“ใจคอแกจะไม่ยกมือไหว้พ่อไหว้แม่ก่อนเลยหรือหรือว่าไปอยู่เมืองนอกนานจนลืมไปหมดแล้วว่าวัฒนธรรมของคนไทยนั้นมันเป็ยังไง”
ชายวัยเจ็ดสิบห้าปีผู้เคยมีอำนาจอยู่ในระดับประเทศเอ่ยถามกับบุตรชายคนเดียวเสียงขุ่น มันทำให้ชายหนุ่มได้รู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน เขารีบคุกเข่าเข้าไปกราบทั้งบิดาและมารดาที่ตักทันที ก่อนถอยออกมานั่งยังโซฟาอีกตัวที่อยู่ตรงข้ามกับท่านทั้งสองอย่างตั้งใจที่จะพูดเื่สำคัญด้วยจริงๆ
“แม่ว่ากฤติพึ่งมาถึงเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหมลูก เื่อะไรเอาไว้คุยกันตอนเย็นๆก็ได้”
คุณหญิงเกศกนกรีบกล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าทั้งสามีและลูกต่างก็กำลังร้อนด้วยกันทั้งคู่
“ผมคงยังไปทำอะไรไม่ได้หรอกครับ ถ้าหากยังไม่ได้รับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเื่ที่คาใจอยู่นี้ให้ถ่องแท้เสียก่อน”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างคนที่เอาแต่ใจตัวเองจนเคยตัว
“แกมีปัญหาอะไรก็ลองว่าไปสิ”
เมื่อบิดาถามออกมาตรงๆอย่างนั้น ภัทรกฤติก็ตอบออกไปอย่างตรงๆเช่นกัน
“ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณพ่อกับคุณแม่ถึงต้องบังคับให้ผมรีบแต่งงานด้วย”
“เพราะฉันแก่มากแล้วไงล่ะ จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้และฉันก็คงจะนอนตายตาไม่หลับถ้าหากแกยังทำตัวไม่เป็โล้เป็พายอยู่อย่างนี้”
“โธ่ คุณพ่อครับ คุณพ่อกับคุณแม่ยังแข็งแรงดีอยู่เลย”
ชายหนุ่มทำเสียงอย่างอ่อนใจในความคิดมากของบุพการีทั้งสอง
“ฉันน่ะ อายุเจ็ดสิบห้าแล้วน่ะแม่ของแกก็เจ็ดสิบ แกคิดว่าทั้งพ่อและแม่จะอยู่คอยดูแลจัดระเบียบชีวิตให้แกไปได้อีกสักกี่ปี”
ท่านพิพัฒน์กล่าวกับบุตรชายเสียงเครียด
“ผมโตแล้วนะครับคุณพ่อ ผมดูแลตัวเองได้”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างดื้อดึง
“อะไรคือการดูแลตัวเองได้ในความหมายของแกล่ะ ถ้าหมายถึงการดูแลตัวเองไม่ให้ถึงกับต้องอดตายได้ละก็ ฉันเชื่อ เพราะหมามันยังไม่ยอมอดตายเลย แต่มันคงไม่ได้หมายความว่าแกจะสามารถรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลและทรัพย์สมบัติที่สั่งสมกันมาแต่ปู่ย่าตายายเอาไว้ได้อย่างสมเกียรติ์หรอก บอกตรงๆว่าฉันไม่อยากให้ผีบรรพบุรุษมาแช่งชักหักกระดูกว่าทรัพย์สมบัติที่พวกท่านอุตส่าห์สร้างสมมานับร้อยปีต้องมาหมดสิ้นไปเพราะลูกของฉันเป็คนล้างผลาญ”
“แล้วคุณพ่อคิดว่าการแต่งงานมันจะช่วยอะไรได้งั้นหรือครับ”
ชายหนุ่มย้อนถามอย่างสุดเซ็ง
“ช่วยได้สิ ในเมื่อฉันจะเลือกผู้หญิงที่ดี ที่ฉันมั่นใจว่าจะดูแลหลานของฉัน ทรัพย์สมบัติของฉันได้เป็อย่างดีให้มาแต่งงานกับแก ไม่ปล่อยให้แกไปคว้าเอาพวกผู้หญิงที่ดีแต่สวยอย่างเดียวแต่ทำอะไรไม่เป็โล้ไม่เป็พายที่แกควงร่อนไปร่อนมาอยู่นั้นมาเป็เมียไงล่ะ”
“แต่คุณพ่อครับ...”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เตรียมตัวแต่งงานกับผู้หญิงที่ฉับกับแม่แกหาให้ซะอ๋อ แล้วก็อย่าลืมเข้าไปเรียนรู้งานเพื่อที่จะดูแลกิจการบริษัทของฉันซะด้วย เพราะอีกหน่อยมันก็จะต้องตกเป็ของแก”
ท่านพิพัฒน์กล่าวจบก็ลุกขึ้นเดินหนีไปทันทีอย่างไม่สบอารมณ์ในตัวของบุตรชาย
“คุณแม่ คุณแม่ดูคุณพ่อสิครับ ทำไมคุณพ่อจะต้องทำกับผมอย่างนี้ด้วย”
เมื่ออยู่กันตามลำพัง ภัทรกฤติก็โวยวายเอากับผู้เป็มารดาทันที
“ก็ถ้าคุณพ่อไม่ทำอย่างนี้ ลูกจะยอมกลับมาอยู่บ้านเราไหมล่ะ”
คุณหญิงเกศกนกกล่าวอย่างหนักใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกันเมื่อเห็นบุตรชายยังแสดงอาการต่อต้านความประสงค์ของบิดากับมารดาอยู่อย่างนี้