ไป่ฉีกับผู้เข้าแข่งขันอีก 7 คนเดินตามพิธีกรลงมาจากรถบัส จากนั้นก็นั่งรอเพื่อให้ทีมงานจัดสถานที่ โดยจุดที่พวกเขารอเป็นลานกว้าง ลักษณะเหมือนกับบ้านของขุนนางสมัยก่อน ตัวกำแพงบ้านนั้นฉาบด้วยดิน มีการทาสีขาวที่ดูสะอาดตา ซุ้มประตูไม้ใหญ่และสูง โดยความสูงของประตูนั้นอยู่ที่ 3 เมตร เมื่อผ่านเข้าประตูมาด้านหน้าของพวกเขาจะเป็นบ้านแบบโบราณ แม้จะมีบางส่วนเปลี่ยนจากการใช้กระดาษกับประตูและหน้าต่างมาเป็นกระจกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงกลิ่นอายโบราณเอาไว้ได้อย่างดี
“ที่นี่เป็นร้านอาหารเก่าแก่ ของขึ้นชื่อของที่นี่ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นขนมเปี๊ยะสดละมั้ง” ไป่ฉีกล่าว
หลังผ่านรอบคัดเลือก เขาหาข้อมูลมาบ้าง โดยเขาสังเกตว่าทุกครั้งที่เป็นการแข่งรอบจริง ทางรายการจะพาผู้เข้าแข่งขันมาที่เมืองนี้ และจะทำการแข่งขันด้วยอาหารหรือขนมขึ้นชื่อที่มีอยู่ในเมืองนี้
“เดี๋ยวนะ เธอบอกว่าขนมเปี๊ยะสดเหรอ นั่นมันฝืดคอมากเลยนะ” ผู้เข้าแข่งขันหญิงคนหนึ่งกล่าวขึ้น ส่วนคนอื่นตอนนี้เริ่มใช้สมาร์ทโฟนหาข้อมูลของที่นี่กันแล้ว
“ใช่ครับระวังอย่ากินน้ำเยอะเกินไปนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“นายยังกล้าพูดอีกนะ รอบที่แล้วขยี้พวกเราจนแทบจะแบนติดดินกันเลยเนี่ย” ชายคนหนึ่งกล่าว
ไป่ฉีหัวเราะแหะ ๆ จากนั้นทีมงานก็ขอให้พวกเขาไปนั่งประจำที่ ก่อนแข่งทางพิธีกรมีการสัมภาษณ์เล็กน้อย เขาถามไป่ฉีเกี่ยวกับของกินที่ต้องมาแข่งกินกันในรอบนี้
“คงเป็นขนมเปี๊ยะสด ใช่ไหมครับ” ไป่ฉีตอบ
“ทายถูกอีกแล้วเหรอ นายนี่จมูกดีเกินไปแล้ว” พิธีกรแซว
“ใช่แล้วครับ ในรอบนี้เราจะแข่งกินขนมเปี๊ยะสดกัน ทุกคนพร้อมกันรึยัง” พิธีกรถาม
"พร้อม" ผู้เข้าแข่งขันขานรับพร้อมกัน
“ถ้าอย่างนั้น แข่งกินขนมเปี๊ยะสด ภายในเวลา 45 นาที เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเป็นสัญญาณเริ่มการแข่งขัน
ด้านหน้าของทุกคนคือจานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว ในจานมีขนมเปี๊ยะสดอยู่ 3 ลูก ทุกคนเริ่มหยิบเข้าปากแล้วเคี้ยวในทันที พวกเขาต้องเร่งสปีดในช่วงต้น เพราะกลัวว่าไป่ฉีจะกดดันพวกเขาด้วยการกินเร็วแบบรอบที่แล้ว
“ขอเพิ่มค่ะ”
“ขอเพิ่มครับ”
“โอ้กินกันเร็วจริง ๆ นะครับเนี่ย” พิธีกรหันมาพูดกับจูเหลียนและต่านต้าน
“กินกันเร็วขนาดนี้เดี๋ยวต้องมีคนจุกแน่” จูเหลียนกล่าว
“แต่ครั้งนี้ทำไมไป่ฉีถึงกินช้าจังล่ะ” ต่านต้านมองไป่ฉีมาตั้งแต่ต้นแล้ว เขาพบว่าไป่ฉีนั้นค่อย ๆ กัดคำเล็ก ๆ อย่างช้า ๆ
“โอ๊ะจริงด้วย หรือมีแผนอะไรรึเปล่า” พิธีกรพูดไปพร้อมกับกินขนมเปี๊ยะสดไปด้วย เขารับรู้ได้ถึงแป้งที่ไม่แห้ง แต่หอม ตัวไส้นั้นเป็นถั่วทองบดละเอียด มีไข่แดงเค็มอยู่ตรงกลาง ตัวไส้ให้ความหวานพอดี มีความหอมมัน ชวนให้อยากลิ้มลองอีกสักชิ้น
เหล่าผู้เข้าแข่งขันกำลังเร่งจังหวะกันอย่างดุเดือด น้ำที่ทางรายการเตรียมไว้ให้ 1 ขวด ขนาด 1 ลิตรตอนนี้ลดลงไปเยอะ ถึงจะอร่อยขนาดไหน แต่ไส้ของมันก็ฝืดคออย่างมาก เมื่อรวมกับน้ำที่กินเข้าไปเพื่อช่วยให้คล่องคอ ผลคือพวกเขาเริ่มจะแน่นท้องกันแล้ว
“สปีดเริ่มตกกันแล้ว รู้สึกยังไงบ้างครับตอนนี้ที่คุณนำอยู่” พิธีกรถามชายที่กำลังนำอยู่ในตอนนี้
“ไปได้เรื่อย ๆ ครับ แต่คงไม่เร่งกินแล้ว เดี๋ยวจะจุกเอาน่ะครับ” ชายคนนั้นกล่าว ส่วนพิธีกรก็เดินไปสัมภาษณ์ไป่ฉีที่ตอนนี้อยู่รั้งท้าย
“ไป่ฉี รอบนี้เราคัดออก 4 คนนะ ทำไมถึงกินช้าขนาดนี้เนี่ย นายรั้งท้ายแล้วนะรู้มั้ย หรือว่าเมื่อเช้านี้กินเสี่ยวหลงเปาเยอะไป เลยทำให้ยังอิ่มอยู่” พิธีกรเตือนไป่ฉี
“ยังเหลือเวลาอีก 15 นาทีนี่ครับ” ไป่ฉีตอบกลับมาแบบสบาย ๆ
“นายจะกินทันเหรอ” พิธีกรถาม
“เดี๋ยวผมก็ตามทันแล้วครับ” ไป่ฉีนำขนมเปี๊ยะสดเข้าปากอีกชิ้น จากนั้นเขาก็ขอเพิ่ม พอทีมงานนำมาให้ เขาหลับตาลงสักครู่ จูเหลียนดูเหมือนจะรู้แล้วว่าไป่ฉีกำลังจะทำอะไร
“ดูให้ดี เด็กนั่นกำลังจะเอาจริงแล้ว” จูเหลียนกล่าว พร้อมกับชี้ไปที่ไป่ฉี ทำให้พิธีกรกับต่านต้าน รวมถึงทีมงานต่างมองไปที่ไป่ฉี
จากนั้นไป่ฉีลืมตาขึ้น เขาหยิบเอาขนมเปี๊ยะสด โยนใส่ปาก เป็นการกินชิ้นละ 1 คำ แถมแทบไม่ได้เคียว เหมือนใส่ปากแล้วกลืนมากกว่า ด้วยความเร็วขนาดนี้ทำให้คนโดยรอบ แม้แต่ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นต้องหันมามองด้วยความตกตะลึง
“แบบนั้นเดี๋ยวก็ติดคอหรอก” ต่านต้านกล่าว
“นั่นสิครับ คุณจูเหลียนคิดว่าไป่ฉีเอาจริงรึยังครับ” พิธีกรถาม
“น่าจะเอาจริงแล้ว หากเป็นคนที่กำลังอิ่ม พวกเขาไม่สามารถกินเร็วขนาดนี้ได้หรอก” จูเหลียนตอบ
“งั้นก็น่ากลัวมากเลยนะครับเนี่ย” พิธีกรกล่าว จากนั้นเขาก็ไปสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นบ้าง
เหลือเวลาอีกเพียง 3 นาที แต่ได้เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้น ไป่ฉีกินด้วยความเร็วคงที่ ตอนนี้ขึ้นนำเป็นอันดับ 1 โดยห่างจากที่ 2 ถึง 5 จาน
“เหลือเวลาอีก 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 หมดเวลา” พิธีกรเป่านกหวีดอีกครั้งเป็นสัญญาณสิ้นสุดการแข่งขัน
ไป่ฉีนั้นนำเป็นที่ 1 จากการแซงขึ้นมาจากอันดับสุดท้าย ไป่ฉีได้วางแผนไว้แล้ว ในรอบแรกเขาจะแกล้งทำเป็นกินเยอะ เพื่อให้คนได้ตื่นเต้น พอมาในรอบนี้เขาก็ทำการต่อให้กับพวกผู้เข้าแข่งขันคนอื่น โดยทำเป็นกินช้า ให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเขากำลังอิ่มจากการกินเสี่ยวหลงเปารอบที่แล้ว หากเขากินนำไปแบบรอบที่แล้ว การแข่งมันก็จะไม่สนุก แต่เนื่องจากของที่กินเป็นขนมเปี๊ยะที่สามารถกินได้ภายในคำเดียว มันเลยง่ายต่อการกินเร็วในช่วงท้าย ๆ ของการแข่งขัน เพื่อให้ผู้ชมนั้นตื่นเต้นว่าไป่ฉีจะสามารถกลับมาติด 4 อันดับแรกได้รึเปล่า ซึ่งหากเป็นการขับเคี่ยวด้วยการแซงจากอันดับท้ายขึ้นมา มันน่าตื่นเต้น และฉากพวกนี้จะได้ออกอากาศแน่นอน ดังนั้นการที่ไป่ฉีทำแบบนี้จะทำให้เขามีภาพออกสื่อเยอะขึ้น ส่วนผลพลอยได้คือเรตติ้งของรายการที่เพิ่มขึ้นด้วย เขาต้องการสร้างค่านิยมให้กับผู้จัดรายการทั้งหลายว่าหากเชิญเขาไปออกรายการ เรตติ้งจะต้องดีแน่นอน
“แหม คิดว่านายจะเสร็จซะแล้ว” พิธีกรแซว
“ตอนแรกผมแค่อยากลิ้มรสของขนมเปี๊ยะสดนี้ก่อนนี่ครับ” ไป่ฉีกล่าว
“โกหกไม่เนียนนะไป่ฉี” จูเหลียนกล่าว ไป่ฉีได้แต่เอานิ้วเกาแก้มเล็กน้อย พร้อมกับแสดงสีหน้าอาย ๆ ส่วนดวงตาก็เหลียวมองไปทางอื่น เมื่อจูเหลียนเห็นก็ทำให้เธอถึงกับเห็นไป่ฉีเป็นลูกแมวน้อยน่ารักขึ้นมาทันที
“เอาละครับ ขอแสดงความเสียใจกับผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบทั้ง 4 ท่านด้วยนะครับ” พิธีกรกล่าว ส่วนคนที่เข้ารอบต่างก็พูดคุยกับคนที่ตกรอบอีก 2-3 ประโยค ก่อนจะถูกทีมงานเรียกให้ไปขึ้นรถบัส
บนรถบัสมีการสัมภาษณ์อีกเล็กน้อย ก่อนจะให้อิสระผู้เข้าแข่งขันได้พูดคุยกันตามสบาย ในขณะที่รถบัสกำลังวิ่งไปยังที่พักที่ทางรายการเตรียมไว้ให้ โดยทางทีมงานจะให้พิธีกรมาสัมภาษณ์แต่ละคนอีกครั้งเป็นการส่วนตัวในห้องพักของโรงแรมอีกครั้ง
ในการสัมภาษณ์ก็ไม่มีอะไรมากมันเหมือนกับตอนถ่ายรายการรอบคัดเลือก คำถามส่วนใหญ่ก็จะทำนองเดียวกันคือ มั่นใจแค่ไหนว่าจะชนะ หรือคิดว่าใครที่ต้องระวังหรือใครน่ากลัวเป็นพิเศษ
“ไป่ฉี คู่แข่งขันที่จะต้องเจอพรุ่งนี้มีรุ่นพี่นักกินแหลกอีก 4 คน มีใครที่นายคิดว่าแข็งแกร่งพอจะสู้กับนายได้บ้างไหม” พิธีกรถาม
“ผมคิดว่าไม่มีนะ แต่ถ้าที่แข็งแกร่งพอก็มีคุณจูเหลียน กับต่านต้าน ส่วนคนอื่นยังห่างชั้นกับ 2 คนนี้มาก” ไป่ฉีกล่าว
การสัมภาษณ์จบลง ไป่ฉีโทรหาซีหลัวเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสถานสงเคราะห์เด็กที่กำลังจะปิดตัวลงทันที รอสายไม่นานซีหลัวก็รับสาย
[ว่าไงหลาน จะคุยเรื่องสถานสงเคราะห์เด็กที่ส่งข้อความมาบอกใช่ไหม] ซีหลัวกล่าว
“ครับ สถานสงเคราะห์เด็กนั่นจะสามารถแก้ปัญหาของปู่ได้ครับ” ไป่ฉีกล่าว
[ช่วยอธิบายรายละเอียดมาหน่อยได้ไหม] ซีหลัวเริ่มสนใจ
“ผมคิดว่าการแก้ปัญหาโดยการโยนเงินลงไปช่วยปลดหนี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาวครับ คิดว่าอย่างแรก ผมอยากให้คุณปู่ส่งนักตรวจสอบบัญชีไปตรวจสอบการบริหารเงินของทางสถานสงเคราะห์เด็กนั่นก่อน เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติรึเปล่า หากไม่มีอะไรผิดปกติ เจ้าของสถานสงเคราะห์นั่นก็ถือว่าวางใจได้ระดับหนึ่งที่จะให้ช่วยอนุญาตให้เด็ก ๆ ในปกครองของเขาเข้าทำงานในบริษัทของปู่ ในบรรดาเด็ก 50 คนนั้นมีเด็กเล็ก 20 คน ส่วนที่เหลืออีก 30 คนเป็นเด็กโตที่มีอายุ 13-16 ปีซึ่งอายุพอ ๆ กับผม ให้เด็กโตทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย โดยเราจะให้ค่าจ้างกับพวกเขา ทำเหมือนกับบริษัทปู่รับอุปการะเด็ก ๆ เหล่านั้นเป็นบุตรบุญธรรม สำหรับคนที่มีผลการเรียนดี จะได้รับทุนการศึกษาให้เรียนต่อในระดับปริญญาตรี เมื่อจบการศึกษาแล้วหากมีความรู้ความสามารถเราก็สามารถดึงตัวเข้ามาร่วมงานกับทางเราได้ ไม่ต้องเสียเวลาฝึกงาน แถมยังอาจได้ทรัพยากรบุคคลชั้นยอดเข้ามาในบริษัท เงินเดือนส่วนหนึ่งของพวกเขาก็หักเข้าสถานสงเคราะห์เด็กไปด้วย ส่วนเด็กเล็กให้เรียนตามปกติ เมื่ออายุถึง 13 ปีก็ให้ใช้วิธีเดียวกับเด็กโต หากทางเจ้าของสถานสงเคราะห์ยินดี ทางผมจะสนับสนุนเงินบริจาคให้ พร้อมทั้งให้บริษัทบัญชีเข้าไปช่วยกำกับดูแลด้านการเงิน กับบริษัทกฎหมายเพื่อช่วยเหลือเรื่องหนี้สิน แต่ยังติดปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์ สถานสงเคราะห์นั่นไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้นผมจึงคิดจะใช้งานแฟนมีตติ้งในการประชาสัมพันธ์ให้ที่นั่นเป็นที่รู้จัก เพื่อให้มีผู้ที่สนใจเข้ามาบริจาคช่วยเหลือ เพราะผมคงไม่สามารถใช้เงินของผมช่วยเหลือได้ตลอด สุดท้ายการสร้างความยั่งยืนให้กับสถานสงเคราะห์เด็กถือเป็นสิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำครับ” ไป่ฉีอธิบาย
[สรุปคือตรวจสอบการบริหารของสถานสงเคราะห์ ยื่นข้อเสนอให้เจ้าของสถานสงเคราะห์ ให้ความรู้ ให้งานกับเด็ก สร้างรายได้ เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งตัวเองได้ในระดับหนึ่งสินะ ส่วนผลที่ทางนี้จะได้รับคือทรัพยากรบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ และสำนึกบุญคุณคนที่ให้โอกาสสินะ] ซีหลัวสรุป
“ใช่ครับ ถ้าในอนาคตเด็กพวกนี้สามารถเป็นบุคลากรชั้นเยี่ยมของบริษัทของปู่ได้ งานของพ่อแม่ซีโม่ก็จะเบาลง ปู่เองก็จะได้เกษียณสักทีนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
[ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวสินะ] ซีหลัวกล่าว
“ครับ ยังไงรบกวนปู่ช่วยติดต่อบริษัทบัญชี กับบริษัทกฎหมาย และดำเนินตามแผนที่ผมบอกให้ทีนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
[ได้สิ งั้นปู่จะจัดการเรื่องที่หลานบอกไว้ให้เรียบร้อย ส่วนหลานก็ขอให้มีสมาธิกับงานเถอะ แล้วก็ขอบใจนะที่เป็นห่วงปู่ พักผ่อนเถอะ] ซีหลัวกำลังจะวางสาย ไป่ฉีจึงถามซีหลัว
“ปู่ไปตรวจร่างกายตามที่ผมบอกรึยังครับ” ไป่ฉีถาม ปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบกลับมา
[อืม เป็นตามที่หลานบอก แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ ปู่เริ่มทานยาตามที่หลานบอกแล้ว ตอนแรกทางหมอจะให้ปู่เข้ารับการรักษาเลย แต่ปู่อยากจะลองดูว่าเทียบยาที่หลานให้มามันจะได้ผลรึเปล่า เดือนหน้าปู่จะไปตรวจอีกรอบหนึ่ง หากไม่ดีขึ้น ปู่จะเข้ารับการรักษา] ซีหลัวกล่าว
“ถ้ามีเวลาผมจะแวะไปหานะครับ พักผ่อนเถอะครับปู่” ไป่ฉีกล่าว จากนั้นซีหลัวก็วางสายไป
_____________________________
มาอัพต่อครับ ^^ เมื่อคืนหลับคาเครื่อง