รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ลูกสาวของท่านจอมพล

             

            ผู้ที่กำลังรับชมอยู่บนโลกออนไลน์กำลังลุกเป็นไฟ พวกเขาในตอนแรกที่กำลังโจมตีปรมาจารย์ไป่ฟานเซียนอย่างเมามันส์เพราะหลงเชื่อในถ้อยคำที่ยุยงเหล่านั้นดูเหมือนคนโง่ขึ้นมาทันที

             

            พวกเขายังไม่เท่าไรแต่กลุ่มคนที่ถูกจ้างมาให้ปลุกปั่นความคิดเห็นพวกนั้นต่างหากที่กำลังมองหน้ากันอย่างที่ไม่รู้จะทำอย่างไร

             

            ไหนพวกคุณบอกว่าบาดแผลพวกนั้นมันร้ายแรงมากไม่ใช่เหรอ?

             

            ทำไมกับแค่โอสถระดับสองสามัญที่หาได้ไม่ยากก็ทำให้พวกคุณหายดีแบบนั้นได้แล้วล่ะ!

             

            แล้วแบบนี้พวกผมจะทำงานต่อไปได้อย่างไร  แบบนี้จะยังมีใครหลงเชื่อความคิดเห็นพวกนี้อีก?

             

            ไม่ใช่แค่ในโลกออนไลน์แต่ภายในห้องรับรองก็เริ่มมีหลายคนในห้องที่มีอาการไม่พอใจ  พวกเขามองหานจุนโป๋ด้วยสายตาแปลกประหลาดตัวตนระดับปรมาจารย์แบบคุณถึงกับเล่นละครหลอกลวงเพื่อโอสถเม็ดหนึ่งเลยหรือ?

             

            อย่างน้อยก็ควรจะทำให้อาการบาดเจ็บมันสมจริงกว่านี้หน่อยสิ!

             

            แน่นอนว่าคนที่กำลังไม่เข้าใจที่สุดย่อมเป็นตัวหานจุนโป๋เอง  เขายกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตาอาการบาดเจ็บภายในที่เกิดจากการปะทะกับไป่ฟานเซียนในครั้งนั้นมันสร้างปัญหาให้เขามาหลายวัน  และเป็นความจริงที่ตัวเขาทดลองใช้การรักษารวมถึงโอสถจำนวนมากมาแล้วแต่มันกลับทำได้เพียงเยียวยาไม่หายขาดเสียที

             

            ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มาหาหมอเทวดาที่นี่หรอก

             

            นอกจากเขาแล้วทั้งอี้ฟานและติงคังหมิงต่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเองตรงส่วนนั้นของพวกเขากลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เลือดลมในร่างก็ไหลเวียนสะดวกจนดูคล้ายกับคนสุขภาพดี

             

            แต่ที่กำลังสับสนที่สุดกลับเป็นหานเซี่ยวยี่ในความเป็นจริงอาการของเธอไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นขอเพียงพักผ่อนอีกสองสามเดือนก็ลุกขึ้นมาได้เองครั้งนี้ปู่ของเธอขอให้เธอช่วยแสดงละครและเธอก็ยินยอมทำอย่างเต็มใจ

             

            แต่ใครจะไปรู้ว่าอยู่ๆเธอจะรู้สึกคลื่นไส้จนอาเจียนเอาเลือดกองหนึ่งออกมา จนหลงลืมว่าตนเองกำลังบาดเจ็บร้ายแรงจนไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ไปครู่หนึ่ง

             

            ส่วนคุณชายอันนั้นไป่ฟานเซียนไม่ได้สนใจเขามากมายขนาดนั้นเพราะมันไม่ใช่ฝีมือของนาง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

             

            ใช่แล้ว  ทุกอย่างนั้นเป็นฝีมือของไป่ฟานเซียน

             

            พลังปราณบริสุทธิ์ของนางสามารถผสานเข้าไปกับโอสถจนยกระดับพวกมันได้  นอกจากนี้ตัวของพลังปราณเองยังมีอำนาจในการชะล้างสิ่งที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของพวกเขาสำหรับกรณีติงคังหมิงและอี้ฟานนางเพียงใช้ปราณของนางสลายอำนาจของโอสถที่ทำให้ส่วนนั้นของพวกเขาใช้งานไม่ได้ทิ้งไปก็เท่านั้น

             

            มันคือโอสถของนางเองที่ดีดใส่ปากพวกเขาไปตอนนั้น  นางยิ่งกว่ารู้ดีเสียอีกว่าจะรักษามันอย่างไร

             

            สำหรับหานจุนโป๋และหลานสาวสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายของพวกเขาและทำให้การรักษานั้นยากเย็นอย่างยิ่งคือ“เจตจำนง” ของนาง

             

            มันไม่ใช่พลังปราณสิ่งที่นางต้องทำก็แค่ถอนเอาเจตจำนงเหล่านั้นเออกจากร่างก็แค่นั้น

             

            แล้วผสานกับปราณบริสุทธิ์และอำนาจของโอสถนิดหน่อยพวกเขาก็จะฟื้นตัวและหายดีได้อย่างง่ายดาย

             

            “ปรมาจารย์หาน...มีอะไรจะอธิบายไหม?”

             

            เซี่ยจื่อโจวหรี่ตาลงอย่างเย็นชา นอกจากเขาแล้วเซี่ยซูเหยารวมถึงเจิ้งเหรินอี้ล้วนปลดปล่อยแรงกดดันบางเบาออกมาด้วยความไม่พอใจ

             

            “นี่...นี่มัน”

             

            หานจุนโป๋ไม่รู้จะตอบอย่างไรเขาหันไปอยากจะขอความช่วยเหลือจากพลตรีโจวห้าวหยุนที่อยู่อีกด้านก่อนหน้านี้พวกเขามีข้อตกลงบางอย่างต่อกัน หลังจากที่หานจุนโป๋กดดันจนไป่ฟานเซียนยอมหลอมโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาได้แล้วก็จะเป็นโจวห้าวหยุนที่ออกมาสานต่อเรื่องราวนี้จนจบ

             

            นั่นจึงเป็นเหตุผลที่โจวห้าวหยุนเดินทางมาที่นี่!

             

            หลิวเยี่ยนเฟยสามารถสังเกตการสื่อสารทางสายตาของทั้งสองคนได้  ชายหนุ่มหันไปมองโจวห้าวหยุนด้วยสายตาคมกริบ

             

            เขาไม่คิดว่าคนของกองทัพจะยอมร่วมมือกับหานจุนโป๋เพื่อกดดันไป่ฟานเซียนด้วย?

             

            สิ่งสำคัญคือนี่เป็นการตัดสินใจโดยพลการของโจวห้าวหยุนที่อยากทำผลงานหรือเป็นการตัดสินใจของพวกฝ่ายบริหารระดับสูงของกองทัพ

             

            โจวห้าวหยุนกัดฟันกรอด  เขาขยับแว่นแล้วพยายามใจเย็น  ถึงทุกอย่างมันจะผิดแผนไปบ้างแต่สิ่งที่เขามีย่อมสามารถกดดันไป่ฟานเซียนได้ระดับหนึ่งอย่างแน่นอน

             

            พลตรีหนุ่มก้าวออกไปข้างหน้าเขาหยิบเอากระดาษข้อมูลออกมาจากกระเป๋าแล้วพูดต่อหน้ากล้องที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่ด้วยอำนาจของรัญบาล ผมขอควบคุมตัวคุณในฐานะบุคคลหน้าสงสัย”

             

            สิ่งที่เขานำออกมาแสดงให้ทุกคนดูคือกระดาษที่มีตราประทับของรัฐบาลอยู่

             

            นอกจากนี้มันยังมีหลักฐานเป็นประวัติของไป่ฟานเซียนที่แทบจะว่างเปล่าทั้งหน้า นอกจากชื่อและรูปถ่ายแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอยู่ในประวัติของนางอีก

             

            ผู้ชมมองมันอย่างประหลาดใจ

             

            รัฐบาลถึงจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับกองทัพโดยตรงแต่ในกรณีนี้พวกเขาสามารถออกคำสั่งในแนวทางนี้ได้ เพราะการที่ไป่ฟานเซียนไม่มี “ตัวตน”อยู่ในฐานข้อมูลของประเทศนั้น สำหรับรัฐบาลแล้วแค่นั้นก็มากเกินพอที่จะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาที่ไปของนาง

             

            ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดพวกเขาสามารถใส่ความว่าไป่ฟานเซียนเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ก็เป็นสายลับที่ต้องการมาสืบข้อมูลของประเทศ

             

            ถึงจะดูไม่สมเหตุสมผลแต่อำนาจกฎหมายเอื้อให้พวกเขาทำเรื่องพวกนี้ได้จริงๆ

             

            ไป่ฟานเซียนหรี่ตา  เรื่องที่นางเคยคิดในที่สุดก็เกิดขึ้น

             

            นางอ่านหนังสือมามากมาย  นอกจ่ากการเรียนรู้ว่าไม่สามารสังหารคนซี้ซั้วในยุคนี้ได้  อีกสิ่งที่นางค้นพบก็คือนางไม่มีสิ่งที่เรียกว่าบัตรประชาชนหรือหลักฐานใดที่จะสามารถแสดงว่านางเป็นประชากรของประเทศนี้

             

            แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นกับคนหลายคนพวกเขาบางคนบิดามารดาไม่ได้ไปแจ้งเกิดทำให้ไม่ถูกบันทึกลงในฐานข้อมูลประชากรแต่ถ้าสืบจากบิดามารดาขึ้นไปตามสายเลือด รัฐบาลก็พอจะสามารถยืนยันตัวตนของคนๆนั้นได้อยู่

             

            แต่กับคนที่ไม่มีญาติพี่น้องในประเทศและอยู่ๆก็ปรากฏขึ้นมาพวกเขาจะคิดว่าเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองอย่างผิดกฏหมายหรืออาชญากรก็ไม่แปลก

             

            มันค่อนข้างจะเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของนาง ถึงนางจะเป็นตัวตนที่สูงส่งเช่นใดในโลกของผู้ฝึกตนแต่ก็ยังลืมไม่ได้ว่าประชากรส่วนใหญ่ในประเทศคือคนธรรมดาพวกเขาดำเนินชีวิตแบบคนทั่วไปและไม่สนหรอกว่านางคือจักรพรรดินีโอสถหรือจะเป็นใครที่ไหน.

             

            ผู้ฝึกตนในยุคนี้ก็ยังอยู่ใต้กฎของประเทศ

             

            หลิวเยี่ยนเฟยหรี่ตา  เรื่องที่ประวัติของไป่ฟานเซียนเป็นปริศนานั้นพวกเขาเคยหารือเกี่ยวกับประเด็นนี้ไปแล้วและสรุปว่ามันได้ไม่คุ้มเสียที่จะไปหาเรื่องนาง ดังนั้นจึงปล่อยประเด็นนี้ให้ตกไป

             

            แต่ทำไมโจวห้าวหยุนถึงกัดประเด็นนี้ไม่ปล่อย?

             

            ทั้งเขายังไปหาการสนับสนุนจากทางรัฐบาลแบบนั้นมาได้อีก

             

            คำตอบก็คือตัวตนของติงคังหมิง  ถ้ายังจำได้พี่ชายของเขาเป็นคนของรัฐบาล

             

            ด้วยอำนาจนั้นทำให้เขาสามารถค้นหาไป่ฟานเซียนจากฐานข้อมูลประชากรได้ไม่ยาก ทั้งยังสามารถทำเรื่องเพื่อขออนุญาตจากตัวตนระดับสูงให้ทำการควบคุมไป่ฟานเซียนที่ทำตัวน่าสงสัยได้อีก

             

            เรียกว่าครั้งนี้โจวห้าวหยุนไปร่วมมือกับคนนอกสายงานเพื่อหาผลประโยชน์เต็มๆ

             

            “ท่านนายพลหลิวหวังว่าท่านจะให้ความร่วมมือกับการควบคุมตัวปรมาจารย์ไป่ครั้งนี้นะ”

             

             

             

            โจวห้าวหยุนเบนสายตามายังหลิวเยี่ยนเฟยทำไมเขาจะไม่รู้ว่าพลเอกคนนี้ค่อนข้างจะมีความสนิทสนมกับไป่ฟานเซียน แต่ถ้าเขายังเป็นคนของกองทัพอยู่เมื่ออยู่ต่อหน้าคำสั่งที่เกี่ยวพันกับความไม่สงบของประเทศแบบนี้เขาก็ไม่สามารถขัดได้

             

            ชายหนุ่มส่งสายตาเย็นชาไปให้โจวห้าวหยุน  ครั้งนี้เขาตัดสินใจได้ลำบากจริงๆ

             

            “ผมกำลังช่วยคุณอยู่นะ?  อย่าลืมสิว่ากองทัพก็ต้องการโอสถชนิดนั้นเหมือนกัน”โจวห้าวหยุนไม่ได้หยุดพูด เขาตอกย้ำความเป็นจริงนั้นออกมา

             

            หลิวเยี่ยนเฟยกัดฟันกรอดสิ่งที่โจวห้าวหยุนพูดมานั้นถูกต้องนอกจากมาดูความสงบเรียบร้อยแล้วระดับสูงในกองทัพยังมีความเห็นให้เขามาเจรจาเพื่อขอให้ไป่ฟานเซียนหลอมพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาให้กองทัพด้วย

             

            แล้วเขาจะทำอย่างไรดี?

             

            หลิวเยี่ยนเฟยหันไปสบตากับไป่ฟานเซียนหญิงสาวนั้นยังคงสงบแม้นางจะมีเรื่องให้หนักใจเพิ่มขึ้นมาแต่สายตาของนางที่มองมายังเขากลับยังคงกระจ่างใส

             

            นางไม่โกรธแน่ๆถ้าเขาต้องทำตามหน้าที่

             

            และเขาคิดว่านางน่าจะมีวิธีการรับมืออยู่ในหัว

             

            เรื่องราวพลิกกลับมากดดันไป่ฟานเซียนอีกครั้ง เหล่าผู้ชมบางส่วนหลงลืมการกระทำไร้ยางอายของหานจุนโป๋ก่อนหน้านี้ไปหมดแล้ว พวกเขาหันมาให้ความสนใจในตัวตนของไป่ฟานเซียนแทน

             

            ถ้าไป่ฟานเซียนไม่ใช่ประชากรของประเทศนี้มันจะหมายความว่าอย่างไร?

             

            มันจะหมายความว่าไป่ฟานเซียนไม่ใช่พวกเดียวกับพวกเขา!

             

            ถึงโลกของผู้ฝึกตนจะแยกออกมาจากโลกของคนธรรมดาแต่พวกเขาเหล่าผู้ฝึกตนก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของโลกปกติธรรมดานั้น  ผู้ฝึกตนก็ถือเป็นกำลังรบของประเทศเช่นเดียวกัน

             

            ถ้าไป่ฟานเซียนกลายเป็นตัวตนจากประเทศอื่น  พวกเขาก็ย่อมมองนางแปลกๆ  ถึงจะให้การยอมรับก็ยอมรับได้ไม่สนิทใจเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นางจะจากไปและอาจจะกลายเป็นศัตรูของพวกเขาได้ในสักวัน

             

            โจวห้าวหยุนลอบยิ้มถ้าเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ  เขาสามารถเอาโอสถพลิกสวรรค์หรือแม้แต่โอสถอื่นๆของนางมาเป็นข้อต่อรอง  แน่นอนว่ามันจะทำให้เขาได้รับผลงานมากมายมหาศาล

             

            “ท่านนายพลหลิว...ผมรบกวนคุณเข้าไปควบคุมตัวปรมาจารย์ไป่ด้วย”

             

            โจวห้าวหยุนพูดด้วยความสะใจ  ครั้งนี้เหมือนเขาได้ระบายความไม่พอใจที่มีต่อทั้งสองคนนี้ออกไปพร้อมๆกันจะมีอะไรที่ทำให้เขารู้สึกดีกว่านี้อีก?

             

             

            หลิวเยี่ยนเฟยจับจ้องไปยังโจวห้าวหยุนอย่างเย็นชาแต่ก่อนที่เขาจะเริ่มลงมือเพราะถูกบังคับตามหน้าที่ จิ้นหลิงหรือหัวหน้าหน่วยที่หนึ่งของเหยี่ยวดำก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาพร้อมกับคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องหนึ่ง

             

            เขาเปิดบางสิ่งบางอย่างให้หลิวเยี่ยนเฟยดู พลเอกหนุ่มกวาดสายตาผ่านหน้าจอนั้นในพริบตา  วินาทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมา พลตรีโจวห้าวหยุนรู้สึกเหมือนเขาเห็นรอยยิ้มแสยะที่ริมฝีปากของชายคนนั้น

             

     

            “...เร็วๆเข้าสิท่านนายพลหลิว”

             

            โจวห้าวหยุนรีบกล่าวเร่ง เขาเริ่มรู้สึกไม่ดีหลังจากที่เห็นท่าทางของหลิวเยี่ยนเฟย เขารู้สึกว่าบนหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพานั้นจะต้องมีอะไรแปลกๆและมันก็น่าจะส่งผลร้ายกับเขาอย่างแน่นอน

             

            “คุณจะรีบไปไหนล่ะพลตรีโจว?”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยลากเสียง   เขาก้าวเดินมาอยู่ต่อหน้ากล้องที่กำลังถ่ายทอดสดบ้าง  คอมพิวเตอร์พกพาถูกยกใส่มือเขามาด้วย

             

            “คุณกำลังบอกว่าปรมาจารย์ไป่ไม่มีหลักฐานยืนยันตัวตน?  บอกว่าเธออาจจะเป็นสายลับมาจากประเทศอื่น?”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยทวนคำพูด ช่วงสุดท้ายเขาเว้นช่วงจนสามารถดึงดูดความสนใจจากคนทั้งห้องรวมถึงคนที่กำลังดูจากช่องทางออนไลน์ได้หมดจด

             

            เขาแสยะยิ้มก่อนจะแสดงสิ่งที่อยู่บนหน้าจอให้ทุกคนดู

             

            “คุณคิดว่าตัวตนระดับลูกสาวบุญธรรม ของท่านจอมพล จำเป็นที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลให้พวกคุณรับรู้หรืออย่างไร?”

             

             

            “...”

             

            บรรยากาศในห้องกลายเป็นเงียบกริบ  สิ่งที่หลิวเยี่ยนเฟยเปิดให้สาธารณะชนดูก็คือข้อมูลของไป่ฟานเซียนเพียงแต่มันไม่ได้เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามและความลึกลับอีกแล้ว

             

            มันถูกแทนที่ด้วยข้อมูลอย่างครบถ้วน  ทั้งส่วนสูง น้ำหนัก กรุ๊ปเลือด  เลขประจำตัวประชาชน  ประวัติคร่าวๆ

             

            แต่ที่สำคัญนั้นอยู่ตรงช่องความสัมพันธ์  ทางฝ่ายบิดามันถูกเขียนเอาไว้ว่า

             

             

             

            จอมพลจางเซียนหยวน   -         (ลูกสาวบุญธรรม)

             

             

             

            “จอมพล” คือยศที่สูงที่สุดในกองทัพ  มันแม้แต่สูงกว่ายศ “พลเอก” ของหลิวเยี่ยนเฟย!

             

            ไม่ใช่แค่คนอื่นที่ตกใจจนแทบสิ้นสติ  แม้แต่ตัวไป่ฟานเซียนเองก็ยังประหลาดใจกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า

             

             

            นี่ข้าไปมีบิดาบุญธรรมตั้งแต่เมื่อไรกัน?

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน