ฉันต้องไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กอีกแล้วหรอ?” เฟิร์สกล่าวพึมพำออกก่อนจะส่ายศีรษะไปมาแล้วตั้งใจขับรถกลับบ้านโดยเร็ว
“ฉันว่าครั้งหน้า ฉันคงจะไม่ขับรถมาอีก”
เฟิร์สกล่าวอย่างเบื่อหน่ายกับความเร็วของรถที่เขาขับ ต้องรู้ไว้ว่าหลังจากที่เขาสามารถเปลี่ยนวิชาตัวเบาแล้ว ความเร็วของเขาจะยกระดับเป็นอย่างมาก
แม้จะสิ้นเปลืองพลังในการใช้งาน แต่โชคดีที่ในมือของเขายังมีแกนสปีริตให้ดูดซับ เขาสามารถกลั่นพลังสปีริตเหล่านั้นแปลงให้กลายมาเป็นพลังงานให้เขาใช้งานได้อยู่แล้ว หรือไม่ก็เข้าไปในอบิสแล้วดูดซับพลังสปีริตที่นั่นเพื่อฟื้นฟูก็ได้
แต่ทุกอย่างนี้เขาสามารถทำได้หลังจากที่เขาฝึกฝนวิชาแสงจันทร์กระพริบได้สำเร็จ
เฟิร์สกลับมาถึงบ้านและทักทายพ่อของเขาอย่างปกติ
“สวัสดีครับพ่อ”
“เออ กลับมาแล้วหรอลูก หน้าเฟิร์สดูเหนื่อยๆ นะ ขึ้นไปพักผ่อนข้างบนเถอะ”
“ครับ”
หลายวันมานี้เฟิร์สไม่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างจริงๆ จังๆ เขาใช้วงแหวนอักขระฟื้นฟูร่างกาย แต่การนอนหลับดูเหมือนจะทำให้เขารู้สึกดีมากกว่า แม้ว่าผลของมันจะไม่ต่างกันก็ตาม
เฟิร์สอาบน้ำและทำธุระส่วนตัว ก่อนจะขึ้นมานอนอยู่บนเตียง
ก่อนที่เขาจะหลับตาเขายังเอ่ยพึมพำในสิ่งที่เขาต้องทำ
“ทำภารกิจแรกของแคลนกลับมาแล้ว อีกไม่กี่วันฉันต้องไปทำหน้าที่เลี้ยงเด็กอีก แต่การที่ฉันเผยฝีมือของตนเองออกมาแบบนั้น นี่อาจจะทำให้ระดับสูงของแคลนสนใจในตัวฉัน ระหว่างนี้ฉันควรหยุดพักเพื่อมุ่งมั่นในการบรรลุวิถีกระบี่ที่สองก่อน ตอนนี้จุดชีพจรยุทธ์ก็เปิดได้ถึง หกสิบหกจุดแล้วสมควรทำให้กายากระบี่เลื่อนเป็นขั้นกลางได้แล้วเช่นกัน”
เฟิร์สรู้สึกว่าหลังจากที่สำนึกกระบี่เข้าสู่ขั้นผสานจิตวิญญาณ ความก้าวหน้าของการฝึกฝนก็ราบรื่นมากขึ้น
หากสำเร็จวิถีกระบี่ที่สองได้แล้ว เขาก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถต่อกรกับมอนสเตอร์อบิสสีแดงระดับสูงได้แล้ว
เขายังมีอะไรที่ต้องบ่มเพาะอีกหลายอย่าง แม้พวกมันเหล่านั้นจะหลากหลาย แต่กลับมีความเชื่อมต่อสัมพันธ์กันได้อย่างน่าประหลาดใจ
เฟิร์สพักผ่อนแค่วันเดียวเขาก็ตรงดิ่งไปยังถ้ำกระบี่ฝึกฝนของเขา
สิ่งแรกที่เขาทำคือการจารึกกระบี่ลงบนจุดชีพจร เขารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองสามารถทำมันได้อย่างง่ายดายยิ่ง ไม่ต้องลำบากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
สำนึกกระบี่แม้ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้และไม่สามารถแสดงออกมาเป็นพลังรบได้ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้แจ้งและฝึกฝนกระบี่ได้ง่ายขึ้น
สำนึกกระบี่คือขั้นของจิตใจและปณิธาน เมื่อถูกยกระดับขั้นมาไม่ว่าฝึกฝนกระบี่ในด้านใจก็ยิ่งง่ายขึ้น
เฟิร์สทำการจารึกกระบี่ก่อนจะเป็นอันดับแรก ไม่นานจุดชีพจรยุทธ์ที่เหลือก็ถูกเติมเต็มด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่
ร่างของเด็กหนุ่มเปล่งแสงออกมา ประกายแสงนี้ราวกับไร้ตัวตน ไร้ซึ่งสีสัน แต่กลับรับรู้ว่ามีอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้
หากมีคนนอกอยู่ที่นี่พวกเขาจะสัมผัสได้ว่าเฟิร์สนั้นไม่ต่างไปจากกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง ซึ่งนั่นไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
“ฟู่ ... ในที่สุดก็สามารถฝึกฝนกายากระบี่ขั้นกลางได้สำเร็จ จุดชีพจรยุทธ์ของฉันทะลวงได้ถึงหกสิบหกจุดแล้ว เมื่อทะลวงเข้าสู่หนึ่งร้อยแปดจุดได้ วิชากายานี้ก็จะสมบูรณ์ เมื่อถึงตอนนั้นศัตรูที่มีพลังรบต่ำกว่าครึ่งเซียนก็ยากที่จะทำร้ายฉันได้”
เฟิร์สใช้มือสัมผัสร่างกายของตนเองก็รู้สึกได้ว่ามันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
“กายากระบี่เข้าสู่ขั้นกลาง สำนึกกระบี่ก็เข้าสู่ขั้นผสานเจตจำนงแล้ว คงได้เวลาที่จะสร้างวิถีกระบี่ที่สองขึ้นมาได้แล้ว”
ตอนนี้ศักยภาพทางด้านกระบี่ของเฟิร์สมีคุณสมบัติอย่างครบถ้วนแล้ว การสร้างกระบี่ที่สองขึ้นมาจึงไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป
เฟิร์สทำการปิดด่านฝึกฝนอยู่เงียบๆ บนภูเขา
เขาจำได้ว่าในโลกก่อน เขาเคยใช้เวลาเกือบห้าสิบปี กว่าจะสร้างกระบี่ที่สองได้สำเร็จ
แม้ตอนนี้คุณสมบัติของเขาจะครบถ้วนและมีโลกสีเงินช่วยสนับสนุน แต่มันก็ไม่อาจทำให้กระบี่ที่สองถูกสร้างขึ้นได้ในทันที
เพียงแต่ระยะเวลาของมันคงถูกทำให้สั้นลงเท่านั้น
เส้นทางของผู้ฝึกฝนกระบี่นั้นเต็มไปด้วยความลำบาก แม้จะมีปัจจัยส่งเสริมมากมาย แต่ทั้งหมดนั่นก็ไม่ใช่ทางลัดที่จะสามารถทำได้ในชั่วพริบตาอยู่ดี
เฟิร์สใช้เวลาผ่านไปหลายวันกับการฝึกฝนกระบี่อยู่บนภูเขา
ในที่สุดกำไลข้อมือของเขาก็แจ้งเตือนในภารกิจต่อไปของแคลน โชคดีตอนที่เขาเข้าแคลนมาภารกิจที่ได้รับมีเพียงสองอย่างเท่านั้น ส่วนภารกิจอื่นยังไม่ได้ถูกกำหนดออกมา ดังนั้นแล้วเมื่อภารกิจนี้เสร็จสิ้น เขาจะขอพักเพื่อฝึกฝนวิถีกระบี่ให้สำเร็จ
“ก้าวหน้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าโลกสีเงินจะทำให้ฉันประหยัดเวลาไปได้ขนาดนี้” เฟิร์สกล่าวออกมาอย่างดีใจ
วิถีกระบี่ที่สองที่เคยใช้เวลาสร้างมานับสิบปี บัดนี้เพียงเวลาไม่กี่วันก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว มันสามารถกล่าวได้ว่าเขาสามารถทำมันได้สำเร็จภายในไม่กี่วันเท่านั้น
การฝึกฝนในครั้งนี้ของเขาดูเหมือนจะดีกว่าครั้งก่อนเป็นอย่างมาก
“ฉันยังไม่มีเวลาฝึกฝนศาสตร์อักขระเลย คาดว่าหากขุดค้นวิถีชี้แนะพลังสปีริตได้ การจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นสีเขียวก็คงไม่ยากนัก แต่ช่างเถอะ เอาเป็นว่าฉันในตอนนี้ควรไปทำในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบก่อนก็แล้วกัน”
แม้เฟิร์สจะเป็นผู้ที่หยิ่งทะนงและค่อนข้างเย็นชา แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ไร้ความรับผิดชอบ
แม้ความจริงแล้วด้วยสถานะในตอนนี้ของเขา ขอเพียงแค่เปิดเผยว่าตนเองสามารถสร้างหรือปรุงยาด้วยศาสตร์อักขระได้ คาดว่านิวโฮปจะไม่ปฏิเสธในสิ่งต่างๆ ที่ตนเองเอ่ยปาก
ต่อให้ไม่ทำภารกิจอะไรเลย พวกเขาก็จะรั้งตัวเขาไว้อยู่ดี
แต่เฟิร์สไม่ใช่คนเช่นนั้น ความรับผิดชอบเป็นหนึ่งในปณิธานของเขา เช่นเดียวกับปณิธานของกระบี่
ผู้ฝึกฝนสำคัญที่จิตใจ หากปณิธานเกิดความเสียหาย การฝึกฝนย่อมไม่สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่น
เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นมรดกของเซียนกระบี่หรืออาจารย์ลึกลับผู้นั้นบอกกล่าว ทั้งสองล้วนสั่งสอนมาแบบนี้ทั้งสิ้น
“ไปเถอะ ได้เวลาเป็นพี่เลี้ยงเด็กแล้ว”
แล้วร่างของเฟิร์สก็โจนทะยานหายไปในทันที