วิชายุทธ์ดั้งเดิม หมัดมังกรพยัคฆ์!
ในเมื่อมีคำว่าดั้งเดิมสองคำนี้ คงเป็นวรยุทธ์ที่จะต้องไปถึงระดับเบิกฟ้าเสียก่อนถึงจะฝึกฝนมันได้
สำหรับระดับเบิกฟ้าแล้วนั้น หลินอวิ๋นเข้าใจไม่มากนัก
หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ได้ศึกษาชิ้นส่วนของตำราดั้งเดิมมามาก เขาอาจจะรู้จักระดับเบิกฟ้าน้อยกว่านี้เสียอีก
แต่ความแข็งแกร่งของระดับเบิกฟ้านั้น ไม่จำต้องเอ่ยออกมาให้มากความ
ทั่วทั้งสำนักชิงอวิ๋นแล้วมีเพียงแค่เจ้าสำนักเท่านั้น ที่บรรลุไปจนถึงระดับเบิกฟ้า แต่ว่าจะจริงหรือเท็จก็ไม่มีผู้ใดที่จะรับรองได้ และจากมุมมองของหลินอวิ๋นแล้ว ยากที่จะคาดคิดได้ว่าผู้ฝึกวรยุทธ์ของเซียนเทียนนั้นไปบรรลุไปจนถึงความแข็งแกร่งอย่างที่อธิบายเอาไว้ได้อย่างไร
เมื่อมองเศษบางส่วนในมือแล้วนั้น ในใจของหลินอวิ๋นก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ลองดูก่อนเถอะ”
เพื่อที่ให้ได้ผลลัพธ์ในการชนะโจวอวิ๋นให้ได้แล้ว ต่อให้จะอันตรายแต่ก็คุ้มค่าที่จะลองดู
“กระบวนท่าที่หนึ่งของหมัดมังกรพยัคฆ์ พลังกำเนิดมังกรพยัคฆ์ มังกรนั้นเป็นสัตว์อสูรเทพโบราณ ทะยานขึ้นสู่ฟ้าบินลงท้องทะเล ไม่มีสิ่งใดที่จะทำไม่ได้ ว่ายน้ำในสวรรค์ชั้นเก้า ต่อสู้กับวิหคเพลิง ดิ่งสู่นรกเก้าชั้น เป็นราชาแห่งท้องทะเล ส่วนสัตว์อสูรโบราณอย่างเสือขาว เป็นราชาแห่งสัตว์อสูรโบราณบนพื้นดิน ภูเขาแม่น้ำไกลนับหมื่นลี้ ไม่มีสิ่งใดกล้าแย่งชิง มังกรก่อพายุลม เสือเรียกเมฆออกมา เมื่อพายุเมฆรวมตัวกัน กลายเป็นพลังของมังกรพยัคฆ์... ”
เพียงแค่กระบวนท่าแรกเท่านั้น หลินอวิ๋นมองไปอย่างประหม่าตื่นเต้นออกมาเล็กน้อย
ผู้ที่สร้างวิชาหมัดมังกรพยัคฆ์นี้ออกมา ช่างมีพรสวรรค์ที่สั่นสะเทือนฟ้าดินจริง ๆ มีกลิ่นอายความยิ่งใหญ่ที่สามารถกลืนกินภูเขาแม่น้ำและท้องทะเล
มังกรทั้งบนท้องฟ้าและในน้ำ ต่างก็มีพลังของผู้เป็นราชา เพียงแต่บนพื้นดินเท่านั้นที่ดูจะด้อยกว่า แต่ทว่าเมื่อผสานรวมกันกับเสือแล้ว ก็ยิ่งสมบูรณ์แบบไม่มีข้อบกพร่องยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะต่อสู้กันบนฟ้าหรือดำดิ่งลงสู่ทะเล แม้แต่ภูเขาหรือแม่น้ำ ก็ไม่มีผู้ใดกล้าจะสู้ด้วย!
ที่เรียกว่าพลังกำเนิดมังกรพยัคฆ์ก็เป็นการรวมทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดพลังกดข่มทุกสรรพสิ่งทั่วโลกนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
“พลังกำเนิดมังกรพยัคฆ์นี่ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
หลินอวิ๋นเผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นออกมา หากว่าข้าสามารถฝึกฝนพลังหมัดมังกรพยัคฆ์นี้ได้เพียงแม้แต่นิดแล้ว แล้วจะต้องกลัวพลังของโจวอวิ๋นที่มีเพียงแค่พลังยุทธ์ขั้นแปดทำไมกัน?
และเมื่อคิดถึงโจวอวิ๋นในรอบแบ่งกลุ่มที่ใช้เพียงแค่ว่าเป็นผู้มีชื่อมีพลังแข็งแกร่งก็ชนะมาได้ตลอดทาง บีบบังคับจนคู่ต่อไม่อาจเคลื่อนไหวได้ ยังไม่ทันได้ลงมือก็พ่ายแพ้ไปอย่างน่าอนาถ
“กระบวนท่าที่สองมังกรถลาพยัคฆ์ย่างก้าว ใช้ทักษะร่างกายสร้างภาพลวงของร่างมังกรพยัคฆ์ มีอยู่ทั้งหมดเก้าขั้นตอน แต่ละขั้นตอนก็แอบซ่อนพลังของมังกรพยัคฆ์เอาไว้ รอจนเมื่อเก้าขั้นตอนนั้นสำเร็จแล้ว ก็กลายเป็นภาพของมังกรทะยานและเสือกระโจน กลืนเขากินแม่น้ำ กระบวนท่าที่สาม... ”
หลินอวิ๋นยังคงดูด้านล่างต่อไป หมัดมังกรพยัคฆ์นี้ขาดวิ่นไม่สมบูรณ์จริง ๆ ด้วย เพียงกระบวนท่าแรกก็ไม่มีเคล็ดวิชาฝึกฝนที่สมบูรณ์แล้ว
แต่ว่าผู้ใดจะรู้กันว่ากระบวนท่าที่อยู่ด้านหลังนั้น มีบันทึกไว้น้อยเสียยิ่งกว่ากระบวนท่าแรกเสียอีก มีกระทั่งที่ว่าข้ามผ่านไปเลยก็มี
หลังจากที่มองผ่านภาพรวมแล้ว ในใจของหลินอวิ๋นก็เข้าใจได้อย่างหนึ่งว่าหมัดมังกรพยัคฆ์ที่เรียกว่าเป็นวิชาหมัดมวยในนั้นยังวิชาเหินน้ำ วรยุทธ์ ขุมพลัง และชนิดอื่นครอบคลุมไปอีกมากมาย
ไม่แปลกใจเลยที่หัวหน้าสาขาถึงเอ่ยเตือนเขาออกมาว่าอย่าได้ฝึกฝนสุ่มสี่สุ่มห้า ให้ใช้เพียงเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์เพื่อนำมาต่อยอดความเข้าใจในวรยุทธ์เท่านั้น
แต่ละกระบวนท่าในนั้น ครอบคลุมและสอดคล้องกันอย่างมากกับขั้นตอนและแนวคิดต่าง ๆ ของเคล็ดวิชายุทธ์
“แต่ว่าพลังของมังกรพยัคฆ์นี้ ข้ากลับสามารถลองทบทวนดูได้สักครั้งหนึ่ง ข้ามีม้วนภาพของพยัคฆ์ร้ายนั้นอยู่ แล้วยังใช้ดวงจิตของเสือเขี้ยวดาบไป และฝึกฝนหมัดพยัคฆ์ร้ายไปจนถึงขั้นสุดยอดแล้ว สำหรับพลังของเสือนั้นก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง หากว่าจะเสริมให้ครบแล้วละก็คงจะมีเพียงแค่พลังของมังกรแล้ว... ”
หลินอวิ๋นค่อย ๆ แยกแยะอยู่ในใจอย่างใจเย็น เขาอยู่ในเงื่อนไขที่ดีอยู่แล้ว หากว่าไม่ไปฝึกฝนพลังมังกรแล้วละก็จะเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก
“ข้าจำได้ว่าในห้องโถงของสำนักมีรูปปั้นมังกรจู๋หลงอยู่ ต่างก็บอกกันว่าแกะสลักจนลึกซึ้ง สง่างามอย่างยิ่ง ข้าควรจะไปดูสักรอบหนึ่ง”
ถึงแม้ว่าการสังเกตรูปปั้น จะเทียบไม่ได้กับของจริงแต่ว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้พลังของหมัดมังกรพยัคฆ์ขั้นสมบูรณ์ เมื่อหลินอวิ๋นคิดไปมาแล้ว ขอเพียงแค่สามารถฝึกฝนได้เพียงน้อยนิดก็เพียงพอแล้ว
เมื่อคิดได้ก็ต้องทำได้ หลินอวิ๋นออกจากห้องไม้แล้วรีบตรงไปยังห้องโถงกลางของสำนัก
หลังจากนั้นเพียงครึ่งก้านธูป เขาเห็นรูปปั้นมังกรจู๋หลงยืนสูงตระหง่านอยู่
ผู้คนที่ไปมายังห้องโถงของสำนักนั้นมีอยู่ไม่น้อย นอกจากคนกวาดพื้นและเหล่านักการแล้ว กลับไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ในที่แห่งนี้
หลินอวิ๋นตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ก็พบกับรูปปั้นมังกรจู๋หลงสูงนับร้อยเมตรแกะสลักออกมาอย่างละเอียดประณีต เพียงแค่เหลือบมองครู่เดียวก็สัมผัสได้ถึงพลังกดดันข่มขวัญ
มังกรนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นดั่งรูปปั้นของทวยเทพ คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจที่จะมองได้นานนัก
บนโลกใบนี้มีมังกรอยู่จริงในแห่งใดแห่งหนึ่ง หลินอวิ๋นจุดธูปสามดอกปักลงบนแท่นบูชาหน้ารูปปั้น เพื่อแสดงความเคารพ
“ล่วงเกินแล้ว”
หลังจากที่สองมือประสานคำนับแล้ว หลินอวิ๋นก็ถอยออกไป ถอยห่างออกไปจากขอบเขตของพลังมังกรนับร้อยเมตร
และเมื่อมองสบไปกับรูปปั้นมังกรจู๋หลงแล้ว เพียงแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันราวกับภูเขาถล่มทับ
ในตอนแรกเมื่อเริ่มก่อตั้งสำนักนั้นก็มีรูปปั้นมังกรจู๋หลงนี้อยู่แล้ว ร้อยปีมานี้ได้รับการกราบไหว้บูชาจากเหล่าลูกศิษย์นับไม่ถ้วน สะสมพลังกดดันมาไม่น้อย ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่รูปปั้น แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะต้านทานได้โดยง่าย
หมัดพยัคฆ์ร้ายหมุนวนอยู่ในกายของเขา ม้วนภาพลึกลับเผยภาพจำลองเสน่ห์อันศักดิ์สิทธิ์ของหมัดพยัคฆ์ร้ายออกมาในใจของเขา เขาไม่อาจยอมแพ้ได้
ขั้นสูงสุดของหมัดพยัคฆ์ร้าย รวมเข้ากับเสน่ห์อันศักดิ์สิทธิ์ของม้วนภาพลึกลับ
ชั่วระยะเวลาหนึ่งพลังพยัคฆ์บนกายของหลินอวิ๋น ก็กดข่มรูปปั้นมังกรจู๋หลง สำเร็จจนถึงขั้นสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ฟู่ว!
ทันใดนั้นก็เกิดเป็นลมพายุอันบ้าคลั่ง ฝุ่นในโถงสำนักฟุ้งกระจาย พัดใบไม้ร่วงกรูลงมา
“เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย ลมพายุลูกใหญ่มาจากไหนกัน”
เหล่านักการหรี่ตาลง มองไปยังพื้นที่เพิ่งจะกวาดเรียบร้อยที่กลายเป็นยุ่งเหยิงขึ้นมา บ่นเสียงต่ำกรุ่นโกรธออกมา
กลางอากาศเหนือศีรษะของหลินอวิ๋น เมฆขาวลอยรวมกันเป็นชั้น ๆ จากทั่วทุกทิศ
ลมพายุจากมังกร เมฆจากพยัคฆ์!
ในใจของหลินอวิ๋นยินดียิ่งนัก เพียงแค่ชั่วครู่ก็เข้าใจได้ถึงแนวคิดของกระบวนท่าแรกของหมัดมังกรพยัคฆ์ พริบตาเดียวสถานการณ์ก็เป็นเหมือนกับที่บันทึกเอาไว้ในหนังสือ
แต่ว่าในหนังสือที่บันทึกเอาไว้นั้นเป็นเมฆขาวหมื่นลี้และลมพายุอันบ้าคลั่งบนสวรรค์ชั้นเก้า ดูเหมือนว่าจะมีขนาดใหญ่กว่านี้อยู่มากนัก
ภายใต้ภาพเหมือนนี้ ความคิดของหลินอวิ๋นเป็นไปราวกับสายฟ้า
แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนท่าแรกของหมัดมังกรพยัคฆ์นั้น เริ่มที่จะชัดเจนขึ้น ข้อสงสัยอีกมากมายก็เริ่มที่จะเผยออกมา
แต่ว่าในขณะที่ลมพายุกับเมฆกำลังรวมตัวกันอยู่นั้น พลังของมังกรพยัคฆ์ทำให้เกิดเสียงดังไม่สบอารมณ์จากสิ่งลึกลับที่หลินอวิ๋นไม่รู้เลยว่าแฝงอยู่ในกายของเขา
เคร้ง!
และโดยที่ไม่มีสัญญาณใด ๆ เตือนออกมาล่วงหน้า รูปปั้นมังกรจู๋หลงเบื้องหน้าของเขาก็ค่อย ๆ ลอกออกมาเป็นชั้น ๆ แล้วล้มลงไป
ชั่วขณะนั้น ลมพายุสลายเมฆกระจัดกระจายออกไป
มีเพียงแค่เสียงล้มลงของรูปปั้นมังกรจู๋หลงเท่านั้นที่ดังอึกทึกขึ้นมา
เหล่าลูกศิษย์ที่ไปมาอยู่นั้น ต่างก็พากันตกใจแล้วทยอยกันหยุดฝีเท้าลง
รูปปั้นมังกรจู๋หลงที่เมื่อครู่นี้ยังคงเต็มไปด้วยพลัง กลับแตกสลายกลายเป็นเศษหิน แล้วหายไป
“แย่แล้ว!”
หลินอวิ๋นตกใจรูปปั้นมังกรจู๋หลงนี้ ตั้งอยู่มาตั้งแต่เมื่อครั้งก่อตั้งสำนักแล้ว ตอนนี้มาทรุดตัวลงไปเช่นนี้ หากว่าสืบสาวขึ้นมา เขาก็เจอกับปัญหาใหญ่เข้าแล้วสิ
สวบสวบสวบ!
และในตอนที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ประตูห้องโถงกลางของสำนักก็เปิดขึ้น นายน้อยเจ้าสำนักไป๋อวี่ฝานนำกลุ่มผู้อาวุโสในสำนักออกมา
ในตอนที่มองเห็นรูปปั้นมังกรจู๋หลงทรุดตัวลงไปนั้น สีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?”
“รูปปั้นมังกรจู๋หลง สูงตระหง่านอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ แต่อยู่ดี ๆ กลับทรุดตัวลงไปเช่นนี้…”
“ลางร้าย!”
“จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าตกลงว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
สีหน้าของหลินอวิ๋นไม่เปลี่ยนสี และเตรียมตัวที่จะหลบออกไป
“เจ้าคือหลินอวิ๋น?”
และในตอนที่เขากำลังจะหลบออกไปนั้น นายน้อยเจ้าสำนักไป๋อวี่ฝานก็มองเห็นดวงตาเป็นประกายของเขา จึงได้ส่งเสียงเรียกออกมา
โดนพบเข้าแล้ว?
หลินอวิ๋นก้าวไปข้างหน้าอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย สีหน้ายังคงนิ่งเฉยเอ่ยออกมา “เรียนนายน้อยเจ้าสำนัก เป็นข้าเอง”
“ข้าดูเหมือนว่าเจ้าไม่ใช่จะเพิ่งมาถึง เห็นความเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือไม่ รู้หรือไม่ว่าทำไมรูปปั้นมังกรจู๋หลงแตกไปได้อย่างไร?”
นายน้อยเจ้าสำนักไป๋อวี่ฝาน มองมายังหลินอวิ๋น แล้วส่งเสียงถามออกมา
“ไม่ทราบเช่นกันขอรับ หลังจากที่ข้าปักธูปกราบไหว้แล้ว ยังเดินไปได้ไม่ไกลนักจู่ ๆ ก็แตกลง ข้าตกใจยิ่งนัก และไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน”
หลินอวิ๋นพยายามอย่างยิ่งที่จะคงความสงบนิ่งเอาไว้ เอ่ยออกมาอย่าง “สัตย์จริง”
ไป๋อวี่ฝานพยักหน้า “เช่นนั้นเจ้าก็ออกไปเถอะ เรื่องในวันนี้ อย่าได้เอ่ยเหลวไหลออกไป เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทดสอบกลางปีรอบที่สอง เจ้าเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส ยังมีพวกเจ้า ก็พากันออกไปเถอะ เรื่องของรูปปั้นมังกรจู๋หลง ไม่อนุญาตให้สะพัดออกไปอย่างมั่วซั่ว!”
“ขอรับ นายน้อยเจ้าสำนัก”
ดูเหมือนว่าไป๋อวี่ฝานผู้นี้ จะประทับใจในตัวเขาจากการทดสอบกลางปีเท่านั้น และไม่ได้โยงเขาเข้ากับเรื่องที่รูปปั้นที่ทรุดตัวลงแต่อย่างใด
“ข้ามองออกมาจากนอกหน้าต่าง เห็นลมพายุและเมฆรวมตัวกัน ราวกับว่ามีผู้มีฝีมือระดับเบิกฟ้าผ่านมา หรือว่าจะเป็นพลังของยอดฝีมือระดับเบิกฟ้า ที่ปะทะกันกับพลังมังกรจากรูปปั้น ถึงทำให้รูปปั้นมังกรจู๋หลงทลายลง?”
“อาจจะเป็นไปได้ เพียงแต่ว่าไม่รู้ว่าเป็นยอดฝีมือท่านใด อยู่ดี ๆ ก็ผ่านสำนักชิงอวิ๋นของพวกเราไป”
ในตอนที่กำลังจะจากไปนั้น หลินอวิ๋นก็ได้ยินเสียงของผู้อาวุโสในสำนักบางส่วนถกเถียงกัน ชั่วขณะนั้นถึงได้วางใจลงได้
ในความเห็นของพวกเขา ตนเป็นเพียงแค่คนตัวเล็ก ๆ จึงไม่มีทางที่จะเกี่ยวข้องกับการที่รูปปั้นมังกรจู๋หลงนั้นทรุดตัวลงได้เลย
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้าจริง ๆ หรือ?
เมื่อหลินอวิ๋นหันกลับไปมอง เศษชิ้นส่วนที่แตกออกมาของมังกรจู๋หลงที่ทรุดตัวลง ดวงตามังกรที่แต่เดิมนั้นจ้องมองมาด้วยความกรุ่นโกรธ ก็ได้แตกสลายกลายเป็นผุยผง
ช่างเถิด จะเกี่ยวข้องกับข้าหรือไม่ล้วนแต่ไม่สำคัญแล้ว
ที่สำคัญก็คือ เขาสำเร็จในการทำความเข้าใจความลึกลับในพลังของมังกรลึกลับจากการรวมตัวกันของพายุลมและเมฆก่อนหน้านั้นได้แล้ว
เมื่อกลับมาถึงห้องไม้ หลินอวิ๋นก็อดไม่ได้ที่จะลองนำสิ่งที่ก่อนหน้านั้นสังเกตุได้จากพลังมังกรพยัคฆ์ สลักลงไปในใจ แล้วไตร่ตรองถึงแนวคิดที่จะเสริมพลังของมังกรพยัดฆ์ทั้งหมด
และรอจนเมื่อเขามีสิ่งสำคัญในใจแล้ว จึงได้หลับตาลงอย่างครุ่นคิดอยู่ด้านหน้าของห้องไม้
ตะวันขึ้นตะวันตกดิน เมฆม้วนตัวมาเมฆสลายลง
ครั้งนี้ หลินอวิ๋นใช้เวลาครุ่นคิดอย่างหนักไปมากถึงสองวัน และเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลงบนใบหน้าของเขาในวันที่สามนั้น
จู่ ๆ ก็เปิดดวงตาขึ้น แสงสว่างวาบขึ้นในดวงตาของเขา
หลังจากที่เสริมแนวคิดกระบวนท่าที่หนึ่งของหมัดมังกรพยัคฆ์จนสมบูรณ์แล้ว ความแข็งแกร่งก็ไหลเวียนอยู่ในกายเขา มังกรจู๋หลงและเทพพยัคฆ์ก็ปรากฏขึ้นในใจของเขาพร้อมกัน
เขายกขาก้าวออกไปนอกห้อง
นาทีนั้น พายุลมและเมฆก็ก่อตัวขึ้น เป็นพลังความแข็งแกร่งของมังกรพยัคฆ์
เพียงชั่วครู่
ต้นไม้ใหญ่ร้อยเมตรตรงด้านนอกของประตู ก็ถูกกระแทกจนระเบิดออกมา หญ้าบนผิวดินโค้งงอ สะอาดหมดจดราวกับถูกชะล้าง และไม่ให้ใบไม้ปลิวละล่องได้เลยแม้แต่น้อย
-โปรดติดตามตอนต่อไป-