เช้าวันต่อมา
หลังจากที่ไลท์และเบเรียลตื่นนอนแล้ว พวกเขาก็มากินข้าวเช้าภายในโรงแรมที่พวกเขาพัก
เมื่อพวกเขามาถึงก็เจอพวกไลก้ารวมไปถึงยูเทียและคารินกำลังนั่งกินอาหารกันอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อพวกไลก้าเห็นไลท์และเบเรียลก็ยิ้มออกมา
“ นี้ลูกพี่ดูเหมือนว่าข่าวลือของลูกพี่นี้จะกระจายไปทั่วเมืองแล้วนะ ” ไลก้าพูดขึ้น
ไลท์และเบเรียลทำสีหน้าสงสัย
“ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรอ? ” เบเรียลถามออกมาพร้อมกับนั่งลงไปที่เก้าอี้
“ ก็เมื่อคืนอาจารย์กับพี่เบเรียลไปนั่งดื่มกับคุณเฟลิกซ์ คุณแมคโวลัค คุณเอลเรน ไม่ใช่หรอ หลังจากที่อาจารย์กลับไปแล้วก็มีข่าวลือว่าอาจารย์อาจจะเข้าร่วมกับสภาจอมเวทย์บ้างล่ะ อาจารย์จะออกจากกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้และส่งมอบตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มให้กับพี่เบเรียลบ้างล่ะ ” เดซี่พูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมา
“ มีเรื่องแบบนี้ด้วยงั้นหรอ ” ไลท์แสดงสีหน้าประหลาดใจ เพราะเมื่อคืนหลังจากที่กลับจากร้านเหล้าเมาเดียวดายเขาก็ตรงไปที่บ้านของคุณเฟลิกซ์เลย เพราะฉะนั้นข่าวลือพวกนี้เขาจึงไม่ได้ยินมันเลย
“ แล้วพวกเธอเชื่อข่าวลือนั้นหรือเปล่า? ” ไลท์ถามพร้อมกับมองไปที่สมาชิกคนอื่นๆในกลุ่ม
“ เหอะข่าวลือไร้สาระคิดว่าพวกเราจะเชื่องั้นหรอหัวหน้า ” คอลรุยแบะปากออกมาด้วยความเหยียดหยาม
พวกเดซี่เองก็แสดงสีหน้าเหยียดหยามเหมือนกัน เพราะพวกเขารู้จักนิสัยของไลท์ดี ถ้าหากไลท์จะไปจริงๆเขาจะต้องบอกพวกเขาอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพาะข่าวลืออะไรแบบนั้น
ไลท์ที่เห็นท่าทีของทุกคนก็ยิ้มขึ้นมาจากนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า “ ยังอีกนานกว่าฉันจะเลิกเป็นนักผจญภัยอย่างน้อยก็จนกว่าจะท่องเที่ยวทั่วโลกจนครบ ”
“ ฉันจะตามลูกพี่ไปจนตายเลย ” ไลก้าหัวเราะออกมา จากนั้นทุกๆคนก็หัวเราะออกมาด้วยเหมือนกัน
“ จริงสิเมื่อคืนฉันไปแลกสมบัติกับพวกคุณเฟลิกซ์มา ” ไลท์พูดจบเขาก็หยิบเอาสมบัติที่มีพลังเวทย์ออกมาวางไว้บนโต๊ะเป็นจำนวนมาก
ทุกๆคนต่างมองไปที่สมบัติบนโต๊ะด้วยความตกใจ พวกเขาไม่คิดเลยว่าไลท์จะไปหาสมบัติมาได้มากมายขนาดนี้
“ สุดยอดไปเลยลูกพี่ นี้ลูกพี่ต้องแลกกับสมบัติกี่อย่างเนี้ยถึงจะหาของได้เท่านี้? ” ไลก้าถามออกมาด้วยความตกใจ
ทุกๆคนรู้ดีว่าสมบัติที่มีพลังเวทย์สะสมอยู่ภายในนั้นจะเป็นสมบัติที่มีมูลค่าสูงมาก ส่วนมากจะถูกเก็บสะสมเอาไว้ไม่ค่อยมีใครนำมาขายหรือแลกเปลื่ยน
โชคดีที่คนในโลกนี้ไม่รู้วิธีดูดซัพพลังเวทย์จากสิ่งของต่างๆเหมือนกับไลท์ที่รู้วิธีดูดซัพพลังเวทย์จากสิ่งของต่างๆ
การฝึกฝนของผู้คนในโลกนี้ทั้งหมดจะดูดซัพจากมานาคริสตัลหรือไม่ก็ดูดซัพจากละอองมานาที่ไหวเวียนอยู่ภายในอากาศ แต่พวกเขาไม่สามารถดูดซัพพลังเวทย์ออกมาจากสมบัติต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้น แร่ธาตุ แต่สมุนไพรพวกเขาสามารถดูดซัพได้
เนื่องจากพลังเวทย์ที่อยู่ในรูปปั้น แร่ธาตุต่างๆ จะเป็นพลังเวทย์อีกแบบหนึ่งที่จอมเวทย์จะต้องนำไปแปรรูปก่อนถึงจะสามารถใช้การได้ ไม่เหมือนกับคริสตัลมานาหรือหัวใจแห่งธาตุที่สามารถดูดซัพได้ทันที
สมบัติที่ต้องนำไปแปรรูปนั้นจะทำให้พลังเวทย์ที่อยู่ในสมบัติลดลงไปมากกว่าครึ่ง เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ไม่ค่อยมีใครนำสมบัติที่มีพลังเวทย์ไปแปรรูปสักเท่าไหร่ จึงทำให้มันกลายเป็นของสะสมของคนรวย
ผิดกลับพวกไลท์เองก็ไม่ได้ดูดซัพโดยตรงแต่พวกเขาใช้วิธีการกลั่นเอา กลั่นให้พลังเวทย์ในสมบัติให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะดูดซัพมันออกมา ทำให้พวกเขาสามารถดูดซัพได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าพลังเวทย์จะลดลงมาแต่ก็ลดลงมาประมาณสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้พวกเขาสามารถดูดซัพพลังเวทย์จากสมบัติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่าการนำไปแปรรูป
ด้วยเหตุนี้ทำให้พวกไลท์สามารถพัฒนาตัวเองได้ไกลกว่าที่คนทั่วๆไปจะคาดการณ์ได้นั้นก็เพราะสาเหตุนี้เอง แน่นอนว่าไลท์ไม่คิดที่จะบอกวิธีการนี้กับคนอื่น
“ มาเลือกไปสิว่าใครจะเอาอะไรบ้าง ” ไลท์พูดขึ้น
จากนั้นทุกๆคนก็เข้ามาเลือกสมบัติด้วยความตื่นเต้น
คารินมองดูพวกไลก้าด้วยความเศร้าเล็กๆเพราะพวกเธอเองก็อยากที่จะดูดซัพพลังเวทย์แบบนั้นได้บ้าง
ส่วนทางด้านยูเทียแม้ว่าเธอจะสามารถกลั่นพลังเวทย์จากสมบัตืได้ แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับพวกไลก้า จึงทำให้ได้แต่นั่งเงียบๆอยู่ด้านข้าง
“ ยูเทียนี้ของเธอ ” เบเรียลที่อยู่ข้างๆพูดพร้อมกับหยิบสมบัติที่มีพลังเวทย์ออกมาวางไว้ด้านหน้ายูเทียห้าชิ้น
แม้ว่าสมบัติทั้งห้าชิ้นจะมีพลังเวทย์ไม่มากแต่ทุกชิ้นมันก็มีพลังเวทย์มากกว่ามานาคริสตัลระดับสูงอย่างน้อยสามถึงสี่เท่า
ยูเทียแสดงสีหน้าประหลาดใจก่อนที่จะรีบปฏิเสธ
“ พี่เบเรียลไม่เป็นไรหรอก ” ยูเทียส่ายหน้า
“ ไม่เป็นไรหรอก ของแค่นี้ถือว่าเป็นของขวัญที่ฉันมอบให้เธอ ”เบเรียลยิ้มพร้อมกับมองไปที่ยูเทียด้วยความเอ็นดู
“ ยูเทียรับๆไปเถอะ เชื่อฉัน เธอยังต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้เพื่อที่จะปกป้องเมืองทะเลสาบของเบเรียล ถ้าหากเธอยังอ่อนแอแบบนี้แล้วเธอจะปกป้องเมืองทะเลสาบของเบเรียลได้อย่างไร? ” ไลท์ที่อยู่ไม่ไกลพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
ยูเทียที่ตอนแรกจะปฏิเสธก็ได้แต่ตอบรับด้วยความเต็มใจ เพราะเธอไม่ต้องการให้เมืองทะเลสาบของเบเรียลมีปัญหา
“ ของเธอก็มีนะคาริน ” เบเรียลยิ้มและหยิบสมบัติที่ช่วยเพิ่มพลังเวทย์ให้กับคารินออกมา นั้นก็คือหัวใจแห่งมหาสมุทร เนื่องจากเวทย์มนต์ของคารินคือธาตุน้ำ
โชคดีที่เมื่อวานเธอเห็นว่าเอลเรนมีหัวใจแห่งมหาสมุทรอยู่ เธอจึงขอแลกเปลื่ยนกับสมบัติพร้อมกับเงินอีกเล็กน้อยเพื่อที่จะนำหัวใจแห่งมหาสมุทรมาให้คาริน
น่าเสียดายที่มีแค่หัวใจแห่งมหาสมุทร ถ้าหากมีหัวใจแห่งสายลมเธอก็จะนำมันมาให้กับยูเทียด้วยเหมือนกัน และก็โชคดีที่ในกลุ่มของเธอไม่มีใครที่เป็นจอมเวทย์ธาตุน้ำ ทำให้เธอไม่ต้องรู้สึกลังเลว่าจะมอบให้ใคร
“ เบเรียลมันแพงเกินไปแล้ว ฉันไม่กล้าที่จะเอาหัวใจแห่งมหาสทุทรไปหรอก ” คารินส่ายหน้าและปฏิเสธทันที
“ ไม่ต้องคิดมากหรอกคาริน ก็เหมือนกับที่ไลท์บอกนั้นแหละ ถ้าหากเธอแข็งแกร่งขึ้นฉันก็รู้สึกวางใจ แล้วก็อีกอย่างเรื่องเงินแค่นี้ไม่เป็นปัญหาของฉันหรอก อีกอย่างฉันก็มีไลท์อยู่ หมอนั้นน่ะมีเงินเป็นหมื่นล้านเลยนะ ” เบเรียลพูดขึ้น
เมื่อได้ยินคำพูดของเบเรียล คารินก็รู้สึกลังเล แต่หลังจากที่ถูกเบเรียลคะยั้นคะยออยู่นานจนในที่สุดก็ตอบตกลง
“ หลังจากนี้ทุกคนจะต้องขยันฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้นะ เพราะคู่ต่อสู้ของพวกเราจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ฉันคงไม่มีเวลามาปกป้องพวกเธอตลอดเวลาหรอกนะ ” ไลท์พูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอกลูกพี่ ฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้นและสามารถสู้กับระดับSSSให้ได้!! ”ไลก้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง คนอื่นๆเองก็แสดงสีหน้าจริงจังด้วยเหมือนกัน ไม่มีใครอยากเป็นตัวถ่วงของไลท์
หลังจากที่ทุกๆคนแบ่งสมบัติกันเสร็จแล้วก็มานั่งพูดคุยกันตามปกติ
“ ทุกคนมีความฝันไหมความจริงแล้วฉันมีความฝันอย่างหนึ่ง แต่ความฝันนี้มันยังทำตอนนี้ไม่ได้หรอก ” ไลท์พูดขึ้น
ทุกๆคนต่างก็มองมาที่ไลท์พร้อมกับทำสีหน้าอยากรู้ขึ้นมา
“ ความฝันงั้นหรอ ฉันเองก็มีความฝันเหมือนกันนะ ” เบเรียลพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มออกมา
“ แล้วความฝันของเบเรียลคืออะไรงั้นหรอ? ” เวโรนิก้าถามด้วยความอยากรู้ คนอื่นๆก็ตั้งใจฟังด้วยเหมือนกัน
“ ความฝันของฉันคือ ฉันอยากที่จะพัฒนาเมืองทะเลสาบให้กลายเป็นเมืองที่โด่งดังที่สุดในทวีปมนุษย์ ” เบเรียลพูดขึ้น
“ แล้วคนอื่นๆล่ะมีความฝันอะไรไหม? ส่วนไลท์นายบอกเป็นคนสุดท้าย ” เบเรียลถามคนอื่นๆ
“ ฉันไม่มีความฝันอะไรหรอก เพราะในตอนแรกชีวิตของฉันก็ไม่คิดว่าจะมาได้ไกลแบบนี้ และฉันหวังว่าฉันจะอยู่กับทุกๆคนแบบนี้ไปอีกนาน ” เดซี่พูดขึ้น
ทุกคนต่างก็มองไปที่เดซี่พร้อมกับเข้าใจความรู้สึกของเดซี่ เพราะทุกคนรู้ดีว่าอดีตของเดซี่เป็นอย่างไร
ตั้งแต่แรกเดซี่ที่สูญเสียครอบครัวคนสำคัญอย่างคุณแม่ไป ก็มีไลท์ที่เข้ามาช่วยเหลือและทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้นจนทำให้เธอมีเพื่อนๆที่เธอรักอยู่ข้างกายและยังได้ออกผจญภัยไปกับทุกๆคน
“ ของฉันก็เหมือนกับเดซี่นะ ฉันอยากจะร่วมผจญภัยไปกับทุกคนให้ได้นานที่สุดและจะเก็บความทรงจำส่วนนี่เอาไว้ตลอดกาล ” เวโรนิก้าพูดขึ้น
“ ส่วนของฉัน ฉันอยากที่จะเป็นนักหอกที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของโลก ” ไลก้าพูดขึ้น
“ ส่วนของฉันงั้นหรอ ในตอนแรกความฝันของฉันคืออยากเข้าร่วมกับกลุ่มนักผจญภัยที่แข็งแกร่ง แน่นอนว่าความฝันของฉันได้กลายเป็นจริงแล้ว นอกจากนี้หัวหน้ายังเป็นคนที่เป็นคนชวนฉันเข้าร่วมกลุ่มด้วยตัวเองอีกด้วย ส่วนตอนนี้ความฝันของฉันคือการร่วมผจญภัยไปกับทุกคน ” คอลรุยพูดขึ้น
“ ความฝันของฉันไม่มีหรอก ” เฮลเฟลชส่ายหน้า
“ ของฉันคือการที่จะเป็นจักรพรรดินีที่ดีต่อจากท่านแม่ ” เมลิซ่าพูดขึ้น
“ เมลิซ่าแม่ของเธอเป็นจักรพรรดินีเอลฟ์หรอ? ” ยูเทียถามด้วยความสงสัย คารินเองก็สงสัยด้วยเช่นกัน
พวกเธอคิดว่าเมลิซ่าเป็นเพียงแค่เอลฟ์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นแต่ไม่คิดเลยว่าแม่ของเธอจะเป็นถึงจักรพรรดินี
“ แม่ของเมลิซ่าคือจักรพรรดินีเอลฟ์ ผู้ปกครองเผ่าเอลฟ์ทั้งหมด ” เดซี่พูดขึ้น
ยูเทียและคารินกลายเป็นนิ่งอึ้ง
“ เมื่อกี้เธอบอกว่าอะไรนะเดซี่ จักรพรรดินีเอลฟ์ผู้ปกครองเผ่าเอลฟ์ทั้งหมด ไม่ใช่ว่านั้นคือตัวตนระดับSSที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าเอลฟ์งั้นหรอ ” คารินถามออกมาด้วยความตกใจ
“ ใช่แล้วล่ะนั้นแหละคือแม่ของเมลิซ่า ” เบเรียลยิ้ม
“ โอ้วพระเจ้า แบบนี้ฉันต้องพูดจาแบบสุภาพกับเมลิซ่าไหม? ” คารินถามออกมา
“ ไม่ต้องหรอกคาริน เธอเป็นเพื่อนของฉันไม่จำเป็นต้องมากพิธีอะไรขนาดนั้น อีกอย่างเธอไม่ใช่เผ่าเอลฟ์ด้วย ” เมลิซ่าพูดขึ้น
“ เข้าใจแล้ว ” คารินพยักหน้ารับ
หลังจากนั้นทุกๆคนก็หันมามองไลท์
ไลท์ยิ้มและพูดขึ้นว่า “ เอาจริงๆแล้วความฝันของทุกๆคนในตอนนี้ก็คือการเที่ยวเล่นด้วยกัน แต่นั้นไม่ใช่ความฝันหรอกแต่เป็นความต้องการ ส่วนความฝันของฉันคืออยากใช้ชีวิตสบายๆในหมู่บ้านเล็กๆสักหลังหรือไม่ก็เปิดร้านขายของอะไรสักอย่างในเมืองเล็กๆก็ได้ แต่นั้นก็น่าจะอีกนานเพราะฉันยังอยากผจญภัยกับทุกๆคนไปก่อน ”
“ ความจริงแล้วการที่ใช้ชีวิตแบบที่ไลท์บอกก็เป็นความฝันของใครหลายๆคนนะ อยากใช้ชีวิตสบายๆไม่ทุกข์ร้อนมีเงินใช้และอยู่กับครอบครัวอะไรแบบนี้ ” เบเรียลพูดขึ้น
“ นั้นสิฉันก็อยากมีวิถีชีวิตแบบนั้นเหมือนกัน ” เวโรนิก้ายิ้ม
หลังจากที่พูดคุยเรื่องความฝันไปแล้วพวกไลท์ก็แยกย้ายกันไปท่องเที่ยวเมือง ส่วนทางด้านไลท์และเบเรียลก็ไปที่ตึกแลกเปลื่ยนสมบัติอีกครั้งเพราะไลท์ได้นัดกับพวกไมก้าเอาไว้ตอนบ่ายๆ ส่วนทางด้านยูเทียและคารินพวกเธอก็ไปเดินซื้อของกับเดซี่และคนอื่นๆ
ที่ทางเข้าตึกแลกเปลื่ยนสมบัติไลท์สังเกตว่าวันนี้ทำไมคนถึงมาต่อแถวมากกว่าเมื่อวานมาก
ไลท์และเบเรียลเดินเข้าประตูหลังเหมือนกันเมื่อวาน
“ สวัสดีครับท่านไลท์ ” เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประตูหลังเห็นไลท์และเบเรียลก็จำได้ทันที
“ ทำไมวันนี้คนถึงเยอะขึ้นกว่าเมื่อวานอีกล่ะเนี้ย?” ไลท์ถามด้วยความสงสัย
“ เป็นเพราะท่านไลท์ไม่ใช่หรอครับ ” เจ้าหน้าที่หัวเราะออกมา
ไลท์และเบเรียลทำสีหน้าประหลาดใจ
“ หมายความว่ายังไงที่เป็นเพราะฉัน? ” ไลท์สงสัย
" ก็เมื่อวานท่านไลท์เปิดตัวต่อหน้าชาวบ้านตอนที่ท่านดื่มเหล้าอยู่กับผู้พิทักษ์เฟลิกซ์และผู้พิทักษ์แมคโวลัค ในตอนนั้นก็มีผู้คนหลายคนจำได้ว่าท่านไลท์ได้เปิดร้านแลกเปลื่ยนอยู่ วันนี้พวกเขาจึงอยากที่จะมาดูร้านแลกเปลื่ยนของท่านไลท์กันครับ โดยเฉพาะตอนนี้มีหลายคนไปรอท่านไลท์เปิดร้านมากกว่าหนึ่งร้อยคนแล้วครับ
จนตอนนี้ที่ชั้นสองเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก โชคดีที่การที่จะขึ้นไปชั้นสองได้จะต้องได้รับการยอมรับก่อน ไม่อย่างนั้น ที่ชั้นสองคงได้ถล่มลงมาแล้วล่ะครับ " เจ้าหน้าที่ถอนหายใจออกมา
ไลท์ที่ได้ยินดังนั้นก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ส่วนเบเรียลก็หัวเราะร่าทันที
“ ท่านไลท์ขึ้นไปดูข้างบนเองเถอะครับว่าเป็นอย่างไง ” เจ้าหน้าที่ยิ้มและเปิดประตูให้กับไลท์
ไลท์หยิบหน้ากากออกมาใส่ทันที เขายังไม่ต้องการให้ผู้คนเห็นเขาแล้วก็เข้ามารุมล้อมก่อนที่จะถึงโต๊ะแลกเปลื่ยนสมบัติ
เบเรียลเองก็หยิบหน้ากากขึ้นมาใส่ด้วยเหมือนกัน
“ จริงสิฝากนายไปบอกคุณมาโชเล่ย์ด้วยว่าให้ส่งคนมาดูแลผู้คนรอบๆด้วยเดี๋ยวอาจจะมีปัญหาได้ ” ไลท์พูดขึ้น
“ เข้าใจแล้วครับท่านไลท์ ” เจ้าหน้าที่รับคำก่อนที่จะหยิบเครื่องมือสื่อสารติดต่อไปหาเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านชั้นสาม
ไลท์และเบเรียลเดินไปที่บันไดที่จะขึ้นไปชั้นสองก็ต้องอ้าปากค้าง เพราะตอนนี้ที่บันไดที่จะขึ้นไปชั้นสองมีผู้คนต่อแถวยาวไปไกลจนออกนอกประตูไปเลย แถมยังมากถึงสามแถวอีกด้วย
เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าบันไดก็พากันตรวจสอบคนที่จะขึ้นไปชั้นสอง คนที่สามารถขึ้นไปได้ก็แสดงสีหน้าดีใจ ส่วนคนที่ขึ้นไปไม่ได้ก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ในเมื่อมันเป็นการตัดสินจากเจ้าหน้าที่สภาจอมเวทย์
ไลท์และเบเรียลถอนหายใจก่อนที่จะเดินออกจากตึกทันที เพราะพวกเขาไม่ต้องการที่จะเข้าไปเบียดผู้คนที่จะขึ้นไปชั้นสอง
ไลท์และเบเรียลจึงตัดสินใจที่จะปีนเข้าไปในตึกโดยการเข้าทางหน้าต่างที่เปิดอยู่แทน