สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 60 หลีกหรือตาย

            อัศวินหวาดกลัวจนสมองว่างเปล่านอกจากจะฉี่ราดแล้วน้ำลายยังไหลย้อยออกมาจากมุมปากอีกด้วย ท่าทางของเขาเหมือนคนโง่คำพูดของซุนเฟยเหมือนดาบที่เปล่งประกายวาววับ ความตายกำลังแผ่อยู่เหนือหัวของเขาราวกับว่าหากเขาลังเลแม้แต่นิดเดียว เขาก็จะกลายเป็นเนื้อบดในชั่วพริบตาหูของเขายังคงได้ยินเสียงร้องโหยหวนของสหายที่กำลังกระเสือกกระสนอยู่บนพื้น อยู่ไม่สู้ตายอัศวินไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย เขารีบคุกเข่าลงเหมือนสุนัขกระดิกหางประจบเอาใจเจ้านายคลานเข้ามาพลางแลบลิ้นออกมาเลียทำความสะอาดรองเท้าของซุนเฟย หลังจากเลียเสร็จก็เงยหน้าขึ้นเผยรอยยิ้มประจบประแจง…

            ซุนเฟยแสยะยิ้มพลางส่ายหน้าเล็กน้อย“ไอ้พวกสวะรักตัวกลัวตายอาศัยบารมีเจ้านายมาทำกร่างอย่างเจ้าคู่ควรกับคำว่าอัศวินไหม”

            “ไม่คู่ควร ไม่คู่ควรเลย ข้าไม่ใช่อัศวินข้าเป็นแค่อัศวินธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง...ฝ่าบาท ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยฝ่าบาท...”อัศวินที่คุกเข่าอยู่บนพื้นพยายามอ้อนวอนอย่างสุดชีวิตร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ไม่มีท่าทางหยิ่งยโสโอหังก่อนหน้านี้อีกแล้วเหมือนกับสุนัขที่ทำทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอด

            “ข้าไม่สังหารเจ้าหรอก!”ซุนเฟยพูด

            “อ๋า? ฝ่าบาททรงพระเจริญ!ฝ่าบาททรงพระเจริญ! ขอบพระทัยองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก ข้า...”อัศวินได้ยินดังนั้นก็พลันดีใจ พยายามประจบประแจงสุดชีวิต

            ซุนเฟยทนฟังไม่ไหวจึงพูดตัดบทเขา“ข้าไม่สังหารเจ้า แต่มีบางคนที่จะสังหารเจ้า” พูดจบซุนเฟยก็หันไปกวักมือเรียกเด็กหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บก่อนหน้านั้นด้วยประสิทธิภาพของ ‘น้ำยารักษาชีวิตขวดกลาง’ ตอนนี้เด็กหนุ่มคนนั้นจึงหายเป็นปกติอาจจะมีแค่อาการเหนื่อยล้าเล็กน้อยเขายืนอยู่ด้านหน้าสุดด้วยการประคองของสหาย เมื่อเห็นอเล็กซานเดอร์กวักมือเรียกเขาจึงเดินเข้าไปหาอย่างตื่นเต้นพลางคุกเข่าลงกับพื้นตามมารยาทของขุนนางที่กำลังเข้าเฝ้าราชา

            “ผู้กล้าตัวน้อยเจ้ามีนามว่าอะไร?” ซุนเฟยถามยิ้มๆ

            “ข้าตอร์เรสขอรับ นามของข้าคือเฟร์นันโดตอร์เรส” เด็กหนุ่มตอบเสียงสั่นๆ ด้วยความตื่นเต้น ในสงครามปกป้องเมืองแซมบอร์ดก่อนหน้านี้เขาถูกเรียกให้เกณฑ์ทหารในวันสุดท้าย เขาสมัครใจที่จะถืออาวุธขึ้นไปยืนบนกำแพงด้วยตัวเองทว่าเขาก็ไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมสงครามที่แท้จริง แต่เหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย ทำให้เขาได้เห็นความห้าวหาญของราชาอเล็กซานเดอร์ที่บุกตะลุยเข้าไปโรมรันกับเหล่าข้าศึกที่สนามรบอย่างดุเดือดในตอนนั้นเอง ตอร์เรสได้ยกองค์ราชาให้เป็นวีรบุรุษของตัวเองในใจของเด็กหนุ่มทุกคนต่างมีความฝันที่จะได้เป็นวีรบุรุษเขาได้สาบานในใจว่าหลังจากนี้ไปเขาจะต้องกลายเป็นนักรบผู้กล้าหาญเช่นเดียวกับองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ที่แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่โหดร้ายและความตายที่น่ากลัว แต่พระองค์ก็ไร้ซึ่งความหวาดกลัวดังนั้น ก่อนหน้านี้ที่เขาเห็นอัศวินของราชอาณาจักรเซนิทดูหมิ่นแองเจล่าตอร์เรสก็เป็นคนแรกที่ออกมาต่อว่า

            ซุนเฟยตบบ่าตอร์เรสก่อนจะใช้ปลายเท้าเตะดาบของอัศวินที่อยู่บนพื้นให้ลอยขึ้นมา ก่อนจะรับดาบไว้แล้วส่งดาบในมือให้แก่เขา“ตอร์เรส เจ้ากล้าสังหารคนไหม?”

            ตอร์เรสลังเลอยู่สักพัก ทีแรกก็จะพูดว่าไม่แต่ฉับพลัน ฉากสังหารหมู่บนสะพานหินเมื่อตอนกลางวันผุดขึ้นมา เขากัดฟัน ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ฝ่าบาท ข้ากล้าขอรับ!”

            “งั้นก็ดี เจ้าเป็นตัวแทนข้าไปสังหารไอ้สวะทุกตัวที่กล้าดูถูกเมืองแซมบอร์ดเสีย”ซุนเฟยชี้ไปทางอัศวินที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นอัศวินผู้โชคร้ายคนนี้แม้กระทั่งความกล้าที่จะต่อต้านก็ไม่มีเมื่อเห็นตอร์เรสถือดาบเข้ามาก็ไม่กล้าแม้จะขยับตัวแค่ยันตัวแนบหัวลงกับพื้นก็ยากลำบากแล้ว

            นี่เป็นครั้งแรกที่ตอร์เรสสังหารคน

            ความจริงแล้วตอนที่เขาก้าวไปหาอัศวินคนนั้นทีละก้าวในใจก็เต้นตุบตับ แต่ดาบในมือก็จ้วงแทงไปอย่างรุนแรงทันใดนั้นเลือดก็พุ่งกระเด็นออกมาเปรอะหน้าของเขาตอร์เรสกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างในจิตวิญญาณของตัวเองกำลังถูกจุดขึ้นมาเขาไม่มีความกลัวใดๆ อีกแล้ว เลือดในกายเหมือนจะเดือดพล่านขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

            “ดีมาก เฟร์นันโด ตอร์เรสจากวันนี้ไปเจ้าจะกลายมาเป็นองครักษ์ส่วนตัวของข้า!”ซุนเฟยพอใจกับการกระทำของตอร์เรสมาก

            เมื่อเขาได้เห็นเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ยืนขวางหน้าแองเจล่าเพื่อปกป้องนางและรักษาเกียรติภูมิของเขาแม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับดาบอันแหลมคมในมือของอัศวินแห่งราชอาณาจักรเซนิทก็ไม่คิดจะถอยหนีสักนิดซุนเฟยจึงรู้สึกดีกับเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีคนนี้มากคนเราจะแสดงความกล้าหาญออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อต่อเมื่อได้เปรียบในการครอบครองอาวุธสำหรับคนอ่อนแอ หากเขาไม่พึ่งพาความกล้าหาญก็จะไม่อาจสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงได้เห็นได้ชัดว่า แม้ว่าจังหวะที่แทงดาบเข้าไปจะสั่นเล็กน้อย แต่เด็กหนุ่มผมบลอนด์ทองตรงหน้าก็ยังฉายแววของนักรบที่แท้จริงออกมา

            “เอ๋?”

            ตอร์เรสนิ่งอึ้งทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนถูกความสุขที่ตกลงมาจากฟากฟ้าทับร่างของตน เขาทั้งมึนงงทั้งไม่อยากจะเชื่อสุดท้ายก็ได้ยินเสียงของสหายที่อยู่ไกลๆ ร้องเตือนสติขึ้นมาเขาจึงรีบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความซาบซึ้งกับพระมหากรุณาธิคุณของราชา จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินไปยืนอยู่ด้านหลังซุนเฟยยังคงรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีอย่างไม่น่าเชื่อ แอบลอบหยิกขาตัวเองด้วยซ้ำ ซึ่งความเจ็บพวกนี้ก็บอกเขาว่าทุกสิ่งไม่ใช่ความฝันตัวเองได้กลายเป็นองครักษ์ส่วนตัวขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์ที่เป็นวีรบุรุษของตัวเองทั้งยังรับรู้ถึงสายตาอิจฉาของเหล่าสหายที่อยู่ห่างออกไป ตอร์เรสค่อยๆ ยืดหลังตรงให้ตัวเองดูเหมือนนักรบที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม

            ทว่ารองหัวหน้าอัศวินเซมัคที่อยู่ตรงหินรูปปั้นฝั่งตรงข้ามนั้นเริ่มรู้สึกว่าหัวของตัวเองมีไม่พอใช้เสียแล้ว

            เป็นแค่ราชาปัญญาอ่อนของอาณาจักรระดับหกที่อ่อนแอเหมือนมดตัวหนึ่งแต่ทำไมเขาถึงกล้าที่จะสังหารอัศวินแห่งราชอาณาจักรเซนิทต่อหน้าผู้คนจำนวนมากอย่างไม่เกรงกลัวเชียวหรือ? ทำไมเขากล้า? เซมัคยกมือ ชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่หน้าซุนเฟยริมฝีปากสั่นระริกพูดไม่ออกสักคำ เมื่อครู่ตอนที่ประมือกัน อีกฝ่ายเหมือนสะบัดมือแบบลวกๆแต่การโจมตีของเขากลับสลายคลื่นพลังที่ปกคลุมบนร่างของเซมัค ไม่เพียงสลายคลื่นพลังของเขาแต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของเซมัคที่แสนหยิ่งทระนงอีกด้วย และนั่นทำให้อัศวินผู้สูงส่งคนนี้เข้าใจถึงความต่างชั้นของพลังตัวเองและองค์ราชาหนุ่มคนนี้

            ซุนเฟยจัดการเหล่าทหารกลุ่มนี้เสร็จก็แสยะยิ้มเย็นชารังสีฆ่าฟันทิ่มแทงไปทั่วกระดูก ค่อยๆ เดินไปทางเซมัคทีละก้าวแล้วพูดว่า “พูดสิไอ้สวะ เจ้าอยากตายอย่างไร?”

            ตอนนี้เอง สมองของรองหัวหน้าอัศวินก็สับสนวุ่นวายไปหมด

            เขาพลันโง่เขลาขึ้นมา

            เดิมทีเขาคิดว่า แม้ราชาหนุ่มคนนี้จะกำเริบเสิบสานกล้าสังหารอัศวินไม่กี่คนเท่านั้น แต่เขาไม่คิดว่ามันจะฆ่าตัวเองด้วยความจริงอัศวินพวกนั้นเป็นเพียงข้ารับใช้ชั้นต่ำเท่านั้นแต่สำหรับนายทหารที่โดดเด่นของราชอาณาจักรทั้งยังเป็นคนสนิทขององค์ชายเซอร์คอฟ องค์ชายลำดับที่สองที่มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากจักรพรรดิยาซินด้วยฐานะที่พิเศษกว่าใครแบบนี้คงไม่กล้าที่จะลงมือสังหารเขาแน่...แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิดราชาที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้คงไม่ปล่อยตัวเองไปแน่ๆ

            ในที่สุดเซมัคก็ลนลานด้วยความกลัว

            ฐานะรองอัศวินแห่งราชอาณาจักรใหญ่ไม่อาจคุ้มครองเขาได้พลังนักรบสองดาวก็ไม่สามารถช่วยชีวิตเขาได้ ด้วยฐานะทั้งสองอย่างนี้ ทำให้เมื่อก่อนเขากำเริบเสิบสานข่มขู่อาณาจักรบริวารอื่นๆได้ แต่คาดไม่ถึงว่าตอนนี้มันจะล้มเหลว เซมัคได้รู้แล้วว่าตัวเองมันอ่อนแอแค่ไหนเขาเริ่มตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

            เขาถอยหลังไปเรื่อยๆท่าทางเย่อหยิ่งอยู่เหนือผู้อื่นก่อนหน้านี้ไม่มีอีกแล้วดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเตรียมวิ่งหนี

            ตอนนี้เอง

            “บังอาจ! อเล็กซานเดอร์เจ้าหยุดมือเดี๋ยวนี้นะ!”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงดังออกมาจากฝูงชนดวงตาของเซมัคเป็นประกาย เพราะเขามองเห็นองค์ชายน้อยโตรบินสกี้แหวกทางฝูงชนเข้ามากลางวง

            “ฝ่าบาท ฝ่าบาทช่วยข้าด้วยขอรับเมืองแซมบอร์ดก่อกบฏราชาที่ชั่วร้ายคนนี้ที่จริงแล้วคิดจะต่อต้านราชอาณาจักรเซนิท…”เซมัคไม่สนใจภาพลักษณ์รองหัวหน้าอัศวินตัวเอง ด้วยความกลัวเขารีบกลิ้งไปอยู่ข้างๆ องค์ชายน้อยโตรบินสกี้คุกเข่าแล้วเริ่มร้องไห้ออกมาอย่างโศกเศร้า “โหดเหี้ยมมากเลยขอรับราชาคนนี้ทั้งชั่วร้ายและโหดเหี้ยม เขาสังหารอัศวินแห่งราชอาณาจักรไม่พอ ยังสั่งให้คนไปล้อมคณะทูตอีกด้วยขอรับ!”

            เซมัคสาดโคลนไปที่ซุนเฟยอย่างหน้าด้านๆ

            องค์ชายน้อยโตรบินสกี้มองเห็นร่างไร้ลมหายใจของเหล่าอัศวินนอนอยู่บนพื้นก่อนจะมองไปที่รองหัวหน้าอัศวินเซมัคที่อยู่ในสภาพน่าสังเวชอีกครั้งดวงตาก็พลันขึ้งโกรธขึ้นมาก่อนจะหันไปมองซุนเฟย “องค์ราชาอเล็กซานเดอร์นี่มันเกิดอะไรขึ้น หวังว่าจะมีคำอธิบายที่น่าพอใจสำหรับเรื่องนี้ให้แก่ข้า!”

            องค์ชายน้อยโตรบินสกี้รู้สึกสนุกสนานไปกับงานเลี้ยงคืนนี้ที่อาณาจักรเล็กๆ ในเขตทุรกันดารนี้ เขามีความสุขและผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนไม่มีอาจารย์ที่เข้มงวดมาคอยเตือนตัวเองว่านี่ทำไม่ได้นั่นทำไม่ได้เขาไม่ต้องคอยสังเกตสายตาและวาจาของจักรพรรดิยาซินผู้เป็นบิดา ยิ่งไปกว่านั้นไม่ต้องกล้ำกลืนความเจ็บช้ำในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับพี่ชายทั้งสองอย่างอาร์ชาวินและเซอร์คอฟเขารู้สึกถึงความอบอุ่นของชาวบ้านที่นี่ การเต้นรอบกองไฟเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ความรู้สึกสนุกสนานแบบนี้เกิดขึ้นน้อยมากยามที่เขาอยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

            เขาไม่เคยมีประสบการณ์กับงานเลี้ยงแบบนี้มาก่อนแม้ว่าในตอนแรกโตรบินสกี้จะรู้สึกไม่พอใจและมีอคติกับราชาอเล็กซานเดอร์ แต่มันก็ค่อยๆสลายไปอย่างช้าๆ เมื่อครู่เขาได้ฟังชาวบ้านเมืองแซมบอร์ดที่อยู่รอบๆ เล่าถึงความกล้าหาญของอเล็กซานเดอร์ในใจเขายังคิดว่า ดูเหมือนว่าราชาที่ชื่ออเล็กซานเดอร์เป็นคนหนุ่มที่ไม่เลวและน่าสนใจมากบางทีตัวเองและเขาสามารถเป็นสหายกันได้...

            แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้เขาโมโหขึ้นมาอีกครั้ง

            ก่อนหน้านี้เนื่องจากมีฝูงชนรวมตัวกันแออัดมากตอนที่เขามาถึงเรื่องราวก็ดำเนินไปมากกว่าครึ่งแล้ว ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดองค์ชายน้อยจึงไม่รู้แน่ชัดแต่ไม่ว่าที่รองหัวหน้าอัศวินเซมัคพูดจะเป็นจริงหรือไม่นั้นในฐานะองค์ชายแห่งราชอาณาจักร โตรบินสกี้รู้สึกว่าศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรกำลังได้รับการยั่วยุเขาจำเป็นต้องปรากฏตัวออกมา หากอเล็กซานเดอร์ไม่มีคำอธิบายที่มีเหตุผลมากพอ ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก

            แต่คำตอบของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกตกตะลึงมากรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ

            “อธิบาย? อธิบายอะไร?”

            ซุนเฟยเหยียดยิ้มออกมาอย่างดูถูกราวกับได้ยินเรื่องตลกบางอย่าง เขาไม่แม้แต่จะหยุดเดินสักนิด ยังคงก้าวเข้าไปใกล้เรื่อยๆทีละก้าว มีดสั้นสีทองในมือซุนเฟยราวกับเคียวยมทูต มันแผ่บรรยากาศเย็นยะเยือกทิ่มแทงไปทั่วกระดูกดวงตาซุนเฟยคมดุจมีด เขาพูดอย่างเย็นชาว่า “องค์ชาย อย่าเลือกทำสิ่งที่ผิดเลยจะหลีกหรือจะตาย!”

            “เจ้า...”

            องค์ชายน้อยโกรธมาก

            วินาทีนี้เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีเจตนาที่จะฆ่าตัวเองแต่ไม่สงสัยเลยว่าหากเขายังคงยืนขวางเซมัคต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้ อีกฝ่ายจะสังหารเขาอย่างไม่ลังเลแน่นอนแต่ด้วยศักดิ์ศรีในฐานะที่เป็นองค์ชายแห่งราชอาณาจักรใหญ่ ทำให้เขาไม่ยอมลดศักดิ์ศรีเหมือนอัศวินคนก่อนหน้านี้ที่กระดิกหางประจบซุนเฟยแม้ว่าโตรบินสกี้จะไม่ใช่วีรบุรุษที่กล้าหาญอะไร ก่อนหน้านี้ยังแสดงท่าทางเกเรได้อย่างน่ารังเกียจอีกด้วยซ้ำแต่ตอนนี้องค์ชายน้อยรู้แค่ว่าสิ่งที่เขาปกป้องไม่ใช่รองหัวหน้าอัศวินเซมัค แต่เป็นศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรเซนิท

            แม้ว่าโตรบินสกี้จะรู้ว่าสู้ไปก็แพ้แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงดึงดาบที่ข้างเอวตัวเองออกมาอยู่ดี

            “หืม?”

            ซุนเฟยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับท่าทางที่องค์ชายน้อยแสดงออกมาคาดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนลูกผู้ดีมีเงินจะมีความเข้มแข็งขนาดนี้...แต่มันก็เท่านั้น เขายังคงเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ โดยไม่หยุด มังกรเองก็มีเกล็ดย้อน หากไปแตะมันเข้ามังกรก็จะสังหารทันทีโดยไม่สนใจอย่าว่าแต่คนตรงหน้าจะเป็นองค์ชายแห่งราชอาณาจักรเซนิทเลย ต่อให้เป็นจักรพรรดิยาซินแห่งราชอาณาจักรเซนิทซุนเฟยก็กล้าสังหารเขาอย่างไม่ลังเลเช่นกัน

            ขณะนั้นท่ามกลางมุมมืดโต๊ะหินข้างๆ ลานกว้าง มีใครบางคนกำลังจะทนไม่ไหว

            “เด็กหนุ่มคนนั้น ช่างอวดดีเสียจริง...”นักรบหญิงซูซานที่สวมเสื้อคลุมสีดำหลบอยู่ในเงามืดพูดขึ้นมาอย่างโกรธเกรี้ยว นางหันมาพูดกับคนที่สวมชุดคลุมที่อยู่ข้างกายว่า“องค์หญิงเจ้า ให้ข้าไปสังหารมันเถอะเจ้าค่ะ”

            “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้เขา” องค์หญิงส่ายหน้าเบาๆ

            “จะเป็นไปได้อย่างไร? ฝ่าบาท เรื่องนี้ข้าไม่เห็นด้วยเจ้าค่ะ ข้าเป็นถึงนักรบสามดาว แม้ว่าเซมัคสุนัขรับใช้ที่น่ารังเกียจขององค์ชายรองจะพ่ายแพ้แต่ข้าแน่ใจว่าเขาไม่ใช่คู่มือของข้าแน่!” เห็นได้ชัดว่านักรบสาวซูซานไม่อาจยอมรับข้อวินิจฉัยขององค์หญิงได้

            องค์หญิงส่ายหน้า ไม่สนใจซูซาน แต่หันหลังหันมาพูดกับอีกคนว่า“หัวหน้าอัศวินโรมัน ครั้งนี้รบกวนท่านลงมือด้วยตัวเองทีนะ”

            “รับด้วยเกล้าขอรับองค์หญิง” ชายในชุดคลุมสีดำดึงผ้าคลุมหัวลงภายใต้แสงไฟสะท้อนให้เห็นถึงร่างกายสูงใหญ่กำยำ เป็นนักรบผมทองที่มักจะมีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เสมอ

            “จริงสิ ชายที่ชื่อว่าอเล็กซานเดอร์ช่างน่าสนใจจริงๆหัวหน้าอัศวินโรมัน ท่านไม่ต้องประมือกับเขานะ แค่พาจิมมี่กลับออกมาอย่างปลอดภัยก็พอ”องค์หญิงพูดเสริมขึ้นมา น้ำเสียงของนางยังคงระโหยโรยแรงเช่นเดิม

            “เอ๋?” นักรบผมทองชะงัก“ฝ่าบาท แล้วรองหัวหน้าอัศวินเซมัค...”

            “ฮึๆๆสุนัขชั้นต่ำแบบมันให้มันตายที่นี่ได้ยิ่งดี มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หลายปีมานี้ มันแอบกระทำเรื่องต่ำช้าเสื่อมเสียเกียรติยศให้กับราชอาณาจักรเซนิทมาไม่น้อยถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงโทษมัน” องค์หญิงพูดเสียงแผ่วเบา

            ชายผมทองชะงักไปไม่กี่วินาทีก่อนจะพยักหน้า“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ฝ่าบาท” พูดจบร่างสูงใหญ่ของเขาก็หายไปทันที

            “องค์หญิงเจ้าคะไอ้สุนัขรับใช้เซมัคแม้ว่ามันจะสมควรตาย แต่เขาก็เป็นคนสนิทขององค์ชายรองเซอร์คอฟนะเจ้าคะหลายปีมานี้มันคอยทำงานสกปรกๆ เพื่อองค์ชายรองเซอร์คอฟมาไม่น้อย เกรงว่าหากมันตายเมื่อถึงเวลาองค์ชายรองคงไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ แน่เจ้าค่ะ” นักรบสาวซูซานเอ่ยเตือนขึ้นมา

            ------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน