เรือนพักของหลี่หมิง… เฟยหลงพรูลมหายใจออกมาแผ่วเบา แววตาตื่นตะลึงผสมสับสน หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอกข้างซ้าย
ในเวลาเดียวกันนั้น ณ เรือนรับรองของเจ้าสำนักแพทย์ แสงโคมไฟสลัวสะท้อนใบหน้าคร่ำเคร่งของเจ้าสำนักและผู้อาวุโสเฉินที่เพิ่งกลับมาถึง ทั้งคู่กำลังปรึกษาหารือกันเงียบๆ ด้วยความหนักใจยิ่ง
“อิ๋นลู่หงอวี้รึ…ไม่เคยมีผู้ใดนอกสำนักล่วงรู้ความลับนี้มาก่อน” เจ้าสำนักเอ่ยเสียงแผ่ว แฝงแววกังวล “หรือว่าสำนักเรามีหนอนบ่อนไส้? มิเช่นนั้นหมอภูติจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องการสมุนไพรชนิดนี้?”
ผู้อาวุโสเฉินเองก็กังวลไม่แพ้กัน “ข้าน้อยก็สุดคาดคิด ว่าเขาจะร้องขอของล้ำค่าถึงเพียงนี้ การแลกเปลี่ยนครั้งนี้…ท่านคิดว่าเราควรยินยอมดีหรือไม่ขอรับ?”
เจ้าสำนักลูบเครายาวสีดอกเลา พลางถอนใจหนัก “สมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้มีคุณค่าใหญ่หลวงนัก เป็นยอดสมุนไพรที่เหลืออยู่เพียงต้นเดียวในแผ่นดิน หากมอบให้ผู้อื่นไป ไม่รู้ว่าจะเกิดผลเช่นไรกับสำนักภายหน้า…แต่หากไม่ให้ คนในวังหลวงที่ถูกพิษลึกลับก็แทบไม่มีหวังรอดชีวิต”
“แล้วท่านจะตัดสินใจเช่นไรหรือขอรับ?” เฉินถามน้ำเสียงเบาแผ่ว
“เรื่องนี้ข้าคงต้องใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน” เจ้าสำนักส่ายหน้า สีหน้าลำบากใจ “ยังดีที่เขาให้เวลาเราถึงคืนพรุ่ง ข้าจะหารือกับผู้อาวุโสคนอื่นๆ ดูอีกครั้ง แต่โดยดีแล้ว…หากไม่มีหนทางอื่น ก็คงต้องยอมสละสมุนไพรอิ๋นลู่หงอวี้เพื่อรักษาชีวิตผู้คน”
ผู้อาวุโสเฉินพยักหน้ารับอย่างจำใจ เขาเองก็เข้าใจว่าหน้าที่หมอย่อมต้องเห็นชีวิตคนสำคัญกว่า แม้ในใจจะยังเสียดายของล้ำค่า
“อวี๋เฟยหลงยังไม่กลับมาอีกหรือ?” เจ้าสำนักถามขึ้น สายตามองเลยออกไปนอกหน้าต่างมืดมิด “หวังว่าเขาคงมิได้รับอันตรายใดๆ”
“เฟยหลงผู้นั้นเฉลียวฉลาดและรอบคอบยิ่งขอรับ คงแฝงตัวติดตามอยู่ ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็คงกลับมาเอง” เฉินตอบ
“อืม…ถ้าได้เบาะแสเพิ่มเติมจากเขาก็คงช่วยเราตัดสินใจได้มากขึ้น” เจ้าสำนักพึมพำ ก่อนจะโบกมือช้าๆ “เจ้าไปพักผ่อนเถิด คืนนี้ก็เหนื่อยกันมามาก พรุ่งนี้ต้องเตรียมพร้อมทั้งสองทาง ไม่ว่าจักต้องส่งมอบสมุนไพรหรือไม่ก็ตาม”
สองคนต่างคำนับลาขณะแยกย้าย ทิ้งให้ภายในเรือนรับรองมีเพียงเปลวโคมไหวริกๆ ท่ามกลางความเงียบงันและความกังวลที่ยังค้างคาในใจของเจ้าสำนัก
เขาซุ่มเงียบอยู่บนกำแพง เฝ้ารอให้อีกฝ่ายปรากฏตัวอีกครั้ง แต่เวลาผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่มีผู้ใดออกมา จนกระทั่งแสงตะเกียงเรืองขึ้นจากในห้องเล็กห้องนั้นที่ชายชุดดำเข้าไป
เฟยหลงเหลือบมองซ้ายขวา ครั้นเห็นปลอดคนจึงกระโดดลงจากกำแพง ลัดเลาะใกล้เข้าไปยังหน้าต่างด้านข้างของเรือนอย่างเงียบเชียบ ลมค่ำคืนโชยเอื่อยพัดม่านหน้าต่างให้เปิดอ้าเพียงนิด
บุรุษหนุ่มกลั้นหายใจ ย่องเข้าไปจนเกือบชิดผนัง เรือนพักนี้แม้เป็นของศิษย์ใหม่ ทว่าหลี่หมิงเป็นกรณีพิเศษที่ได้รับห้องพักส่วนตัวต่างหาก เนื่องจากผลงานการปรุงยาของเขาเป็นที่โปรดปรานของเจ้าสำนักจึงได้สิทธิพิเศษนี้ เฟยหลงรู้ดีและมั่นใจว่าจะไม่มีผู้อื่นอยู่ร่วมด้วย
เมื่อแนบสายตามองลอดช่องม่านเข้าไปด้านใน เฟยหลงก็เห็นภาพที่ทำให้เขาต้องสูดลมหายใจลึก — ด้านในห้องนั้นมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งในชุดสีขาวเรียบง่าย กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเล็ก ดวงหน้าเขาคมคายหล่อเหลา ผิวขาวจัดยามต้องแสงตะเกียง เส้นผมยาวสยายถูกรวบไว้หลวมๆ
ไม่ใช่ใครอื่น…นั่นคือ “หลี่หมิง” ศิษย์น้องคนใหม่ของสำนักจริงๆ!
ยิ่งไปกว่านั้น ที่แขนซ้ายของหลี่หมิงยังมีผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันอยู่ และบนโต๊ะข้างมือเขา เฟยหลงแลเห็นหน้ากากหนังสีดำสนิทวางอยู่ใกล้กับกาน้ำชา — โลหิตสีแดงคล้ำเลอะติดบนหน้ากากนั้นเป็นรอยเด่นชัดในสายตาของเฟยหลง
แม้ภายในใจจะรู้สึกตกตะลึงยากจะเชื่อ หากหลักฐานที่เห็นเต็มสองตาก็มิอาจทำให้เฟยหลงหลอกตัวเองได้อีกต่อไป ศิษย์น้องผู้เยาว์วัยผู้นี้ แท้จริงแล้วคือหมอภูติผู้เลื่องชื่อนั่นเอง!
หลี่หมิงในห้องนั้นดูสงบอย่างน่าประหลาด เขาใช้แท่งเหล็กร้อนลนไฟกับเปลวเทียนแล้วนาบลงบนแผลที่แขนตัวเองโดยไม่ส่งเสียง ครู่ต่อมาก็ละมือ หยิบขวดยาเล็กๆ มาทายา ก่อนพันแผลใหม่ด้วยความชำนาญ จากนั้นถอนใจยาวอย่างคนโล่งอกที่จัดการเรื่องยุ่งยากในคืนนี้เสร็จสิ้นลงเสียที
อวี๋เฟยหลงซุ่มมองจนแน่ใจว่าหลี่หมิงไม่ไหวติงจากห้องไปไหนอีกในคืนนี้ จึงค่อยๆ ผละถอยออกมาอย่างแผ่วเบา เขากระโดดกลับขึ้นไปบนกำแพงสำนักดังเดิม ยืนทอดสายตามองเรือนพักเล็กๆ นั้นที่ภายในมีชายหนุ่มซึ่งบัดนี้เผยโฉมออกมาว่าเป็นหมอภูติ
สายลมยามดึกพัดโชยผ่านยอดไม้ เฟยหลงยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ กลางอกอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตะลึงลาน ระวังระไว และครุ่นคิดวางแผน
ในที่สุดเขาก็แค่นยิ้มบางๆ กับตัวเอง ยอมรับว่าลางสังหรณ์ของตนถูกต้อง — “หมอภูติ” ที่แท้ก็คือหลี่หมิงจริงๆ! แต่เรื่องนี้จะเปิดเผยโดยพลการมิได้ ต้องรอบจังหวะที่เหมาะสม…
“หลี่หมิง ศิษย์น้อง เจ้าช่างเก่งกาจนักนะ” เฟยหลงรำพึงเบาๆ ดวงตาวาวโรจน์คล้ายเสือราตรีที่จ้องมองเหยื่อ “ต่อไปนี้ข้าคงต้องขอ ‘เฝ้าดู’ เจ้าทุกย่างก้าวเสียแล้ว…”
สิ้นคำพึมพำ เขาก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอกับตนเอง ก่อนพลิ้วกายหายลับไปกับรัตติกาล เหลือเพียงความมืดมิดและความเงียบงันเป็นสักขีพยาน — ว่าไม่นานจากนี้จะมีสงครามประลองปัญญาเกิดขึ้นในสำนักแพทย์แห่งนี้อย่างแน่นอน!