ตอนที่ 66 สติปัญญามิสมบูรณ์ครบถ้วนนักผู้เยาว์ก็คือมารนั่นเอง
จิตใจมืดมิด ทว่ายังคงมุ่งปรารถนาในแสงสว่าง มีใจช่วยเหลือโลกหล้าและพร้อมพิทักษ์ความยุติธรรมอย่างนั้นหรือ
เบื้องนอกมหาวิหาร
เย่หลิวหลีเมื่อได้ยินถ้อยคำนี้จากปากของกู้ฉางเกอแล้วก็อดมิได้ที่จะรู้สึกละอายแทนในความไร้ยางอายของเขา
คำพูดเช่นนี้ เมื่อหลุดออกจากปากของกู้ฉางเกอกลับฟังดูราวกับหมาป่าที่กล่าวว่าจะหันมากินพืชผักช่างชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง
ทว่าท่าทางของกู้ฉางเกอนั้น ช่างดูเหมือนผู้ยึดมั่นในคุณธรรมยิ่งนักหากมีผู้ใดที่มิรู้จักเขาผ่านมา ก็อาจหลงคิดได้ว่าเขาเป็นคนดีไปได้
การเสแสร้งของเขานั้น เรียกได้ว่าไร้ซึ่งจุดด่างพร้อยใดๆ
"ความตั้งใจใฝ่ธรรมของผู้เยาว์นั้น ส่องสว่างดุจตะวันจันทราปณิธานตั้งมั่นซึ่งสวรรค์และปฐพีเป็นประจักษ์…”
ในมหาวิหาร กู้ฉางเกอแสดงสีหน้าผู้ทรงธรรมกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ต่อเศษเสี้ยวจิตวิญญาณตรงหน้าหวังว่าจะหลอกลวงให้ผ่านพ้นไปได้
แต่หากมิได้ผล ก็ค่อยหาวิธีการอื่น เขามิได้มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
แต่เมื่อพูดถึงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณนี้ดูเหมือนจะมีสติปัญญามิสมบูรณ์ครบถ้วนนัก หรือบางทีอาจเป็นเพราะหลับใหลมาเนิ่นนานจึงทำให้ถ้อยคำของกู้ฉางเกอกลับทำให้มันตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เหตุนี้จึงทำให้กู้ฉางเกอเริ่มมีแผนการในใจขึ้นมาเพราะเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของว่าที่มหายุทธ์สูงสุดนี้กลับแฝงไว้ซึ่งพลังอันล้ำลึกอยู่ด้วย
หากเขาใช้เคล็ดวิชามหามารกลืนเทพดูดซับพลังนี้เข้าไปเกรงว่าพลังของเขาคงพุ่งทะยานอีกก้าวกระโดดครั้งใหญ่
แม้ว่าเขาจะสามารถบำเพ็ญเพียรด้วยวิธีการเพิ่มแต้มได้แต่เมื่อโอกาสที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้มาถึง เขาก็ย่อมมิมีทางปล่อยให้หลุดลอยไปได้
เพราะวิธีฝึกปรือเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพนั้นแตกต่างจากคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์อย่างสิ้นเชิงหนึ่งพึ่งการกลืนกินพลังต้นกำเนิดและสิ่งอื่นๆส่วนอีกหนึ่งอาศัยความสามารถพิเศษเพิ่มแต้มที่เขามี
ในร่างของกู้ฉางเกอ ซุกซ่อนพลังสองสายอันแตกต่างขัดแย้งกันไว้มาตลอดสองพลังนี้ดำเนินตามเส้นทางการบำเพ็ญที่มิเหมือนกันโดยสิ้นเชิง
ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาครอบครองดวงจิตมารที่มีคุณสมบัติอันยืดหยุ่นสามารถรองรับพลังที่แตกต่าง หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาคงถูกพลังที่ขัดแย้งกันนี้กลืนกินจนสูญเสียการควบคุมและกลายเป็นมารไปแล้วมีหรือที่จะยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้ได้
ในยามนี้ พลังปราณที่กู้ฉางเกอแสดงออกมาภายนอกนั้นล้วนมาจากคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ ส่วนพลังจากเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพนั้นถูกเก็บซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด มิให้เผยแพร่สู่โลกภายนอกได้
เขาเองก็เคยคิดที่จะเพิ่มแต้มเพื่อยกระดับเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพแต่เห็นได้ชัดว่ามันมิสามารถทำได้เว้นเสียแต่จะช่วยให้เขาเข้าใจเคล็ดวิชาอย่างลึกซึ้งขึ้นเท่านั้นหาได้มีประโยชน์อื่นใดไม่
เมื่อเป็นเช่นนั้นย่อมดีกว่าที่เขาจะเก็บแต้มไว้เพิ่มพูนพลังอาคมและศิลปะวิชาอื่นๆเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองอย่างแท้จริง
หากจะกล่าวให้ถูกเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพนั้นมิใช่วิชาสำหรับบำเพ็ญเพียรโดยตรงแต่เป็นเพียงวิธีการฝึกปรือชนิดหนึ่งเท่านั้น
กู้ฉางเกอครุ่นคิดอยู่ในใจวางแผนว่าจะจัดการกับเศษเสี้ยวจิตวิญญาณนี้อย่างไรแต่สีหน้ากลับไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
“เจ้าคนไร้ยางอาย!”
“เจ้ากล้าหลอกลวงข้า มรดกของข้ามีหรือจะมอบให้กับผู้ที่เต็มไปด้วยความคิดชั่วร้ายเช่นเจ้า วาจาของเจ้ามิอาจกลบเกลื่อนเจตนาอันแท้จริงได้เลย”
เสียงอันกึกก้องดังสะท้าน พื้นที่ว่างเปล่ารอบด้านสั่นไหว
ภายในมหาวิหาร พลังมารเข้มข้นปะทุขึ้น
บุรุษในชุดทองคำดุจจักรพรรดิยุคบรรพการสวมมงกุฎทองคำประดับด้วยอัญมณีเจิดจรัส ในดวงตาอันแหลมคมนั้นพลันปรากฏประกายอันน่าเกรงขามขึ้นมา
เขาจ้องเขม็งไปที่กู้ฉางเกอ กล่าวคำด้วยน้ำเสียงอันกราดเกรี้ยวราวกับไฟโทสะที่เผาไหม้จนแผดเผาทุกสิ่ง
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณนี้ เป็นสิ่งที่เจ้าของเขตแดนลี้ลับทิ้งไว้แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยว แต่กลับแฝงพลังอันยิ่งใหญ่ของต้นกำเนิดเอาไว้อย่างสมบูรณ์จึงทำให้มันสามารถมองทะลุถึงเจตนาชั่วร้ายที่แท้จริงของกู้ฉางเกอ
ชายหนุ่มตรงหน้า มิเพียงแต่มีความคิดเล่ห์เหลี่ยมชั่วร้ายแต่ยังกล้าบังอาจคิดหาวิธีครอบครองเศษเสี้ยวจิตวิญญาณนี้อีกด้วย!
ความคิดนี้ทำให้มันโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด
“เจ้าคนชั้นต่ำ กล้าหลอกลวงข้า จงรับโทษตายซะ!”
“ทุกถ้อยคำล้วนเป็นคำลวงหลอก จิตใจของเจ้า ไร้ซึ่งความจริงใจ!”
“สมควรต้องถูกสังหาร!”
เสียงอันเย็นเยียบดังก้องกังวาน ดุจคำพิพากษาที่ไร้การอุทธรณ์เศษเสี้ยวจิตวิญญาณพุ่งโจมตีกู้ฉางเกออย่างเด็ดขาดในทันที
ร่างที่มันแปรสภาพขึ้นมานั้น แผ่พลังอำนาจอันน่าหวาดกลัวออกมาแปรเปลี่ยนเป็นดวงอาทิตย์อันเจิดจรัสเปล่งแสงเจิดจ้าที่ไล่ล้างความมืดมิดออกไปจนสิ้น!
เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว สีหน้าของกู้ฉางเกอพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา
เขาเลิกเสแสร้งและแสดงความเยือกเย็นออกมามากยิ่งกว่าอีกฝ่ายสีหน้าราวกับน้ำแข็งที่มิสะทกสะท้านต่อสิ่งใด“เจ้าคิดว่าข้าสนใจมรดกสืบทอดของเจ้าจริงๆ หรือหากมิใช่เพราะข้าต้องการทวนเล่มนั้น ข้าก็คงมิลดตัวมาเจรจากับเจ้าให้เสียเวลาเจ้าประเมินตนเองสูงเกินไปแล้ว”
“เป็นแค่เศษซากของคนตาย แต่ยังกล้าคิดจะข่มเหงข้างั้นหรือ”
พูดจบ มือของเขาปรากฏยันต์ทะลุมิติออกมา
หากสถานการณ์เลวร้าย เขาย่อมมิลังเลที่จะหลบหนีเพื่อรักษาชีวิตตนเอง
“เจ้าคนต่ำช้า! รนหาที่ตาย!”
เสียงตวาดอันเกรี้ยวกราดดังขึ้นพร้อมกับพลังที่ปะทุจนสะท้านฟ้าเศษเสี้ยวจิตวิญญาณถูกคำพูดของกู้ฉางเกอยั่วยุจนมิอาจระงับโทสะได้
พลังอันเกรี้ยวกราดนั้นแผ่กระจายไปทั่วจนทั้งมหาวิหารสั่นสะเทือนราวกับจะพังทลายลงในทันที
ทว่ากู้ฉางเกอกลับแย้มยิ้มเย้ยหยัน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเยือกเย็น
ตู้ม!
ในตอนนั้นเอง เสื้อคลุมอาภรณ์ห้าสีที่เขาสวมใส่ปรากฏประกายแสงเลือนรางขึ้นมาปกคลุมทั่วร่าง
เสื้อคลุมชิ้นนี้เป็นเพียงอาภรณ์ป้องกันที่เขาหยิบมาใช้โดยมิได้ตั้งใจแต่ถึงกระนั้น มันกลับสามารถต้านทานการโจมตีเต็มพลังจากระดับเทวะมายาได้
และในชั่วขณะนี้ เสื้อคลุมนั้นกลับส่องประกายเจิดจ้าขึ้น
เขาสังเกตเห็นว่าแม้เศษเสี้ยวจิตวิญญาณนี้จะแข็งแกร่งแต่ก็มิสามารถปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมาได้ เสื้อคลุมอาภรณ์ห้าสีนี้จึงสามารถรับมือกับการโจมตีได้อย่างสมบูรณ์
แม้ว่าหลังจากวันนี้ เสื้อคลุมตัวนี้อาจจะต้องสิ้นสภาพลงไปก็ตาม
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณนี้ แม้จะมีพลังอยู่ในระดับเทวะมายาและสามารถปกครองทุกสิ่งในเขตแดนลี้ลับแห่งนี้ได้อย่างไร้คู่แข่งแต่ก็เป็นเพียงพลังในระดับนั้นเท่านั้น
เมื่อค้นพบความจริงนี้กู้ฉางเกอพลันเกิดความสนใจในตัวเศษเสี้ยวจิตวิญญาณนี้ขึ้นมา
“ทวนมารทลายสวรรค์อยู่ที่นี่ก็มีแต่จะสูญเปล่าอาวุธเลิศล้ำที่ควรค่าแก่การคร่าชีวิต กลับถูกทิ้งไว้ในที่เช่นนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่าเวทนายิ่ง ข้ารู้สึกปวดใจแทนเจ้ามิน้อย”
กู้ฉางเกอเอ่ยวาจาอย่างอ้อยอิ่ง สายตาจับจ้องอยู่ที่ทวนมารทลายสวรรค์ราวกับต้องมนตร์สะกด
พลังมารอันไร้ที่สิ้นสุดแผ่ซ่านออกจากทวนราวกับคลื่นพลังที่สามารถล้างผลาญทุกสรรพสิ่งในจักรวาลและฉีกกระชากความโกลาหลให้แยกออกเป็นเสี่ยงๆ!
ยิ่งเขามอง ก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจในอาวุธเล่มนี้
ทันใดนั้นเอง กู้ฉางเกอก้าวเดินไปข้างหน้าเสียงกระดูกดังสะท้อนในร่างกายลั่น แสดงถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่เขาต้องแบกรับ
เย่หลิวหลีที่ยืนอยู่เบื้องนอกมหาวิหาร ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
การเผชิญหน้ากับเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของว่าที่มหายุทธ์สูงสุดนี้กู้ฉางเกอกลับมิแสดงความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังกล้ากล่าววาจาท้าทายโดยมิลังเลอีกด้วย
ชายผู้นี้ช่างกล้าหาญบ้าบิ่นเกินมนุษย์ช่างมิเกรงกลัวความตายเลยแม้แต่น้อย
แม้กระทั่งในหมู่เซียนโบราณ ว่าที่มหายุทธ์สูงสุดก็เป็นบุคคลระดับตำนานราวกับเสาหลักของยุคสมัยที่มีชีวิตอยู่ยาวนานมานับล้านปี หากปักหลักอยู่ ณ ที่ใดก็สามารถปกป้องพื้นที่นั้นให้เป็นนิรันดร์ได้
แม้แต่ตัวนางเองก็แทบมิมีโอกาสได้พบเจอกับบุคคลระดับนี้ด้วยตาตนเอง
“ทวนมารทลายสวรรค์เป็นอาวุธแห่งหายนะ หากมันปรากฏในโลกหล้าอาจล้างผลาญทุกสิ่งจนสูญสิ้นเจ้านี่คิดจะช่วยเหล่ามารสร้างความวิบัติให้แก่โลกหล้าหรือไร”
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่เดิมไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆบัดนี้กลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นเยียบคาดมิถึงว่าจะควบคุมเด็กหนุ่มผู้ไร้ยางอายตรงหน้าผู้นี้มิได้
ในอดีต มันเคยเป็นถึงว่าที่มหายุทธ์สูงสุดผู้ทรงอำนาจแต่ละเผ่าพันธุ์ต่างกราบกรานดุจเคารพบูชาเทพเจ้าเพียงแค่การดีดสะบัดนิ้วเดียวก็สามารถทำลายดวงดาราให้พังพินาศไปได้ทั้งดวง
ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าเวลานี้มันต้องตกต่ำถึงขั้นถูกเด็กหนุ่มผู้หนึ่งลบหลู่เหยียดหยามได้!
“ช่วยเหลือเหล่ามารสร้างหายนะหรือ ช่างน่าขันนักนับเป็นเหตุบังเอิญเสียจริงเพราะผู้เยาว์ที่ท่านว่าก็คือมารในสายตาของท่านนั่นเอง”กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มเย็นชา น้ำเสียงสงบแต่แฝงความเย้ยหยัน
ในขณะนั้นเอง เขาปลดปล่อยจิตมารออกมาโดยมิคิดปิดบังแต่อย่างใด
ในชั่วพริบตา เขาสัมผัสได้ว่า ทวนมารทลายสวรรค์ซึ่งเดิมทีดูเงียบสงบบัดนี้กลับสั่นไหวขึ้นเล็กน้อย
ดูเหมือนทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามที่เขาคาดไว้
ทวนมารทลายสวรรค์นั้น เดิมทีก็มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับดวงจิตมารอยู่แล้ว
“ผู้ที่ตกอยู่ในหนทางแห่งมาร สมควรต้องดับสิ้น!”
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณตวาดก้องด้วยความโกรธแค้นพลังแสงแห่งสุริยะอันน่าสะพรึงพรั่งพรูลงมา ราวกับจะเผาผลาญกู้ฉางเกอให้มอดไหม้
แม้เพียงเศษเสี้ยวพลังก็เพียงพอที่จะเผาผลาญผู้แข็งแกร่งระดับเทวะมายาให้ดับสูญ
เห็นได้ชัดว่า ความโกรธแค้นของมันถึงจุดสูงสุดแล้วเนื่องจากพลังนี้ยังเป็นการบั่นทอนพลังที่เหลืออยู่ในเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของมันเอง
ทว่าประกายแสงจากเสื้อคลุมอาภรณ์ห้าสี กลับเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้น
กู้ฉางเกอยังคงก้าวเดินอย่างสง่างามท่ามกลางพลังอันมหาศาลของเศษเสี้ยวจิตวิญญาณ แม้รู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นแต่เขากลับมิมีท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้อยคำของท่าน ข้ากลับมิเห็นด้วยแม้แต่น้อยการที่เห็นพ้องกับท่านก็เป็นแสงสว่างทว่าการที่มิเห็นด้วยก็กลับเป็นความมืดมิดงั้นหรือ”
“เช่นนั้นข้าขอกล่าวถามหน่อยว่าเหตุใดในเมื่อท่านอ้างตนว่าเป็นผู้ที่ยึดมั่นในความดีงามแต่กลับทิ้งข่าวสารเรื่องมรดกสืบทอดไว้แค่เพียงในแผนที่ฉบับเดียวพร้อมทั้งสร้างกลไกกับค่ายกลรอบพระราชวังดักไว้ให้ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่หลงเข้ามาต้องสิ้นชีพ”
“นี่หรือคือสิ่งที่ท่านเรียกว่าหนทางแห่งแสงสว่าง”
เขาหัวเราะเยาะ ถ้อยคำนั้นทำให้เศษเสี้ยวจิตวิญญาณชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่จิตใจของมันจะเริ่มตระหนักถึงบางสิ่ง
เมื่อพินิจพิเคราะห์ถ้อยคำเหล่านั้นอย่างละเอียด มันกลับพบว่ามีเหตุผลจริง
แต่มินาน สีหน้าของมันก็เปลี่ยนเป็นดุดันอีกครั้งพร้อมตวาดออกมาอย่างเกรี้ยวกราดว่า
“ไร้สาระ! ตั้งแต่โบราณกาลมาผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรต่างแย่งชิงโชควาสนาและโอกาสกันเป็นธรรมดาเรื่องนี้นั้นเป็นสัจธรรมแห่งสวรรค์และโลกหล้า ข้าทิ้งมรดกไว้ก็เพื่อเลือกสรรผู้ที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น!”
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณมองกู้ฉางเกอด้วยสายตาเย็นเยียบความหนาวเย็นในแววตานั้นราวกับสามารถทำลายล้างทุกสิ่ง
มันเกือบจะถูกหลอกล่อด้วยคำพูดของเด็กหนุ่มผู้นี้จนถึงขั้นต้องตั้งคำถามกับการกระทำของตนเอง
“โอกาสและอันตรายนั้นอยู่คู่กันมาแต่โบราณกาลนี่คือสัจธรรมของฟ้าดินที่มิมีวันเปลี่ยนแปลง”
กู้ฉางเกอยิ้มบาง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความคมคายว่า
“เช่นนั้นก็หมายความว่าการที่ข้ามาเอามรดกนี้ก็มินับว่าเป็นปัญหาอันใดใช่หรือไม่สำหรับท่านแล้วมันคือความชั่วร้าย แต่สำหรับข้าแล้วนี่ก็นับว่าเป็นวาสนาอันล้ำค่าของข้าเอง”
“นอกจากนี้ ผู้ที่ท่านว่าคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดนั้นข้าก็ได้สังหารทิ้งจนเสียสิ้นไปแล้ว นี่ก็แสดงให้เห็นถึงคำกล่าวของท่านที่ว่าโอกาสและอันตรายนั้นนับว่าอยู่คู่กัน…”
คำพูดเหล่านั้นทำให้เศษเสี้ยวจิตวิญญาณชะงักงัน
ในจังหวะนั้นเอง กู้ฉางเกอฉวยโอกาสใช้ยันต์ทำลายมิติ พาร่างกายของตนแวบหายไปในพริบตาก่อนจะปรากฏตัวอีกครั้ง ณ ส่วนลึกของมหาวิหาร
เขาต้องการเพียงโอกาสเดียว
โอกาสที่จะทำลายผนึก!
“ทวนมารทลายสวรรค์…”
กู้ฉางเกอยืนอยู่ใต้แท่นบัลลังก์ยื่นมือออกไปสัมผัสกับตัวทวนที่เต็มไปด้วยพลังมารมหาศาล
ทว่าพลังที่ควรจะดุร้ายน่ากลัว กลับมิส่งผลอันตรายใดๆ ต่อเขามันกลับแสดงออกถึงความอ่อนโยนและความคุ้นเคยที่เผยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
วึ้ง!
ทันใดนั้น อักขระค่ายกลลึกลับจำนวนมากพลันปรากฏขึ้นบนตัวทวนมันเป็นกลไกผนึกที่ถูกกระตุ้นเมื่อเขาจับต้องอาวุธเล่มนี้
…
“ค่ายกลนี้ จงถูกดับสูญไปเสียเถิด…”
กู้ฉางเกอมิมีทางปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปพลังปราณมารพุ่งออกมาจากร่างเขา หลั่งไหลเข้าสู่ค่ายกลผนึกอย่างมิหยุดยั้งตั้งใจจะทำลายมันให้สิ้นซาก
ก่อนจะมาลงยังโลกเบื้องล่างเขาก็ได้ศึกษาวิธีทำลายค่ายกลผนึกเหล่านี้ไว้อย่างละเอียดแล้ว บัดนี้แสงสีดำจำนวนนับมิถ้วนปรากฏขึ้นในมือของเขาประสานกันจนก่อเกิดเป็นพลังงานอันลึกล้ำและทรงอำนาจจนน่าตื่นตะลึง
ขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคมารสีดำสนิทดั่งรัตติกาลปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างสงบก่อนแผ่พลังแห่งมารออกมาเป็นสายม่านแสงเหล่านั้นส่องสะท้อนราวกับอัญมณีที่กลืนกินแสงสว่าง!
แกร๊กก…
ค่ายกลผนึกเริ่มถูกทำลาย เสียงอักขระแตกร้าวดังก้อง
พลังมารอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาราวกับแสงอาทิตย์ที่แผดเผาความมืดมิดให้จางหาย
ทวนมารทลายสวรรค์สมกับที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอาวุธแห่งหายนะเพียงแค่การเคลื่อนไหวหนึ่งครั้งก็สามารถลบล้างแปดทิศสิบแดนให้หายไปได้!
กู้ฉางเกอจับด้ามทวนไว้แน่น ในใจสัมผัสได้ถึงความยินดีแห่งการเกิดใหม่ความอบอุ่น และความคุ้นเคยที่พลันแล่นเข้าสู่จิตใจของเขา
เนื่องจากพลังมารของเขาและทวนมารทลายสวรรค์มีต้นกำเนิดเดียวกันจึงทำให้เขาประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากในการหลอมรวมพลังอย่างมาก
แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยพลังในปัจจุบันของเขา การจะหลอมรวมทวนมารทลายสวรรค์อย่างสมบูรณ์ก็ยังคงนับว่าเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมอยู่บ้าง
ทวนเล่มนี้เป็นอาวุธระดับมหายุทธ์สูงสุดหรือไม่ก็อาจสูงกว่านั้น
แค่พลังเพียงเสี้ยวของมันที่เผยออกมาก็สะท้านสะเทือนจิตใจได้ถึงเพียงนี้หากอยู่ในช่วงพลังสูงสุดการเหวี่ยงทวนเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะทำลายล้างโลกหล้าได้อย่างง่ายดาย
“แย่แล้ว…”
ในตอนนั้นเองเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ก็พลันสังเกตเห็นการกระทำของกู้ฉางเกอ
เหตุใดเจ้าหนุ่มผู้นี้จึงได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
ใบหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดด้วยความตกตะลึงก่อนจะรีบพุ่งตรงเข้ามาทันที มันยังคงจดจำได้อย่างแจ่มชัดว่าตนเองเคยพ่ายแพ้และดับสูญเช่นไรในอดีต
แม้ว่าคำพูดของกู้ฉางเกอจะมีเหตุผลอยู่บ้างแต่มันก็มิอาจปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของตนได้
หากทวนมารทลายสวรรค์ถูกปลดปล่อยออกไปก็จะนำพามาซึ่งหายนะและความวุ่นวายสู่โลกทั้งปวง นับเป็นภัยต่อปวงประชาอย่างยิ่งมันจะต้องถูกปิดผนึกไว้ในที่แห่งนี้เท่านั้น
นี่คือภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่าการส่งต่อมรดกใดๆ!
“สายไปแล้ว…”
กู้ฉางเกอปรายตามองเศษเสี้ยวจิตวิญญาณอย่างเย็นชา ในมือเขาถือ ทวนมารทลายสวรรค์เอาไว้แน่นก่อนจะกระชากมันออกมาจากซากศพอันแตกร้าวของเศษเสี้ยวจิตวิญญาณ!
ตูม!
ทวนเล่มนั้นถูกกวัดแกว่งในมือของเขา พลังมารสีดำระเบิดออกมาปลายยอดของทวนพลันเปล่งแสงมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัว พลังอันมหาศาลและเกรี้ยวกราดนั้นมิอาจอธิบายได้ด้วยคำพูดใด
ด้วยอาวุธลักษณะดั่งทวนที่เน้นการโจมตีในแนวรุกด้วยพลังการโจมตีอันกว้างไกล สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและดุดัน ไร้ผู้ใดจะเทียบเทียมสมดั่งคำเล่าลือที่ว่าเป็นราชันแห่งอาวุธทั้งปวง
ฉัวะ!
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณถูกแทงทะลุด้วยกระบวนท่าเดียวโดยมิอาจต้านทานได้มันมองภาพตรงหน้าอย่างมิอยากจะเชื่อสายตา ขณะที่ถูกปลายทวนตัดผ่านพลังมารพลุ่งพล่านก็เข้ากลืนกินมัน ราวกับมหาสมุทรที่ซัดกระหน่ำจนร่างจมหาย
การโจมตีกู้ฉางเกออย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ทำให้สิ้นเปลืองพลังไปอย่างมหาศาลจึงมิมีเรี่ยวแรงพอที่จะต้านทานพลังของทวนมารทลายสวรรค์ในครั้งนี้!
พลังของทวนเล่มนี้เหนือกว่าทุกสิ่งใดในเขตแดนลี้ลับมิมีสิ่งใดจะสามารถกดข่มพลังอานุภาพของมันได้!
ฟึ่บ!
ในขณะเดียวกันขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคมารสีดำสนิทก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของกู้ฉางเกอก่อนเขาจะใช้โอกาสนี้ดูดกลืนเศษเสี้ยวจิตวิญญาณเข้าไปในขวดทันที!
มหาวิหารที่เคยเต็มไปด้วยการปะทะอันดุเดือดบัดนี้กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง