“ดูพ่อเจ้าทำกับแม่สิ ชายชุดดำบ้าพออะไรกัน หากข้าทำผิดเช่นนั้นก็ให้ฟ้าผ่าข้าให้ตายไปเลยเถอะ อยู่จนลูกโตจนจะออกเรือนอยู่แล้วยังไม่เชื่อใจกันอีก” เจินอี๋เหนียงพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ “ดูสิ หน้าของข้ายังไม่หายบวมเลย ดีเท่าไหร่แล้วที่ฟันไม่หลุดออกมาด้วย”
ลู่เยี่ยนฟางกระอักกระอ่วนที่จะพูดเรื่องนี้ต่อ จึงรีบเปลี่ยนประเด็น “ทำไมลู่อวิ๋นชย่าถึงขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตขึ้นมาหรือเจ้าคะ และดูเหมือนนางจะมั่นใจมากว่าฮูหยินใหญ่ถูกใส่ร้ายข้อหาคบชู้”
“คงคาดเดาไปเองนั่นล่ะ” เจินอี๋เหนียงหลบตา
“ท่านแม่ พวกเรายังต้องมีความลับกันอีกหรือเจ้าคะ” ลู่เยี่ยนฟางจ้องหน้ามารดาของตนเองนิ่ง
“เฮ้อ...เรื่องนั้นแม่จัดฉากใส่ร้ายฮูหยินใหญ่เอง”
“แล้วเรื่องที่ฮูหยินใหญ่ป่วยอยู่หลายเดือนเล่าเจ้าคะ เรื่องนี้เกี่ยวกับท่านแม่ด้วยหรือไม่”
เจินอี๋เหนียงพยักหน้ารับ
“เรื่องนี้มีใครรู้เห็นอีกหรือไม่เจ้าคะ”
“มีแม่กับแม่นมจางที่รู้ แต่แม่นมจางตายไปแล้ว คงไม่มีใครรู้เรื่องนี้อีกแล้วล่ะ”
“แม่นมจางจะทิ้งหลักฐานอะไรไว้หรือไม่เจ้าคะ”
“แม่ให้คนไปตรวจสอบดูที่ห้องพักของนางแล้ว ไม่เห็นว่ามีอะไรซ่อนอยู่ ส่วนพวกข้าวของอื่นๆ แม่ก็ให้คนเอาไปเผาทิ้งหมดแล้ว”
“เราส่งคนไปตรวจสอบอีกทีเถิดเจ้าค่ะ” ลู่เยี่ยนฟางจับมือมารดาไว้อย่างให้กำลังใจ “ตอนนี้ท่านแม่อย่าเพิ่งทำอะไรเลยนะเจ้าคะ รอให้ข้ากับองค์ชายรองลงเอยกันได้ก่อน จากนั้นข้าสัญญาว่าจะให้ท่านแม่แก้แค้นลู่อวิ๋นชย่าอย่างสาสม”
“ฟางเอ๋อ หากว่า...หากว่าท่านพ่อไม่เชื่อแม่เล่า หากท่านพ่อคิดว่าแม่คบชู้จริงๆ เจ้ายังจะช่วยแม่อยู่ไหม แล้วท่านพ่อจะทิ้งแม่ไหม” เจินอี๋เหนียงถามอย่างวิตก “แม่ชักจะกลัวขึ้นมาแล้ว”
ลู่เยี่ยนฟางตบลงไปบนหลังมือมารดาอย่างปลอบใจ แต่ในใจของนางกำลังคิดว่า ‘ข้าก็จะปล่อยให้ท่านพ่อจัดการกับท่านน่ะสิเจ้าคะ ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องของท่านมากระทบกับแผนของข้าหรอก ข้าต้องแต่งเป็นชายาของอาเจี้ยนแล้วพาเขาขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์มังกรให้ได้’
เสนาบดีลู่ส่งหนังสือไปขอลาป่วยและขังตัวเองอยู่ในห้องหนังสืออยู่หลายวัน เขาอ่านบันทึกเล่มนั้นพร้อมกับมองดูพัดหยกที่สลักกลอนรักอยู่อย่างโกรธแค้น กลอนบทนี้ทำไมเขาจะไม่รู้จัก ยังมีพัดหยกเล่มนี้อีก
หยกสีชมพูชิ้นนี้เขาเป็นคนพาสหายรักไปซื้อที่เหมืองด้วยตัวเอง สหายรักของเขาบอกว่าอยากจะเอามาทำเป็นพัดไว้สักเล่ม จากนั้นก็จะสลักบทกลอนสารภาพรักลงไป เตรียมไว้สำหรับสู่ขอหญิงในดวงใจ ตอนนั้นเขายังคิดว่าสหายช่างมีความเพ้อฝัน คุณชายที่เกิดในตระกูลใหญ่คนใดกันที่สามารถเลือกภรรยาของตนเองได้ตามใจ แต่ในเมื่อสหายมีความฝัน เขาก็ไม่อยากขัด ทั้งยังช่วยตรวจบทกลอนที่สหายแต่งขึ้นมาให้มีความลึกซึ้งกินใจมากขึ้นด้วย
ตอนนี้พัดหยกเล่มนั้นวางอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว และในบันทึกของแม่นมจางก็เขียนบอกไว้อย่างชัดเจนว่าคืนนั้นเป็นเจินอี๋เหนียงที่จัดฉากให้เขาเข้าใจผิดภรรยา และผู้ชายคนนั้นก็ไม่ใช่ใคร เป็นสหายรักและเจ้าของพัดหยกเล่มนี้นั่นเอง
เสนาบดีลู่หลับตาลงอย่างปวดใจ สหายที่เขาไว้ใจและรักประหนึ่งพี่น้องคิดที่จะตีท้ายครัว และเป็นตัวเองที่โง่เขลาและไม่เชื่อใจภรรยา จนเอาความโกรธนั้นไปลงที่นางทั้งหมด ทำให้ภรรยาและบุตรสาวคนโตไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งยังเอาความรักทั้งหมดมอบให้กับเจินเหยาอี้และบุตรแฝดทั้งสองแทน แม้กระทั่งภรรยาถูกวางยาและบุตรสาวถูกใช้ไม่ต่างจากทาสในเรือนเขาก็ไม่เคยรู้ หากบุตรสาวคนโตจะโกรธและเกลียดเขามันก็ไม่แปลก
แต่...นั่นมันคนจะเรื่องกับอำนาจและความเป็นใหญ่ที่เขาอยากจะได้ คำพูดของบุตรสาวคนโตที่เตือนเขาในวันนั้นเขาเข้าใจความหมายของมันเป็นอย่างดี ถึงแม้นางอยากตัดขาดกับเขา เช่นนั้นเขาก็ยินดี ในเมื่อบุตรสาวให้โอกาสเขาเป็นครั้งสุดท้าย เขาก็จะชดเชยและมอบโอกาสครั้งสุดท้ายนี้ให้นางเช่นกัน
“คุณหนูเจ้าขา อย่าเสียใจไปเลยนะเจ้าคะ สักวันนายท่านต้องรู้ความจริงเรื่องของฮูหยินแน่นอนเจ้าค่ะ” หนิงผิงปลอบเจ้านายเพราะคิดว่าเจ้านายกำลังเศร้าใจเรื่องของมารดา
แต่เวลานี้ลู่อวิ๋นชย่ากำลังคิดถึงเรื่องของลู่เยี่ยนฟางอยู่ต่างหาก เพราะนิสัยของลู่เยี่ยนฟางนั้นไม่เคยออกหน้าแทนใครมาก่อน คราวนี้นางพยายามอย่างเต็มที่ที่จะออกหน้าช่วยเหลือเจินอี๋เหนียง ลู่เยี่ยนฟางต้องการอะไรกันแน่
ลู่อวิ๋นชย่าสลัดความคิดทิ้งไป “เซียวฟ่งเอาของสองชิ้นนี้ไปใส่ไว้ในห้องนอนของเจินอี๋เหนียง เซียวเฟยนำจี้หยก ตั๋วแลกเงิน แล้วก็เสื้อผ้าชุดนี้เอาไปซ่อนไว้ในห้องนอนของพ่อบ้านเกา”
“แล้วหลักฐานสี่ชิ้นที่เราเจอในเรือนของเจินอี๋เหนียงก่อนหน้านี้เล่าขอรับ” เซียวฟ่งถาม
“เก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน เผื่อจะได้ใช้ประโยชน์ทีหลัง แต่ถ้าไม่ได้ใช้ก็ค่อยทิ้ง”
“แล้วเรื่องคุณชายจะทำอย่างไรต่อดีเจ้าคะ เกิดเรื่องขึ้นแล้ว เจินอี๋เหนียงคงไม่ส่งน้ำแกงมาให้คุณหนูอีกแน่ๆ” เซียวเฟยพูดอย่างเสียดาย
“ไม่เป็นไรหรอก พิษชนิดนี้นอกจากข้ากับท่านตาแล้วก็ไม่มีใครแก้พิษได้อีก ปริมาณพิษที่เขาได้รับไปก็เพียงพอแล้ว อีกอย่างลู่เหวินถงชอบใช้ชีวิตอย่างไรไม่ใช่ว่าพวกเจ้าจะไม่รู้ ยิ่งเขาทำกิจกรรมทางนั้นมากเท่าไหร่ก็จะเร่งให้พลังชีวิตของเขาหมดลงเร็วเท่านั้น”
เซียวฟ่งกับเซียวเฟยก้มหน้าลงอย่างเขินอาย คุณหนูก็ช่างกระไร พูดเรื่อง เอ่อ...กิจกรรมอย่างนั้นออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย ท่านเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนนะขอรับ
ผ่านไปอีกหลายวัน เจินอี๋เหนียงจึงสงบจิตใจลงได้ ทั้งวันนี้นางยังรู้สึกดีใจที่สามีมาหานางถึงเรือน
“ท่านพี่” เจินอี๋เหนียงเดินเข้าไปหาสามีอย่างดีใจ รอยยิ้มที่แสนยั่วยวนนั้น หากเป็นเมื่อก่อนเสนาบดีลู่คงดึงภรรยาเข้ามากอดแนบอกแล้ว แต่เวลานี้เขาเพียงยืนมองนางอย่างนิ่งเฉย แต่มีหรือที่เจินอี๋เหนียงจะยอมแพ้กับท่าทีเฉยเมย นางเดินเข้าไปใกล้เขามากขึ้นจนเสนาบดีลู่ได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคย “ท่านพี่ยังสงสัยในตัวของข้ากับลูกๆ อยู่หรือเจ้าคะ ถ้าเช่นนั้นทำไมท่านพี่ไม่ยอมให้ลูกๆ หยดเลือดพิสูจน์ไปเสีย ส่วนตัวข้านั้น แม้แต่ท่านพี่จะสั่งให้ข้าสาบาน ให้ข้าตกนรกจนไม่ตายดีข้าก็ยอมทำ ขอแค่...ขอแค่ท่านพี่เห็นความจริงใจและความซื่อสัตย์ของข้าเท่านั้นเจ้าค่ะ ท่านพี่โปรดบอกมาเถิดเจ้าค่ะว่าท่านพี่ต้องการให้ข้าทำสิ่งใด”
เสนาบดีลู่หลับตาแล้วสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด ความรู้สึกรัก ความรู้สึกหลง ความรู้สึกเกลียดมันเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน เพียงแต่ความรู้สึกอย่างหลังมันแรงกว่าเท่านั้น เขาผลักเจินอี๋เหนียงจนนางล้มลงไปนั่งกองอยู่กับพื้น
“คำสาบานของเจ้าคงไม่มีประโยชน์อะไรหรอก เพราะข้าเชื่อในพยาน หลักฐาน และการกระทำของเจ้ามากกว่า” เสนาบดีลู่โยนบันทึกของแม่นมจางไปโดนหน้าเจินอี๋เหนียงเต็มๆ “เจ้าอ่านมันซะ การกระทำของเจ้าทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในนี้หมดแล้ว”
เจินอี๋เหนียงเปิดสมุดเล่มนั้นขึ้นอ่านอย่างไม่เข้าใจ แต่พอเห็นลายมือในบันทึกนั้นนางก็อดที่จะตัวสั่นไม่ได้ อ่านบันทึกไปได้แค่สองหน้า เจินอี๋เหนียงก็รีบคลานเข้าไปกอดขาเสนาบดีลู่ไว้ทันที
“ไม่นะเจ้าคะท่านพี่ ข้าไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย ทั้งหมดเป็นฝีมือแม่นมจาง นาง...นางต้องการใส่ร้ายข้า”
“แล้วสิ่งนี้เล่า เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร” เสนาบดีลู่โยนพัดหยกลงไปอย่างไม่สนใจ แม้พัดหยกจะอยู่ในกล่องอย่างดี แต่ก็ทนแรงกระแทกไม่ไหว พัดหยกเล่มนั้นก็แตกในที่สุด
“ข้า...ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ มันไม่ใช่ของข้า”
“ใช่ มันไม่ใช่ของเจ้า แต่มันเป็นของพี่ชายเจ้า และพวกเจ้าก็ร่วมมือกันใส่ร้ายฮูหยินของข้า เมื่อก่อนเป็นเจ้าที่ตกปากรับคำอยากเข้ามาเป็นอนุของข้าเอง แต่ทำไมเจ้าถึงทำเรื่องเลวร้ายพวกนี้ลับหลังข้าได้ ฮูหยินของข้าทำผิดอะไร”
เจินอี๋เหนียงทนไม่ได้ที่สุดที่ชายคนรักจะรักผู้หญิงอื่นมากกว่า จากท่าทีอ้อนวอนเมื่อครู่ก็กลายเป็นแข็งกร้าว นางลุกขึ้นยืนและไม่ร้องไห้อีก “ก็เพราะว่าข้ารักท่านตั้งแต่แรกเห็นอย่างไรเจ้าคะ ข้าผิดที่ข้าเจอท่านทีหลัง ข้าผิดที่ข้าแต่งกับท่านทีหลังนังสารเลวเฉียวยี่หลัวนั่น แล้วอย่างไรเจ้าคะ ข้ากำจัดมันไปก็จริง แต่ท่านก็ได้รับการสนับสนุนจากสกุลเจินของข้าเป็นการตอบแทนไม่ใช่หรือ หลายปีมานี้ท่านคิดจริงๆ หรือเจ้าคะว่าตำแหน่งเสนาบดีของท่านได้มาเพราะความสามารถของท่านเอง หากไม่ใช่เพราะสกุลเจินของเราคอยปูทางให้ ตำแหน่งของท่านจะมั่นคงถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะทำร้ายฮูหยินกับบุตรสาวของข้าได้”
“ท่านรู้ไหมเจ้าคะว่าข้ารู้สึกอย่างไรที่เห็นท่านพลอดรักอยู่กับมัน ข้าเจ็บตรงนี้เจ้าค่ะ เจ็บมากเจ็บจนแทบขาดใจเพราะท่านปล่อยให้ข้าต้องนอนเหงาอยู่คนเดียวทุกคืน” เจินอี๋เหนียงทุบไปที่หน้าอกของตัวเองอย่างแรง
“แล้วยังไง พอเจ้าเหงาเจ้าก็เลยไปหาชายชู้มานอนคลายเหงาด้วยอย่างนั้นสิ”
“ท่านพี่!”
“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว เจ้าอย่าคิดว่าพอยกสกุลเจินขึ้นมาอ้างแล้วเจ้าจะรอดไปได้” เสนาบดีลู่ตะโกนสั่งคนสนิท “ไปพาตัวพ่อบ้านเกาเข้ามา แล้วก็เอาของที่พวกเจ้าค้นเจอมาที่นี่ให้หมด”
หลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครเห็นพ่อบ้านเกาอีกเลย ส่วนเจินอี๋เหนียงก็ล้มป่วยและถูกขังอยู่ในเรือนโดยไม่อนุญาตให้นางออกมาด้านนอก เพราะเกรงว่าโรคของนางจะติดต่อกับบุคคลอื่น
ลู่เยี่ยนฟางรับฟังคำของบิดาเป็นอย่างดี ส่วนลู่เหวินถงกลับไปโวยวายอยู่หน้าห้องหนังสือของบิดาอยู่หลายครั้ง จากนั้นเขาก็ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาอย่างตามใจ เพราะหวังจะเรียกร้องความสนใจจากบิดา แต่เสนาบดีลู่ได้เปลี่ยนไปแล้ว