จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 62 รายการราชานักกินรอบจริง 2 Re

            ไป่ฉีกับผู้เข้าแข่งขันอีก 7 คนเดินตามพิธีกรลงมาจากรถบัส  จากนั้นก็นั่งรอเพื่อให้ทีมงานจัดสถานที่  โดยจุดที่พวกเขารอเป็นลานกว้าง  ลักษณะเหมือนกับบ้านของขุนนางสมัยก่อน  ตัวกำแพงบ้านนั้นฉาบด้วยดิน มีการทาสีขาวที่ดูสะอาดตา ซุ้มประตูไม้ใหญ่และสูง โดยความสูงของประตูนั้นอยู่ที่ 3 เมตร  เมื่อผ่านเข้าประตูมาด้านหน้าของพวกเขาจะเป็นบ้านแบบโบราณ  แม้จะมีบางส่วนเปลี่ยนจากการใช้กระดาษกับประตูและหน้าต่างมาเป็นกระจกแล้วก็ตาม  แต่ก็ยังคงกลิ่นอายโบราณเอาไว้ได้อย่างดี


            “ที่นี่เป็นร้านอาหารเก่าแก่  ของขึ้นชื่อของที่นี่ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นขนมเปี๊ยะสดละมั้ง” ไป่ฉีกล่าว


            หลังผ่านรอบคัดเลือก เขาหาข้อมูลมาบ้าง  โดยเขาสังเกตว่าทุกครั้งที่เป็นการแข่งรอบจริง  ทางรายการจะพาผู้เข้าแข่งขันมาที่เมืองนี้  และจะทำการแข่งขันด้วยอาหารหรือขนมขึ้นชื่อที่มีอยู่ในเมืองนี้


            “เดี๋ยวนะ เธอบอกว่าขนมเปี๊ยะสดเหรอ  นั่นมันฝืดคอมากเลยนะ” ผู้เข้าแข่งขันหญิงคนหนึ่งกล่าวขึ้น  ส่วนคนอื่นตอนนี้เริ่มใช้สมาร์ทโฟนหาข้อมูลของที่นี่กันแล้ว


            “ใช่ครับระวังอย่ากินน้ำเยอะเกินไปนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “นายยังกล้าพูดอีกนะ  รอบที่แล้วขยี้พวกเราจนแทบจะแบนติดดินกันเลยเนี่ย” ชายคนหนึ่งกล่าว


            ไป่ฉีหัวเราะแหะ ๆ  จากนั้นทีมงานก็ขอให้พวกเขาไปนั่งประจำที่ ก่อนแข่งทางพิธีกรมีการสัมภาษณ์เล็กน้อย  เขาถามไป่ฉีเกี่ยวกับของกินที่ต้องมาแข่งกินกันในรอบนี้


            “คงเป็นขนมเปี๊ยะสด  ใช่ไหมครับ” ไป่ฉีตอบ


            “ทายถูกอีกแล้วเหรอ นายนี่จมูกดีเกินไปแล้ว” พิธีกรแซว


            “ใช่แล้วครับ  ในรอบนี้เราจะแข่งกินขนมเปี๊ยะสดกัน ทุกคนพร้อมกันรึยัง” พิธีกรถาม


            "พร้อม" ผู้เข้าแข่งขันขานรับพร้อมกัน


            “ถ้าอย่างนั้น  แข่งกินขนมเปี๊ยะสด  ภายในเวลา 45 นาที  เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเป็นสัญญาณเริ่มการแข่งขัน


            ด้านหน้าของทุกคนคือจานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว  ในจานมีขนมเปี๊ยะสดอยู่ 3 ลูก  ทุกคนเริ่มหยิบเข้าปากแล้วเคี้ยวในทันที  พวกเขาต้องเร่งสปีดในช่วงต้น  เพราะกลัวว่าไป่ฉีจะกดดันพวกเขาด้วยการกินเร็วแบบรอบที่แล้ว


            “ขอเพิ่มค่ะ”


            “ขอเพิ่มครับ”


            “โอ้กินกันเร็วจริง ๆ นะครับเนี่ย” พิธีกรหันมาพูดกับจูเหลียนและต่านต้าน


            “กินกันเร็วขนาดนี้เดี๋ยวต้องมีคนจุกแน่” จูเหลียนกล่าว


            “แต่ครั้งนี้ทำไมไป่ฉีถึงกินช้าจังล่ะ” ต่านต้านมองไป่ฉีมาตั้งแต่ต้นแล้ว เขาพบว่าไป่ฉีนั้นค่อย ๆ กัดคำเล็ก ๆ อย่างช้า ๆ


            “โอ๊ะจริงด้วย หรือมีแผนอะไรรึเปล่า”  พิธีกรพูดไปพร้อมกับกินขนมเปี๊ยะสดไปด้วย  เขารับรู้ได้ถึงแป้งที่ไม่แห้ง  แต่หอม  ตัวไส้นั้นเป็นถั่วทองบดละเอียด  มีไข่แดงเค็มอยู่ตรงกลาง  ตัวไส้ให้ความหวานพอดี  มีความหอมมัน  ชวนให้อยากลิ้มลองอีกสักชิ้น


            เหล่าผู้เข้าแข่งขันกำลังเร่งจังหวะกันอย่างดุเดือด  น้ำที่ทางรายการเตรียมไว้ให้ 1 ขวด ขนาด 1 ลิตรตอนนี้ลดลงไปเยอะ  ถึงจะอร่อยขนาดไหน  แต่ไส้ของมันก็ฝืดคออย่างมาก  เมื่อรวมกับน้ำที่กินเข้าไปเพื่อช่วยให้คล่องคอ  ผลคือพวกเขาเริ่มจะแน่นท้องกันแล้ว


            “สปีดเริ่มตกกันแล้ว  รู้สึกยังไงบ้างครับตอนนี้ที่คุณนำอยู่” พิธีกรถามชายที่กำลังนำอยู่ในตอนนี้


            “ไปได้เรื่อย ๆ ครับ  แต่คงไม่เร่งกินแล้ว  เดี๋ยวจะจุกเอาน่ะครับ” ชายคนนั้นกล่าว  ส่วนพิธีกรก็เดินไปสัมภาษณ์ไป่ฉีที่ตอนนี้อยู่รั้งท้าย


            “ไป่ฉี  รอบนี้เราคัดออก 4 คนนะ  ทำไมถึงกินช้าขนาดนี้เนี่ย  นายรั้งท้ายแล้วนะรู้มั้ย  หรือว่าเมื่อเช้านี้กินเสี่ยวหลงเปาเยอะไป  เลยทำให้ยังอิ่มอยู่” พิธีกรเตือนไป่ฉี


            “ยังเหลือเวลาอีก 15 นาทีนี่ครับ” ไป่ฉีตอบกลับมาแบบสบาย ๆ


            “นายจะกินทันเหรอ” พิธีกรถาม


            “เดี๋ยวผมก็ตามทันแล้วครับ” ไป่ฉีนำขนมเปี๊ยะสดเข้าปากอีกชิ้น  จากนั้นเขาก็ขอเพิ่ม  พอทีมงานนำมาให้  เขาหลับตาลงสักครู่  จูเหลียนดูเหมือนจะรู้แล้วว่าไป่ฉีกำลังจะทำอะไร


            “ดูให้ดี  เด็กนั่นกำลังจะเอาจริงแล้ว” จูเหลียนกล่าว  พร้อมกับชี้ไปที่ไป่ฉี  ทำให้พิธีกรกับต่านต้าน  รวมถึงทีมงานต่างมองไปที่ไป่ฉี


            จากนั้นไป่ฉีลืมตาขึ้น  เขาหยิบเอาขนมเปี๊ยะสด  โยนใส่ปาก  เป็นการกินชิ้นละ 1 คำ  แถมแทบไม่ได้เคียว  เหมือนใส่ปากแล้วกลืนมากกว่า  ด้วยความเร็วขนาดนี้ทำให้คนโดยรอบ  แม้แต่ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นต้องหันมามองด้วยความตกตะลึง


            “แบบนั้นเดี๋ยวก็ติดคอหรอก” ต่านต้านกล่าว


            “นั่นสิครับ  คุณจูเหลียนคิดว่าไป่ฉีเอาจริงรึยังครับ” พิธีกรถาม


            “น่าจะเอาจริงแล้ว  หากเป็นคนที่กำลังอิ่ม  พวกเขาไม่สามารถกินเร็วขนาดนี้ได้หรอก” จูเหลียนตอบ


            “งั้นก็น่ากลัวมากเลยนะครับเนี่ย” พิธีกรกล่าว  จากนั้นเขาก็ไปสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นบ้าง


            เหลือเวลาอีกเพียง 3 นาที  แต่ได้เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้น  ไป่ฉีกินด้วยความเร็วคงที่  ตอนนี้ขึ้นนำเป็นอันดับ 1  โดยห่างจากที่ 2 ถึง 5 จาน


            “เหลือเวลาอีก 10  9  8  7  6  5  4  3  2  1 หมดเวลา” พิธีกรเป่านกหวีดอีกครั้งเป็นสัญญาณสิ้นสุดการแข่งขัน


            ไป่ฉีนั้นนำเป็นที่ 1 จากการแซงขึ้นมาจากอันดับสุดท้าย  ไป่ฉีได้วางแผนไว้แล้ว  ในรอบแรกเขาจะแกล้งทำเป็นกินเยอะ  เพื่อให้คนได้ตื่นเต้น  พอมาในรอบนี้เขาก็ทำการต่อให้กับพวกผู้เข้าแข่งขันคนอื่น โดยทำเป็นกินช้า ให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเขากำลังอิ่มจากการกินเสี่ยวหลงเปารอบที่แล้ว  หากเขากินนำไปแบบรอบที่แล้ว  การแข่งมันก็จะไม่สนุก  แต่เนื่องจากของที่กินเป็นขนมเปี๊ยะที่สามารถกินได้ภายในคำเดียว  มันเลยง่ายต่อการกินเร็วในช่วงท้าย ๆ ของการแข่งขัน  เพื่อให้ผู้ชมนั้นตื่นเต้นว่าไป่ฉีจะสามารถกลับมาติด 4 อันดับแรกได้รึเปล่า  ซึ่งหากเป็นการขับเคี่ยวด้วยการแซงจากอันดับท้ายขึ้นมา  มันน่าตื่นเต้น และฉากพวกนี้จะได้ออกอากาศแน่นอน  ดังนั้นการที่ไป่ฉีทำแบบนี้จะทำให้เขามีภาพออกสื่อเยอะขึ้น  ส่วนผลพลอยได้คือเรตติ้งของรายการที่เพิ่มขึ้นด้วย  เขาต้องการสร้างค่านิยมให้กับผู้จัดรายการทั้งหลายว่าหากเชิญเขาไปออกรายการ  เรตติ้งจะต้องดีแน่นอน


            “แหม คิดว่านายจะเสร็จซะแล้ว” พิธีกรแซว


            “ตอนแรกผมแค่อยากลิ้มรสของขนมเปี๊ยะสดนี้ก่อนนี่ครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “โกหกไม่เนียนนะไป่ฉี” จูเหลียนกล่าว  ไป่ฉีได้แต่เอานิ้วเกาแก้มเล็กน้อย  พร้อมกับแสดงสีหน้าอาย ๆ  ส่วนดวงตาก็เหลียวมองไปทางอื่น  เมื่อจูเหลียนเห็นก็ทำให้เธอถึงกับเห็นไป่ฉีเป็นลูกแมวน้อยน่ารักขึ้นมาทันที


            “เอาละครับ  ขอแสดงความเสียใจกับผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบทั้ง 4 ท่านด้วยนะครับ” พิธีกรกล่าว  ส่วนคนที่เข้ารอบต่างก็พูดคุยกับคนที่ตกรอบอีก 2-3 ประโยค  ก่อนจะถูกทีมงานเรียกให้ไปขึ้นรถบัส


            บนรถบัสมีการสัมภาษณ์อีกเล็กน้อย  ก่อนจะให้อิสระผู้เข้าแข่งขันได้พูดคุยกันตามสบาย  ในขณะที่รถบัสกำลังวิ่งไปยังที่พักที่ทางรายการเตรียมไว้ให้  โดยทางทีมงานจะให้พิธีกรมาสัมภาษณ์แต่ละคนอีกครั้งเป็นการส่วนตัวในห้องพักของโรงแรมอีกครั้ง


            ในการสัมภาษณ์ก็ไม่มีอะไรมากมันเหมือนกับตอนถ่ายรายการรอบคัดเลือก  คำถามส่วนใหญ่ก็จะทำนองเดียวกันคือ มั่นใจแค่ไหนว่าจะชนะ หรือคิดว่าใครที่ต้องระวังหรือใครน่ากลัวเป็นพิเศษ


            “ไป่ฉี คู่แข่งขันที่จะต้องเจอพรุ่งนี้มีรุ่นพี่นักกินแหลกอีก 4 คน  มีใครที่นายคิดว่าแข็งแกร่งพอจะสู้กับนายได้บ้างไหม” พิธีกรถาม


            “ผมคิดว่าไม่มีนะ  แต่ถ้าที่แข็งแกร่งพอก็มีคุณจูเหลียน กับต่านต้าน  ส่วนคนอื่นยังห่างชั้นกับ 2 คนนี้มาก” ไป่ฉีกล่าว


            การสัมภาษณ์จบลง  ไป่ฉีโทรหาซีหลัวเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสถานสงเคราะห์เด็กที่กำลังจะปิดตัวลงทันที  รอสายไม่นานซีหลัวก็รับสาย


            [ว่าไงหลาน  จะคุยเรื่องสถานสงเคราะห์เด็กที่ส่งข้อความมาบอกใช่ไหม] ซีหลัวกล่าว


            “ครับ  สถานสงเคราะห์เด็กนั่นจะสามารถแก้ปัญหาของปู่ได้ครับ” ไป่ฉีกล่าว


            [ช่วยอธิบายรายละเอียดมาหน่อยได้ไหม] ซีหลัวเริ่มสนใจ


            “ผมคิดว่าการแก้ปัญหาโดยการโยนเงินลงไปช่วยปลดหนี้  ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาวครับ  คิดว่าอย่างแรก  ผมอยากให้คุณปู่ส่งนักตรวจสอบบัญชีไปตรวจสอบการบริหารเงินของทางสถานสงเคราะห์เด็กนั่นก่อน  เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติรึเปล่า  หากไม่มีอะไรผิดปกติ  เจ้าของสถานสงเคราะห์นั่นก็ถือว่าวางใจได้ระดับหนึ่งที่จะให้ช่วยอนุญาตให้เด็ก ๆ ในปกครองของเขาเข้าทำงานในบริษัทของปู่  ในบรรดาเด็ก 50 คนนั้นมีเด็กเล็ก 20 คน  ส่วนที่เหลืออีก 30 คนเป็นเด็กโตที่มีอายุ 13-16  ปีซึ่งอายุพอ ๆ กับผม  ให้เด็กโตทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย  โดยเราจะให้ค่าจ้างกับพวกเขา  ทำเหมือนกับบริษัทปู่รับอุปการะเด็ก ๆ เหล่านั้นเป็นบุตรบุญธรรม  สำหรับคนที่มีผลการเรียนดี  จะได้รับทุนการศึกษาให้เรียนต่อในระดับปริญญาตรี  เมื่อจบการศึกษาแล้วหากมีความรู้ความสามารถเราก็สามารถดึงตัวเข้ามาร่วมงานกับทางเราได้  ไม่ต้องเสียเวลาฝึกงาน  แถมยังอาจได้ทรัพยากรบุคคลชั้นยอดเข้ามาในบริษัท  เงินเดือนส่วนหนึ่งของพวกเขาก็หักเข้าสถานสงเคราะห์เด็กไปด้วย  ส่วนเด็กเล็กให้เรียนตามปกติ  เมื่ออายุถึง 13 ปีก็ให้ใช้วิธีเดียวกับเด็กโต  หากทางเจ้าของสถานสงเคราะห์ยินดี  ทางผมจะสนับสนุนเงินบริจาคให้  พร้อมทั้งให้บริษัทบัญชีเข้าไปช่วยกำกับดูแลด้านการเงิน กับบริษัทกฎหมายเพื่อช่วยเหลือเรื่องหนี้สิน  แต่ยังติดปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์  สถานสงเคราะห์นั่นไม่เป็นที่รู้จัก  ดังนั้นผมจึงคิดจะใช้งานแฟนมีตติ้งในการประชาสัมพันธ์ให้ที่นั่นเป็นที่รู้จัก  เพื่อให้มีผู้ที่สนใจเข้ามาบริจาคช่วยเหลือ  เพราะผมคงไม่สามารถใช้เงินของผมช่วยเหลือได้ตลอด  สุดท้ายการสร้างความยั่งยืนให้กับสถานสงเคราะห์เด็กถือเป็นสิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำครับ” ไป่ฉีอธิบาย


            [สรุปคือตรวจสอบการบริหารของสถานสงเคราะห์  ยื่นข้อเสนอให้เจ้าของสถานสงเคราะห์  ให้ความรู้  ให้งานกับเด็ก  สร้างรายได้  เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งตัวเองได้ในระดับหนึ่งสินะ  ส่วนผลที่ทางนี้จะได้รับคือทรัพยากรบุคคลที่มีความซื่อสัตย์  และสำนึกบุญคุณคนที่ให้โอกาสสินะ] ซีหลัวสรุป


            “ใช่ครับ  ถ้าในอนาคตเด็กพวกนี้สามารถเป็นบุคลากรชั้นเยี่ยมของบริษัทของปู่ได้  งานของพ่อแม่ซีโม่ก็จะเบาลง  ปู่เองก็จะได้เกษียณสักทีนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            [ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวสินะ] ซีหลัวกล่าว


            “ครับ  ยังไงรบกวนปู่ช่วยติดต่อบริษัทบัญชี กับบริษัทกฎหมาย และดำเนินตามแผนที่ผมบอกให้ทีนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            [ได้สิ  งั้นปู่จะจัดการเรื่องที่หลานบอกไว้ให้เรียบร้อย  ส่วนหลานก็ขอให้มีสมาธิกับงานเถอะ แล้วก็ขอบใจนะที่เป็นห่วงปู่  พักผ่อนเถอะ] ซีหลัวกำลังจะวางสาย  ไป่ฉีจึงถามซีหลัว


            “ปู่ไปตรวจร่างกายตามที่ผมบอกรึยังครับ” ไป่ฉีถาม  ปลายสายเงียบไปสักพัก  ก่อนจะตอบกลับมา


            [อืม เป็นตามที่หลานบอก  แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ  ปู่เริ่มทานยาตามที่หลานบอกแล้ว  ตอนแรกทางหมอจะให้ปู่เข้ารับการรักษาเลย  แต่ปู่อยากจะลองดูว่าเทียบยาที่หลานให้มามันจะได้ผลรึเปล่า  เดือนหน้าปู่จะไปตรวจอีกรอบหนึ่ง  หากไม่ดีขึ้น  ปู่จะเข้ารับการรักษา] ซีหลัวกล่าว


            “ถ้ามีเวลาผมจะแวะไปหานะครับ  พักผ่อนเถอะครับปู่” ไป่ฉีกล่าว  จากนั้นซีหลัวก็วางสายไป

    _____________________________

    มาอัพต่อครับ ^^ เมื่อคืนหลับคาเครื่อง

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน