ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 57 : ความอันตรายของ [ภูเขาทมิฬซากอสูร]

    หนึ่งก้าวเหยียบย่าง ก่อนยืนหยุดนิ่งอยู่บึงด้านหน้าบึงโลหิต ที่มีทางสายหนึ่งทอดยาวลึกเข้าสู่ขุนเขาที่น่ากลัวที่สุดแห่งแดนอสูร


    ฉินเทียนยื่นนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น


    .


    .


    .


    "ท่านอาจารย์ขอรับ พวกเรารออะไรอยู่หรือขอรับ" ซีซวนกล่าวถาม


    ฉินเทียนตอนนี้สมองอื้ออึงไปหมด มองจดจ้องไปยังบึงโลหิต เห็นธารน้ำสีแดงข้นนี้มีไอร้อน เดือดปุดๆ อยู่ตลอด นอกจากนั้น แม้จะยังไม่ก้าวข้ามผ่านเส้นทางสายนี้ หากแต่แรงกดดันตรงหน้ามันนั้น ฉินเทียนสัมผัสได้ทันทีว่ามิใช่ธรรมดาสามัญเลย


    มันกล้าแข็งมากพอจนทำให้ตัวฉินเทียนมันนึกถึงหนึ่งสัตว์ร้ายที่มันเคยพบเจอในนรกภูมิที่แสนโหดร้ายในช่วงที่มันเข้าทดสอบเพื่อเป็นเจ้าของศาลเทพสวรรค์ "!!!ราชามังกรนรกสีทมิฬ" ไม่รู้ทำไมฉินเทียนจึงรู้สึกว่าบึงโลหิตนี้ช่างมีกลิ่นอายคล้ายราชามังกรนรกสีทมิฬเหลือเกิน


    ไม่ช้าฉินเทียนก็เหลียวมองไปที่ซีซวนพร้อมพูดกล่าว


    "ยังมิถึงเวลา..."


    เมื่อซีซวนได้ยินดังนี้มันก็พยักหน้ารับมิกล่าวถามสิ่งใดอีก ท่านอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของตัวมันย่อมทำสิ่งใดอย่างมีเหตุมีผล ซีซวนโค้งกายก่อนจะไปนั่งเกาะกลุ่มกับเหล่าสหาย


    ส่วนฉินเทียนยามนี้ก็คิดในใจ


    หากเกิดเหตุมิคาดฝันมันจะใช้ร่างจำแลงจ้าวสวรรค์ทันที


    มาถึงตรงนี้แล้วมิก้าวเดินก็มิได้ แม้ไม่อยากจะรักษาหน้าตา หากแต่ถ้าทำภารกิจไม่สำเร็จ ตัวมันก็ไม่รู้ว่าจะมีความฉิบหายอะไรรอมันอยู่อีก


    .


    .


    .


    ไม่ช้าในทิศทางไกลออกไปสุดสายตาเหล่าบุรุษวัยเยาว์ชาวอสูรก็เห็นกลุ่มสตรีงามมากมายพุ่งกายด้วยอิทธิฤทธิ์มาอย่างรวดเร็ว กัวเจ๋อรุ่ยเหลียวมองพวกนางครู่หนึ่งก่อนจะเก็บสายตาเข้าสู่ความสำรวม


    "ท่านราชันย์อสูรในตำนานเจ้าค่ะ เม่ยเม่ยมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"


    เม่ยเม่ยองค์หญิงอสูรพูดกล่าว หากแต่เปาเปาเมื่อได้ยินเช่นนี้นางแอบเอามือกำชายกระโปรงเอาไว้ พร้อมพยายามเก็บสายตาประสงค์ร้ายของนางต่อบุรุษอสูรผู้สูงส่ง


    ฉินเทียนเหลียวมองไปที่เม่ยเม่ยครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองไปที่เปาเปา มันกำหินอ่านใจแน่น


    ไม่ช้ามันก็แอบถอนหายใจ จากกันเพียงแป๊บเดียว หากแต่ดูเหมือนว่าแผนร้ายในใจเปาเปานั้นช่างมีมากมายเหลือเกิน


    นี่นางคิดจะกัดเซาะมันระยะยาว พร้อมวางแผนใช้กลยุทธ์หญิงงามอีก หากแต่ไม่สำเร็จนางก็ยังมีแผนรองใช้ยุทธวิธีวางตัวใกล้ชิดมัน นางจะแสร้งทำให้ตัวมันเชื่อใจ พร้อมเก็บข้อมูลและกัดกร่อนมันทีละเล็กละน้อย เพื่อจะได้รู้ว่าจุดอ่อนแท้จริงของตัวมันคืออะไร


    หากแต่ฉินเทียนก็ยิ้มเยาะมันอยากจะรู้นักในภายหลังใครจะหลอกใช้ใคร


    ตัวมันจะอยู่ที่นี่อีกเพียงไม่นาน และหลอกใช้นางระยะยาว คิกคิก


    ยิ่งนางมีแผนการแบบนี้ นางก็ยิ่งต้องพยายามแสดงความสามารถเพื่อมาใกล้ชิดมัน


    ไม่ช้าเปาเปา ก็แสร้งออดอ้อนทำตัวอ่อนแอ นางเอามือจับเส้นผมและทัดมันให้ดูงาม ก่อนเดินเข้าหาฉินเทียน พร้อมแสร้งทำสายตาเสน่หา หวังดึงดูดผู้สูงส่ง หากแต่นี่หาใช่แผ่นหลักของนาง นางแค่ต้องการทดสอบดูว่าผู้สูงส่งตรงหน้านางนั้นมีลักษณะนิสัยเช่นไรต่อสตรีงาม


    ฉินเทียนปรายตาไปมองทั้งสองเล็กน้อย ก่อนยิ้มมุมปากบางเบา ขบขันกับแผนการเล็กน้อยของนางเด็กสตรีอสูร


    ก่อนจะพูดกล่าว ออกเดินทาง


    เม่ยเม่ย เปาเปาและคนของนางต่างล้วนตกใจ พวกเราจะไปที่ใดกันหรือ หาแต่เมื่อมองไปยังมหาบุรุษอสูรรูปงาม พวกนางก็พลันสั่นสะท้าน สิ่งที่คิดเอาไว้เป็นจริงแล้ว... [ภูเขาทมิฬซากอสูร] คือจุดหมายของบุรุษอสูรผู้สูงส่ง หากแต่เมื่อตัวเปาเปามองไปที่เหล่าชาวอสูรบุรุษวัยเยาว์ที่แลดูจะไม่ต่างกับนาง


    คนกลุ่มนี้กับออกเดินทางโดยดูไร้กังวลยิ่ง นางแปลกใจนัก... เจ้าพวกนี้ไม่รู้หรือ [ภูเขาทมิฬซากอสูร] เป็นสถานที่แบบใด


    และแน่นอนพวกนางไม่มีทางรู้เลยว่าเหล่าบุรุษอสูรเหล่านี้พึงผ่านเรื่องอะไรมา ความเชื่อใจของพวกมันต่อฉินเทียนตอนนี้มากยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่ช้าแต่ละคนก็ออกก้าวเดิน


    และเมื่อฉินเทียนก้าวเข้าสู่อาณาเขตภูเขาทมิฬซากอสูร สิ่งแรกที่มันสัมผัสได้ทันทีคือจิตตานุภาพที่คุ้นเคย มันแผ่พุ่งเข้ามากดดันตัวฉินเทียนในทันที ราวกับพร้อมจะบดขยี้ฉินเทียนตัวมันให้ตกตายไปตรงนั้น


    .


    .


    .


    หากแต่สำหรับตัวมันสิ่งนี้มิต่างอะไรกับสายลมเบาสบาย จิตจักรพรรดิ์ของมันสมบูรณ์เป็นที่สุดแห่งโลกหล้านานแล้ว


    หากแต่ถึงอย่างนั้น ไม่ช้ามันก็ต้องออกปากต่อเหล่าวัยเยาว์ชนชาวอสูรทั้งหลาย "เหล่าศิษย์ตัวน้อยวัยเยาว์ผู้ร่วมวิถีแห่งข้า จงจับกลุ่มกันเดินก้าวอยู่ด้านหลังตัวข้า ห้ามห่างเกิน 10 จั้ง และทิศซ้ายขวาไม่เกินช่วงหนึ่งจั้ง"


    เมื่อฉินเทียนกล่าวจบ เหล่าวัยเยาว์ทั้งหลายก็หันซ้ายหันขวาสงสัย หากแต่พวกมันก็ทำตามทันที


    เปาเปาที่ก็ร่วมเดินเกาะกุมนางคล้ายสงสัย ว่าทำไมต้องทำเช่นนี้


    แต่นางก็ทำตาม


    คนทั้งหลายเดินก้าวย่างตามฉินเทียนผ่านเส้นทางทอดยาว พร้อมมองบึงโลหิต แต่ละคนล้วนรู้สึกสั่นไหวและหวาดกลัวอย่างประหลาด และในขณะเดินก้าวนั้น ไม่ช้าก็มีเสียงสตรีนางหนึ่งดังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเป็นที่สุด


    !!!กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด


    ฉินเทียนยิ้มเยาะบางเบา นางตัวดีคิดทดสอบยื่นมือออกไปนอกเขตที่มันบอกกล่าว


    ตอนนี้เปาเปาร่างสั่นเทา โลหิตไหลซึมออกจากจมูกและปาก ร่างสั่นเทาเป็นที่สุด ฉินเทียนใช้อิทธิฤทธิ์ ดึงร่างนางมาโอบกอดประคองไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง จากนั้นก็ใช้สองนิ้วจิ้มสัมผัสไปที่กลางหน้าผากของนาง ส่งจิตตานุภาพของมันขับไล่แรงปรารถนาและจิตอาฆาตจากภูเขาทมิฬซากอสูร ไม่ช้าร่างที่สั่นเทาของเปาเปาก็ค่อยๆ มีอาการดีขึ้น พร้อมหายใจหืดหอบเสียงดัง อยู่ครู่หนึ่ง




    นัยน์ตาของนางยามนี้ปะทะเข้ากับบุรุษอสูร ดวงเนตรสีไพลินคล้ายกับกำลังสะกดนางให้ราวกับต้องมนตร์ มันช่างแลดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเมตตานัก


    นอกจากจากนั้นกลิ่นอายอันสูงส่งของสายเลือดมังกรสวรรค์


    ก็ราวกับกลิ่นแดดอาทิตย์ฉายมอบความรู้สึกอบอุ่นเบาสบายแก่นางนัก


    ไม่ช้าฉินเทียนก็ปล่อยร่างของนางลงยืน


    พร้อมยื่นอมยิ้มสวรรค์รุ่นอัปเกรดแก่นาง เพื่อที่นางจะฟื้นฟู่สภาพจิตใจภายในโดยเร็ว


    "สิ่งนี้จะทำให้เจ้ารู้สึกดีขึ้น"


    หัวใจของเปาเปาคล้ายเต้นตึกตักอย่างไม่รู้ว่าเพราะอะไร หัวใจของนางเบาโล่งไปชั่วครู่หนึ่ง มือนางถืออมยิ้มไว้อย่างไม่รู้ตัว รับมันมาอย่างประหลาดใจ อยู่ดีๆ ในช่วงที่สมองเบาโล่งไร้ซึ่งความคิดใดๆ ใบหน้าของนางคล้ายอาบด้วยสีแดงจางๆ ที่สองแก้ม


    ฉินเทียนยิ้มบางเบาให้นางพร้อมคิดในใจ


    'นางตัวดีคิดทดสอบคำพูดข้ารึ หึหึ บริเวณนี้ปกคลุมด้วยจิตตานุภาพอันยิ่งใหญ่ หากเจ้ามิได้อยู่ในขอบเขตที่ข้ากำหนด จิตอาฆาตนี้ก็สามารถสังหารเจ้าได้อย่างง่ายดายนักแม่ตัวน้อย หึหึ อีกนานนักกว่าที่เจ้าจะทำอะไรข้าได้ แค่เริ่มต้นก็ไม่เชื่อฟังเสียแล้ว ข้าประมาณเจ้าไม่ได้เลยจริงๆ '


    ไม่ช้าฉินเทียนก็พูดกล่าว บอกเล่าถึงความอันตรายของบริเวณนี้


    "เหล่าเด็กน้อยทั้งหลาย รอบบริเวณบึงโลหิตนี้ แฝงไว้ด้วยจิตตานุภาพอันยิ่งใหญ่ หากพวกเจ้าจะหวังต้านทานมันนั้น อย่างน้อยที่สุดจิตตานุภาพของเจ้าก็ต้องเข้าสู่ขอบเขตเทวะอัศจรรย์เสียก่อน หากแต่ถ้าปรารถนาจะเดินตัวเบาไร้ความรู้สึกไร้สัมผัสกดดันใดๆ ก็มีแต่ต้องเข้าสู่ระดับแห่งราชันย์สวรรค์ขึ้นไปเท่านั้น เพราะ ณ สถานที่แห่งนี้มีจิตแห่งเทวะปรมัตถ์ผู้สูงส่งได้ฝากฝังเจตนาอันแรงกล้าบางอย่างเอาไว้อยู่"


    ไม่ช้าอสูรบุรุษและสตรีแต่ละตนก็คล้ายมีสีหน้าสับสนราชันย์สวรรค์คืออะไร เทวะปรมัตถ์คือตัวตนแบบไหน มิมีใครรู้เลยแม้แต่น้อย


    หากแต่ตอนนี้ แต่ละคนก็ได้สัมผัสซึ่งความอันตรายเกินจะกล่าวของภูเขาทมิฬซากอสูรแล้ว นิแค่เพียง... แค่เริ่มย่างก้าวกันเท่านั้น


    ไม่ช้าเม่ยเม่ยองค์หญิงอสูรก็รีบเข้าไปประคองร่างเปาเปา


    ไม่รู้ทำไมเม่ยเม่ยคล้ายรู้สึกว่าเปาเปานั้นเปลี่ยนไปจากนางสตรีที่นางรู้จักไปอยู่ไม่น้อย


    .


    .


    .


    ณ เมืองพยัคฆ์ขาว ครอบครัวตระกูลฟู่


    "ท่านหมอโอสถอาการของท่านแม่ข้าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ" ฟู่เฉิงเด็กน้อยพูดกล่าว


    ไม่ช้าท่านหมอโอสถก็ส่ายหน้าคล้ายจะบอกเป็นนัยๆ ก็เด็กน้อย ก่อนที่ตัวมันจะพูดกล่าว


    "คุณชายน้อยฟู่เฉิง เกรงว่าอาการของฮูหยินเช่นนี้จะเหนือกว่าความสามารถของหมอโอสถขั้นหนึ่งเช่นข้าขอรับ หากคุณชายน้อยปรารถนาจะรักษาอาการของฮูหยินเกรงว่าคงมีแต่หมอโอสถชั้น 2 หรือ 3 ขึ้นไปเท่านั้นขอรับ"


    "ท่านหมอแล้วข้าจะหาท่านหมอโอสถขั้น 2 หรือ 3 ได้ที่ไหน" ฟู่เฉิงเด็กน้อยรีบกล่าวถามด้วยกังวลใจยิ่ง


    "ณ ดินแดนนี้ก็คงมีแต่ดินแดนอันดับหนึ่งแห่งทวีปเท่านั้นที่จะมีหมอโอสถระดับ 3 อยู่ และมีระดับ 2 อยู่มากมาย มหานครฟ้าอนันตร์ดินแดนแห่งราชันย์และที่ตั้งของสำนักอันดับหนึ่งแห่งพื้นทวีป"


    ไม่ช้าฟู่เฉิงก็พยักหน้ารับมันรู้จักเมืองฟ้าอนันตร์ดี


    หากแต่การเดินทางไปนั้นก็ไม่ง่ายเลย พร้อมทั้งมีค่าใช้จ่ายมากมายนักสำหรับคนธรรมดา


    เมื่อท่านหมอจากไปฟู่เฉิงก็พูดกล่าวกับตัวเองในใจ 'ท่านแม่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ปีเดียว หากข้ามิอาจหาท่านหมอโอสถปรุ่งโอสถเหนือโลก 3 ลายเส้นแก่นางได้ ข้าต้องรักษาท่านแม่ให้ได้'


    เมื่อเดินส่งท่านหมอเสร็จฟู่เฉิง ก็เดินกลับมาในห้องของท่านแม่ของมันฟู่เหยียน


    มันเห็นท่านแม่กำลังก้มกราบบูชาป้ายของย่ำฟ้า


    ฟู่เฉิงกำมือหมัดแน่น พร้อมกล่าวบ่นและกดด่าย่ำฟ้าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา


    "ทั้งๆ ที่ท่านแม่นับถือท่าน ทั้งๆ ที่นางกล่าวบูชาท่าน หากแต่ท่านก็มิเคยได้ช่วยเหลือสิ่งใดนางเลย" ฟู่เฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นหากแต่มันลืมคิดไปว่า... ครั้งหนึ่งย้ำฟ้าผู้นี้เคยได้ช่วยชีวิตมันและผู้คนในตระกูลฟู่เอาไว้มากมาย


    หากแต่เมื่อผ่านวันเวลาไปได้ไม่นาน เพียงแค่มันก้มกราบไม่กี่ครั้ง


    บูชาด้วยธูปเทียนไม่กี่ก้าน มันก็ลืมสิ้นซึ่งความดีของย่ำฟ้า


    พร้อมกล่าววาจามีความอาฆาตเสียแล้ว


    เพียงเพราะย่ำฟ้ามิได้ทำสิ่งที่มันปรารถนาและคาดหวัง


    เป็นเทพไท้ที่ประทานพร พร้อมให้มันสมปรารถนาก็เท่านั้น


    .


    .


    .


    ----- ณ สำนักฟ้าอนันตร์ สำนักอันดับหนึ่งแห่งทวีปเล็ก -----


    มีสตรีนางหนึ่งกอดร่างหนาวสั่น นางพึงถูกถังน้ำจากนางสตรีอื่นซัดสาด


    นางสตรีเหล่านั้นกล่าววาจาเหยียดหยาม "พึงมาถึงที่นี่ได้ไม่นาน นางตัวดีแพศยาแดนบำเพ็ญมีไว้ให้ฝึกวิชา หากแต่เจ้ากับใช้หน้าตาที่แลพอจะดูได้มายั่วบุรุษ ให้เหล่าศิษย์พี่น้องใหญ่เสียการบำเพ็ญ ต้องมาทะเลาะกันเพราะนางสตรีอัปมงคลเช่นตัวเจ้า วันนี้ก็อยู่แต่ตรงนี้แหละ มิต้องกลับเข้าหอพัก ถือว่าเป็นกำบำเพ็ญขัดเกลาจิตใจ จะได้เลิกเป็นนางสตรีที่ใช้หน้าตาทำเรื่องผิดบาปโดยไม่คิดแบบนี้อีก"


    กล่าวจบสตรีสามนางที่เป็นผู้ฝึกฝนก็เดินจากไป ใบหน้าของพวกนางมิงาม หากแต่ระดับฝึกก็มิต่ำทรามเป็นถึงตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองอ่อน 2 จุดแต้มบ้าง 3 จุดแต้มบ้าง


    หลงหลินยื่นนิ่งขดกอดตัวเองหนาวสั่น


    ไม่ช้าเมื่อเหล่านางสตรีพวกนั้นจากไป ก็มีหนึ่งบุรุษใบหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลามีบรรยากาศแห่งบุรุษเมธีที่ใสสะอาดและซื่อตรง


    เมื่อมันมาถึงมันก็ร่ายฤทธิ์เป็นลมร้อนสายหนึ่งให้แก่หลงหลิน


    ไม่ช้าเสื้อผ้าที่เปียกเย็นของนางก็แห้ง ความหนาวสั่นก็คล้ายหายไปสิ้น


    หลงหลินเมื่อเห็นบุรุษผู้นั้นแก้มของนางก็คล้ายแดงก่ำขึ้นเล็กน้อย ไม่ช้านางก็โค้งกายพูดกล่าวอย่างเขินอาย "ศิษย์พี่จางหมิงท่านมาที่นี่ได้อย่างไรเจ้าค่ะ"


    จางหมิงหัวเราะเบาๆ และยิ้มเบาสบาย


    "เมื่อเช้าข้าเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างแล้ว เหล่าศิษย์ในทั้งหลายมีปัญหาแท้จริงมิใช่เพราะเจ้ากระทำ ตัวข้าที่ได้ยินเสียงของเหล่าศิษย์สตรีพูดกล่าวโกรธแค้นต่อศิษย์น้อง ข้าคล้ายไม่เห็นด้วย หากแต่เรื่องราวในสำนักอย่างไรเสียข้าก็เป็นศิษย์บุรุษเพศ จะยุ่งเรื่องของเรือนศิษย์สตรีก็ไม่ถูก ข้าเลยมาดูอยู่ไกลๆ ว่าจะมีเรื่องราวไม่ดีรึเปล่าก็เท่านั้น หากแต่เมื่อพบว่าเจ้าถูกกลั่นแกล้ง ศิษย์พี่ผู้นี้พอช่วยสิ่งใดได้บ้างก็ควรกระทำ เอ้า เจ้าเอานี่ไปสิ"


    จางหมิงกล่าวจบมันก็โยนหยกแดงให้กับหลงหลิน


    "ศิษย์น้องสิ่งนี้คือหยกแดงอบอุ่น เจ้าเก็บมันไว้กับตัวยามค่ำคืนเช่นนี้จะไม่หนาวจับใจ พอผ่านค่ำคืนใกล้ฤดูเหมันต์เช่นนี้ไปได้ไม่ลำบาก นอกจากนั้นหยกแดงชิ้นนี้ยังช่วยเจ้าดูดซับพลังธรรมชาติได้ดีขึ้นอยู่บ้างอีกด้วย ถือโอกาสนี้หาที่สงบนั่งบำเพ็ญก็แล้วกัน"


    จางหมิงพูดไปก็ยิ้มไป ไม่ช้าตัวมันก็ลอยตัวขึ้นก่อนจะโบยบินจากไป


    ไม่ช้าหลงหลินก็ร้องตะโกน "ศิษย์จางหมิงขอบคุณมากๆ เจ้าค่ะ"


    จางหมิงยิ้มมีความสุข พร้อมโบกมือไม้ ไม่ช้าก็พูดกล่าวอีกครั้ง "หากศิษย์น้องมีปัญหาอะไรก็ให้ร้องตะโกนเสียงดังสักหน่อย ศิษย์จะอยู่บำเพ็ญ ที่ขุนเขาใกล้ๆ นี้ หามีเรื่องไม่งามไม่เหมาะสมศิษย์พี่จะมาช่วยเหลือเจ้า"


    หลงหลินใบหน้าเขินอายก็พยักหน้าขอบคุณ


    ไม่ช้าจางหมิงก็บินจากไป


    .


    .


    .


    ณ สถานที่บำเพ็ญที่ยิ่งใหญ่หลงหลินจากบ้านมาไกล


    นางตั้งใจจะเป็นนางบำเพ็ญที่ยอดเยี่ยม เป็นตำนานแห่งแดนดิน


    หากแต่ในสำนักอันดับหนึ่งแห่งนี้ เมื่อได้ย่างก้าวเข้ามาแล้ว ตัวนางก็ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องไม่คาดฝันมากมาย


    มันไม่ได้สวยงามอย่างที่นางคิด ภายในมีการแข่งขันมากมายพร้อมแกร่งแย่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


    บางครั้งก็พบเจอแต่ผู้ไร้น้ำใจ


    .


    .


    .


    ทำให้บางครั้งนางคล้ายนึกถึงสหายผู้ที่เป็นดังพี่ชายของนาง


    นึกถึงบุรุษแซ่ลู่นิทานที่นางชอบฟัง


    นางปรารถนาจะท่องไปทั่วแดนมีอิสระเช่นนั้นบ้าง


    ไม่ช้าหลงหลินก็หาโขดหินและนั่งบำเพ็ญ ณ ที่บริเวณแถวนั้น ในใจปรารถนาจะเป็นตำนานแห่งผู้บำเพ็ญโบยบินอย่างเสรีไปทั่วทุกถิ่นแดน

    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน