ฉินหล่างเดินไปนานแล้ว แต่ซูอินยังไม่อาจดึงสติกลับมาจากความตกใจ
เธอแทบจินตนาการไม่ออกว่าจะมีสิ่งดีๆ เช่นนี้จากสวรรค์ตกลงมาใส่หัว
จนเมื่อสวีเหวินเหวินนำข้าวกล่องมาให้ เธอถึงได้สติ
ข้าวถูกนำมาเป็นหม้อใหญ่อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องการคุณค่าทางอาหาร คุณภาพจึงถือว่าไม่เลวแม้ว่าไข้ของซูอินจะลดแล้ว แต่อาการหวัดยังคงอยู่ทำให้เธอไม่ค่อยอยากอาหาร
“ฉันไม่อยากกิน เธอกินเถอะ”
สวีเหวินเหวินไม่ได้กิน แต่ปิดกล่องข้าวไว้แน่นหนา
“ถ้าก็ยังไม่ต้องกิน เดี๋ยวฉันจะเอากลับไปให้ย่ากับพ่อ”
เป็นเด็กสาวที่กตัญญูจริงๆพฤติกรรมของสองแม่ลูกตระกูลสวียังคงติดตา จนซูอินอดถามไม่ได้ “เหวินเหวินคุณย่าของเธอก็ดูแข็งแรงดี เขาไม่ทำอาหารเลยหรือ”
สวีเหวินเหวินหน้าสลด “อินอิน ฉันรู้ว่าเธออยากพูดอะไรแต่ยังไงนั่นก็ย่าของฉันนะ”
คำเตือนของซูอินพลันติดอยู่ในลำคอ
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดซึ่งมันก็เป็นแค่คำพูดเปรียบเปรยอันที่จริงพวกเธอก็ยังไม่ได้สนิทกันถึงขั้นจะพูดคุยเรื่องเหล่านี้
ยิ่งไปกว่านั้น บางสิ่งมีเพียงตนเองที่เข้าใจคนอื่นไม่สามารถเข้าใจ
เหมือนเธอในชาติก่อน ทำตัวโง่เขลาจนใช้ม้าแปดตัวมาลากก็กลับไม่ได้
เธอได้แต่ถอนหายใจยาว ก้มมองของเหลวใสที่ไหลเข้าร่างกายและเมื่อนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ก็หยิบธนบัตรสิบหยวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“ใช่แล้ว เหวินเหวิน เมื่อกี้เธอจ่ายค่ายาไปใช่ไหม”
ครอบครัวคุณป้าหยางไม่มีสถานะอะไร ฐานะก็ไม่ได้ร่ำรวยต่อให้มีเงินจ่าย ซูอินก็ไม่ยอมให้พวกเขาช่วยด้วยความเมตตา
“ไม่นี่ ฉันไม่ได้เอาเงินไปด้วย ตอนแรกคิดว่าจะกลับไปเอาเงินจากแม่ยังดีที่คุณป้าห้องจ่ายยาจำฉันได้ พอรู้ว่าคนที่ถูกให้น้ำเกลือคือเธอก็บอกว่าจะหักจากบัญชีของคุณป้าอู๋”
“งั้นหรือ…”
อู๋อู๋ภูมิใจกับงานที่มั่นคงของตนเองวันธรรมดาก็คอยบอกว่าโรงพยาบาลประชาชนประจำเมืองมีการรักษาดีขนาดไหนเมื่อซูอินรู้ว่าพวกเขามีสวัสดิการดีเช่นนี้ จึงตอบสนองอย่างรวดเร็ว
อย่างไรเสียเธอก็ไม่ค่อยอยากใช้เงินของอู๋อู๋
ไม่ใช่เพราะยังคงเหลือความเคารพแต่ที่สำคัญคือเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเมื่อเช้า เธอได้ฉีกหน้าอู๋อู๋หากหล่อนรู้เรื่องนี้อาจโวยวายได้
เธอเงยหน้า มองน้ำเกลือที่ใกล้หมดจึงบอกให้สวีเหวินเหวินไปเรียกนางพยาบาล
เธอกดสำลีที่หลังมือเพื่อห้ามเลือด แต่ไม่รู้ทำไมกลับรู้สึกว่าสายตาที่นางพยาบาลมองมาเต็มไปความแปลกใจและแฝงความรู้สึกยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่น
แต่ไม่นานเธอก็รู้สาเหตุ
คุณป้าหยางเข้าไปในห้องผ่าตัดคงไม่ออกมาภายในหนึ่งชั่วโมงนี้อย่างแน่นอน ให้น้ำเกลือเสร็จ เธอจึงเดินลงไปที่ชั้นล่างพร้อมกับสวีเหวินเหวินเมื่อเดินผ่านหัวมุมก็ได้ยินพยาบาลฝึกหัดกระซิบกระซาบกัน
“ลูกสาวไข้ขึ้นสูง ถูกส่งมาโรงพยาบาลก็ไม่คิดสนใจ”
“ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้ข่าววงในว่ากำหนดคนได้โควตาแล้วก็ยกหางตีปีกด้วยความเย่อหยิ่ง พอเกิดเรื่องน่าอาย แค่ชั่วโมงเดียวก็ไม่อยากโผล่มา”
“ใช่ แต่อันที่จริงก็ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ นี่”
ที่แท้เรื่องที่เธอไข้ขึ้นจนต้องมาโรงพยาบาลโดยที่อู๋อู๋ไม่ถามสักคำได้แพร่ไปทั่วโรงพยาบาลแล้วนี่เอง
เมื่อรับรู้ต้นสายปลายเหตุ ซูอินก็อดไม่ได้ที่จะดีใจในความโชคร้ายนี้
เธอรู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับอู๋อู๋ หล่อนไม่รู้ว่าเธอเป็นไข้แต่มันเกี่ยวอะไรกับเธอน่ะหรือ แค่รู้ว่าอู๋อู๋ถูกเพื่อนร่วมงานหัวเราะเยาะเธอก็มีความสุขแล้ว
ช่วยไม่ได้ เธอเจอเรื่องต่างๆ มากมายโดยเฉพาะหลังจากที่ได้รับรู้การ “รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม” ต่อเพราะมีจุดประสงค์แอบแฝงความเกลียดชังที่เธอมีต่ออู๋อู๋ก็เพิ่มขึ้น
ไข้ของเธอลดลงนิดหน่อยแล้ว
ซูอินเดินไปที่ห้องจ่ายยาและช่องจ่ายเงิน
“คุณพี่พยาบาล สวัสดีค่ะ”
เนื่องจากจู่ๆ ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนักทำให้โรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนต่อแถวยาวทุกพื้นที่ในห้องจ่ายยาพวกนางพยาบาลกำลังช่วยกันจัดยา แต่ละคนอยากมีมือเพิ่มอีกสักคู่ทั้งวันยุ่งจนหัวหมุน
ในที่สุดฝนก็หยุดตก คนเริ่มน้อยลง
เพิ่งจะได้พักดื่มน้ำก็ได้ยินเสียงหวานๆ
นางพยาบาลที่อยู่ในห้องจ่ายยาอายุยังไม่เยอะ แต่ก็เกือบสามสิบแล้วปกติมักจะถูกเรียกว่าคุณป้า แต่เมื่อมีเสียงหวานๆ เรียกพี่ ก็รู้สึกดีใจ
เงยหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะเห็นใบหน้าเล็กขาวสะอาดบวกกับดวงตากลมโตสดใส ดูแล้วสบายตายิ่งนัก
ทว่า…เด็กสาวคนนี้ทำไมดูคุ้นหน้าจัง
“มารับยาหรือคะ เอาใบสั่งยามา เดี๋ยวต้องชำระเงินก่อนนะคะ”
“ไม่มีค่ะ เมื่อครู่รับยาไปแล้ว ตอนนี้หนูมาจ่ายค่ายาค่ะ”
เป็นไปได้อย่างไร ยังไม่ได้ชำระเงินแต่รับยาไปแล้ว ในขณะที่กำลังสงสัยนางพยาบาลด้านข้างที่อายุมากกว่าเล็กน้อยก็จำซูอินได้
“แม่หนู หนูเป็นลูกสาวของคุณหมออู๋ใช่ไหมจ๊ะ”
ซูอินพยักหน้า “ถ้าก่อนหน้านี้ถือว่าใช่ แต่ช่วงนี้เกิดเรื่อง คงไม่นับว่าใช่แล้วค่ะ”
เรื่องที่ตระกูลหลิงอุ้มบุตรผิดคนขนาดที่โรงเรียนมัธยมทดลองยังรู้กันถ้วนหน้าที่ทำงานของอู๋อู๋อย่างโรงพยาบาลประชาชนประจำเมืองก็คงไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นอย่างไร
พวกนางพยาบาลจึงมีท่าทีตอบรับอย่างรวดเร็ว
“เรื่องนั้น…เมื่อกี้ฉันโทรแจ้งคุณหมออู๋แล้ว…แต่ว่าเธอ…”
เมื่อเห็นใบหน้าแดงระเรื่อที่ยังไม่หายดี แต่กลับดูดีนางพยาบาลซึ่งเป็นแม่คนเหมือนกันก็อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยความสงสาร
ซูอินคาดเดาผลลัพธ์นั้นได้
ที่แท้โทรศัพท์ไปแจ้งแล้วนี่เอง…
แต่อู๋อู๋กลับไม่ดูดำดูดี
จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าตนเองยินดีกับความโชคร้ายนี้และสามารถใส่ไฟเพิ่ม
“พี่พยาบาลคะ หนูรู้ว่าพวกคุณหวังดี แต่คงมีเรื่องที่พวกคุณยังไม่รู้เมื่อวานไม่ทราบว่าคุณหมออู๋เป็นอะไร จู่ๆ ก็โกรธและไล่หนูออกจากบ้านค่ะ”
“หา?”
พยาบาลหลายคนที่อยู่ตรงหน้าต่างใกล้ๆ กันพากันร้องด้วยความตกใจ
ซูอินพูดต่อโดยไม่สนใจ “อันที่จริงจะโดนไล่ออกมาหรือไม่ก็ตามหนูก็ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของพวกเขาอยู่แล้ว จึงไม่สมควรใช้เงินของพวกเขาหนูมีเงินของหนูค่ะ หนูจะชำระค่ายาเอง”
“เรื่องนั้น…”
แม้ว่าสิ่งที่ซูอินพูดจะมีเหตุผล แต่พวกนางพยาบาลก็รู้สึกสงสาร
นางพยาบาลที่อาวุโสที่สุดในนั้นซึ่งมีเงินเดือนสูง ฐานะค่อนข้างรวยจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากช่วยเรื่องค่ายา
ทว่าซูอินปฏิเสธ “ขอบคุณค่ะ แต่หนูหาเงินเองได้ค่ะ”
ด้วยความยืนกรานของเธอ ในที่สุดพวกนางพยาบาลจึงยอมจัดการค่ายาให้
แม้ว่าตามสื่อจะมีการรายงานซ้ำๆ ว่าบางคนยากจนลงเพราะป่วยแต่เนื่องจากอาการป่วยเพียงเล็กน้อยอย่างไข้หวัดค่ารักษาไม่ได้สูงโดยเฉพาะหยางอวี้หลานซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญไม่ได้สั่งยากินหรือยาพิเศษที่ซับซ้อนวุ่นวายให้มีเพียงน้ำเกลือและยาปฏิชีวนะพื้นฐาน
เดิมทีซูอินเตรียมเงินไว้ยี่สิบหยวน แต่ชำระเพียงสี่หยวนใช้ไปไม่ถึงครึ่งหนึ่งของธนบัตรสิบหยวนด้วยซ้ำ
เอ่ยขอบคุณอย่างสุภาพแล้ว ซูอินก็ออกมาจากโรงพยาบาล
ทว่าห้องจ่ายยาที่อยู่ข้างหลังกลับมีการพูดคุยกันต่อหลายประโยคเป็นการสร้างกระแสให้เธอผู้หญิงสามคนคุยเรื่องเดียวกัน พยาบาลหลายคนในห้องจ่ายยาซุบซิบนินทาเรื่องของอู๋อู๋
ชื่อเสียงของอู๋อู๋มืดมนลงอีกครั้ง