เริ่มเล่ม 5 กันแล้วนะครับ เพื่อนๆที่ต้องการอ่านจนจบ สนันสนุนได้ในกลุ่มเลยครับ นักเขียนกำลังระดมทุนไปเปิดนิยายเรื่องใหม่อยู่ ฮ่าๆ
หนิงเทียนไม่รอช้า มันใช้ปลายนิ้วสะกิดกันจนเกิดเป็นโลหิตหนึ่งหยดพร้อมทั้งพุ่งร่างเข้าไปประชิดพญาราชสีห์ปีกดำ
ถึงแม้ว่าราชสีห์ปีกดำจะถูกพันธนาการด้วยโซ่แห่งรูนทั้งสิบ แต่มันก็ยังคงศักดิ์ศรีของความเป็นราชา และเหตุผลที่มันถูกเรียกว่าพญาราชสีห์ปีกดำแทนคำเรียกเพียงราชสีห์ปีกดำเพียงเพราะความยโสในศักดิ์ศรีของการเป็นสัตว์อสูรและความดุร้ายอาฆาตต่อมนุษย์
พญาราชสีห์ปีกดำขบฟันแน่นจนบังเกิดเสียงดังดุจอัสนีฟาด มันพยายามที่จะยกปีกทั้งสองข้างฟาดไปยังมนุษย์ตัวจ้อย
แต่แล้วความพยายามของมันต้องมลายสิ้นไปหมดเมื่ออยู่ต่อหน้าอาคมโบราณ อาคมที่สามารถข่มสะกดอสูรทุกเผ่าพันธุ์ลงได้
เมื่อเห็นถึงการขัดขืน หนิงเทียนสะบัดมือลงต่ำพร้อมกันนั้นสองขาของพญาราชสีห์ปีกดำทรุดลงแทบพื้น
พญาราชสีห์ปีกดำพยายามอีกครั้งที่จะยันกายขึ้นยืน ในอดีตมันเคยถูกมนุษย์ที่เรียกตนเองว่าขุนเขาสีเลือดจับและจองจำไว้เป็นสัญลักษณ์ของสำนัก
ด้วยความเกลียดชังต่อสำนักขุนเขาสีเลือด ทำให้มันเกลียดมนุษย์ไปด้วย และเหตุนี้มันจึงขอสู้จนตัวตายดีกว่าที่จะยอมหมอบราบอยู่แทบเท้ามนุษย์อีกครั้ง
“ไม่เลว ถ้าเจ้ายอมแพ้ง่ายๆก็ไม่สมควรจะกลายมาเป็นสัตว์อสูรของข้า” กล่าวจบหนิงเทียนใช้มือขวาควบคุมอักขระรูน ก่อนจะค่อยๆบีบฝ่ามือเข้าหากัน อักษรแห่งรูนทั้งสิบตัวบีบรัดร่างของพญาราชสีห์ปีกดำจนสิ้นฤทธิ์
หนิงเทียนมองไปยังสัตว์อสูรที่เมื่อไม่กี่ลมหายใจก่อนยังกลายเป็นราชาผู้ตามคร่าชีวิตมัน แต่ตอนนี้มันกับต้องสิ้นฤทธิ์ภายใต้อาคมโบราณ “พลังของอาคมสะกดอสูรไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงไปเลย”
จากนั้นมันเปิดปากต่อไปว่า “ข้ารู้ว่าเจ้านั้นฟังภาษามนุษย์ออก ดูจากแววตาที่ยังไม่สิ้นฤทธิ์ของเจ้าแล้ว เจ้าคงจะสาบานอยู่ในใจสินะ ว่าต้องสังหารข้าให้ได้
ความคิดเช่นนั้นแหละที่มันจะทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น แต่น่าเสียดายตอนนี้เจ้าไม่สามารถที่จะฆ่าข้าได้และข้าเองก็ไม่สามารถตายได้เหมือนกัน เพราะเส้นทางที่ข้าจะมุ่งไปนั้นยังมีหนทางอีกยาวไกลมากนัก
ตัวข้าต้องก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งการเป็นจักรพรรดิ ฉะนั้นเจ้าจงติดตามข้ามาอย่างใกล้ชิดและคอยโอกาสทุกเวลาที่จะได้สังหารข้าให้สำเร็จ
ข้าจะกลายเป็นจักรพรรดิแห่งโลกใบนี้ ส่วนเจ้าก็จงเป็นจักรพรรดิแห่งเผ่าพันธุ์อสูร เมื่อถึงเวลานั้นข้าและเจ้าจะเข่นฆ่ากันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกตายกันไปข้าง”
สิ้นคำกล่าวหนิงเทียนแยกมือออก โซ่แห่งรูนทั้งสิบขาดสะบั้นออกจากกัน
“คุณชายท่านกำลังทำอะไร” อู๋ชางรีบโพล่งออกมา เห็นได้ชัดว่านายของมันได้หยุดการใช้อาคมสะกดอสูรและยังทำลายโซ่แห่งรูนทั้งสิบลงอีกด้วย ซึ่งการจะใช้มันได้อีกครั้งจะต้องท่องอาคมตั้งแต่บทที่หนึ่งถึงบทที่เก้าใหม่เท่านั้น
การกระทำเช่นนี้ของหนิงเทียนต่อหน้าสัตว์อสูรระดับที่สี่ นับว่าเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นและมุทะลุเกินไป
เมื่อไร้ซึ่งพันธนาการ พญาราชสีห์ปีกดำยันกายยืนขึ้นด้วยความงุนงง พร้อมกันนั้นหนิงเทียนกล่าวขึ้นมาอีกครั้งว่า
“ข้าเองก็ไม่ชอบสยบใครด้วยความหวาดกลัว ถ้าเจ้าคิดว่าคำพูดของข้าเป็นเพียงลมปากละก็ ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้ต่อสู้อีกครั้งและข้าจะไม่ใช้อาคมสะกดอสูรข่มเจ้าอีก ทั้งเจ้าและข้าสามารถเอาชีวิตซึ่งกันและกันได้อย่างเท่าเทียม
วันนี้ถ้าข้าพลาดพลั้งตกตายด้วยปีกคู่สีดำของเจ้า ข้าจะไม่คิดเสียใจ แต่ทว่าถ้าเจ้าอยากจะลองเชื่อคำพูดของมนุษย์ดูสักครั้งละก็ เจ้าจะไม่ได้อยู่ในฐานะอสูรรับใช้ของข้าแต่เจ้าจะกลายมาเป็นอสูรคู่กายของข้า หนิงเทียน!!”
ทุกถ้อยคำของหนิงเทียนกล่าวออกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ท่ายืนที่สง่าประดุจแสงแห่งตะวันที่สอดส่องลงมากลางศีรษะ
เวลานี้ในสายตาของพญาราชสีห์ปีกดำ ถูกอำนาจและบารมีของมนุษย์ตรงหน้ามันสะกดข่มจนต้องก้มศีรษะลงและยอมศิโรราบแทบพื้น
เมื่อหนิงเทียนเห็นท่าทีของพญาราชสีห์ปีดำ มันใช้โลหิตสีแดงของมันเรียกกระบี่แห่งสัจจะออกมาและร่างพันธสัญญาจิตวิญญาณขึ้นใหม่
“ถ้าเจ้ายอมติดตามข้า จงประทับสัญญาโลหิตรับกระบี่แห่งสัจจะนี้ไป”
พญาราชสีห์ปีกดำแสดงท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อมันแหงนหน้าขึ้นมองมนุษย์ตรงหน้าที่กำลังยิ้มออกด้วยความมั่นใจ ทำให้ดวงตาสีแดงของมันสั่นไหว
อาจจะพูดได้ว่าพญาราชสีห์ปีกดำ ถูกวาจาชั่งทองของหนิงเทียนหว่านล้อมจนยอมละทิ้งความคั่งแค้น’
จักรพรรดิอสูรคือตำแหน่งที่เหล่าอสูรทุกตัวในโลกเหล้านี้ใฝ่ฝันถึง แต่ทว่าข้อเสนอที่ไม่รู้ว่าจะมีวันเป็นจริงหรือไม่กลับถูกกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและไม่คล้ายจะเป็นคำหลอกลวงของมนุษย์
ด้วยเหตุนี้ราวกับถูกมนต์สะกดของอสูร พญาราชสีห์ปีกดำยกขาหน้าที่เปรอะเปื้อนโลหิตสีม่วงขึ้นไปประทับรับสัญญาจิตวิญญาณ ทันใดนั้นกระบี่แห่งสัจจะพุ่งตรงเข้าไปในร่างกายของมัน
เห็นเช่นนั้นหนิงเทียนยกยิ้มขึ้นมา "แหวนมิติอสูรหยกที่ได้ประมูลมาจากสมาคมการค้าจ้าวสมุทร บัดนี้ข้าจะได้ใช้มันเสียที"
จากนั้นมันวาดมือเรียกร่างของพญาราชสีห์ปีกดำและอินทรีขนทองกลับเข้าสู่แหวนมิติทันที หนิงเทียนมองไปยังแหวนมิติอสูรที่ถูกสวมใส่อยู่บนนิ้วทั้งสองด้วยใบหน้าที่พอใจ
“ด้วยอสูรลมปราณคู่นี้น่าจะพอช่วยให้ข้ารอดพ้นจากสถานการณ์อันตรายในภายภาคหน้าได้อยู่หลายส่วนละนะ”
....
....
ในเวลาเดียวกันกลุ่มของอี้เหวินตงและไห่จิ้งอิ้งพวกมันต่างนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า พวกมันใช้พลังลมปราณทั้งหมดในการถอยหนีและจัดการกับสัตว์อสูรที่ขวางทาง
“พวกท่านจะไม่กลับไปช่วยคุณชายหนิง”ลู่อู๋ซวงกล่าวออกมาด้วยอาการเหนื่อยหอบ
“ข้าสัมผัสได้ถึงการต่อสู้ที่รุนแรงจากทิศทางด้านใต้ นั้นหมายความว่าน้องชายหนิงได้ปะทะกับพญาราชสีห์ปีกดำแล้ว ข้าเกรงว่าพวกเราคงจะไม่ได้พบเขาอีก”ไห่จิ้งอิ้งกล่าวออกพร้อมส่ายหน้า
“ตัวตนของคุณชายหนิงลึกลับเกินกว่าที่พวกท่านจะหยั่งถึง พวกเราเพียงแต่ทำตามคำสั่งของเขา และไม่กลับไปเป็นตัวถ่วงก็พอแล้ว”
แม้อี้เหวินตงจะกล่าวออกด้วยคำพูดที่มั่นใจแต่เห็นได้ชัดว่าสีหน้าและท่าทางของมันไม่ได้ไปพร้อมกับคำพูดเลย ภายในใจของมันเองก็ยังไม่มั่นใจว่าหนิงเทียนจะรอดจากเงื้อมมือของทรราชขั้นที่9มาได้
“ท่านพ่อพวกเราจะออกไปจากป่านี้ได้อย่างไร??”ไห่เทียนตี้บุตรของมันกล่าวออกด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า
ในการหลบหนีของพวกมันไห่จิ้งอิ้งและอี้เหวินตงเป็นกำลังหลักในการเปิดทางส่วนไห่เทียนตี้ผู้นี้เป็นคนแบกร่างของลู่เอินตามคำสั่งที่หนิงเทียนได้กล่าวไว้
“พวกเราต้องตามหาวิหคปีกไม้ให้เจอ ถ้าเราฝืนเดินทางตัดผ่านป่าแห่งนี้ไปละก็ พ่อเกรงว่าพวกเราจะไม่สามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือของอสูรที่มากมายในป่าแห่งนี้ไปได้”
สิ้นคำกล่าวของไห่จิ้งอิ้ง ร่างของอสูรลมปราณประเภทวิหคบินเหนือศีรษะของพวกมัน แสงตะวันถูกบดบังให้มืดลงไปชั่วขณะ
พวกมันทั้งหมดแหงนมองขึ้นไปบนฟ้า พบกับร่างของเสี่ยวซวงที่กำลังนั่งอยู่บนหลังของวิหคปีกไม้ นางนั้นทำตามคำสั่งของหนิงเทียนได้อย่างดีเยี่ยมในการจับตัววิหคปีกไม้กลับคืนมา
“นั้นแม่นางเสี่ยวซวงนี้” อี้เหวินตงกล่าวออกด้วยสีหน้าดีใจพร้อมทั้งชี้มือไปด้านบน
“วิเศษพวกเรารอดแล้ว นางสามารถจับวิหคปีกไม้กลับมาได้”สีหน้าของไห่จิ้งอิ้งเริ่มดีขึ้นเมื่อเห็นการมาถึงของเสี่ยวซวง
พร้อมกันนั้นเสี่ยวซวงค่อยๆลดระดับการบินของวิหคปีกไม้ลง เพื่อที่จะให้ทั้งสี่คนกระโดนขึ้นมาบนหลังของมันได้ เมื่อเห็นทุกคนขึ้นมาเรียบร้อยเสี่ยวซวงบังคับวิหคปีกไม้ให้เข้าสู่ด้านในของป่าทึบทันที
ไห่จิ้งอิ้งเห็นทิศทางที่วิหคปีกไม้มุ่งหน้าไปมันรีบกล่าวถามออกมาทันที “นั้นๆ เจ้ากำลังจะไปไหนแน่”
เสี่ยวซวง “.....”
“แม่นางเสี่ยวซวงหรือว่าท่านต้องการเข้าไปหาคุณชายหนิง?? ...ไม่ได้!! คุณชายหนิงสั่งพวกเราไว้ว่าห้ามหันหลังกลับไปเด็ดขาด”
อี้เหวินตงกล่าวออกพร้อมกับใบหน้าที่ซีดขาวลง การวิ่งเข้าไปหาพญาราชสีห์ปีกดำไม่เท่ากับเป็นการวิ่งเข้าหาความตายหรืออย่างไร??
เสี่ยวซวง “…..”
เมื่อไม่มีการตอบรับใดๆจากเสี่ยวซวง อี้เหวินตงรีบกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง “แม่นางเสี่ยวซวงโปรดคิดดูใหม่อีกครั้ง พวกเราไปมีแต่จะเกะกะเขาเปล่าๆและที่สำคัญพวกเราอาจเป็นสาเหตุให้คุณชายหนิงต้องพะว้าพะวังต่อสู้ได้ไม่เต็มที่”
เสี่ยวซวง “…”
ไม่ว่าใครจะกล่าวทัดทานอะไร สิ่งที่เสี่ยวซวงตอบกลับมีเพียงความเงียบเท่านั้น นางไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย นางยังคงบังคับวิหคปีกไม้ไปค้นหาหนิงเทียนตามที่ตั้งใจ
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วไห่จิ้งอิ้งและอี้เหวินตงล้มเลิกความตั้งใจที่จะกล่าวคำใดอีก ถ้าปราศจากวิหคปีกไม้การเดินทางกลับทางพื้นดินของพวกมันมีโอกาสรอบเพียง2ใน10ส่วนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้พวกมันจำใจต้องเดินทางไปพร้อมกับเสี่ยวซวง
วิหคปีกไม้บินลัดเลาะต้นไม้น้อยใหญ่มาได้ระยะหนึ่งมันต้องพบกับหมอกสีดำกลุ่มหนึ่งที่กำลังเคลื่อนที่ตรงเข้ามา
เห็นเช่นนั้น ไห่จิ้งอิ้งและอี้เหวินตงกระชับอาวุธคู่กายของมันแน่น "ทุกคนระวัง!!!"
แต่ทว่าเมื่อหมอกสีดำก่อตัวเป็นร่างของมนุษย์ พวกมันทั้งสองต่างระบายลมหายใจออกมาก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้ายินดี
“นั้นมันน้องหนิงเทียน” ไห่จิ้งอิ้งตะโกนออกมา
“เขาปลอดภัยดี เขาเอาตัวรอดจากพญาราชสีห์ปีกดำมาได้” อี้เหวินตงยิ้มออกพร้อมทั้งชูไม้ชูมือชี้ไปยังหนิงเทียน
หนิงเทียนทะยานร่างมาหยุดยืนบนหลังของวิหคปีกไม้มันหาได้สนใจอี้เหวินตงและไห่จิ้นอิ้งที่กำลังเต้นแร้งเต้นกาอยู่ไม่
มันเพียงแต่เดินตรงไปยังเสี่ยวซวงก่อนจะกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “เจ้าทำได้ดีมาก”
หนิงเทียนรู้ดีว่าการจะตามวิหคปีกไม้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เผ่าพันธุ์วิหคถ้าลองมันได้โบยบินอยู่บนท้องฟ้าแล้ว การคิดที่จะจับมันกลับมานั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นจนเลือดตาแทบกระเด็นเลยทีเดียวด้วยเหตุนี้เองสายพันธุ์วิหคจึงเป็นสายพันธุ์ที่หายากและยังมีราคาซื้อขายกันที่แพงมหาศาลอีกด้วย
“น้องชายหนิงเจ้าใช้ปาฏิหาริย์อันใดถึงสามารถหนีพ้นเงื้อมมือจากปีศาจร้ายตัวนั้นมาได้”ไห่จิ้งอิ้งกล่าวถามออกด้วยความสงสัย
อี้เหวินตงได้ยินเช่นนั้นมันหยุดเงียบพร้อมกับตั้งใจฟังคำตอบที่มันเองก็สงสัยอยู่เช่นกัน
“ไม่มีอะไรมากไปกว่าโชคของข้าที่มันดีจนทำให้ข้ารอดมาได้”หนิงเทียนกล่าวตอบอย่างไม่สนใจ จากนั้นมันกล่าวออก “ตอนนี้เราไร้คนนำทางแล้ว พวกเจ้าทั้งสอง ใครมีใครสามารถทำหน้าที่นี้ได้บ้าง”
ไห่จิ้งอิ้งกล่าวอาสาขึ้นมา“เรื่องนี้แม้พวกเราจะไม่ค่อยคุ้นเคยเส้นทางแต่ข้าและน้องเหวินตงสามารถช่วยกันประคับประคองพวกเราไม่ให้ออกนอกเส้นทางได้แน่”
อี้เหวินตงพยักหน้าตอบรับ ด้วยเหตุนี้พวกมันทั้งสองจึงกลายเป็นผู้นำทางไปโดยทันที ทั้งสองเดินทางอย่างระมัดระวังแม้จะช้าไปบ้างแต่ทุกเส้นทางที่วิหคปีกไม้บินผ่านล้วนปลอดภัยและไร้ซึ่งการโจมตีจากอสูร
การเดินทางผ่านมาราวๆ10วัน ในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์อยู่กลางท้องฟ้า กลุ่มของหนิงเทียนได้เดินทางมาหยุดอยู่หน้าภูเขาสูงลูกใหญ่ ยอดของมันทิ่มแทงทะลุหมู่ก้อนเมฆจนไม่สามารถมองเห็นจุดยอดได้
“ พวกเรามาถึงตีนดอยแล้ว ด้านบนสุดของภูเขาลูกนี้คือดอยเทพอาคม”ไห่จิ้งอิ้งกล่าวขึ้นมา
หนิงเทียนพยักหน้า มันสัมผัสได้ว่าที่ตีนดอยแห่งนี้มีความหนาแน่นทางลมปราณที่มากกว่าพื้นที่ปกติ จากนั้นหนิงเทียนหันไปกล่าวแก่อี้เหวินตง
“เจ้าพาสองพ่อลูกแซ่ลู่ กลับไปยังเมืองฉางผิงได้ หน้าที่ของเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว”กล่าวจบหนิงเทียนโยนกล่องโอสถให้แก่อี้เหวินตง พร้อมอธิบายต่อไปว่า
“ภายในนี้คือโอสถวิญญาณทรราช มันคือสิ่งที่ฉางเหล่ย นายของเจ้าใฝ่ฝันถึงเช้าเย็น และจงนำคำพูดของข้าไปบอกมัน ตราบใดที่มันดูแลคฤหาสน์ซือหม่าและตระกูลมู่อย่างดีละก็ เมื่อข้ากลับไปแล้วข้าจะตกรางวัลให้มันอย่างงาม”
ไห่จิ้งอิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของมันเบิกกว้าง สองมือของมันสั่นออกด้วยความอิจฉา
ภายในดินแดนรอบนอกสามเมืองใหญ่นั้นไม่ได้ผู้ฝึกตนในแดนทรราชถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเพราะพวกมันขาดสิ่งที่ช่วยให้พวกมันทะลวงคอขวดในระดับครึ่งก้าวสู่แดนทรราชได้ต่างหาก
จากนั้นหนิงเทียนมองไปยังลู่อู๋ซวงก่อนจะกล่าวออกไปว่า “รีบกลับไปได้แล้ว ที่นี้ไม่มีเหตุผลให้เจ้าอยู่อีกต่อไป”
“ขอบพระคุณ คุณชายหนิงที่ช่วยเหลือพวกเรา บุญคุณครั้งนี้อู๋ซวงจะต้องทดแทนในภายหน้าอย่างแน่นอน” นางกล่าวออกพร้อมก้มศีรษะลง
ด้วยคำสั่งของหนิงเทียนและโอสถวิญญาณทรราชในมือนั้น อี้เหวินตงรีบควบคุมวิหคปีกไม้ให้หันหน้ากลับไปยังทิศทางสามเมืองใหญ่ด้วยใบหน้าเปี่ยมปิติ จากนั้นวิหคปีกฟ้าที่บรรทุกร่างของทั้งสามก็ได้บินหายลับไปจากฟ้า
เมื่อทั้งสามจากไปหนิงเทียนนำชุดสีดำและผ้าคลุมหน้าออกมา “เสี่ยวซวงเจ้าจงไปเปลี่ยนชุดและจำไว้ว่าต่อจากนี้ไป เจ้าจะต้องใช้ชื่อใหม่ว่าอู๋ซวง”
กล่าวจบหนิงเทียนสะบัดมือนำโอสถสีเหลืองทองออกมาสองเม็ด มันคือโอสถเหลืองอำพันที่บิดารองปรุงไว้ให้มันเพื่อใช้ในการปกปิดแก่นแท้พรสวรรค์ ก่อนจะแบ่งออกเป็นสองและให้เสี่ยวซวงกินหนึ่งเม็ด
พวกมันทั้งคู่คือตัวตนระดับเก้าแก่นแท้พรสวรรค์ จุดสูงสุดของพรสวรรค์ในการบ่มเพาะ
ถ้าตัวตนเช่นนี้บังเกิดขึ้นมาพร้อมกันถึงสองคนละก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าความวุ่นวายขนาดใดจะบังเกิดขึ้นที่ดอยเทพอาคมแห่งนี้
“ไปกันเถอะ” หนิงเทียนกล่าวจบมันออกเดินนำขึ้นสู่ยอดของดอยเทพอาคมโดยมีเสี่ยวซวงในชุดดำสวมผ้าคลุมปกปิดใบหน้าที่ขาวเนียนเดินตามอยู่ด้านหลัง
เวลานี้ไห่จิ้งอิ้งและไห่เทียนตี้ ตัวตนระดับเจ้าเมืองไห่หนานและผู้ถูกเลือก พวกมันทั้งคู่เดินตามหลังหนิงเทียนราวกับเป็นคนรับใช้ก็ไม่ปาน