"ท่านแม่แม่นางหมิง..."
อู๋ซิ่วไฉเห็นหมิงเป่าจูมีท่าทีลำลากใจทั้งปฏิเสธไม่ได้จึงคิดจะช่วยพูด แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากก็ถูกมารดาปรามด้วยสายตาเสียก่อน
"ดื่มโจ๊กของเจ้าไปเสีย!"หลี่ต้าเหนียงนั่งลง มองหมิงเป่าจูด้วยแววตาอ่อนโยนประหนึ่งมองบุตรสาวของตนเอง"แม่นางหมิง เจ้าเล่ามาให้ป้าฟังเถอะ เหตุใดเจ้าจึงรีบร้อนใช้เงินเช่นนี้?"
หมิงเป่าจูชะงักไม่นึกว่าหลี่ต้าเหนียงจะถามเรื่องนี้
"ท่านแม่ถามเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นไปไย?"อู๋ซิ่วไฉหน้าแดงก่ำ มองหมิงเป่าจูอย่างตกประหม่า
"นี่คือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตแม่ไว้แม่แค่เป็นห่วงถามไถ่ก็มิได้รึ! เจ้าอย่าเพิ่งพูด!" หลี่ต้าเหนียงดุบุตรชาย อู๋ซิ่วไฉจึงหยุดปากลงทันที"แม่นางหมิง มีเหตุขัดข้องอันใดหรือไม่?"
"ก็ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ..."หมิงเป่าจูกลืนโจ๊กสีขาวในปากลงคอ
เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้นใส่เผือกลงไปด้วย แม้แต่โจ๊กธรรมดายังทำได้เอร็ดอร่อยเชี่ยวชาญสมกับเป็นแม่ครัวที่เคยทำงานในจวนใหญ่ ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ
ทำให้นางที่เดิมทีไม่ค่อยอยากอาหารกลับรู้สึกอยากกินต่ออีก
บ้านสกุลอู๋อยู่ไกลจากจุดที่ทั้งสองตั้งแผงขายของหลี่ต้าเหนียงเองสุขภาพไม่ค่อยดี อายุก็มากแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์ทำอาหารมาส่ง
ดูจากโจ๊กสองชามที่ไม่มีร่องรอยหกเลอะเทอะก็รู้แล้วว่าระหว่างทางต้องระมัดระวังมากเพียงใด
ด้วยน้ำใจไมตรีเช่นนี้หมิงเป่าจูจึงมิอาจปฏิเสธ
ระหว่างกินข้าวนางจึงเล่าเรื่องราววุ่นวายในครอบครัวให้ฟังไปด้วยเดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไร นางเล่าราวกับเป็นนิทานเรื่องหนึ่ง
หลี่ต้าเหนียงและอู๋ซิ่วไฉต่างเงียบฟังพลางจดจ้องหมิงเป่าจูไม่วางตา อู๋ซิ่วไฉถึงกับลืมซดโจ๊กในถ้วย
เห็นนางสีหน้าเรียบเฉยเรื่องราวสุดแสนจะขมขื่นที่แม้แต่นิทานก็ยังไม่อาจเขียนออกมาได้ นางกลับเล่าได้โดยไม่อนาทรร้อนใจราวกับเป็นเรื่องของผู้อื่นอย่างไรอย่างนั้น
"แม่หนู..."
หลี่ต้าเหนียงสะเทือนใจจนน้ำตาคลอเบ้าจับมือของหมิงเป่าจูด้วยความเวทนาสงสาร
ไม่เคยเห็นลุงคนไหนจะใจจืดใจดำและเห็นแก่ตัวเช่นนี้มาก่อนแม้แต่หลานในไส้ยังทำได้ลงคอ
ไม่แปลกที่เด็กคนนี้จะเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้เช่นนี้เห็นแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย
"ท่านป้าหลี่ขอบพระคุณสำหรับโจ๊กเจ้าค่ะ อร่อยมาก ข้ากินหมดแล้ว" หมิงเป่าจูยิ้มสดใส"ข้าต้องไปจริงๆ แล้ว ไว้วันหลังจะไปเยี่ยมท่านอีก"
"แม่หนูแม่หนูอย่าเพิ่งไป..." หลี่ต้าเหนียงยังคงรั้งหมิงเป่าจูไว้ไม่ยอมให้นางไป
"คือแบบนี้ป้าพอจะรู้จักงานอยู่งานหนึ่ง หากเจ้าสามารถรักษาคนผู้นั้นได้น่าจะได้เงินมาไม่น้อย แต่พวกเขาเชิญหมอชื่อดังในอำเภอมารักษาหมดแล้ว แม้แต่หมอจากเล่อชวนก็มาหลายคนแต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถรักษาให้หายได้ หากเจ้าไปก็อาจจะเสียเวลาเปล่าไม่รู้ว่าเจ้าอยากทดลองดูหรือไม่?"
"จริงหรือเจ้าคะท่านป้าหลี่รีบเล่าให้ข้าฟังเถอะ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรข้ายินดีไปลองดูเจ้าค่ะ"
ตอนนี้นางต้องการเงินสิบตำลึงอย่างเร่งด่วนไม่สามารถรอช้าได้อีก หากถ่วงเวลาต่อไป นางกับน้องชายก็ต้องถูกผีดิบสองตนนั้นสูบเลือดสูบเนื้อทำตัวเป็นแผ่นยาหนังสุนัข[1]สลัดอย่างไรก็ไม่หลุดตลอดไป
หลี่ต้าเหนียงจึงค่อยๆเล่าเรื่องราวที่ตนเองรู้ให้ฟัง ที่แท้ก็คือในจวนของคนตระกูลใหญ่ที่นางเคยทำงานให้มีคนล้มป่วย
ฮูหยินใหญ่ในจวนมีบุตรชายคนหนึ่งสติปัญญาเฉียบแหลมมาตั้งแต่เด็ก สอบได้เป็นซิ่วไฉตั้งแต่อายุน้อยเดิมทีควรจะได้เข้าร่วมการสอบขุนนางระดับมณฑล สามารถที่จะเป็นกล้าไม้ที่ดีมีรายชื่อปรากฏบนป้ายประกาศทอง[2]
ทว่าเมื่อปีกลายไม่รู้เกิดอะไรขึ้นจู่ๆ ก็ล้มป่วยเป็นโรคไอ เริ่มแรกก็แค่ไอธรรมดา จากนั้นก็เริ่มไอเป็นเลือด ต่อมาก็กระอักเลือดเป็นลิ่มๆ
นายท่านตระกูลนั้นเดิมทีก็เป็นคนเจ้าชู้มีเรือนสอง เรือนสาม อนุภรรยา และบ้านเล็กบ้านน้อยนอกจวนอีกนับสิบ
ฮูหยินใหญ่อยู่ในช่วงวัยโรยราไม่เป็นที่โปรดปรานแต่เคราะห์ดีที่ในจวนมีบุตรธิดาน้อยนิด ทายาทผู้สืบสกุลเบาบางยิ่ง ได้บุตรชายคนนี้มาเพียงคนเดียวนอกนั้นล้วนเป็นบุตรสาว
ฮูหยินใหญ่จึงฝากความหวังไว้ที่บุตรชายคนนี้หวังว่าเขาจะสอบได้ นำพาเกียรติยศชื่อเสียงกลับมา เพื่อให้ตนเองสามารถยืนในจวนอย่างมีหน้ามีตาได้
แต่บัดนี้กลับป่วยหนัก
ตอนแรกนายท่านยังให้ความสำคัญกับบุตรชายเพียงคนเดียวคนนี้อยู่เชิญหมอชื่อดังมารักษา แต่ทุกคนล้วนส่ายหน้า บอกว่ารักษาไม่ได้ นานวันเข้าความเอาใจใส่ของนายท่านก็จืดจางพานหงุดหงิดรำคาญมาถึงฮูหยินใหญ่
ซ้ำร้ายเมื่อปลายปีที่แล้วมีอนุภรรยาใหม่เข้ามาคนหนึ่งเพิ่งเข้าจวนได้สองเดือนก็ตั้งครรภ์
ท่านหมอตรวจชีพจรแล้วบอกว่าเป็นบุตรชายนับแต่นั้นมานายท่านก็ไม่เคยแวะเวียนมาที่เรือนของฮูหยินใหญ่อีกเลย
แต่บัดนี้อำนาจการจัดการในจวนยังอยู่ในมือของฮูหยินใหญ่แม้นายน้อยใหญ่จะล้มป่วย ก็ยังมีเสื้อผ้าอาหารชั้นเลิศและยารักษาโรคชั้นดีประคับประคองชีวิตไว้
แต่เรื่องในภายภาคหน้าใครเล่าจะรู้ว่าจะเป็นเช่นไรหากบุตรชายของอนุภรรยาผู้นั้นลืมตามาดูโลก และคุณชายใหญ่จากไปเพราะโรคเรื้อรังสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการในจวนก็คงเปลี่ยนมือแล้ว
"ข้ารู้สึกว่าโรคของคุณชายใหญ่กับโรคของข้าไม่น่าจะต่างกันเพียงแต่เขาล้มป่วยเรื้อรังรักษาไม่หาย จนกระทั่งอาการหนักแล้ว ขนาดข้าเจ้ายังสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้เชื่อว่าอาการของนายน้อยใหญ่แค่ใช้เวลามากหน่อยเท่านั้นกระมัง"
เมื่อก่อนนางทำงานในครัวต้องก่อไฟไว้ตลอดเวลา ไหนจะต้องทำอาหารให้คุณชายใหญ่เป็นประจำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการต้มยาเสียมากกว่า
พอตนเองล้มป่วย ก็ถูกอนุภรรยาคนนั้นขับไล่ออกมาแต่เมื่อก่อนฮูหยินใหญ่ดีกับนางมาก นางจึงคิดว่าหากหมิงเป่าจูสามารถรักษานายน้อยใหญ่ได้ก็ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณ
หมิงเป่าจูขมวดคิ้วเล็กน้อยฟังดูแล้วโรคของคุณชายใหญ่ผู้นั้นน่าจะไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็แตกต่างจากหลี่ต้าเหนียงอยู่มาก
หลี่ต้าเหนียงเพราะไม่มีเงินรักษาจึงปล่อยไว้จนอาการหนัก อีกทั้งยังไอเป็นประจำหลอดลมได้รับความเสียหายจึงไอเป็นเลือด
แต่ครอบครัวใหญ่โตไม่ขาดแคลนเรื่องกินอยู่และเครื่องนุ่งห่มจะปล่อยให้โรคไอธรรมดาเรื้อรังจนถึงขั้นเชิญหมอชื่อดังมารักษายังไม่ได้ผลได้อย่างไร
ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวคือคุณชายใหญ่ป่วยเป็นฝีในท้อง[3]หรือวัณโรคในยุคปัจจุบัน!
จะว่าไปก็ช่างบังเอิญยิ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัยนางเคยศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวัณโรคโดยเฉพาะ และเขียนบทความทางวิชาการเอาไว้มากมายซึ่งได้รับการรับรองจากอาจารย์
อาจารย์ของนางเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการแพทย์แผนปัจจุบันผลงานวิจัยแต่ละชิ้นสามารถทำให้วงการแพทย์สั่นสะเทือนได้
การได้รับคำชมจากท่านย่อมหมายความว่างานวิจัยเกี่ยวกับวัณโรคของนางได้รับการรับรองและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน
ดังนั้นนางจึงมั่นใจมาก
"ขอบคุณท่านป้าหลี่มากเจ้าค่ะเช่นนั้นข้าขอไปดูอาการก่อน" พูดจบก็สะพายกระบุงเตรียมตัวออกไป
หลี่ต้าเหนียงมองตามหลังหมิงเป่าจูพลางพึมพำกับตัวเอง"เฮ้อ เด็กคนนี้นิสัยดีจริงๆ หากมาเป็นลูกสะใภ้ข้าก็ดีสิ"
พูดจบก็ปรายตามองบุตรชายที่นั่งซดโจ๊กอยู่เงียบๆ
อู๋ซิ่วไฉไม่ตอบได้แต่ก้มหน้าก้มตาซดโจ๊กในชามต่อ
หมิงเป่าจูเดินมาตามทางที่หลี่ต้าเหนียงบอกกล่าวกระทั่งมาถึงคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่า สมกับเป็นจวนของคหบดีผู้มั่งคั่งงดงามอลังการจริงๆ
"พี่ชายขอถามหน่อย ในจวนนี้มีคนป่วยหรือไม่ ข้าเป็นหมอได้ยินเรื่องราวการเจ็บป่วยของคุณชาย จึงอยากมาลองรักษาดู"
หมิงเป่าจูเดินขึ้นบันไดถามไถ่กับบ่าวชายที่ยืนอยู่หน้าประตูอย่างสุภาพ
บ่าวชายผู้นั้นมองหมิงเป่าจูตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน "แม่หนูขนเหลือง[4]อย่างเจ้านี่นะ? รีบไปไกลๆ เดี๋ยวฮูหยินกลับมาเห็นเข้า ข้าได้โดนดุแน่!"
บ่าวชายไม่ฟังคำอธิบายใดๆทั้งยังขับไล่อย่างไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย ขนาดบนบันไดหน้าจวนยังไม่อนุญาตให้นางยืนด้วยซ้ำ
หมิงเป่าจูถูกไล่ลงมาก็ยืนรออยู่ตรงฐานสิงโตหินหน้าประตูไม่ไปไหน
นางจะไม่ยอมพลาดโอกาสดีๆเช่นนี้ เมื่อครู่บ่าวชายผู้นั้นพูดว่าอีกประเดี๋ยวฮูหยินก็กลับมาแล้ว
[1] แผ่นยาหนังสุนัข(狗皮膏药)เป็นแผ่นยาจีนที่ใช้ประคอบบาดแผลรักษาอาการฟกช้ำ หรือบรรเทาอาการปวดมีลักษณะเหนียวข้นและเป็นสีดำ แปะติดแล้วก็เอาออกได้ยากมักใช้เปรียบเปรยกับคนที่คอยตามตอแยผู้อื่นไม่เลิก
[2] ป้ายประกาศทอง(金榜) หมายถึงป้ายที่ประกาศรายชื่อบัณฑิตที่สอบผ่านหน้าพระที่นั่งหรือเตี้ยนซื่อ ซึ่งผู้ที่มีชื่อติดบนป้ายประกาศทองก็จะได้เป็นขุนนางในราชสำนักอย่างแน่นอนแล้ว
[3] ฝีในท้อง(痨病)หมายถึงวัณโรคในสมัยโบราณ
[4] แม่หนูขนเหลือง(黄毛丫头) เป็นคำเรียกเด็กผู้หญิงที่ยังอายุน้อยสามารถใช้ได้ทั้งในเชิงเอ็นดู และสบประมาทถากถาง