บทพิเศษ ช่วงเวลาแห่งความสุข
รุ่งเช้า ณ ชั้นสอง ห้องหอของเจ้าบ่าวเจ้าสาว
ร่างเปลือยเปล่าสามร่างชายหนึ่ง หญิงสอง นอนกกกอดกันกลมเกลียว ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่สีแดงปักลายดอกเหมยแม้แสงตะวันสาดส่องทะลุม่านแดงอาบไล้ใบหน้าก็ไม่มีทีท่าว่าใครจะลืมตื่นราวกับเมื่อคืนใช้พลังกายหมดสิ้นจนไม่เหลือเรี่ยวแรง
กระทั่งช่วงเวลาล่วงเลยไปถึงช่วงกลางวันเสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้น ตามด้วยเสียงของสาวใช้
“คุณหนู คุณชาย บ่าวยกสำรับอาหารกลางวันมาเปลี่ยนกับสำรับอาหารเช้า”
สิ้นเสียงสาวใช้ทั้งสามในห้องยังคงไม่ลืมตาตื่น แต่ด้านนอกสาวใช้ได้เปลี่ยนสำรับอาหารและเดินจากไป
หลังสาวใช้จากไปพักใหญ่ซุนในร่างเฟิงหยวนก็ลืมตาตื่นจากห้วงฝันภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม่คุ้นตากับความรู้สึกงัวเงียก่อนจะเริ่มเรียบเรียงความทรงจำที่เกิดขึ้นก่อนหลับไป
ภาพความทรงจำถูกเรียบเรียงในไม่กี่อึดใจความรู้สึกอบอุ่นและสัมผัสนุ่มนวลจากร่างหญิงสาวทั้งสองที่หลับอยู่ข้างกายก็ถูกส่งตรงเข้าสู่ความคิดถึงความรู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่คุ้นเคย อีกทั้งยังทำให้รู้สึกเขินอยู่บ้างความรู้สึกกระหายก็เริ่มปะทุเหมือนกับเมื่อคืน ราวกับมีบางสิ่งกระตุ้น
ช่วงความกระหายถูกกระตุ้นการรับรู้ทั้งหมดคล้ายถูกลบล้างและแทนที่ด้วยความกระหาย โดยไม่รับรู้ถึงกลิ่นกำยานหอมหวน ซุนในร่างเฟิงหยวนจึงเริ่มลูบคลำร่างเปลือยเปล่าของเซี่ยอี่หลินกับเซี่ยเข่อซิน
การกระทำนี้เองปลุกหญิงสาวทั้งสองให้ตื่นจากนิทราครู่แรกหญิงสาวทั้งสองตกใจอยู่บ้าง แต่พอทบทวนความคิดดูพวกเขาก็ได้กลายเป็นสามีภรรยาซ้ำยังมีกลิ่นหอมหวนของกำยานปลุกเร้าสิ่งที่เกิดเมื่อคืนก็เกิดซ้ำในตอนกลางวันพร้อมเสียงครวญครางลากยาวข้ามไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม
รุ่งเช้าวันใหม่
กลิ่นฟุ้งอันหอมหวนชวนเรียกน้ำย่อยของอาหารเช้าที่สาวใช้นำมาให้หน้าประตูห้อง ปลุกซุนในร่างเฟิงหยวนลืมตาตื่นเป็นคนแรกสภาพเขาดูอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงเป็นผลมาจากใช้พลังไปไม่น้อยและไม่ได้กินอะไรมาเกือบสองวัน
ครั้งนี้เขามองดูเซี่ยอี่หลินกับเซี่ยเข่อซินบนเตียงยับยู่ยี่จากเรื่องราวเมื่อคืนแล้วลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาไปเปิดประตูอย่างเงียบเชียบก่อนจะยกสำรับอาหารเช้าสำหรับสามคนมาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง
เมื่อวางสำรับอาหารซุนจึงเดินไปปิดประตูเงียบ ๆเพราะให้เขาในสภาพนี้เปิดประตูอ้าไว้และกินอาหารมันก็ยังไง ๆ อยู่แล้วยังมีภรรยาทั้งสองบนเตียงอีก
ทว่าหลังซุนเดินไปปิดประตู ภรรยาทั้งสองก็ลืมตาตื่น เพราะกลิ่นหอมของอาหารทั้งสองลุกขึ้นมาขยี้ตาในสภาพงัวเงีย และดูไม่เหน็ดเหนื่อยแถมผิวพรรณยังดูมีน้ำมีนวล
เมื่อซุนเห็นแบบว่าภรรยาทั้งสองตื่นความคิดแรกที่จะนั่งกินอาหารเงียบ ๆ เดินไปอาบน้ำ สุดท้ายไปรอทั้งสองนอกห้องหอก็เปลี่ยนไป หลังเขาคิดว่าต้องนั่งกินอาหารในสภาพนี้กับภรรยาทั้งสองความรู้สึกเขินอายกระแทกเข้ามาในจิตใจ แต่จะให้เขาไปอาบน้ำก็คงจะเป็นลมล้มพับไปแน่ๆ
ซุนไม่มีทางเลือกเดินไปนั่งทานอาหารภายใต้สายตาของภรรยาทั้งสองพร้อมกับชวนมาทานอาหารน่าแปลกที่ทั้งสองไม่มีความรู้สึกเขินอายและลุกจากเตียงมานั่งทานด้วยคราวนี้ทำซุนว้าวุ่นไปครู่หนึ่ง
ขณะทั้งสามทานอาหารเกือบหมดซุนได้ทำใจดีสู้เสือ เอาความกล้าข่มความเขินอายพูดชักชวนชวนภรรยาไปอาบน้ำพร้อมกับเขา
“เอ่อ..ภรรยาสามีรู้ว่าบางอย่างก็ไม่ควรพูดบนโต๊ะอาหารในสภาพนี้ แต่พวกเราสามคนไปอาบน้ำแต่งตัวพร้อมกันแล้วลงไปเคารพผู้หลักผู้ใหญ่สักหน่อย”
พูดจบอี่หลินกับเข่อซินนิ่งไปทั้งสองหันหน้ามองกัน ใบหน้าเริ่มแดงขึ้นมาเล็กน้อย เหตุผลหลาย ๆอย่างทำให้ไม่รู้สึกเขินอายในตอนแรกพอมาตอนนี้ทั้งสามมีความสัมพันธ์ทางกายและทางพันธะไม่ได้พูดคุยทำความคุ้นเคยสักเท่าไหร่ ถึงจะเป็นสามีภรรยากันแล้วความรู้สึกเขินอายจะเกิดขึ้นมาก็ช่วยไม่ได้ นี่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนพบเจอแล้วแยกจาก แต่เป็นความสัมพันธ์สามีภรรยา ตื่นมาแล้วเจอกันทุกวันช่วงแรกอาจเป็นแบบนี้ก็ไม่แปลกอะไร
หลังทั้งสามทานอาหารเสร็จทั้งสามก็เดินเข้าไปอาบน้ำพร้อมกัน ขณะอาบน้ำไปเสียงพูดคุยก็ดังออกมา
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง
ทั้งสามก็อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยทั้งสามไม่ได้อยู่ในชุดแต่งงานสีแดงอีกต่อไป แต่อยู่ในชุดธรรมดาซุนใส่เสื้อคอกลมสีขาวกับกางเกงยีนส์ขายาวอี่หลินใส่ชุดกระโปรงสีม่วงกับกางเกงขาสั้น เข่อซินใส่เสื้อยืดสีขาวตัวบางทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงยีนส์ขาสั้น
“ลงไปกันเถอะ” ซุนบอกก่อนเดินนำไปเปิดประตูแล้วออกจากห้องไป ด้านหลังมีภรรยาแสนสวยทั้งสองเดินตามมา
เมื่อออกมาจากห้องหอด้านนอกมีสาวใช้เดินไปเดินไปมา ทั้งสามไม่ได้เรียกสาวใช้ให้เดินนำเพราะซุนรู้ว่าภรรยาทั้งสองของเขาคุ้นเคยกับตระกูลเซี่ยดีจึงให้ภรรยาพาไปทำความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ระหว่างทางก็ให้ภรรยาแนะนำส่วนต่าง ๆพลางทำความคุ้นเคย ความรู้จัก เพิ่มความสนิทกันไปแม้ว่าอีกสองสามวันต่อจากนี้พวกเธอต้องไปอยู่บ้านเขาและมีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาแน่นแฟ้นขึ้น
เวลาค่อย ๆ เดินผ่านไปช้า ๆ ซุนกับภรรยาทั้งสองทำความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ทีละคน จนได้ไปเจอกับพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายกำลังพูดคุยกันอยู่แถวศาลาริมน้ำทั้งสามจึงเดินเข้าไปหา
“หยวนน้อย หลินน้อยซินน้อย พวกลูกออกมาแล้ว” หมิงจูที่เห็นทั้งสามเดินมาก่อนทักขึ้น เฟิงหยางเซี่ยจื่อโจว เซี่ยซินอี้ จึงหยุดสนทนากัน หันมาแซวลูกชายและลูกสาว
“สมกับเป็นลูกของพี่หยางหายหน้าหายตาไปสองวันลูกสาวข้าตามติดไม่ห่าง”
“น้องโจวก็พูดไป หลังแต่งงานสามีภรรยาอยู่ด้วยกันตลอดเวลาเหมือนพวกเราไม่ใช่รึไง”
“อี่หลิน เข่อซินพวกลูกมีหลานให้แม่อุ้มไว ๆ ตอนพวกลูกไม่อยู่แม่คงเหงาแย่”
“ลูกเขยจากนี้ฝากดูแลลูกสาวข้าให้ดีล่ะ ขาดเหลืออะไรมาบอกพ่อตาได้”
“หลังจากนี้ตลอดไปเฟิงหยวนขอสาบานว่าจะดูแลอี่หลินและเข่อซินให้มีความสุขอยู่สุขสบาย” ซุนเผลอตัวตอบเซี่ยจื่อโจวพ่อตาของเขาน้ำเสียงจริงจัง ทำเอาแม่ยายอย่างเซี่ยซินอี้และแม่ของเฟิงหยวนหมิงจู เกือบหลุดหัวเราะกับความจริงจัง
“ไม่ต้องห่วงน้องโจวลูกหยวนของข้าดูแลสะใภ้ทั้งสองอย่างดีแน่นอน”
“กลับไปหยวนน้อยของแม่ต้องเข้าเมืองทำงานหนักดูแลธุรกิจตระกูลเลี้ยงดูหลินน้อย ซินน้อย สะใภ้ของแม่ให้ดี”
“ลูกเขยต้องพาลูกแม่กลับมาเยี่ยมบ้านทุกปี”
ซุนยืนนิ่งไปไม่ต่างจากภรรยาเจอผู้ใหญ่พูดใส่รัว ๆ เขาถึงกับทำตัวไม่ถูกยิ่งกับเฟิงหยางพูดล้อเล่นแบบนั้นออกมา เขาแทบไม่เชื่อสิ่งที่เห็น แม้เป็นประโยคเดียวก็ตาม
‘ไหลไปตามน้ำแก้ไขไปตามสถานการณ์ ไม่ต้องเก็บอะไรมาคิดให้กังวล เอาตัวรอดไปให้ได้’ ซุนพยายามสงบใจ เพราะเขาจำคำจากบุคคลลึกลับได้ ขอแค่เขาตายไปอีกครั้งจะได้รู้ทุกอย่างแต่คงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ อีกอย่างเขาไม่กลัวตาย เป็นผลจากตายไปแล้วถูกชุบชีวิตขึ้นมาแต่ถึงยังไงเขาไม่ค่อยอยากคิดถึงเรื่องนั้น แล้วเลือกมีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆอย่างระมัดระวัง
“รับปากแม่ยายเฟิงหยวนจะพาอี่หลิน เข่อซิน กลับมาเยี่ยมทุกปี”
“พูดได้ดีลูกเขย”เซี่ยจื่อโจวชื่นชม เซี่ยซินอี้เห็นว่ารบกวนเวลาลูกสาวกับลูกเขยมากพอแล้วจึงพูดขึ้น
“พวกลูกกำลังพาลูกเขยแม่เดินชมบ้านอยู่พวกแม่ไม่รบกวนเวลาพวกลูกแล้ว”
“ขอตัวก่อนครับพ่อ แม่ พ่อตา แม่ยาย” ซุนพูดลาน้ำเสียงนอบน้อม เซี่ยอี่หลินเซี่ยเข่อซินก็พูดลาพร้อมกันอย่างสุภาพ
“ขอตัวก่อนค่ะพ่อ แม่ พ่อสามี แม่สามี”
จังหวะซุนกับภรรยากำลังเดินจากไปเฟิงหยางได้บอกถึงเวลาที่ต้องกลับ
“อีกสองวันเรากลับไปจัดแจงทุกอย่างให้พวกลูกต่อจากนั้นอีกสองสามวันค่อยกลับมาบ้าน พาภรรยามาเคารพบรรพบุรุษ”
“ครับ”ซุนหันมาตอบเฟิงหยางน้ำเสียงนอบน้อม แล้วเร่งจากไปพร้อมกับภรรยา ไม่คิดพูดคุยให้ยืดยาว
เห็นว่าพวกลูกๆเดินไปกันแล้วบรรยากาศในศาลาริมน้ำจึงกลับมาเข้มข้น ทั้งสี่พูดถึงการบุกโบราณสถานกับการร่วมมือทั้งสองตระกูลรวมไปถึงแบ่งปันผลประโยชน์ การช่วยเหลือเติมในแต่ละฝ่ายขาดไป
เรื่องราวเหล่านี้ซุนและเซี่ยอี่หลินไม่มีทางรับรู้คนรับรู้มีเพียงหนึ่งในภรรยาของเขาเซี่ยเข่อซินแค่รับรู้เพียงผิวเผินและเธอยังเป็นคนเดียวที่มีพลังปราณ เพราะนอกจากเป็นภรรยาของซุนเข่อซินยังเป็นลูกบุญธรรมของเซี่ยจื่อโจกับเซี่ยซินอี้ มีหน้าที่เป็นคนคุ้มกันเซี่ยอี้หลินลับๆ
ช่วยบ่าย
หลังสองภรรยาพาเดินชมทั่วตระกูลเซี่ยซุนได้มายังห้องภรรยาเพื่อช่วยเก็บข้าวของสำคัญ ส่วนข้าวของที่เหลือสาวใช้จะมาเก็บในอีกวันซึ่งเขามารู้ที่หลังว่าภรรยาทั้งสองของเขาอยู่กันแทบตลอดเวลามาตั้งแต่เด็กเพราะตอนเก็บของกันอยู่พวกเธอก็เล่าให้ฟัง แล้วยังพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆกันพักใหญ่จนเกือบจะตกเย็น
“เราไปโรงครัวบอกพ่อครัวทำอาหารประจำบ้านเราให้สามีกินกันซินซิน” อี่หลินชักชวนเข่อซิน ท่าทีไม่คุ้นชินในช่วงเช้าของเธอหายไปต่างจากเข่อซินที่ปรับตัวได้ช้ากว่า แต่ทั้งสองนั้นเริ่มสนิทสนมกับซุนในร่างเฟิงหยวนในระดับหนึ่งจึงแสดงตัวตนในแบบของเธอตามปกติ
“สามีไปด้วยกันกับเราอยากกินอะไรเพิ่มบอกพ่อครัวบ้านเราได้” อี่หลินชักชวนซุนก็ตกลงทั้งสามจึงออกจากห้องเดินไปยังโรงครัว
เมื่อทั้งสามเดินมาถึงโรงครัวเสียงทำอาหารพร้อมกับกลิ่นหอมฟุ้งลอยออกมาจากใน พอมองผ่านช่องลมเล็ก ๆจะเห็นว่าคนในครัวหลายคนกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหารเย็น
“ในครัวดูวุ่นยังไงก็ไม่รู้”ซุนพึมพำ สายตามองไปยังภรรยาทั้งสอง เหมือนจะถามว่าเข้าไปสั่งได้จริงหรอ
“มีคนสำคัญมารึเปล่าซินซิน”อี่หลินหันไปถามเข่อซินเผื่อเธอพอจะรู้อะไรบ้าง เข่อซินนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนบอกอี่หลิน
“ไม่น่าจะมีใครนอกจากพ่อสามีกับแม่สามี”
ได้ยินคำตอบของเข่อซินอี่หลินไม่รอช้าจับมือซุน พาเขาเดินเข้าไปสั่งอาหารในครัว