การปรากฏตัวของสัตว์อสูรสายธาตุในดินแดนตระกูลลี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของตระกูลลี้ ไม่มีสมาชิกคนใดเคยได้พบได้เห็นสัตว์อสูรที่หายาก ครั้นพอเมื่อมันมาอยู่ตรงหน้า ตระกูลลี้ที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์อสูรกลับไม่สามารถทำให้มันสงบลงได้ ซึ่งหากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไป พลังอสูรในร่างของมันก็จะเสื่อมสลาย แล้วสัตว์อสูรธาตุไฟก็จะแตกดับลงโดยที่ทางตระกูลลี้ที่ลุ่มหลงในสัตว์อสูร ไม่อาจที่จะศึกษาและทำความเข้าใจกับสัตว์อสูรสายธาตุได้อีก
ไม่รู้ว่าอีกกี่หมื่นปีกว่าที่สัตว์อสูรสายธาตุจะปรากฏตัวขึ้นในทวีปเฉียนฉินอีกครั้ง และไม่รู้ว่าอีกกี่แสนปีทางตระกูลลี้จะพบเจอกับมัน ลี้เหว่ยชวงไม่อาจปล่อยให้เด็กน้อยกลับไปยังสำนักวายุจำรัสได้ แม้จิวฟงและตระกูลลี้จะยังแก้ปัญหาเรื่องอาหารสำหรับเจ้าหางเพลิงไม่ตก แต่การที่มันไม่ได้อาละวาดยามเมื่อจิวฟงเข้าใกล้ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีแล้ว
ลี้เหว่ยชวงไม่อาจรอช้า เขาหอบหิ้วจิวฟงแล้วพาเด็กน้อยลอยล่องไปอยู่บนท้องนภา เมื่อลับสายตาจากผู้คนแล้ว คนขี้เมาก็หันมาเอ่ยกับเด็กชายที่เกาะแผ่นหลังของเขาไว้แน่น
“ฟงน้อย เจ้าต้องการอะไรขอให้เอ่ยปากมา หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงแล้ว ข้าก็จะจัดหาทุกอย่างมาให้เจ้า ขอเพียงแค่เจ้าอยู่ช่วยประคับประคองให้เจ้าหางเพลิงรอดพ้นช่วงสี่เดือนนี้ก็เป็นพอ...”
จิวฟงใช้มือขวาเกาะคอคนขี้เมา ส่วนมือซ้ายบีบจมูกเพื่อที่จะไม่ต้องทนดมกลิ่นสุราที่เหม็นคลุ้ง แล้วเด็กชายก็พูดออกมาด้วยเสียงอู้อี้
“ไม่ขออะไรมาก ขอแค่ได้เจอหน้าท่านลี้เจ่ยก็พอแล้ว”
“...”
ลี้เหว่ยชวงนิ่งอึ้งไร้คำพูด หากผู้นำตระกูลลี้รับสาส์นจากหวงหยินฟาที่ฝากผ่านมาทางเด็กน้อย นั่นหมายความว่าลี้เจ่ยต้องทำตามสัญญาเก่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากเป็นเช่นนั้นตระกูลลี้ก็จะเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่
คนขี้เมาเหลือบมองเด็กน้อย เมื่อเขาเห็นสีหน้าที่จริงจังของจิวฟง คนขี้เมาก็จำต้องเอ่ยถ้อยคำ
“แปดเดือน...เจ้าต้องอยู่ที่ตระกูลลี้อีกแปดเดือน สี่เดือนแรกเจ้าต้องหาทางทำให้พลังอสูรของหางเพลิงอยู่ในระดับที่เสถียร อีกสี่เดือนหลังเจ้าต้องช่วยตระกูลลี้ค้นหาว่าหางเพลิงมีถิ่นกำเนิดมาจากไหน และเหตุใดมันจึงเลื่อนระดับจนกลายเป็นสัตว์อสูรสายธาตุได้ในที่สุด ถ้าเจ้าทำได้ ข้าจะไปเรียนท่านผู้นำให้มาพบกับเจ้า”
“ไม่เอา...” เด็กชายรีบส่ายหัวทันควัน ตามกำหนดการเดิมเขาจำต้องอยู่ในสถานที่นี้แค่หกเดือน การทำตามเงื่อนไขของลี้เหว่ยชวงนับว่าเขาเสียประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด และคนอย่างจิวฟงก็ไม่ยอมที่จะเสียเปรียบใครแน่ๆ
“หกเดือน ดูแลเจ้าหางเพลิงไปอีกหกเดือน แล้วเจ้าจะได้พบท่านผู้นำ” ลี้เหว่ยชวงยื่นข้อเสนอใหม่ แต่พอเห็นว่าเด็กชายตัวน้อยยังส่ายหัว คนขี้เมาก็เอ่ยต่อ
“สี่เดือน!” เงื่อนไขของลี้เหว่ยชวงนับว่าดีที่สุดแล้ว และผู้เฒ่าพิเศษก็คิดว่าจิวฟงต้องยอมรับข้อเสนอของเขาแน่ แต่คนขี้เมาไม่รู้หรอกว่าขึ้นชื่อว่าจิวฟงแล้วย่อมต้องต่อรองให้ถึงที่สุด เด็กน้อยทำหน้าครุ่นคิด แล้วจิวฟงก็ทำการต่อรองแบบสุดๆ
“หนึ่งเดือน”
“อะไรนะ!?”
ลี้เหว่ยชวงตะโกนดังอย่างไม่เชื่อหู ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน พลังอสูรของเจ้าหางเพลิงยังไม่มีความเสถียรเลยด้วยซ้ำ คนขี้เมาอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ขณะนั้นเองจิวฟงก็เอ่ยว่า
“หนึ่งเดือนหลังจากนี้ให้ข้าได้เจอหน้าท่านลี้เจ่ย เมื่อได้พบกับท่านผู้นำแล้ว ข้าสัญญาว่าจะอยู่ดูแลเจ้าหางเพลิงจนกว่าพลังอสูรของมันจะมีเสถียรภาพ แต่หากผู้เฒ่าพิเศษไม่ตอบรับเงื่อนไข ข้าจะถ่ายทอดข้อความลงในกระดาษจตุรทิศเพื่อบอกให้ทางสำนักวายุจำรัสมารับตัวข้ากลับไปในทันที” จิวฟงบีบคั้นลี้เหว่ยชวงสุดๆ สีหน้าของคนขี้เมาเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ส่วนจิวฟงนั้นลอบยิ้มที่มุมปาก
“ตกลง...” ลี้เหว่ยชวงเอ่ยถ้อยคำออกมาอย่างยากลำบาก พอสิ้นคำพูดของคนขี้เมาเด็กน้อยก็โห่ร้องออกมาอย่างดีใจ แต่ขณะนั้นเองลี้เหว่ยชวงก็ผุดยิ้มที่แฝงไปด้วยเลศนัย
“เจ้าไม่มีวันที่จะได้พบกับท่านลี้เจ่ยหรอก” ลี้เหว่ยชวงหัวเราะหึๆอยู่ในลำคอ
ผู้เชี่ยวชาญด้านอักขระเวทสิบห้าคนถูกเรียกตัวมาเป็นการด่วน พวกเขาเร่งต่อกรงอันกว้างขวางที่สร้างมาจากไม้สนพันปีอันแข็งแกร่ง จากนั้นคนทั้งหมดก็ช่วยกันสลักอักขระเวทลงไปที่เนื้อไม้ ไม้สนสีดำสนิทกลับกลายมามีลวดลาย และไม่ช้ามันก็กลายมาเป็นกรงอาคมที่ใช้เคลื่อนย้ายสัตว์อสูรสายธาตุไปยังกลุ่มบ้านปีกวิหคตามคำร้องขอของเด็กชายตัวจ้อย
ลี้ตี๋เหรินจ้องหน้าเด็กชายอย่างไม่สบอารมณ์ เขาต้องเสียสัตว์อสูรระดับตำนานที่อยู่ในความดูแล แต่ลี้ตี๋เหรินก็ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะนี่เป็นคำสั่งของผู้เฒ่าพิเศษที่เพิ่งหายลับไปบนท้องนภานั่นเอง
จิวฟงพาเจ้าหางเพลิงออกมาจากคอกกักกัน ท่าทีของมันดูตื่นๆยามเมื่อออกจากคอกมาเผชิญหน้ากับมนุษย์ มันมองคนชราทั้งหกอย่างไม่ไว้วางใจ แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามคนเหล่านี้ แมวดำซึ่งมีเพลิงโชติช่วงอยู่ที่ปลายหางเดินไปยังกรงอาคมเวทตามคำบอกของเด็กชายโดยไม่อิดออด
พอเห็นเจ้าแมวทำตามคำสั่งของเขาโดยไม่ขัดขืน จิวฟงก็ยิ่งได้ใจ เจ้าเปี๊ยกตั้งใจจะแสดงภูมิความรู้ให้ผู้คนตระกูลลี้ได้เห็น จิวฟงวางท่าเป็นผู้ทรงภูมิ เขาชี้ไปที่เจ้าแมวดำแล้วเอ่ยบอกพวกพ่อบ้านและหัวหน้าผู้เฒ่า
“มันยังไม่คุ้นเคยกับมนุษย์ เป็นไปได้ว่าก่อนหน้าที่มันจะเลื่อนระดับ มันมีนิสัยที่ไม่ชอบข้องเกี่ยวกับคนอยู่แล้ว ยิ่งพอเป็นสัตว์อสูร มันก็เลยยิ่งมองว่ามนุษย์เป็นปรปักษ์”
“นั่นเป็นไปได้...” ลี้จี๋พยักหน้าแล้วเอ่ยต่อว่า “การที่มันอาละวาดอย่างไม่หยุดไม่หย่อนเมื่อมีคนเข้าไปใกล้ อาจเป็นเพราะว่ามันเคยผ่านเรื่องร้ายๆมาในอดีต ไม่แน่ว่ามันเคยถูกมนุษย์ผู้ชั่วร้ายรังแกก็เป็นได้”
จิวฟงได้ยินคำพูดนั้นก็เบ้ปากในทันใด ส่วนเจ้าแมวดำหยุดชะงักแล้วมองหน้าคนเฒ่าพร้อมกับพยักหน้าอยู่สองที จากนั้นมันก็ปรายตามองเด็กชายตัวน้อยที่กำลังทำปากขมุบขมิบ
ไม่ว่าเจ้าหางเพลิงจะเป็นสัตว์สายธาตุที่สูงส่งเพียงใด แต่ธาตุแท้ของมันก็คือเจ้าแมวดำตัวนั้น มันยังคงดื้อดึงและกวนประสาทอยู่เหมือนเดิม จิวฟงคิดถึงความหลังก็พลันหมั่นไส้จนลืมตัว
“มีปัญหาเรอะ! ข้ามีกระบี่นั่นอยู่กับตัวนะเฟ้ย” จิวฟงบุ้ยปากไปที่ถุงวิเศษ เขายื่นมือไปตบหัวเจ้าแมวดำหนึ่งป๊าบจนสัตว์อสูรระดับตำนานหน้าสะบัด
“แหง่ว!”
ร้องออกมาให้รู้ว่าโกรธเพียงชั่วขณะเดียว แล้วเจ้าหางเพลิงก็งับขาเด็กน้อยจนเลือดของเด็กชายไหลซิบๆ จิวฟงแยกเขี้ยวยิงฟัน เขามองไปยังเจ้าแมวดำอย่างมีน้ำโห
“จะเอาหรือไง รู้จักฤทธิ์ข้าน้อยเกินไปเสียแล้ว!”
จิวฟงลืมไปเสียสิ้นว่าที่นี่คือเขตตระกูลลี้ ลืมไปว่าขณะนี้ผู้คนตระกูลลี้ต่างก็มองมาที่เขา จิวฟงกระชากหนังคอของเจ้าหางเพลิง เจ้าเปี๊ยกเหวี่ยงเจ้าแมวจนร่างของมันลอยละลิ่วไปกระแทกกรงอาคมเวทจนเสียงดังปัง
เจ้าแมวดำส่งเสียงขู่ฟ่อๆแล้วยันตัวขึ้น มันกระโจนออกมาจากกรงไม้ดำแล้วทะยานไปตบหน้าเด็กชาย แต่ทว่าเจ้าเปี๊ยกก็เอี้ยวตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด อีกทั้งเด็กชายยังหมุนตัวแล้วใช้สันมือทุบเข้าใส่เจ้าแมวอีกครั้ง แต่หางเพลิงก็ระวังตัวอยู่แล้ว มันหลบหลีกการโจมตีของเด็กน้อยได้อย่างทันท่วงที
ทั้งคู่จู่โจมเข้าใส่กันเป็นพัลวัน เด็กชายใช้สองมือเป็นอาวุธ ส่วนเจ้าหางเพลิงก็ใช้เขี้ยวและกรงเล็บในการจู่โจม เจ้าหางเพลิงถูกเด็กชายทุบเข้าที่ตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เจ้าแมวดำก็สร้างรอยแผลให้กับจิวฟงมากพอสมควร
“...”
ห้าพ่อบ้านและหนึ่งผู้เฒ่าถึงกับยืนอึ้งเมื่อเห็นว่าเด็กชายโจมตีเข้าใส่สัตว์อสูรอย่างไม่ยั้งมือ หากไม่ใช่คำสั่งของผู้เฒ่าพิเศษที่ให้อิสระจิวฟงในการปฏิบัติต่อเจ้าหางเพลิงได้ตามต้องการ พวกเขาคงก็เข้ามาห้ามปรามไปนานแล้ว
ฝ่ายผู้ใช้อักขระเวททั้งสิบห้าคนก็ถึงกับไร้คำพูด ตั้งแต่พวกเขาเข้ามาสังกัดตระกูลลี้ยังไม่เคยมีใครกล้าทำร้ายสัตว์อสูรอย่างเปิดเผยเช่นนี้มาก่อน พอเหล่าผู้คนที่อยู่ห่างออกไปเห็นจิวฟงทุบตีสัตว์อสูรสายธาตุ พวกเขาก็ตะโกนด่าเด็กชายอย่างโกรธแค้น
การที่เด็กชายกล้าลงมือกับสัตว์อสูรต่อหน้าผู้คนจำนวนมากนับเป็นเรื่องที่ท้าทายกฎของตระกูลลี้ยิ่งนัก ขณะนั้นเฉาซาที่ยืนอยู่กลางกลุ่มของผู้คนก็ชี้นิ้วไปที่เด็กชาย
“ข้าบอกแล้วว่ามันไม่ใช่คนดี!” พวกคนตระกูลลี้ได้ยินคำพูดของคนแซ่เฉาต่างก็ช่วยกันผสมรวม
“มาคุยโม้ว่าเคยสัมผัสกับสัตว์อสูรมาแล้วเป็นพันตัว โกหกสิ้นดี!”
“ต้องเป็นดังที่เฉาซาว่าไว้ มันต้องใช้เล่ห์กลอะไรสักอย่างในการทำความคุ้นเคยกับเสือโคร่งเผือกแน่”
...
ทุกคนในตระกูลลี้ต่างส่งเสียงสาปแช่งจิวฟง มีเพียงตงวู่ฉีเท่านั้นที่ยืนปั้นหน้าไม่ถูก เสียงก่นด่าของผู้คนดังขึ้นเรื่อยๆ...จนดังเข้าหูของเด็กน้อยในที่สุด
จิวฟงชะงักค้าง เขาหันขวับมองไปยังเหล่าผู้คน เจ้าเปี๊ยกใช้หางตาเหลือบมองพ่อบ้าน จิวฟงเห็นว่าทุกคนไม่เว้นแม้แต่พ่อบ้านลี้ฝูหวู่ต่างก็มองมาที่เขาด้วยตาเขียวปั๊ด
จิวฟงหัวเราะเจื่อนๆ เขาพุ่งเข้าไปคว้าคอของเจ้าแมวไว้ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เด็กชายใช้มือซ้ายจับหัวของเจ้าหางเพลิงไม่ให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ส่วนมือขวานั้นก็ลูบหัวเจ้าแมวดำอย่างอ่อนโยน
“อยู่ในคอกมาตั้งนาน ได้ยืดเส้นยืดสายอย่างนี้รู้สึกดีขึ้นใช่ไหม” พูดจบจิวฟงก็หัวเราะอย่างเสแสร้ง
เจ้าแมวดำใช้หางตาปรายมองเด็กชายตัวน้อย มันรวบรวมพลังไปที่หยาดโลหิตอสูรซึ่งตั้งอยู่ที่กลางอก ทันใดนั้นสัตว์อสูรสายธาตุก็งับเข้าไปที่มือของจิวฟงอย่างแรง จนเด็กชายต้องถอนมือจากหัวของมัน
“ฝากไว้ก่อน...ข้าจะเอาคืนเป็นสิบเท่า” จิวฟงพูดเสียงต่ำอยู่ในลำคอ เขาไม่อาจทำอะไรเจ้าหางเพลิงได้ ในเวลานี้ทุกคนต่างก็มองมายังเขาเป็นจุดเดียว ซึ่งสายตาที่มองมาก็ล้วนแล้วแต่แฝงไปด้วยความจงเกลียดจงชัง
สัตว์อสูรธาตุไฟเชิดหน้าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ มันค่อยๆเดินเข้าไปในกรงอย่างอารมณ์ดี เจ้าหางเพลิงปรายตามองเจ้าเปี๊ยกแล้วยิ้มเยาะ ฝ่ายจิวฟงลอบก่นด่าเจ้าแมวไปตลอดทางที่จะไปยังเขตกลุ่มบ้านปีกวิหค
สมุดบันทึกแต้มของจิวฟงมีคะแนนอยู่ถึงสามร้อยห้าสิบแต้ม ซึ่งคะแนนนี้ลี้ฝูหวู่ผู้เป็นพ่อบ้านเป็นผู้ลงบันทึกด้วยตัวเขาเอง เด็กชายตัวน้อยมองตัวเลขที่ไม่มีรายละเอียดแจกแจงอย่างสงสัย แล้วเขาก็เอ่ยถามลี้ฝูหวู่ในที่สุด
“ทำไมถึงได้คะแนนมากเช่นนี้”
ลี้ฝูหวู่เดินเท้าอย่างไม่รีบร้อน เขามองไปที่กรงของเจ้าหางเพลิงซึ่งถูกชักลากด้วยสายป่านลงอักขระเวท เมื่อแน่ใจว่าเจ้าแมวดำได้รับความสะดวกสบายภายในกรงนั้น เขาก็หันมาเอ่ยกับจิวฟงที่เดินอยู่ข้างๆ
“ป้อนอาหารให้สัตว์อสูรได้ห้าคะแนน สัมผัสสัตว์อสูรครั้งแรกได้สิบคะแนน กรณีที่ออกคำสั่งกับสัตว์อสูรได้จะได้ยี่สิบแต้ม แต่ด้วยระดับความยากในการทำกิจกรรมกับเจ้าหางเพลิง คะแนนที่ตั้งไว้จึงมากขึ้นถึงสิบเท่า เจ้าได้ห้าสิบคะแนนในการป้อนพืชภักษาให้หางเพลิง ร้อยคะแนนในการสัมผัสถูกต้องตัวมัน...” ลี้ฝูหวู่หยุดพูดแล้วหันไปมองรอบๆตัว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมองมาทางนี้ เขาก็เอื้อนเอ่ยด้วยคำพูดที่เบาแสนเบา
“...และอีกสองร้อยคะแนนสำหรับการสั่งสัตว์อสูรให้โจมตีผู้เฒ่าพิเศษ” พูดจบพ่อบ้านกลุ่มบ้านปีกวิหคก็ถอนหายใจเฮือกๆ
จิวฟงดีใจเป็นนักหนา การที่ได้แต้มมากขึ้นก็เท่ากับว่าเขาจะได้เหรียญทองแดงมากขึ้น แม้จะยังไม่รู้ชัดว่าเหรียญทองแดงสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งใดได้บ้าง แต่การที่มีเงินทองติดตัวก็นับว่าดีเลิศ
ลี้ฝูหวู่ชี้แจงว่าจิวฟงจะไม่ได้รับคะแนนจากการสัมผัสกับเจ้าหางเพลิงอีกแล้ว ซึ่งจิวฟงก็เข้าใจเรื่องดังกล่าวดี เพราะทางตระกูลลี้จะให้คะแนนสำหรับการสัมผัสสัตว์ตัวนั้นๆเพียงแค่หนึ่งครั้ง
ลี้ฝูหวู่ยังเอ่ยต่ออีกว่าคะแนนสำหรับการออกคำสั่งกับเจ้าหางเพลิงนั้น เขาจะพิจารณาคะแนนเป็นครั้งๆไป เพราะปกติทางตระกูลลี้จะไม่ให้คะแนนสำหรับกิจกรรมดังกล่าวในกรณีที่สัตว์ถูกกักขังหรือกรณีที่สัตว์อยู่ในระยะฟูมฟัก
จิวฟงรู้สึกเสียดายไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรจิวฟงก็ตระหนักว่าคะแนนที่เขาได้รับถือว่ามากแล้วเมื่อเทียบกับกิจกรรมเล็กน้อยเช่นนี้ จิวฟงมองตัวหนังสือที่เขียนไว้ว่าสามร้อยห้าสิบแต้ม แล้วเด็กชายก็ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ
ลี้ฝูหวู่มองไปยังด้านท้ายขบวนซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังกลุ่มบ้านปีกวิหค พอเห็นตงวู่ฉีเดินปะปนอยู่ในกลุ่มคน ลี้ฝูหวู่ก็บอกผู้ฝึกสอนลี้เจี๋ยไคให้ไปตามคนขี้โม้มา และไม่ช้าตงวู่ฉีก็มาถึง
“แต่นี้ต่อไปจิวฟงต้องดูแลเจ้าหางเพลิงและคงไม่ได้จับคู่กับเจ้าอีกแล้ว เจ้ามีทางเลือกอยู่สองทาง ทางเลือกแรกก็คือหาคู่หูคนใหม่ หรือไม่ก็ต้องช่วยจิวฟงดูแลเจ้าหางเพลิง หากเจ้าเลือกอย่างหลัง คะแนนที่จิวฟงได้มาเจ้าก็จะได้รับด้วย ทว่าเจ้าจะได้คะแนนเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับคะแนนของจิวฟง”
แม้ตงวู่ฉีจะไม่ฉลาดในการทำความเข้าใจกับตำรับตำรา แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ไร้ไหวพริบ ในตระกูลลี้มีใครกันเล่าที่อยากจะจับคู่กับเขา ไม่แน่ว่าอาจจะต้องรออีกเป็นปีกว่าจะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเขาจึงจะได้คู่หูคนใหม่ เมื่อเป็นเช่นนี้การเป็นลูกมือของจิวฟงก็นับเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องออกไปเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรตามลำพังอย่างที่เคยเป็นมา
“น้องจิว แม้วันนี้หางเพลิงจะยังไม่ลงใจในตัวเจ้า แต่หากได้ข้าช่วยอีกแรงเจ้าหางเพลิงจะต้องสงบลงในเร็ววันแน่ๆ น้องจิวไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะช่วยให้เจ้าได้แต้มแรกให้จงได้” ตงวู่ฉีชี้ไปยังสมุดบันทึกที่จิวฟงถืออยู่แล้วเงยหน้าหัวเราะฮ่าๆ
ตงวู่ฉีก็เป็นเช่นคนอื่น เขาไม่เห็นจิวฟงป้อนพืชภักษาให้แมวดำ อีกทั้งยังไม่เห็นด้วยว่าจิวฟงสัมผัสตัวเจ้าหางเพลิง ยิ่งไปกว่านั้นตงวู่ฉีไม่อาจรู้เลยว่าจิวฟงสามารถออกคำสั่งกับเจ้าสัตว์อสูรสายธาตุได้ การที่เขาอยู่ห่างออกไปทำให้ตงวู่ฉีเห็นแค่เหตุการณ์ที่จิวฟงทะเลาะกับเจ้าหางเพลิงเท่านั้น
จิวฟงมองคนแซ่ตงตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาแกล้งปล่อยสมุดบันทึกให้หลุดออกจากมือ พอสมุดบันทึกคะแนนสีน้ำเงินเข้มตกลงสู่พื้นแล้ว เด็กชายก็ร้องดัง
“พี่ตงเก็บให้ข้าหน่อย!”
ตงวู่ฉีก้มลงหยิบสมุด เขายื่นสมุดบันทึกให้จิวฟงทั้งที่สมุดยังปิดอยู่ ซึ่งนั่นก็ทำให้จิวฟงไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไรนัก เด็กชายเอียงคอแล้วเหลือบมองตงวู่ฉี จากนั้นเจ้าเปี๊ยกก็เอ่ยถาม
“สมุดเล่มนี้ต่างจากสมุดของพี่ตงหรือไม่”
“ฮ่าๆๆๆ น้องจิว สมุดบันทึกทุกเล่มย่อมเหมือนกัน”
จิวฟงเบ้ปากแล้วพ่นลมแรงหนึ่งที เขากระชากสมุดมาถือไว้ จากนั้นเด็กชายก็เปิดสมุดบันทึกหน้าแรก
“อุ๊ยๆ...มีอะไรเขียนไว้ที่หน้าแรกก็ไม่รู้” จิวฟงทำตาโตพร้อมกับเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ด้านบนเป็นหัวเรื่องกิจกรรม ช่องถัดมาเป็นวันที่ทำกิจกรรม ต่อมาที่เขียนไว้ว่า‘ลายมือชื่อ’คือให้เจ้าลงชื่อรับรองที่ช่องนั้น ต่อไปก็เป็นช่องกรอกคะแนน...” ตงวู่ฉีวางท่าอย่างผู้รู้ ส่วนจิวฟงน่ะรึ...ทำปากขมุบขมิบด่าคนแซ่ตงไปตั้งหลายรอบ
ตงวู่ฉียังอธิบายไม่หยุด ในที่สุดจิวฟงก็ทนไม่ไหว เขาใช้สองมือกางสมุดบันทึกประจำตัวออกแล้วจ่อไปที่หน้าของคนแซ่ตง
“เอ...ในสมุดมีอะไรเขียนเอาไว้นะ”
“อย่างที่ข้าอธิบายไปนั่นแหละ ฮ่าๆๆ”
“เบิ่งตาดูสมุดก่อนสิโว้ย!”
ลี้ฝูหวู่และลี้เจี๋ยไคมองเด็กชายตัวน้อยแล้วถอนหายใจเฮือกๆ พ่อบ้านวัยชราไม่รู้ว่าระหว่างตงวู่ฉีกับจิวฟง ใครกันแน่ที่ขี้โม้กว่ากัน