ตอนที่ 51
ผลึกมิติ 1
เป่าซิงกำลังวนเวียนอยู่รอบกายของหยางอี้เมื่อเห็นสิ่งของ จึงตรงเข้าไปหาลูกแก้ว พลางใช้ลำแสงที่พุ่งออกจากหน้าผากสำรวจดู“ลูกแก้วพวกนี้ ทำจากวัตถุดิบล้ำค่า แต่กลับเป็นเพียงภาชนะกลวงว่างเท่านั้น”
“ภาชนะกลวงว่างหมายถึงอันใด”
“ตัวลูกแก้วถูกสร้างขึ้นจากแร่ลึกลับ ดูแล้วคงเป็นวัตถุดิบในระดับตำนานหากแต่มิได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นอาวุธ หรือสมบัติวิเศษ แต่กลับใช้เป็นเพียงวัตถุกักเก็บ”
“วัตถุกักเก็บอันใดกัน”
“เรื่องนั้นข้าก็ไม่แน่ใจ”เป่าซิงเอ่ยพลางมองตรงไปยังประตูศิลา ซึ่งขวางทางเข้าไปภายในตัวนาวาเหนือกาล“แต่หากใก้คาดเดา สิ่งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับ เจ้านั่น ไม่มากก็น้อย”
หยางอี้มองตามเป่าซิงก่อนจะทดลองกะขนาดของลูกแก้ว กับรอยบุ๋มบนกำแพงศิลาด้วยสายตา จึงค่อยพยักหน้ารับ“แล้วเจ้าว่าจะมีวิธีการอื่น ในการใช้งานมันอีกไหม”
“วิธี...อืมแน่นอนย่อมต้องมี”
“เยี่ยมเช่นนั้นต้องทำอย่างไร” หยางอี้เอ่ย พลางก้มลงไปหยิบลูกแก้วใสลูกหนึ่งแต่เมื่อฝ่ามือเอื้อมสัมผัสถูก ค่อยได้รู้ความจริงว่าลูกแก้วที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือตนเองไม่มากนัก กลับมีน้ำหนักต่อลูกเกินกว่าหนึ่งพันจินเสียอีก “ทำไมมันถึงได้หนักเช่นนี้”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าถ้าไม่แปลกประหลาด มันจะเป็นวัตถุดิบวิเศษไหมละ” เป่าซิงวนเวียนรอบลูกแก้วสองรอบพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน “หากจะใช้งาน เจ้าต้องทำลายมัน แล้วหลอมเพื่อสร้างใหม่”
“หาเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไร กับข้าได้โลหะวิเศษที่ยังไม่ขึ้นรูปนะสิ”
“ก็คงเป็นเช่นนั้น”เป่าซิงมองไปยังลูกแก้วคราหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปยังประตูศิลา “แต่ให้ข้าแนะนำข้าว่าสมบัติที่แท้จริง น่าจะซุกซ่อนอยู่ภายในประตูบานนั้นเสียมากกว่าส่วนเจ้าลูกกลมทั้งห้านี่ ก็คือกุญแจที่ใช้เปิดประตูบานนั้น”
“เช่นนั้นก็ดีไปลองเปิดกันดูเลย”
“เปิดกับผีเจ้าสิลำพังกับดักง่ายดายที่ขวางหน้าอยู่ เจ้ายังไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดไปถึงหน้าประตูไหมแล้วถ้อยคำที่ส่งมาก่อนหน้า ย้ำชัดว่ามีตัวอะไรสักอย่างอยู่ด้านในเจ้าคิดเหรอว่าฝีมือเท่าเมล็ดถั่วเขียวของเจ้าจะเอาตัวรอดได้ สำหรับข้าที่ผ่านเรื่องราวผจญภัยมานับไม่ถ้วน ข้าว่า...แม้แต่มดในยุคบรรพกาล ก็สามารถสังหารเจ้าได้”
“บัดซบนี่เจ้ากล้าดูถูกข้า”
“เจ้าโง่ข้าจะไปดูถูกเจ้าเพื่ออะไร หากเจ้าตาย ข้าก็ตายด้วยแทนที่จะหาทางลัดด้วยสมบัติวิเศษ ใยเจ้าไม่เร่งฝึกฝนแกร่งกล้าด้วยตนเองเป็นสิ่งแรกกันเล่า”
“ตกลงครานี้ข้าจะเชื่อเจ้า”
...จริงดังคำที่เจ้าเป่าซิงเอ่ยเตือนข้าไม่ควรหวังพึ่งสิ่งของนอกกาย หากข้ายังไม่แกร่งกล้าพอแต่กลับครอบครองสมบัติวิเศษ เช่นนั้นมีแต่จะเป็นการหาเรื่องใส่ตัว
“ดีในเมื่อว่าง่ายเช่นนี้ ข้าก็จะช่วยแนะนำ มิให้เจ้าหลงทางอีก”เป่าซิงเอ่ยพลางคายสิ่งหนึ่งออกมาจากรูจมูกของตนเอง “นี่ศิลาวิเศษแบบเดียวกับที่ข้ามอบให้เจ้า”
“ศิลาวิเศษจะมอบให้ข้าอีกทำไม ในเมื่อเจ้า สามารถปรากฏตัวออกมาได้ทุกเมื่อแล้วนี่นา”
“ไอ้เรื่องที่ช่วยให้ข้าออกมาได้ชั่วเวลาหนึ่งก่อนหน้าเพราะเรื่องราวมันจำเป็น แต่คุณค่าที่แท้จริงของผลึกแห่งมิติที่ข้ากลั่นขึ้นมันมีมากกว่านั้น”
“มากกว่านั้นแล้วมันทำอะไรได้บ้าง”
“ก็ หากเจ้าจวนตัวก็อาจจะใช้หลบหนีในระยะไม่ไกลได้มั้ง แต่ตอนนี้ข้ายังไม่แนะนำให้เจ้าทดลองเพราะการหลบหนีผ่านมิติ หากกายเนื้อไม่แข็งแกร่งพอ จะกลายเป็นนำพาตัวเองไปสู่ความตายเสียมากกว่า”
“ในเมื่อครอบครองแต่ใช้ไม่ได้แล้วเจ้าจะมอบให้ข้าทำไมกัน”
“ก็เจ้ายังไม่มีสมบัติวิเศษสักชิ้นเช่นนั้นข้าก็เลยคิดวิธีดี ๆ ขึ้นมา เพื่อช่วยเจ้ายังไงละ”
“ช่วยข้า” หยางอี้เอ่ยพลางสำรวจดูศิลาวิเศษในมือ“อย่าได้อมพะนำแล้ว รีบเอ่ยออกมา”
“ตกลง ศิลาวิเศษนี้มีชื่อเรียกจริง ๆ ว่า ผลึกมิติ มันมีความสามารถในการบิดเบือนมิติได้และคลังที่อยู่ในตัวข้า ก็เป็นมิติเวิ้งว้าง ที่มีพียงข้าเท่านั้นที่สัมผัสได้”เป่าซิงทำหน้าเจ้าเล่ห์ “และถ้าเจ้าใช้ผลึกมิติกับสมบัติวิเศษที่ล้ำค่าเพียงพอละก็ ข้าก็สามารถนำมันมาเปิดช่องว่างแลกเปลี่ยนกับสิ่งของที่อยู่ในคลังของนายท่านได้”
“วิเศษมีเรื่องวิเศษเช่นนี้ ทำไมเจ้าไม่รีบบอกข้าตั้งแต่แรก”
“ดูเจ้าสิก่อนหน้าที่จะฟังคำเตือนของข้า เจ้ายังโหยหาสิ่งของวิเศษอยู่เลยหากให้เจ้าได้ครอบครองไปแต่ต้น เชื่อข้าเถอะ ว่าต่อให้เจ้ามีสิบชีวิตก็ไม่เพียงพอจะถือครองสมบัติอย่างปลอดภัย” หยางอี้พยักหน้าคล้อยตาม “แถมก่อนหน้าอย่าว่าแต่การแลกเปลี่ยนเช่นนี้ จำเป็นต้องใช้ลมปราณเป็นแรงขับเคลื่อนส่วนหนึ่งลำพังให้เจ้าบรรลุถึงขอบขั้นลมปราณแรกธรรมชาติ เพื่อให้ข้า สามารถปรากฏตัวได้อิสระข้ายังไม่มั่นใจเลย ด้วยเส้นลมปราณเน่าเปื่อยเก่าก่อนของเจ้าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปีกัน เช่นนั้น บอกไปแล้วเจ้าจะได้ประโยชน์อันใดขึ้นมา”
“เอาเถอะเรื่องเก่าก่อนข้าเข้าใจ เช่นนี้เมื่อข้าสำนึกแล้ว เจ้าก็อย่าได้ปิดบังข้าอีกมีอันใดวิเศษเช่นเรื่องนี้อีก จงคายออกมาให้หมด” หยางอี้ยิ้มแฉ่งพลางยื่นคำนับให้กับเป่าซิง
“เรื่องราวบางสิ่งไม่อาจรู้เร็วเกินไป เมื่อเวลามาถึงข้าจะบอกเจ้าเอง”
...ฮ่า ฮ่า ฮ่าได้หลอกสั่งสอนเจ้าหยางอี้สักครา ช่างสุขใจยิ่งนักหากเจ้าหนูนี่รู้ว่าเราก็เพิ่งจะนึกออกว่าสามารถใช้ผลึกมิติแลกเปลี่ยนสิ่งของได้เมื่อครู่มิรู้ว่าเจ้าหนูนี่จะรู้สึกเช่นไร แต่เอาเถอะ ตอนนี้ดูอาการนอบน้อมของเจ้านี่แล้วช่างสุขใจจริง ๆ พับผ่าสิ
“ตกลง แต่นี้ ข้าจะฟังคำของเจ้าให้มากขึ้น”
“ดี” เป่าซิงเอ่ยพลางวางมาดผู้อาวุโส
...ฮ่า ฮ่า ฮ่าไม่พูดเยอะเจ็บคอ
“เอาละมาเริ่มการแลกเปลี่ยนกันเลย”
“หา เริ่มเลยเจ้าไม่เข้าใจที่ข้าพูดหรืออย่างไร ว่ามันคือการแลกเปลี่ยน มันต้องใช้ของล้ำค่าแต่ทั้งเนื้อตัวของเจ้ามีแต่ขยะไร้ค่า เจ้ารู้ถึงคุณค่าของผลึกมิติ...”
หยางอี้ยิ้มกว้างสองมือ ช่วยกันยกลูกแก้วใสลูกหนึ่ง ขึ้นมาที่ตรงหน้า
“เจ้านี่มัน...”เป่าซิงมองดูใบหน้าของหยางอี้ ซึ่งสะท้อนใหญ่ ผ่านรอยโค้งใสของลูกแก้ว
...ทำไมเจ้าเด็กผู้นี้มันถึงเจ้าเล่ห์ได้ขนาดนี้
“ทำไมไม่ได้หรืออย่างไร”
“เออ ได้ก็ได้”
“เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเลย”
.
.
“นี่คือคำสารภาพ”หยางอวี่ถงเอ่ย เมื่อคำสารภาพประทับตราโลหิต ถูกส่งให้แก่นายกองหู
นายกองหูกลืนน้ำลายหนืดอึกอักก่อนจะหันกลับมามองหลิวเหวินหง “ท่านผู้นำหลิว”
“เจ้าใช้ทัณฑ์ทรมานเพื่อให้มันรับสารภาพเช่นนี้ ข้ายอมรับไม่ได้” หลิวเหวินหงเอ่ยค้านก่อนขยิบตาให้กับนายกองหู
“ใช่ ๆ เจ้าใช้ทัณฑ์ทรมานต่อนักโทษเป็นใครก็ย่อมต้องรับสารภาพ”
“เฮ้อเช่นนั้นก็แล้วกันไปเถอะ” จ้าวมู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“ในเมื่อท่านอาจารย์อาวุโสจ้าวมู่เอ่ยเช่นนี้”หยางอวี่ถงชักสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าก็คงไม่มีทางเลือกอื่นตกลงข้าจะยินยอมรับตัวหยางเฉิง เพื่อจบเรื่องราว”
หยางเฉิงได้ยินคำก็หันหลังกลับไปมองยัง หลิวเหวินหงและนายกองหู พยักหน้าเบาคราหนึ่ง
หลิวเหวินหงแม้ภารกิจวันนี้ลุล่วง แต่จ้องมองดูเรื่องราวตรงหน้าด้วยความโศกเศร้า มันไม่มีหนทางชนะสำหรับตระกูลหลิวตั้งแต่ต้นวิธีนี้ มีเพียงเสียมากหรือเสียน้อยเท่านั้น
เมื่อหยางอวี่ถงรับคำนายกองหู ก็นำเอกสารให้สองฝั่งประทับตรา ในใจล้วนโล่งอกราวยกภูเขาที่ถมทับก่อนหน้าออกไปสิ้น
เมื่อเรื่องราวจบลงหลิวเหวินหง ก็ไม่คิดรั้งอยู่นาน ด้วยรู้ว่ายามนี้ ตนเองอารมณ์ไม่ใคร่ปกติ จึงเอ่ยคำคิดถอนตัวจากมาโดยไว“เช่นนั้น พวกข้าก็ขอตัวก่อน”
“เดี๋ยวก่อนท่านผู้นำหลิว จะรีบไปไหนกัน อยู่ทานอาหารด้วยกันก่อนสิ” หยางอวี่ถงเอ่ยคำพลางเดินลงไปด้านล่าง สั่งการให้นักบู๊คุมตัวหยางเฉิง ใส่เข้ากรงขัง
“ไม่ละ ข้าไม่หิว”
“เถอะน่าเห็นแก่หน้าข้าสักหน่อย”ครานี้เป็นจ้าวมู่ออกหน้า “ท่านนายกองหู เชิญท่านด้วย”
นายกองหูเห็นว่าใกล้ยามเที่ยง บวกกับจ้าวมู่เอ่ยคำ เป็นผู้อาวุโสมีชื่อ จึงมิคิดปฏิเสธ“ตกลง”
หลิวเหวินหงหลับตาเมื่อนายกองหูรับคำ ตนเองก็มิอาจเลี่ยง สุดท้ายตนเองและหลิวอานจึงจำใจตามหลังหยางอวี่ถง ไปยังเหลาสุราขึ้นชื่อของเมืองน้ำใส