เฟยคิดพิจารณาเกี่ยวกับข้อความที่อยู่ในกลุ่มไลน์ ซึ่งว่ากันตามตรงด้วยอายุิญญาปูนนี้แล้ว เขาไม่ได้มีความสนใจที่จะไปงานเลี้ยงของเด็กๆที่เป็สังคมเอาไว้อวดอ้างเท่านั้น
การนัดเลี้ยงหลังเรียนจบอย่างนี้บุคคลต้นคิดคงอยากจะอวดหน้าที่การงาน และการเงินของตัวเองเสียมากกว่า หรือไม่เพื่อนบางคนคงจะหวังเกาะคนที่ประสบผลสำเร็จเท่านั้น มีเพียงส่วนน้อยที่จะคิดถึงเพื่อนจริงๆ
“เอาไว้ใกล้ๆค่อยตัดสินใจอีกครั้งก็แล้วกัน.. อืม นอนดีกว่าเรา”
เฟยกล่าวกับตัวเองพลางมองนาฬิกาที่อยู่บนจอมือถือ ซึ่งมันก็บ่งบอกว่าเป็เวลากว่า 23.15 น.แล้ว พรุ่งนี้จะต้องวุ่นวายั้แ่เช้า เขาไม่อยากจะนอนดึกมากจนเกินพอดี
จากนั้นเฟยผู้ไม่รู้อะไรเลยก็หลับตาลงสู่นินทาอันแสนหวาน โดยที่เขานั้นไม่รู้เลยว่าตัวเองได้ทำให้สังคมในเมืองนี้ในเวลานี้ปั่นป่วนมากแค่ไหน..
“เฮ้ย! แกไปข่มขู่บอสของฉันขนาดนั้นเลยเหรอ แกอยากตายมากนักใช่ไหม” หลังจากที่พิทักษ์รับรู้เื่ราวส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจากพิภพพี่ชายแท้ๆของเขา แน่นอนว่าตอนนี้เขากำลังไล่เช็กบิลเหล่าลูกน้องเขาเรียงตัว ซึ่งตอนนี้ก็เป็คิวของเ้าทนาย และตำรวจที่เฟยได้คุยก่อนหน้านี้
“ขอโทษด้วยครับเ้านาย ผมไม่รู้ว่าชายคนนั้นเป็บอสของเ้านาย ผม..ผมผิดไปแล้วครับ”
ทนายคนนั้นหลังได้รับรู้แล้วว่าเขากำลังหาเื่ผิดคนก็ร้องข้อความเมตตาจากเ้านายของตน หรือก็คือพิทักษ์นั่นเอง แต่ทว่าในใจของเขาก็มีคำถามมากมายเช่นกัน
อย่างแรกเลยคือเื่สัญญาการกู้ยืมเงิน ถ้าเ้านายของเขาทราบอยู่ก่อนแล้วว่าคนที่ยืมเงินไปเป็พ่อของบอสของเ้านายอีกต่อหนึ่ง ทำไมเขาถึงไม่ให้เงินไปเลยล่ะ แล้วไหนจะเื่ที่สั่งให้เขาไปไกล่เกลี่ยนั้นก็อีก
“เออ! ช่างเถอะ.. พรุ่งนี้แกสองคนก็เตรียมตัวให้พร้อมด้วย ตอนเช้าพวกแกสองตัวต้องไปกับฉัน ส่วนบอสจะให้อภัยหรือเปล่านั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่า ‘โชค’ แกไปตามจับให้คนที่ฟาดหัวพ่อของบอสฉันมากับแกในเช้าวันพรุ่งนี้ด้วย เอาพวกมันมากันทั้งแก๊งนั่นแหละ ถ้าตามพวกมันมาไม่ได้ แกอาจจะได้เป็ศพแทนพวกมัน เข้าใจแล้วใช่ไหม” พิทักษ์กล่าว และสั่งให้โชคหรือนายตำรวจคนนั้นไปจับแก๊งต้นปัญหาของเื่มา
ซึ่งโชคก็ได้แต่ตอบรับ และเขาก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องทำตามเท่านั้น หลังจากที่ทั้งสองคนรับรู้แล้วว่าตัวเองจะต้องทำหน้าที่หรือทำอะไรต่อ พวกเขาก็กลับไปตัดเตรียมคำพูดของตัวเองให้ดี เพราะจากที่พวกเขาเจอชายคนนั้นมาครั้งหนึ่ง และมันเป็ครั้งที่ไม่ค่อยจะแฮปปี้มากสักเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งต้องทำการบ้านให้หนักขึ้นไปอีก และแล้วภายในห้องก็เหลือเพียงแต่พิทักษ์ที่กำลังนั่งกลัดกลุ้ม...
“หวังว่าบอสจะไม่สนใจเอาความมากนักนะ แค่เื่เก่าๆที่ผ่านมาก็ตามเช็ดตามถูแทบจะไม่หมดแล้ว เฮ้ออ” พิทักษ์กล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อย สำหรับเขาราตรีนี้นับว่ายังอีกยาวไกล ไหนจะต้องไปเต็นท์รถหรูอีก ขืนพรุ่งนี้ไม่มีรถตามที่เขาพูดออกไปกับเฟยแล้วล่ะก็คงไม่ต้องถามว่าเขาจะต้องพบเจอกับอะไร เมื่อคิดได้อย่างนั้นเขาก็เลื่อนมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ และโทรหาเพื่อนที่เป็เ้าของเต็นท์รถหรูทันที..
..อีกด้านหนึ่ง ณ คอนโดห้องที่สูงเสียดฟ้าของหญิงสาวนางหนึ่ง..
“เมามากอีกแล้วเหรอยัยสัมจิ๊ด.. เฮ้ออ แกนี่ชอบจริงๆเลยนะสถานบันเทิงเนี่ย” หญิงสาวนามน้ำทิพย์เธอยืนเท้าสะเอวราวกับคุณแม่กำลังดุลูกสาวอยู่ แต่ทว่าความจริงแล้วทั้งสองคนเป็เพื่อนกัน..
“ทำตัวเป็คุณแม่ไปได้น่ายัยทิพย์.. จะให้ทำยังไงได้ล่ะ อาชีพอย่างฉันมันก็ต้องหาเงินด้วยวิธีแบบนี้แหละ อีกอย่างฉันบอกแกตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้เรียกแค่ ‘ส้ม’ เฉยๆน่ะ ส้มจงส้มจิ้ด เฮ้ออ แค่ฟังก็รู้สึกบ้านนอกคอกนาอย่างไรก็ไม่รู้.. แม่นะแม่ ตั้งชื่อลูกให้มันดีๆหน่อยก็ไม่ได้” ส้มจิ๊ดกล่าวพลางวางกระเป๋าบนโต๊ะ รวมถึงเครื่องประดับต่างๆเองก็ถูกมืออันน้อยนิดของเธอค่อยๆถอดมันออกมาทีละชิ้นสองชิ้น..
“นักร้องก็ควรจะร้องเพลงสิ! ไม่ใช่ไปนั่งดื่มกับวงกับลูกค้าต่อ เฮ้ออ รีบไปอาบน้ำได้แล้ว มีโจ๊กหมูอยู่ในหม้อถ้าหิวก็ไปตักกินเอาเอง..” น้ำทิพย์กล่าวก่อนจะเตรียมหันหลังเข้าห้องนอนไปท่ามกลางเสียงขอบคุณจากเพื่อนรักที่ไล่หลังมา มันทำให้เธอเขินนิดๆ แต่จู่ๆแวบหนึ่งเธอก็นึกขึ้นมาได้ถึงเื่เมื่อตอนเช้า..
“เออจริงสิยัยส้ม.. แกจำชายที่ชื่อว่าเฟยได้ไหม คนที่อ้วนๆตัวใหญ่ๆหน่อยน่ะ” น้ำทิพย์กล่าวถาม
“หืออ จำได้สิ! แต่ว่า่นี้ดูเหมือนว่านายนั่นจะขาดเข้าคลาสบ่อยๆนะ อาจารย์เองก็เริ่มบ่นถึงเขาแล้วด้วยเหมือนกัน ..อืมม เออ แล้วแกถามถึงเขาทำไมเหรอ?” ส้มจิ๊ดกล่าวถาม
“ก็ไม่มีอะไรหรอก วันนี้ตอนไปห้างฉันเจอกับเขาด้วย แต่ว่านะ.. ตอนนี้เขาผอมแล้วก็หล่อมากอีกด้วย ขนาดดาราในเมืองไทยยังอายชิดซ้ายแทบจะไม่ทันเลยล่ะ” น้ำทิพย์กล่าว
“ผอม? หล่อ?.. อันแหนะ! คิดว่าฉันเมาอยู่ล่ะสิท่า เห่อ! ไม่ได้กินฉันหรอกย่ะ..”
ส้มจิ๊ดกล่าวตอบ ในหัวของเธอคิดว่ามันเป็มุกตลกที่เพื่อนอยากจะทดสอบความเมาของเธอ ซึ่งเธอก็ไม่ได้เมาขนาดนั้น ถึงเธอจะเป็นักร้องในผับตอนกลางคืน แต่เธอก็ไม่ได้ถึงขั้นปล่อยเนื้อปล่อยตัวขนาดนั้น เธอมาทำงานหาเงิน ไม่ได้มาทำงานเพื่อหาเสี่ยเลี้ยง ดังนั้นแล้วเธอจึงกินพอเป็พิธีหน่อยๆเท่านั้น เธอจึงไม่ได้เมาในระดับที่จะไม่รู้เื่อะไรเลย
“เออ.. แกจะไม่เชื่อก็ตามใจ เดี๋ยววันจันทร์ก็จะได้รู้เองว่าสิ่งที่ฉันพูดเป็ความจริงทั้งหมดหรอกย่ะ” น้ำทิพย์กล่าวตอบก่อนจะสะบัดหน้าหนีเตรียมจะหมุนกลอนลูกบิดเข้าห้องนอน..
“แหนะ! ยังไม่หยุดเล่นมุกอีกนะ.. อะหรือว่าเธอจะเป็สไตล์การชอบผู้ชายใหม่จากเกาหลีสู่โอตะคุแบบญี่ปุ่น ฮ่าๆๆ” ส้มจิ๊ดกล่าวออกมาพลางหัวเราะลั่น น้ำทิพย์ที่ได้ยินอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เธอเพียงแค่รอคอยอีกสองคืนผ่านไปเท่านั้น และเธอจะบันทึกภาพวินาทีที่เพื่อนสนิทเห็นใบหน้าของเฟย..
‘รอก่อนเถอะ! ฉันอยากจะเห็นหน้าของหล่อนตอนนั้นจริงๆ’ น้ำทิพย์กล่าวในใจก่อนจะเร่งเดินทางเข้าห้องไปพร้อมกับเสียงแซวไล่หลังของเธออยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เธอต้องอดทน และทำใจนิ่งๆเข้าไว้ ก่อนที่เธอจะห่มผ้า และหลับตาลงในใจพลางคิดถึงใบหน้าของเฟยตอนที่เธอพบเจออยู่เพียงครู่หนึ่ง..
‘แต่ว่าเขาก็หล่อจริงๆนั่นแหละน่า.. แต่ถึงยังไง พี่ชอนยอนของฉันก็หล่อที่สุดอยู่แล้ว’ น้ำทิพย์กล่าวพร้อมกับหลับตาลง เพื่อที่จะได้หลับฝันถึงไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบต่อในฝัน..
.. ณ คอนโดเดียวกัน บนชั้นที่สูงกว่า..
“โอ๊ยย! เ็ปไปทั้งตัว.. บ้าเอ้ย! ความเจ็บแบบเหมือนมดกัดตลอดเวลาอย่างนี้ จะให้ฉันนอนยังไงล่ะ.. ทั้งหมดมันเป็เพราะเ้าบ้าเฟย มันเป็เพราะนายนั่นแหละ ครั้งหน้าฉันจะเล่นงานนายให้หนักเลยคอยดู!..” แน่นอนว่ามันไม่ใช่เสียงของใครที่ไหน มันเป็เสียงของคุณหมอ ‘เฟิร์น’ คนสวยนั้นเอง
ด้วยที่จู่ๆชายคนที่เธอเพิ่งจะส่งข้อความไปหาก่อน ดันชิงหนีไปนอนราวกับว่าไม่ค่อยได้สนใจเธอสักเท่าไร ซึ่งไม่มีใคร หรือผู้ชายคนไหนที่กล้าทิ้งให้เธอคุยไม่จบแบบนี้มาก่อน ด้วยเหตุนั้นมันจึงทำให้เธออารมณ์ขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ และชิงโทษว่าต้นเหตุที่เธอเป็อยู่ตอนนี้ก็คือชายคนนั้น หรือก็คือเฟยนั่นเอง..
“..ถึงฉันจะเป็คนผิดที่ทำตัวเองให้เป็อย่างนี้ แต่นายเฟยนายเองก็ผิดที่ทำท่าทางเหมือนกับโจรอย่างนั้น.. นายไม่คิดที่จะสนใจ และใส่ใจกับความผิดของตัวเองบ้างเลยหรือยังไงกันห๊ะ!.”
เฟิร์นกล่าวกับตัวเองภายในห้องมืดๆด้วยความโมโห ในหัวคิดเธออยากจะส่งข้อความไปเยอะๆเพื่อเป็การก่อกวนอีกฝ่าย แต่ทว่าเธอก็สองจิตสองใจไม่กล้าลงมือทำเสียที เธอได้แต่จ้องมองข้อความสุดท้ายที่ตัวเองส่งไป แน่นอนว่าอีกฝ่ายยังไม่ทันได้อ่านเลยเลย และเธอกำลังคิดในใจว่าจะโทรไปเลยดีไหม
“ไม่! เราเนี่ยนะจะโทรหาผู้ชายก่อน ไม่มีทางหรอก.. เชอะ!” สุดท้ายด้วยทิฐิของเธอ เธอก็เลือกที่จะไม่โทรไปหาเฟย ก่อนจะนอนพลิกตัวไปมาด้วยความโมโหต่อไปจนถึงเช้า...
..อีกทางด้านหนึ่ง ณ โรงพยาบาลวิภาบดี..
“น่าอัศจรรย์มาก.. ไม่มีกระทั่งร่องรอยของอาการป่วยก่อนหน้านี้เลยแม้แต่นิดเดียว เขาบอกว่าเขาเป็คนรักษาเองกับมืออย่างนั้นสินะ.. เขาใช้วิธีไหนกัน” พลที่ตอนนี้เพิ่งจะได้รับผลตรวจของคนไข้ที่เขาทุ่มเงินส่วนตัวเพื่อที่จะใช้ไปกับความที่ตัวเองจะได้หายอยากรู้อยากเห็น
และจากผลตรวจที่อยู่ในมือมันแทบจะเป็อะไรที่น่าเหลือเชื่อมาก เพราะว่าอาการป่วยของคนไข้ที่เป็เส้นเืในสมองแตกคนนี้หายเป็ปลิดทิ้ง นอกจากนี้ยังมีร่างกายที่แข็งแรงยิ่งกว่าเกณฑ์มาตรฐานของผู้ชายในวัย 30 ปีเสียอีก ซึ่งการที่จะทำให้ร่างกายย้อนวัยกลับมาได้ตั้งขนาดนั้น เท่าที่เขารู้วิทยาศาสตร์ และการแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้เลย
“เฮ้ออ.. ที่เขาบอกว่าตรวจไปก็ไม่เจออะไรมันหมายถึงอย่างนี้งั้นเหรอ.. แต่จะว่าไปดูเหมือนว่าเธอจะสนใจเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ” หมอพลพิงหลังลงเก้าอี้พลางนึกถึงใบหน้าของชายคนนั้น แต่จู่ๆเขาก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เขาอาจจะบอกได้เต็มปากเลยว่า ‘มันเจ็บ’ แปลกๆ..
ภาพในอดีตหลุดลอยเข้ามาภายในหัวของเขา มันเป็ภาพของตัวเขาที่กำลังถือดอกไม้ไปยื่นให้กับรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง มันเป็เพราะว่าเขาหลงรัก และชอบเธอมานานั้แ่พบเห็น แต่ทว่าคำคำพูดหนึ่งก็ทำให้ความสัมพันธ์ของเขา และรุ่นพี่คนนั้นถึงกับขาดสะบั้น แน่นอนว่าเขาไม่ยอมแพ้จึงได้ตอบตกลงที่จะทำงานยังที่แห่งนี้ตามคำเชิญ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ามันเป็การฝากงานจากหญิงสาวอีกคนหนึ่งก็ตาม..
‘พล..เธอเองก็รู้ว่าน้องสาวของฉันชอบเธออยู่ แล้วเธอจะให้ฉันรับดอกไม้จากเธอได้ยังไงกันล่ะ’